วันรุ่งขึ้นลู่ฉงเยวี่ยดูแลให้บ่าวไพร่จัดของใส่เกวียนของซุนเฉิงและเกวียนที่เขาเตรียมเพิ่มให้อีกสองเกวียน
เดินทางกลับซุนฉือครั้งนี้ลู่ฉงเยวี่ยเตรียมรถม้าให้อีกสองคัน และคนคุ้มกันในการเดินทางกลับอีกยี่สิบคนนั่นเพราะข้าวของที่ชาวบ้านได้มอบให้มีมากมายรวมกันถึงสามเกวียน
ต้วนห่าวอู๋เองก็ได้มอบรางวัลให้กับเฉินอี้ที่เขาช่วยจับคนร้ายสองคนและช่วยชีวิตทหารอีกหนึ่งนายเป็นเงินห้าสิบตำลึงทองและผ้าไหมเนื้อดีอีกสองพับ
กล่าวโดยรวมแล้วทั้งของกำนัลจากชาวบ้าน เงินรางวัลจากต้วนห่าวอู๋และโรงน้ำชาของจิงอี๋เหนียง ทั้งหมดนี้มีมูลค่าราวสามพันตำลึง ซึ่งยังไม่รวมกำไรจากโรงน้ำชาที่ลู่ฉงเยวี่ยจะส่งให้เฉินอี้อีกทุกเดือนเมื่อหักค่าแรงให้คนงานแล้วอยู่ที่ราวๆ เดือนละหนึ่งร้อยยี่สิบห้าตำลึง
เรียกได้ว่าเฉินอี้กลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืนได้เลยทีเดียว
จินลี่หยางหายตัวไปแต่เช้ากำหนดเวลาออกเดินทางคือยามเฉิน(เจ็ดโมงเช้าถึงเก้าโมงเช้า) แต่จนจะหมดยามเฉินแล้วจินลี่หยางก็ยังไม่โผล่มา
“หายไปไหนของเขากันนะ” จางฝูลู่ยืนบ่น เฉินอี้ส่ายหน้า
ครู่หนึ่งจินลี่หยางก็ขี่ม้ากลับมาพร้อมลู่จางเหว่ย สีหน้ายิ้มแย้ม “พร้อมกันแล้วหรือเช่นนั้นก็ออกเดินทางกันเถิด”
จางฝูลู่กระซิบถามลู่จางเหว่ย“ใต้เท้าจินไปที่ใดมาหรือขอรับ”
ลู่จางเหว่ยยิ้มมุมปาก“ไปอัดคนมา”
จินลี่หยางไปเรียกลู่จางเหว่ยแต่เช้าเพื่อไปที่คุกของศาลเมืองฉางผิง เมื่อได้พบกับเฝอจิ่วเซ่อก็สอบถามเขาเกี่ยวกับบาดแผลบนร่างกายของเฉินอี้ เมื่อเขารู้ว่านอกจากรอยช้ำบนใบหน้าของเฉินอี้แล้วบาดแผลที่เหลือเกิดจากฝีมือของเฝอจิ่วเซ่อทั้งหมด
ลู่จางเหว่ยถอยออกมายืนคอยด้านนอกและสัญญากับตนเองว่าจะไม่ทำอันใดให้ซื่อจื่อโกรธเคืองเด็ดขาดฟังจากเสียงร้องคร่ำครวญของเฝอจิ่วเซ่อแล้ว คาดว่าน่าจะต้องหยอดน้ำข้าวต้มไปอีกหลายวัน
ทุกคนกล่าวลาลู่ฉงเยวี่ยจงฉง และต้วนห่าวอู๋ เมื่อออกเดินทางจางฝูลู่ชะโงกหน้าออกมาจากรถม้าเพื่อลาลู่เจียวซินอีกครั้ง นางยิ้มและโบกมือให้เขา
ขบวนออกเดินทางผ่านตลาดเหยียนตั้นพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านต่างออกมายืนส่งพวกเขาด้วยความยินดีและรู้สึกขอบคุณทั้งยังมีน้ำใจส่งของกินเล็กๆ น้อยๆ ให้พวกเขาตลอดทางจนออกจากเมืองฉางผิง
เฉินอี้กับจางฝูลู่นั่งอยู่ในรถม้าด้วยกันจินลี่หยางกับซุนเฉิงขี่ม้าขนาบข้าง รถม้าที่เหลืออีกหนึ่งคันจึงนำไปขนเสบียงแทน
“พี่ลี่หยางขอรับ”
จินลี่หยางหันมาตามเสียงเรียกเฉินอี้โผล่หน้ามาจากหน้าต่างรถม้าพลางยิ้มสดใส
“พี่ลี่หยางลองกินขนมอันนี้ดูสิขอรับชาวเมืองฉางผิงเรียกว่าขนมอังกู๊ขอรับ”
จินลี่หยางรับขนมมาจากเฉินอี้เขารู้จักขนมนี้อยู่บ้าง ขนมอังกู๊เป็นขนมต่างถิ่นทำจากแป้งข้าวเหนียวใส่ไส้ถั่วกวนกับน้ำตาล มักนิยมทำเป็นสีแดงเพื่อความเป็นสิริมงคล
“ขนมนี่น่ะ เจ้าควรจะกินเยอะๆ นะเฉินอี้”
“เหตุใดหรือขอรับ”
“เพราะขนมอังกู๊มักจะใช้ในงานรับขวัญเด็กอายุครบเดือนเพื่อให้ว่านอนสอนง่าย ไม่ดื้อไม่ซนอย่างไรเล่า ดังนั้น เจ้าควรกินเยอะๆ”จินลี่หยางกล่าวพลางยิ้ม เฉินอี้ทำหน้างงอยู่ครู่หนึ่ง
“อ๋า…..พี่ลี่หยาง ท่านว่าข้าหรือ”
จางฝูลู่กับจินลี่หยางหัวเราะพร้อมกัน
เมื่อเดินทางมาได้ครึ่งทางขบวนก็หยุดพักที่จุดพักม้าบนเขาที่พวกเขาเคยหยุดพักตอนเข้าเมืองฉางผิงเฉินอี้ขอให้จางฝูลู่พาเขาไปที่ธารน้ำ เพราะเขาอยากเห็นวิญญาณปลาอีกครั้งหนึ่ง
“วะ...วิญญาณปลางั้นหรือ” จางฝูลู่ทำหน้าเหยเก เฉินอี้พยักหน้า
“เหล่าจาง อย่าบอกนะว่าวิญญาณปลาเจ้าก็กลัว” เฉินอี้ดักคอ
“กะ….กลัวอันใดเล่า เปล่าเสียหน่อย” จางฝูลู่หน้าเสีย คิ้วขมวด
“คุณชายเฉิน ข้าจะพาท่านไปเองขอรับ” คนงานของลู่ฉงเยวี่ย สองคนเดินมาหาพวกเขายิ้มแย้มแจ่มใส
“ได้สิ เหล่าจางเจ้ามิต้องไปแล้ว นั่งรออยู่ตรงนี้แหละ” เฉินอี้แกล้งทำเสียงงอนและเดินไปกับสองคนนั้นจางฝูลู่มองตามทำหน้าบิดเบี้ยว
โธ่เอ๋ยเฉินอี้ แม้แต่วิญญาณแมลงหวี่ตอนนี้ข้าก็ไม่อยากเห็นทั้งนั้นที่ผ่านมาอยู่กับเจ้าแค่สามวัน ก็เห็นผีเสียจนคิดว่าทั้งชีวิตนี้จะเห็นได้มากเท่านี้อีกหรือไม่
เมื่อถึงธารน้ำเฉินอี้ก็ยื่นมือลงไปในน้ำ มันยังคงเย็นสดชื่นเหมือนเดิม
“คุณชายเฉิน ระวังด้วยนะขอรับ น้ำค่อนข้างลึกทีเดียว”คนงานคนหนึ่งกล่าวและจับแขนเฉินอี้ไว้ข้างหนึ่ง
“เช่นนั้นหรือ” เฉินอี้นึกถึงตอนที่จินลี่หยางอุ้มเขาจนตัวลอยและหันไปดุเหล่าจางเสียงเขียวพี่ลี่หยางคงกลัวว่าเขาจะตกน้ำเหมือนน้องชายของเขาสินะ
“เจ้าชื่ออันใดกันบ้างหรือ” เฉินอี้เอ่ยถาม
“คุณชายเฉิน เรียกพวกข้าง่ายๆ ว่าอาไป๋กับอาหลุนก็ได้ขอรับ”
“ได้สิ” เฉินอี้ยิ้ม “อาไป๋ แถวนี้มีปลาบ้างหรือไม่”
“อืม” อาไป๋มองลงไปในน้ำ “ก็มีบ้างนะขอรับ แต่ไม่มาก”
“แล้วใต้น้ำมีต้นหญ้าหรือสาหร่ายบ้างหรือไม่”
“มีขอรับ ค่อนข้างมากทีเดียว”
เฉินอี้มีสีหน้าตรึกตรองอยู่ในใจ“เจ้าสองคนกลับขึ้นไปก่อนเถิด ข้าจะอยู่ตรงนี้สักครู่”
“แต่….คุณชายเฉิน มันอันตรายนะขอรับ” อาไป๋กล่าว
“มิเกิดอันตรายหรอก พวกเจ้าไปเถิด”
อาไป๋กับอาหลุนมองหน้ากันอย่างไม่สบายใจนักแต่ก็ทำตามที่เฉินอี้บอก
เมื่อเสียงฝีเท้าของทั้งคู่หายไปแล้วเฉินอี้ก็ล้วงยันต์ออกมา “ยันต์ธาตุสมุทรปัจฉิมพลังอุดร”
เมื่อเฉินอี้กล่าวจบยันต์ธาตุสมุทรก็ลอยขึ้นไปอยู่เหนือน้ำและเริ่มหมุน
น้ำบริเวณที่อยู่ใต้ยันต์ก็หมุนตามครู่หนึ่งก็มีบางอย่างพุ่งขึ้นมาจากหลุมน้ำวนเฉินอี้รีบใช้ยันต์เกราะคุ้มภัยสร้างเกราะครอบตัวนั้นเอาไว้ทันที
มันคือผีพรายน้ำ