เต็มเดือนเข้าห้องน้ำลงกลอน ก่อนจะนั่งลงบนโถส้วมก้มลงดูเท้าที่ถูกกัดเสียจนบวมแดง โชคดีหน่อยที่ชุดของหล่อนไม่รุงรังนักไม่อย่างนั้นคงลำบากยิ่งกว่านี้เป็แน่
เต็มเดือนนั่งพักเท้าได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้าห้องน้ำมา มองจากในห้องน้ำเห็นเป็เงาของเท้าคนหยุดยืนอยู่ที่ห้องเธอพักหนึ่งทีเดียว ก่อนจะมีกระดาษแผ่นเล็กๆพับครึ่งสอดมาข้างใต้ แล้วเสียงฝีเท้าก็เดินออกจากห้องน้ำไป พร้อมๆกับไฟที่ดับพรึบลง!
เต็มเดือนเริ่มรู้สึกแปลกๆ หยิบกระดาษแผ่นนั้นเปิดดู พบว่าเป็คำสั้นๆเขียนด้วยสีแดงที่ดูน่าจะเป็ลิปสติก ได้ใจความว่า
‘ ไ ป ต า ย ซ ะ’
ทันทีที่อ่านข้อความจบ หญิงสาวเสียวสันหลังวาบขึ้นทันที รีบลุกขึ้นไปเปิดประตูแล้วก็พบว่าเป็อย่างที่เธอคิดจริงๆ ประตูถูกล็อกจากด้านนอก ...
ภูมิภาสกับปณาลีที่ว่างจากการต้อนรับแขกแล้ว จึงพากันเดินดูความเรียบร้อยรอบๆงาน ก่อนที่ภูมิภาสจะเห็นใครบางคนที่ยืนดูการแสดงบนเวทีอยู่ จึงเอ่ยทักขึ้น
“น้องแก้ว”
“คุณภูมิ คุณลี” กัลยาส่งยิ้มเมื่อเห็นภูมิภาสกับปณาลีเดินเข้ามา
“ทำไมอยู่คนเดียวละครับ”
“คุณแม่ไปตามหาพี่เกล้าค่ะ เห็นว่ามีเื่จะคุย ส่วนยายก้อยก็ไม่รู้หายไปไหน แก้วก็เลยดูนู้นดูนี่ไปเรื่อย” กัลยาพูดพลางยิ้มกับตัวเอง ภูมิภาสมองอย่างเอ็นดู
“ถ้าอย่างนั้นไปหาอะไรทานด้วยนะครับ ”
ปณาลียิ้มพยักหน้ารับมองพี่ชายทีสลับกับสาวน้อยตรงหน้าอีกที ก่อนทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
“จริงสิ! ลีต้องไปรับเพื่อนที่ล็อบบี้นี่นา แหม ลืมได้ยังไงก็ไม่รู้” ว่าพลางเขกหัวตัวเองเบาๆ ก่อนหันมาพูดเร็วๆกับทั้งคู่
“ลีขอตัวเลยละกันนะคะ” ว่าแล้วก็เดินเร็วๆทิ้งทั้งคู่ไว้กัลยามองตามงงๆ
“อ้าว”
“อย่าสนใจเลยครับ”
ภูมิภาสพูดอย่างรู้ทันความคิดน้องสาว ผายมือให้กัลยาเดินไป ทั้งคู่เดินมาด้วยกันถึงโต๊ะอาหาร เจอปาณปวีร์ อนล และนิคที่ยืนอยู่ด้วยกันก่อนแล้ว
“พี่ภูมิ น้องแก้วมาหาอะไรกินหรอฮะ”
“อืม”
“อ้อ น้องแก้ว นี่นิคครับเพื่อนผมเอง ส่วนนี่น้องแก้วเป็ลูกพี่ลูกน้องของเ้าสาว”
“สวัสดีครับ” นิคพยายามทักทายเป็ภาษาไทยอย่างกระท่อนกระแท่น
“สวัสดีค่ะ” กัลยาตอบรับด้วยท่าทางประหม่า
“มิน่าคุณดูคล้ายๆกับคุณเต็มเดือนเลย ผมหมายถึงสวยเหมือนกันนะครับ เพียงแต่คุณดูขี้อายกว่านิดหน่อย” ชายหนุ่มพูดเป็ภาษาอังกฤษ ซึ่งหญิงสาวเองก็ฟังพอเข้าใจอยู่บ้าง จึงพยักหน้าให้พร้อมกับยิ้มน้อยๆ
“แล้วเ้าสาวไปไหนซะละ” ภูมิภาสหันไปถามน้องชายคนรอง
“คงไปหาที่นั่งพักครับ เห็นว่ารองเท้ากัด”
“แล้วทำไมไม่ไปดูแลเขา”
“ก็ไม่เห็นเขาจะขอความช่วยเหลืออะไรสักหน่อย เก่งจะตาย คงดูแลตัวเองได้” ชายหนุ่มเอ่ยพาล ทำเอากัลยาต้องหันกลับมามอง
“ทะเลาะกันหรอคะ”
“พี่วีทำให้น้องแก้วในะนั่น ...ไม่ต้องห่วงนะน้องแก้ว พี่วีแค่งอนเขา แต่เขาไม่รู้ตัวเท่านั้นละฮะ”
“พูดมากนะ”
“นายควรดูแลเธอมากกว่านี้นะ” นิคเอ่ยขึ้นเป็ภาษอังกฤษ ทุกคนจึงหันมองอย่างสนใจ
“มีอะไร”
“นางฟ้าเป็ผู้หญิงที่สวยมาก แต่เธอกลับดูเศร้า เหมือนกับคนที่มีอะไรในใจอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับคนที่ผ่านปัญหาในชีวิตมามาก ทั้งที่เธออายุยังน้อยอยู่แท้ๆ”
“โหว นักจิตวิทยาของเรา วิเคราะห์เหมือนตาเห็นเลย”
“เธอกำลังมีปัญหาอยู่หรือ”
อนลไม่ตอบเพื่อนแต่เบนสายตาไปทางพี่ชาย ปาณปวีร์มองเพื่อนชาวต่างนิ่งทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็เปลี่ยนใจก่อนจะเสมองทางอื่นใจนึกไปถึงคนที่กำลังถูกพูดถึง ที่ไม่รู้ว่าตอนนี้กำลังอยู่ที่ไหน ด้วยความรู้สึกผิดที่เหมือนปล่อยอีกฝ่ายทิ้งไว้ ใจหนึ่งก็ชักอยากไปหาหล่อนขึ้นมา
ภูมิภาสมองน้องชายที่มีท่าทางเคร่งขรึมขึ้นมา ส่ายหน้าพร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ แล้วสายตาก็มองผ่านไปที่ชายหญิงคู่หนึ่งที่ยืนหัวร่อต่อกระซิกกันอย่างสนิทสนม
“นล นั่นชัชวินเพื่อนนายหรือเปล่า”
“ใช่ฮะ เอ ยืนอยู่กับใครนะ ดูคุ้นๆ”
“ยายก้อยนี่คะ”
“เขารู้จักกันมาก่อนหรือครับ” ปาณปวีร์หันมาถามหญิงสาว
“ไม่ทราบสิคะ ปกติแก้วก็ไม่ค่อยรู้จักเพื่อนยายก้อยอยู่แล้ว”
“อาจจะพึ่งรู้จัก ก็ไม่แปลกหรอก ไอ้ชัชมันคารมดี” อนลว่า
“เสือผู้หญิงเลยต่างหาก คบผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า ทำท้องมาไม่รู้กี่ราย ล่าสุดเห็นว่าไปคบอยู่กับลูกสาวคุณภารดี แล้วไปทำเขาท้อง ตัวมันไม่ยอมรับผิดชอบ แล้วคราวนี้ผู้หญิงก็ไม่ใช่ลูกตาสีตาสาที่ไหน มันเลยต้องบินหนีไปเรียนต่อที่อังกฤษแทบไม่ทัน กลับมาได้นี่สงสัยจะเคลียร์กับทางบ้านคุณภารดีแล้ว แต่อย่างว่าเป็ถึงลูกชายนายพล เื่แค่นี้คงไม่เป็ปัญหา” ปาณปวีร์ว่าพลางหันมาบอกกัลยา
“น้องแก้วเตือนน้องหน่อยดีกว่านะครับ”
“ถ้ายายก้อยยอมฟังนะคะ”
“ต้องฟังสิฮะ พี่สาวทั้งคน” อนลเอ่ยแซว
“ก้อยไม่ค่อยฟังใครหรอกค่ะ แม่รักมากตามใจกันมาั้แ่เด็ก ก้อยเลยเอาแต่ใจ เพราะไม่มีใครกล้าว่า”
“ไม่ดีเลยนะครับ” นิคเอ่ยพลางมองหน้าอีกฝ่ายอย่างแปลกใจ
“ค่ะ” กัลยาตอบอย่างครุ่นคิด มองไปทางน้องสาวที่กำลังยิ้มหัวเราะกับชายหนุ่มอย่างสนิทสนม มีบางครั้งที่ชายหนุ่มแอบถึงเนื้อถึงตัว แต่กุลปรียาเองก็ดูเหมือนจะชอบใจ…
“คนใจดีอย่างน้องแก้ว คงไม่เคยดุน้องแน่ๆเลย” ปาณปวีร์มองหญิงสาวพลางยิ้มล้อ
กัลยามองชายหนุ่มแล้วจึงยิ้มตาม พอดีกับที่คนๆหนึ่งเดินมาชนด้านหลังหญิงสาวพอดี ร่างเล็กถลาเกือบล้มลงกับพื้น ดีที่ปาณปวีร์เอาตัวเข้ามารับไว้พอดี
“ขอโทษครับ”
“ระวังหน่อยสิครับ” ปาณปวีร์ตอบพลางประคองหญิงสาวในอ้อมแขน กัลยาก้มหน้าเอ่ยขอบคุณเบาๆ ค่อยๆขยับตัวออกอย่างนุ่มนวล
“ผมจะมาตามนะครับ เ้าบ่าวเ้าสาวได้เวลาขึ้นเวทีแล้วครับ เอ่อ แล้วเ้าสาวอยู่ไหนครับ”
“นั่นสิ หายไปนานขนาดนี้ เ้าสาวหนีออกจากงานไปแล้วมั้งฮะ” อนลพูดพลางหัวเราะ แล้วก็ถูกศอกแหล่มๆของพี่ชายคนโตกระทุ้งเข้าให้
“รอสักครู่นะครับ ผมไปตามเ้าสาวก่อน” ปาณปวีร์ว่าหันมาโบกมือให้ ก่อนเดินออกไป
กัลยาเองก็ขอตัวไปช่วยตามหา เหลืออนล และนิคที่ยืนอยู่กับภูมิภาส
“พี่วีนี่เสน่ห์แรงจริงๆนะฮะ”
“อยู่ๆมาพูดอะไร”
“ไม่เห็นหน้าคุณแก้วหรอฮะ แดงเป็ลูกตำลึงเชียว ดูท่าจะแอบชอบพี่วี”
“คุณแก้วเธอเรียบร้อย ขี้อาย ก็ธรรมดา”
“คงไม่ได้กำลังปลอบใจตัวเองอยู่หรอกนะฮะ” อนลเอ่ยล้ออย่างไม่จริงจังนัก
“เพ้อเจ้อ” ภูมิภาสว่า แล้วเดินออกไป
“ทิ้งกันหมดเลย” อนลว่า มองตามหลังแต่ละคนไป ก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ
“แปลก” นิคพึมพำเบาๆเป็ภาษาของตัวเอง อนลจึงหันมองอย่างสนใจ
“อะไรแปลก”
“น้องสาวของนางฟ้า”
“คุณแก้วทำไม”
“คนนี้ก็มีปัญหาเหมือนกัน”
“ไม่แปลกหรอก เท่าที่รู้เธอไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีจากครอบครัวเท่าไหร่ เธอเลยค่อนข้างไม่มั่นใจในตัวเอง นายชอบเรียกว่าอะไรนะ... พฤติกรรมถดถอย?”
นิคมองชายหนุ่ม ก่อนจะมองตามร่างแน่งน้อยที่พึ่งเดินจากไปเมื่อครู่ด้วยสายตาไม่เห็นด้วยเท่าไหร่นัก หากแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ก่อนจะก้มลงหยิบคัพเค้กชิ้นเล็กวางลงในจานตัวเอง
“ช่วยด้วยค่ะ มีคนอยู่ในนี้”
เต็มเดือนะโซ้ำไปซ้ำมาอยู่พักใหญ่ ทั้งเคาะทั้งทุบประตู จนปวดมือไปหมด คอก็เริ่มแห้งจึงหยุด นั่งลงบนชักโครกก่อนจะถอนหายใจยาว
ดูจากสีลิปสติกบนกระดาษแล้วเดาได้ไม่ยากว่าคงจะเป็ฝีมือของกุลปรียา เพราะหล่อนจำได้ว่าสีนี้เป็สีที่อีกฝ่ายชอบใจนักหน้า ว่าเป็สีหายาก ต้องสั่งตรงมาจากเมืองนอกเท่านั้น อีกอย่างคนที่ไม่ชอบยุ่งกับใครอย่างหล่อนก็ไม่ได้มีศัตรูที่ไหนอีกแล้ว
เป็ความซวยของเธอเองที่เดินออกมาเข้าห้องน้ำด้านนอกหอประชุม แทนที่จะเข้าห้องน้ำด้านหลังเพราะอยากจะหลบเลี่ยงจากความวุ่นวาย ...สุดท้ายเลยได้สงบสมใจ ห้องน้ำตรงนี้อยู่ไกลจากที่จัดงานพอสมควร ดังนั้นคงยากที่จะมีใครผ่านมาได้
ตัวหล่อนหายออกมาจากงานมาเป็ชั่วโมงแล้ว คนในงานคงรู้แล้วว้าเธอหายไป ส่วนเ้าบ่าวของเธอ ป่านนี้คงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปแล้วกระมัง โทษฐานที่เธอทำให้งานวุ่นวาย จะมีสักนิดหรือเปล่านะที่เขาจะรู้สึกเป็ห่วงหล่อนจริงๆ เผลอคิดไปแล้วเต็มเดือนก็นึกขำตัวเองที่อยู่ๆก็กลายเป็คนช่างน้อยอกน้อยใจไปได้
หญิงสาวมองไปรอบๆ ห้องน้ำเป็ผนังเรียบๆ ไม่มีตำแหน่งให้เธอเกาะเกี่ยวปีนป่ายขึ้นไปได้ จะมีก็แค่โถส้วมที่พอเหยียบได้ แต่คงส่งตัวหล่อนให้ไปถึงข้างบนไม่ได้ประกอบกับชุดกระโปรงยาวระพื้นของหล่อน ดีไม่ดีอาจจะได้ลงข่าวหน้าหนึ่ง
‘ดับอนาทเ้าสาวอาภัพหัวฟาดพื้นห้องน้ำตาย หลังจากอุตริพยายามปีนออกจากห้องน้ำ’
เต็มเดือนส่ายหน้ากับความคิดพิลึกนั้น มองเศษกระดาษในมือ พลันความทรงจำบางอย่างก็หวนกลับมา ซองกระดาษสีน้ำตาลชิ้นเล็กๆที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเื ถูกใส่ลงในมือของเด็กหญิงตัวน้อย พร้อมกับเสียงพูดที่วนซ้ำไปซ้ำมาในหัว
หญิงสาวหลับตาลงพยายามคิดถึงคำพูดนั้น หากแต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกและด้วยความอ่อนล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวัน เพียงชั่วแวบเดียวความคิดทั้งหลายก็หลุดลอยไป ก่อนเข้าสู่ห้วงนิทรา…
ภายในงานเกิดความวุ่นวายจริงๆ เมื่ออยู่ๆเ้าสาวก็หายตัวไปจากงาน พิธีกรบนเวทีจึงต้องรับหน้าแขกบนเวทีไปเรื่อยๆ ส่วนคนอื่นๆก็ช่วยกันตามหากันจ้าละหวั่น ทิพย์สุดานั่งพิงเ้าสัวบวรอยู่ทำท่าจะเป็ลมอยู่รอมร่อ ผิดกับคุณหญิงชวาลาที่นั่งสงบนิ่ง
“ไม่มีใครเจอเจอพี่เดือนเลยค่ะ” ปณาลีเดินเข้ามาสีหน้าเป็กังวล มองพี่ชายทั้งสามที่หน้ายุ่งพอกัน โดยเฉพาะปาณปวีร์ที่ดูจะเครียดไม่แพ้กัน หันมาเอ่ยกับผู้เป็ยาย
“หรือเขาจะหนีไป”
“ต้องใช่แน่ๆเลยค่ะคุณแม่ ยิ่งไม่ได้เต็มใจแต่งั้แ่แรกอยู่แล้วไม่ใช่หรอคะ”
“เดือนไม่ใช่คนแบบนั้น”
“จะแน่ใจได้ยังไงละค่ะ”
“ฉันเลี้ยงของฉันมา เหมือนที่เลี้ยงเธอมา หรือเธอจะเถียงละแม่ทิพย์” คุณหญิงชวาลาตอบเสียงหนักแน่นและมีอำนาจในคราวเดียวกัน ทิพย์สุดาจึงยอมถอย
“แล้วจะทำยังไงต่อละค่ะ นี่ก็ดึกมากแล้ว ให้แขกรออยู่แบบนี้ เกรงใจเขาแย่”
“ให้ตาวีไปกล่าวขอบคุณแขก แล้วก็ส่งแขกได้แล้ว ที่เหลือก็ไปตามหากันต่อ” เ้าสัวบวรตัดสินใจ คุณหญิงชวาลาพยักหน้าเห็นด้วย
จัดการปัญหาเฉพาะหน้าแล้วทุกคนก็กระจายกันตามหาเ้าสาวกันต่อ ภูมิภาส กับปาณปวีร์ที่เดินมาทางด้านหลังหอประชุม ได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังโต้เถียงกัน เสียงฟังคุ้นหู ทั้งคู่จึงเดินเข้าไปจนได้รู้ว่าต้นเสียงเป็ใคร
“ทำไมแกมันโง่อย่างนี้นะ!”
“ถึงหนูจะโง่ หนูก็เลี้ยงแม่เลี้ยงน้องมาได้จนถึงทุกวันนี้แล้วกัน”
“เลี้ยงได้แบบตายอดตายยากนะสิ!” โฉมสะคราญกระแทกเสียงใส่ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามทำใจเย็น
“ที่ฉันบอกให้แกทำ มันไม่เห็นจะยากเลย ไหนๆก็เกิดมาสะสวยขนาดนี้แล้ว ก็ใช้ให้มันมีประโยชน์หน่อยสิ” โฉมสะคราญลูบหัวลูกสาวคนโตปากก็พยายามพูดประเหลาะ
“กับนายอนลแกก็สนิทไม่ใช่หรอ หรือไม่ก็นายภูมิภาสเ้านายแก แค่แกทอดสะพานให้มันหน่อย หรือไม่ก็พามันขึ้นเตียงสักครั้งสองครั้ง...”
“แม่!”
“จะเรียกอะไรนักหนา ทำสะดีดสะดิ้งไปได้ แค่นั้นมันไม่สึกหรออะไรหรอก”
“แม่ไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหน ..ไอ้ก้องใช่มั้ย!” กรวีกระแทกเสียงอย่างสุดทน โฉมสะคราญฟาดมือลงบนหน้าเรียวฉาดใหญ่
เพียะ!
“ที่แกเรียกนะผัวฉัน เป็พ่อแก เคารพเขาซะบ้าง”
“มันทำตัวให้น่าเคารพซะเมื่อไหร่ละแม่ มันจ้องจะจับเดือนทำเมียอยู่ทุกวัน แม่ไม่รู้รึไง” กรรวีแผดเสียงดังอย่างหมดความอดทน
ชายหนุ่มสองคนที่แอบฟังอยู่นิ่งไปอย่างคาดไม่ถึง ปาณปวีร์นึกถึงท่าทางหวาดระแวงของหญิงสาวเมื่ออยู่ใกล้เพศตรงข้าม โดยเฉพาะเมื่อเจอนายก้องเกียรติแล้วก็พึ่งเข้าใจ ชายหนุ่มสบถออกมาเบาๆก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้างานไปตามหาเ้าหล่อนต่อ เหลือแต่ภูมิภาสที่ยังคงยืนฟังการโต้เถียงของคนทั้งคู่
“แล้วยังไง” โฉมสะคราญว่าท่าทางไม่ยี่ระ
“แม่รู้อยู่แล้วหรอ” กรวีชะงักไปอย่างคาดไม่ถึง
“มันก็แค่ความสุขเล็กๆน้อยๆของเขา ใช่ว่ามันจะมาทำกับลูกฉันสักหน่อย”
“แม่ไว้ใจสันดานคนอย่างมันได้ยังไง สักวันหนูอาจจะกลายเป็เมียน้อยของผัวแม่ก็ได้!”
“อีเกล้า!” โฉมสะคราญตวัดเสียงอย่างโกรธจัด พยายามสูดลมหายใจลึกเพื่อสงบสติอารมณ์
“อย่ามัวแต่พูดเื่ไม่เป็เื่เลย ถ้าแกทำให้ลูกชายบ้านนั้นมาหลงแกหัวปักหัวปำได้ เงินทองเท่าไหร่มันก็เอาประเคนให้พวกเราหมด แล้วเราก็สบายกันไปทั้งชาติไง” โฉมสะคราญพยายามเกลี้ยกล่อม หากแต่ลูกสาวถอยห่าง พลางส่ายหน้า
“เท่านี้ใช่มั้ยที่แม่้า.. เงินทอง ความสบาย แล้วหนูอยู่จะอยู่ในฐานะเมียเก็บ นางบำเรอ หรืออีตัวอะไรก็ได้ อย่างนั้นใช่มั้ยแม่”
“ใช่!”
ภูมิภาสมองคุณโฉมสะคราญอย่างรังเกียจ รู้สึกสะอิดสะเอียดผู้หญิงคนนี้อย่างบอกไม่ถูก สายตามองตามร่างโปร่งบางที่สะบัดแขนผู้เป็แม่แล้ววิ่งออกไป โดยมีเสียงก่นด่าตามไล่หลัง
กรวีวิ่งลงบันไดมา หยุดยืนหอบอยู่หน้าโรงแรมฝนเ้ากรรมก็ดันเทลงมาไม่ขาดสาย เสียงฟ้าร้องราวกับจะถล่มลงมา หญิงสาวมองฝ่าส่ายฝน ใจอยากจะออกไปให้พ้นจากที่นี่ สายตาสอดส่ายมองหาแท็กซี่สักคัน หากแต่ไร้วี่แวว นึกสมเพชตัวเองอย่างบอกไม่ถูก
รออยู่พักหนึ่งจนเกือบจะตัดใจเดินกลับเข้าไปในงาน เบนซ์สีดำสนิทก็มาจอดเทียบฟุตบาทตรงหน้า ก่อนที่กระจกด้านข้างคนขับเลื่อนลง หญิงสาวก้มลงมองตามจึงได้เห็นหน้าคนขับชัดๆ
“อนล”
“ขึ้นมาเร็ว เบาะรถฉันเปียกหมดแล้ว”
กรวีที่ถึงจะยังงงอยู่บ้างแต่ก็ตัดสินใจวิ่งขึ้นรถ ก่อนจะหันมองหน้าคนขับอย่างแปลกใจ
“มาได้ยังไง”
“เห็นเธอเดินมา ทะเลาะกับแม่อีกแล้วหรอ”
“ช่างมันเถอะ ฉันไม่อยากพูดถึง” กรวีตอบสายตามองออกไปนอกรถ
“เดี๋ยวฉันไปส่งที่บ้าน”
“ฉันไม่อยากกลับบ้าน ฉันอยากดื่ม”
“ปกติเธอไม่ดื่มนี่” อนลว่าพลางยิ้มน้อยๆ เห็นหล่อนปราดเปรียวเป็สาวสมัยใหม่แบบนี้ แต่เพื่อนสาวของเขารักษาสุขภาพและรูปร่างเป็อย่างดี เธอจึงไม่พิสมัยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำลายสุขภาพเธอได้ทุกชนิด
“วันนี้ฉันอยากดื่ม ส่งฉันลงร้านหน้าทางเข้าหมู่บ้านก็ได้”
“นี่ วันนี้ฉันไม่ว่างอยู่เป็เพื่อนเธอหรอกนะ”
“มีเดทละสิ” กรวีพูดอย่างรู้ทัน อีกฝ่ายเพียงแต่ยิ้มน้อยๆไม่ปฏิเสธ
“เหอะ ทิ้งกันเลยนะ”
“พูดไปเถอะ ฉันไม่รู้สึกผิดหรอก”
“ชิ”
“เป็อันว่าฉันไปส่งเธอที่บ้านนะ”
“ไม่ ฉันบอกแล้วไงว่าฉันอยากดื่ม”
“คนเดียวอะนะ”
“ฉันอยู่ได้”
“ดื้อจริงๆเลย”
อนลส่งกรวีลงที่บาร์แห่งหนึ่งอยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้าน เขาเดินไปคุยกับเ้าของร้านสาวสองสามคำ ก่อนจะเดินกลับขึ้นรถไป
บรรยากาศในร้านค่อนข้างดี สงบ ไม่วุ่นวาย มีเสียงเพลงเบาๆ กรวีเลือกนั่งโต๊ะที่ติดหน้าต่างสั่งเครื่องดื่มเสร็จแล้วก็นั่งเหม่อมองออกไปภายนอก มองสายฝนที่โปรยลงมาอย่างไม่ขาดสาย..