ในวันหนึ่งแม่ครัววัย 30 กว่าปี เห็นร่างเล็กๆ ของเด็กชายวัย 6 ขวบพยายามยืนบนม้านั่งตัวเล็กเพื่อหัดทำอาหาร ถึงจะลำบากแต่เขาก็สู้ไม่ถอยนางจึงถามว่า “เสี่ยวเฉียง เ้าชอบทำอาหารหรือ โตขึ้นจะไปเปิดร้านอาหารเองหรืออย่างไร”
เด็กชายหัวเราะพร้อมกับใช้ทัพพีไม้คนหม้อต้มน้ำซุปอย่างระมัดระวัง“ข้าอยากทำอาหารเป็ครับ ข้าไม่ได้อยากเปิดร้านอาหาร แต่อยากทำให้แม่กับน้องกินจะได้แบ่งเบาภาระได้ แล้วก็..” เขาหยุดสักพัก ก่อนพูดต่ออย่างจริงจังว่า “ข้าอยากพึ่งพาตัวเองได้ครับป้าเฟย”
ป้าเฟยหรือแม่ครัวเฟยอึ้งไปกับคำตอบ นางไม่คิดเลยว่าเด็กชายวัย 6 ขวบจะคิดได้ขนาดนี้และที่พวกเขาไม่รู้ก็คือต้วนเจี่ยซินเดินผ่านห้องครัวมาพร้อมกับชายคนหนึ่งอายุประมาณ 30 กว่าปีและได้ยินบทสนทนาของพวกเขาพอดี หมอต้วนหัวเราะหึหึ ใช้มือลูบเคราตัวเองอย่างพอใจในขณะที่ชายอีกคนมีสีหน้าครุ่นคิดจากนั้นพวกเขาก็เดินไปยังห้องหนังสือของหมอต้วนด้วยกัน
เมื่อเดินเข้าไปในห้องหนังสือที่มีตำรา และอุปกรณ์การแพทย์หลายอย่างวางอยู่บนชั้น ต้วนเจี่ยซินหันไปพูดกับชายอีกคนว่า“เ้าคิดอย่างไรบ้าง”
ชายคนนี้หรือต้วนเหวินเจี่ย ลูกชายของหมอต้วนตอบช้าๆ ว่า “ดูมีความมุ่งมั่นดีครับท่านพ่อแต่แค่นี้ยังบอกอะไรไม่ได้มากนัก”
หมอต้วนพยักหน้าอย่างเข้าใจ“เด็กคนนี้มาอยู่ที่นี่ได้เกือบหนึ่งเดือนแล้ว เด็กอายุแค่ 6 ขวบต่อให้พยายามเสแสร้งอย่างไร ผู้ใหญ่อย่างพวกเราก็ดูออกอยู่ดีพ่อเห็นคุณสมบัติสำคัญของเด็กคนนี้ คือ มีความมุ่งมั่น เฉลียวฉลาด และซื่อสัตย์”
“ท่านพ่อดูจะชอบเด็กคนนี้มากนะครับ”ต้วนเหวินเจี่ยหัวเราะออกมา
ชายชราพยักหน้ายอมรับ“พ่อไม่อยากจะให้เด็กฉลาดแบบเสี่ยวเฉียง มาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านนอกแบบนี้ไปตลอด”
“ท่านพ่ออยากจะให้เขาเป็หมอหรือครับ”ลูกชายถามอย่างแปลกใจ เพราะพ่อของเขาไม่ยอมรับลูกศิษย์มานานหลายปีแล้วแต่กลับยอมรับเด็กคนนี้มาอยู่ด้วย
ชายชรากลับส่ายหน้าสีหน้าของเขาเคร่งขรึม “เสี่ยวเฉียงเป็เด็กหัวดี ถ้าเรียนการแพทย์เขาก็สามารถเป็หมอที่มีชื่อเสียงได้” ชายชราหันไปสบตาลูกชายและพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง“แต่เขาเหมาะสมจะใช้สติปัญญาและความสามารถเพื่อช่วยเหลือผู้คน ได้กว่าการเป็หมอเพียงอย่างเดียว”
ต้วนเหวินเจี่ยขมวดคิ้ว“ท่านหมายความว่าอย่างไรครับ”
ชายชราตอบด้วยดวงตาเป็ประกายว่า“พ่ออยากจะให้เขาสอบเข้ารับราชการเป็บัณฑิต และไปทำงานที่เมืองหลวง!”
ต้วนเหวินเจี่ยตะลึงไปสักพัก“แล้วท่านจะทำอย่างไรกับเด็กคนนี้ละครับ จะให้เขาไปเรียนหนังสือเพื่อเตรียมสอบเป็บัณฑิตอย่างเดียวเลยหรือแล้วการเรียนแพทย์กับท่านพ่อล่ะ”
“พ่อยังจะให้เขาเรียนกับพ่อก่อนพ่ออยากฝึกให้เขาเป็คนมีเมตตา รู้จักการเสียสละเพื่อคนที่ด้อยกว่า นี่คือการฝึกฝนด้านจิตใจและคุณธรรมส่วนในด้านวิชาความรู้นั้น ถ้าเป็ไปได้..พ่อจะให้เขาไปเรียนกับโม่ชิงเฉิง”
ต้วนเหวินเจี่ยใ“แต่เขาไม่ยอมรับใครเป็ลูกศิษย์เลยนะครับท่านพ่อ แล้วก็ยังมีนิสัยขี้โมโห เขาจะอยากสอนหนังสือให้กับเด็กอายุแค่นี้หรือครับ!”
แต่ชายชรากลับยิ้มด้วยดวงตาเป็ประกาย“เสี่ยวเฉียงก็ต้องทำให้โม่ชิงเฉิงอยากจะสอนเขาให้ได้ด้วยตัวเอง”
ต้วนเหวินเจี่ยส่ายหน้าเขารู้ว่าพ่อ้าจะทดสอบเด็กน้อย และยังคิดจะลองเสี่ยงดูด้วยแต่การจะให้คนอย่างโม่ชิงเฉิงยอมเปิดใจรับเด็กคนหนึ่งมาเป็ลูกศิษย์นั้นเขายังนึกไม่ออกว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
ในบ่ายวันนั้นต้วนเจี่ยซินแนะนำให้เฟิงหลี่เฉียงรู้จักกับลูกชายคนเดียวของเขา คือต้วนเหวินเจี่ย
“เสี่ยวเฉิงมารู้จักท่านลุงเจี่ยซินสิ นี่คือลูกชายคนโตของข้าและตอนนี้ทำงานเป็แพทย์หลวงขั้น 5 ที่สำนักแพทย์หลวงในเมืองหลวงหนานจิง”[1]
เด็กชายก้มลงคำนับอย่างสุภาพ“ท่านลุงเจี่ยซิน ข้าชื่อเฟิงหลี่เฉียงครับ”
ในเย็นนั้นพวกเขากินข้าวและพูดคุยกัน ถึงแม้บ้านต้วนจะเป็หมอ แต่พวกเขาไม่เคยห้ามเื่การพูดคุยในขณะกินข้าวเพราะโอกาสที่พวกเขาจะได้พบกันมีจำกัด การกินข้าวด้วยกัน จึงเป็เหมือน่เวลาที่ใช้ในการพูดคุยด้วย
ในวันนั้นเด็กชายจึงได้รู้ว่า ต้วนเจี่ยซินเคยเป็หัวหน้าสำนักแพทย์หลวงมาก่อนเขาเกษียณตัวเองออกมาก่อน และย้ายมาอาศัยอยู่ที่เมืองนี้ ที่นี่ไม่ใช่บ้านเกิดของเขาแต่เป็สถานที่ที่เขาเคยผ่านมาและชื่นชอบบรรยากาศ จึงสร้างบ้านอยู่ที่นี่และเพื่อนบ้านอีก 3 หลังที่อยู่ล้อมรอบนั้น ก็ล้วนแล้วแต่มาจากที่อื่น และเลือกที่นี่เพราะชอบความสงบเงียบด้วยเช่นกันเด็กชายเคยเห็นเ้าของบ้านแค่หนึ่งคนในระยะไกลแต่ยังไม่เคยเห็นเ้าของบ้านอีกสองหลัง
ต้วนเจี่ยซินบอกเด็กชายว่า“เ้าไปทำความรู้จักคนบ้านอื่นได้นะ จะได้ไม่เหงา”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็ดีใจ ถึงเขาจะเฉลียวฉลาดและจริงจังแค่ไหนแต่ก็ยังเป็เด็กที่ยังอยากรู้อยากเห็นและเรียนรู้โลกภายนอกเช่นกัน เขาจึงถามหมอต้วนว่า “อาจารย์ครับข้าอยากรู้ว่า บ้านหลังอื่นที่อยู่แถวนี้ เป็บ้านของใครบ้างครับ”
ต้วนเจี่ยซินบอกเด็กชายว่า“เป็บ้านของปรมาจารย์ด้านฮวงจุ้ย ของนักปราชญ์ที่เคยเป็ข้าราชการ และของจอมยุทธ์ที่พเนจรไปทุกที่บางคนก็อยู่ที่นี่มาตลอด บางคนไปๆมาๆ และบางคนไม่กลับมานานแล้ว”
เด็กชายตาโต“พวกเขาเป็เพื่อนของท่านหมดเลยหรือครับ”
พ่อลูกต้วนสบตากันจากนั้นก็หัวเราะออกมา ก่อนที่หมอต้วนคนพ่อจะพูดว่า“จะบอกว่าเพื่อนก็ไม่ใช่เสียทั้งหมด บางคนเคยมารักษากับข้าบางคนรู้จักกันตอนอยู่ในเมืองหลวง บางคนแค่ผ่านมาแล้วก็ชอบที่นี่ ทุกคนชอบความสงบสุขจึงไม่มีใครมารบกวนพวกเขาที่นี่อย่างไรล่ะ”
นับั้แ่นั้นเป็ต้นมาเด็กชายก็มักจะเดินไปกับแม่บ้านบ้างหรือคนงานที่บ้านหมอต้วนบ้างเพื่อไปทำความรู้จักกับคนงานที่อยู่บ้านหลังอื่น ที่นี่ยังมีเด็กอายุ 7-8 ขวบที่เป็ลูกของคนงานอีกหนึ่งคน ทำให้เฟิงหลี่เฉียงได้มีเพื่อนเล่นวัยใกล้เคียงกัน
หลังจากนั้นอีก2-3 วัน ต้วนเจี่ยซินบอกเฟิงหลี่เฉียงว่า “เสี่ยวเฉียง พรุ่งนี้เช้าเ้านำยาบำรุงชี่ไปมอบให้ท่านโม่ชิงเฉิงที่อยู่บ้านไม้ไผ่หลังนั้นหน่อยนะ”
เด็กชายซึ่งกำลังอ่านตำราเกี่ยวกับจุดฝังเข็มและเส้นลมปราณในร่างกายมนุษย์เงยหน้าขึ้นและรับปากด้วยความสนใจ เขาเองก็อยากรู้ว่าใครอยู่บ้านหลังนั้นเช่นกันสักพักเขาก็ถามขึ้นว่า “อาจารย์ครับ ข้าขอกลับบ้านไปเยี่ยมแม่กับน้องจะได้ไหมครับ”
หมอต้วนยิ้ม“ได้สิ ให้ลู่ปู่ไปส่ง แล้วจะไปวันไหนล่ะ ข้าจะฝากของไปให้แม่กับน้องของเ้าด้วย”
เด็กชายคิดก่อนตอบ“น่าจะอีก 3 วันข้างหน้าครับ ข้าจะช่วยท่านเก็บสมุนไพรในแปลงให้หมดก่อนอากาศหนาวมาก ข้ากลัวสมุนไพรจะแข็งตายก่อน”
ต้วนเจี่ยซินยิ้มอย่างพอใจที่เด็กชายรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่เขาบอกเด็กชายว่า “่ปีใหม่ เ้ากลับไปอยู่กับแม่ก็ได้นะ จะได้ช่วยที่บ้านทำงาน”เขารู้ว่าที่บ้านของเด็กชาย มีสวนปลูกผักผลไม้ด้วย
เด็กชายคิดสักพักและตอบว่า“ไว้ตอนกลับไปครั้งนี้ ข้าขอดูว่าแม่จะทำอะไรหรือเปล่า ถ้าจำเป็จะต้องใช้แรงงานข้าก็จะขออนุญาตอยู่ช่วยแม่ครับ” จากนั้นเขาก็ถามอย่างเกรงใจว่า “อาจารย์จะเดินทางไปไหนหรือเปล่าครับจะให้ข้าไปด้วยหรือไม่”
ชายชราตอบว่า“่อากาศหนาวข้าไม่ไปไหน จะไปอีกทีก็่ใบไม้ผลิ ถึงตอนนั้นข้าอาจจะพาเ้ากับสวี่กั๋วไปด้วย” เด็กชายยิ้มอย่างดีใจและก้มหน้าก้มตาท่องจำจุดฝังเข็มอย่างตั้งอกตั้งใจ
วันรุ่งขึ้นหลังจากทำงานตามที่ได้รับมอบหมายเสร็จแล้วเฟิงหลี่เฉียงถือขวดยาบำรุงเดินไปยังบ้านที่อยู่เกือบด้านในสุดของชุมชนนี้เขาเดินไปที่ประตูรั้วไม้ไผ่เตี้ยๆ ที่สร้างล้อมรอบบ้านเอาไว้เมื่อมองเข้าไปจะเห็นบ้านชั้นเดียวสร้างจากไม้ไผ่ และมีบ้านอีก 2 หลังเล็กสร้างไว้ใกล้กันถึงแม้ว่าบ้านของบัณฑิตชื่อโม่ชิงเฉิงจะสร้างจากไม้ไผ่ แต่ออกแบบให้เรียบง่ายและสวยงามด้านหลังและด้านข้างปลูกต้นไผ่เรียงกันเป็แนวด้านหน้าของบ้านมีแปลงไม้ดอกและไม้ผล วันนี้มีหมอกจางๆ ลอยปกคลุมยิ่งสร้างบรรยากาศลึกลับราวกับเป็บ้านของพวกเทพเซียนเหมือนที่เคยอ่านพบในหนังสือ
ที่ประตูบ้านมีกระบอกไม้ไผ่แขวนเอาไว้ เขาจึงเขย่ากระบอกไม้ไผ่เพื่อบอกให้เ้าของบ้านรู้ว่ามีคนมาหา สักพัก ชายวัย 30 ปี สวมชุดสีเทาก็เดินออกมาจากบ้านหลังเล็กเด็กชายแนะนำตัวว่า “ท่านอาครับ ข้าชื่อเฟิงหลี่เฉียง เป็ลูกศิษย์ของท่านหมอต้วนเจี่ยซินอาจารย์ให้ข้านำยาบำรุงมามอบให้ท่านโม่ชิงเฉิงครับ”
ชายคนนี้คือ พ่อบ้านโม่ จึงยิ้มและเอื้อมมือมารับขวดยาบำรุง และกล่าวขอบคุณเขา แต่ก่อนที่เด็กชายจะหันหลังเดินกลับไปเขาก็ได้ยินเสียงเรียกของชายคนหนึ่งดังมาจากบ้านหลังใหญ่ “เด็กน้อย! อย่าเพิ่งไป เข้ามานี่ก่อน”
พ่อบ้านชะงักสีหน้าของเขาประหลาดใจมาก แต่ก็รีบเปิดประตู “คุณชายตามข้ามาครับข้าจะพาไปพบนายท่าน”
เด็กชายหันไปบอกว่า“เรียกข้าว่าเสี่ยวเฉียงก็ได้ครับท่านอา”
พ่อบ้านยิ้มและพาเด็กชายเดินไปตามทางเดินที่โรยกรวดสีขาวด้านข้างปลูกดอกไม้หลากหลายสีเรียงรายเอาไว้ ดูเรียบง่ายแต่สวยงาม
เมื่อไปถึงบ้านหลังใหญ่พ่อบ้านโม่พาเขาเดินเข้าไปในห้องโถงที่มีโต๊ะกินข้าวและเก้าอี้จัดวางไว้สวยงาม ในห้องมีรูปภาพและตัวอักษรที่เขียนโดยพู่กันจีนแขวนเอาไว้หลายรูป พวกเขาไปหยุดอยู่ที่ห้องหนังสือเมื่อเคาะประตูและแจ้งว่าเขาพาเด็กชายมาแล้ว เสียงของชายคนนั้นก็บอกให้เด็กชายเดินเข้ามาข้างใน
ภายในห้องหนังสือเต็มไปด้วยชั้นหนังสือ และภาพวาดภาพเขียนอีกจำนวนหนึ่ง เฟิงหลี่เฉียงเห็นชั้นที่วางอุปกรณ์การเขียนหลากหลายชนิดและยังมีเครื่องดนตรีที่เขาไม่รู้จักวางเอาไว้ด้วย ที่ริมหน้าต่าง เขาเห็นชายวัย28-29 ปี ยืนอ่านหนังสืออยู่ด้านข้าง เขามีรูปร่างผอมสูง หน้าตาหล่อเหลา กิริยามารยาทสง่างามแต่แฝงความเฉียบขาดเอาไว้ในที โม่ชิงเฉิงบอกเด็กชายด้วยเสียงเรียบเย็นว่า“มานั่งที่โต๊ะ”
เด็กชายเดินเข้าไปใกล้ก้มลงคำนับและแนะนำตัวว่า “ข้าชื่อเฟิงหลี่เฉียงเป็ลูกศิษย์ของท่านหมอต้วนเจี่ยซินครับ อาจารย์ให้ข้านำยาบำรุงชี่มามอบให้ท่าน”
โม่ชิงเฉิงรับยาจากเด็กชายเขาเปิดขวดยาและดมกลิ่น ก่อนจะพูดด้วยความพอใจว่า“ยาของท่านหมอต้วนยังคงมีกลิ่นฉุนแรงตามเดิม แต่สรรพคุณก็เยี่ยมยอดเช่นเดียวกัน ฝากขอบคุณท่านหมอต้วนด้วยนะแล้วข้าจะไปเยี่ยมคารวะอีกครั้ง”
จากนั้นเขาก็สั่งให้พ่อบ้านนำชาและขนมมาให้เด็กชายซึ่งทำให้อีกฝ่ายแปลกใจ นายท่านของเขาไม่ค่อยออกไปพบปะกับใคร โดยเฉพาะกับเด็กๆแต่ครั้งนี้เขากลับเชิญลูกศิษย์ของต้วนเจี่ยซินให้มานั่งสนทนาด้วย เขาจึงรีบออกไปทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว
เด็กชายกวาดตามองรอบห้องด้วยความสนใจโม่ชิงเฉิงถามเด็กชายว่า “เ้าอ่านหนังสือออกไหม”
“ข้าอ่านเขียนได้ครับท่านแม่เป็คนสอนให้”
โม่ชิงเฉิงเดินไปหยิบกระดาษพู่กันและหมึกมาวางไว้ที่หน้าเด็กชาย “ลองเขียนให้ข้าดูหน่อย”
เมื่อเห็นเด็กชายมีสีหน้าสงสัยเขาก็บอกด้วยเสียงเรียบเฉยว่า “เขียนอะไรก็ได้”
เฟิงหลี่เฉียงคิดสักพักจากนั้นก็ลุกขึ้นยืนเพื่อให้เขียนถนัด เขาหยิบพู่กันจุ่มลงในแท่นหมึกปาดน้ำหมึกส่วนเกินออก จากนั้นก็ลงมือเขียนช้าๆ แต่มั่นใจโม่ชิงเฉิงจับตาดูท่าทางของเขาด้วยความสนใจ เด็กคนนี้มีสมาธิดี และมีจิตใจมั่นคง
เมื่อเด็กชายเขียนเสร็จแล้วเขาก็เงยหน้าบอกอีกฝ่ายด้วยความสุภาพว่า “ข้าเขียนเสร็จแล้วครับ”
[1] ในยุคต้นของราชวงศ์ิ เมืองหลวงตั้งอยู่ที่เมืองหนานจิง หรือนานจิงหรือนานกิงจนในภายหลังฮ่องเต้หย่งเล่อมีรับสั่งให้ย้ายเมืองหลวงไปทางตอนเหนือของประเทศ คือที่เป่ยผิง หรือเป่ยจิง หรือปักกิ่ง ที่เป็เมืองหลวงมาจนถึงยุคปัจจุบัน