ภูเขาเทพเซียน

    บทที่ 30 : ตระกูลซู

    "เดินทางไปเมืองที่อยู่ใกล้กลับภูเขาหมื่นมายาที่สุดก่อน ข้าต้องการให้ช่างทำป้ายประจำตัวไว้ให้กับสมาชิกของภูเขาเทพเซียน เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยค่อยออกเดินทางไปที่จุดหมาย..."หยางตงเทียนกล่าวในสิ่งที่ตนต้องการ


    "ขอรับท่านประมุข"เมื่อตงฟางหยูได้ยินเช่นนั้น เขาก็กล่าวรับคำและบังคับเรือเหาะออกไป


    .................


    ณ บริเวณลานกว้างด้านหน้าหอตำราภายในตระกูลซู หนึ่งในขุมกำลังขั้นสาม มีกลุ่มเด็กหนุ่มห้าคน กำลังยืนขวางทางเด็กหนุ่มร่างผอมแห้งราวกับคนขี้โรคผู้หนึ่งเอาไว้


    ผู้นำกลุ่มเป็นเด็กหนุ่มอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปี รูปร่างหน้าตาหล่อเหลา สวมชุดสีทองถักทอขึ้นจากผ้าไหมชั้นดี ดูหรูหราสมกับเป็นรุ่นเยาว์ของตระกูลชนชั้นสูง


    ตรงกันข้ามกับเด็กหนุ่มร่างผอมแห้งตรงหน้า ที่สวมเพียงเสื้อผ้าเก่าๆสีซีด ที่เต็มไปด้วยร้อยประทุนมากมาย


    ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนตระกูลเดียวกัน แต่กลับได้รับการปฏิบัติที่ต่างกันราวฟ้ากลับเหว ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น! พวกเขาทั้งสองคนยังมีบิดาคนเดียวกันอีกด้วย! เพียงแต่คนละมารดา


    สาเหตุที่ทั้งสองได้รับการปฏิบัติที่ต่างกันเช่นนี้ ก็เป็นเพราะว่าชายหนุ่มร่างผอมเป็นเพียงคนไร้ประโยชน์


    เดิมทีเขาถือว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งภายในตระกูล เมื่อเริ่มฝึกฝนวรยุทธ์ครั้งแรก เขาใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งปี ก็สามารถทะลวงระดับจากผู้ที่ไม่มีวรยุทธ์ ขึ้นสู่ระดับรวมพลังขั้นเก้าได้แล้ว! ซึ่งถือว่ารวดเร็วเป็นอย่างมาก! เมื่อเทียบกับรุ่นเยาว์คนอื่นๆ


    แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด? นับตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ เวลาก็ผ่านมาถึงสิบปีแล้ว แต่ชายหนุ่มก็ยังติดอยู่ในระดับเดิม ไม่สามารถทะลวงระดับต่อไปได้ ไม่ว่าเขาจะใช้วิธีใดก็ตาม...


    ในช่วงปีแรก บิดาของเขาและเหล่าผู้อาวุโสในตระกูล ต่างก็ทำทุกวิธีทางเพื่อที่จะช่วยให้เขาทะลวงระดับขั้นต่อไป! ทั้งเสาะหาสมุนไพรและโอสถล้ำค่ามากมายเพื่อมาช่วยให้เขาทะลวงระดับต่อไป แต่มันก็ไม่เป็นผล


    เมื่อเวลาผ่านไป จากที่เคยได้รับความชื่นชม ความรัก และความเอาใจใส่ กลับเริ่มกลายเป็นความหมางเมินเย็นชา จนกระทั่งไม่ใส่ใจอีกต่อไป ปล่อยให้เขาใช้ชีวิตอยู่เพียงคนเดียวในกระท่อมเล็กๆท้ายจวน


    หากมารดาของเขายังอยู่ เขาคงไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ แต่หน้าเสียดาย ที่นางตายไปแล้ว หลังจากที่รู้ว่าเขากลายเป็นคนไร้ประโยชน์ เขาก็ไม่เคยได้รับความใส่ใจอีกเลย


    พวกเขาหันไปให้ความสนใจเด็กหนุ่มที่สวมชุดหรูหรา ที่ยืนขวางทางของเขาอยู่แทน ชายหนุ่มคนนี้มีศักดิ์เป็นน้องชายต่างมารดาของเขา น้องชายผู้ที่แต่ก่อนเคยเคารพเขาและเดินตามตูดเขาต้อยๆ


    แต่ในตอนนี้มันกลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า จากแต่ก่อนที่เคยเคารพ แต่ในตอนนี้กับคอยเข้ามากลั่นแกล้ง พูดจาดูถูกเหยียดหยามเขาทุกครั้งที่เจอหน้า


    และที่เลวร้ายที่สุด ยังคอยแย่งชิงเอาทรัพยากรในแต่ละเดือนที่รุ่นเยาว์ในตระกูลจะได้รับ ในส่วนของเขาไปทั้งหมด มันจึงทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาในตระกูลซูแห่งนี้ ลำบากเข้าไปอีก


    "ซูเฟิง! สวะไร้ค่าเช่นเจ้าเสนอหน้ามาทำอะไรที่นี้!? เหอะ! ต่อให้เจ้าจะอ่านตำราทั้งหมดหอตำรา มันก็เปลี่ยนแปลงให้สวะไร้ค่าเช่นเจ้า! ทะลวงระดับได้หรอก!!.."


    ซูโม่ที่กำลังเดินออกมาจากหอตำรา เมื่อเด็กหนุ่มเห็นซูเฟิงกำลังเดินเข้ามา มันและพักพวกก็เดินเขามาขวางทางซูเฟิง แล้วพูดจาถากถางด้วยใบหน้ายียวนกวนประสาทในทันที


    "ซูโม่? ข้าจะมาทำอะไรมันก็เป็นเรื่องของข้า! มันไม่เกี่ยวกับเจ้า! หลีกไป!!"เมื่อเห็นพวกซูโม่เดินเขามาขวางทาง ทั้งยังกล่าวถากถางตน ซูเฟิงก็ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็กล่าวออกมา


    "เหอะ!! สวะที่ติดอยู่ในระดับรวมพลังขั้นเก้ามาสิบปีเช่นเจ้า! มีสิทธิ์มาบอกให้ข้าหลีกทางหรือ? หากข้าไม่หลีกแล้วเจ้าจะทำอันใดข้าได้!?…."ซูโม่กล่าวออกมาด้วยสีหน้าดูถูกเหยียดหยาม


    "ซูเฟิงหนอซูเฟิง~ เจ้ายังคิดว่าเจ้ายังเป็นอัจฉริยะของตระกูลเช่นวันวานอยู่อีกรึ?... เหอะ! ข้าจะบอกอะไรให้น่ะ! อัจฉริยะตัวจริงคือข้าซูโม่ผู้นี้นี่!!"


    "ตอนนี้ข้าทะลวงระดับรวมวิญญาณขั้นหนึ่งแล้ว เศษสวะที่ติดอยู่ในขั้นรวมพลังขั้นเก้าอย่างเจ้า มีสิทธิ์อะไรมาสั่งข้า!"


    ซูโม่กล่าวต่อด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม แต่ก่อนเขาได้แต่จ้องมองบิดาของตน และเหล่าผู้อาวุโสในตระกูลให้ความสนใจแต่กลับซูเฟิงด้วยความอิจฉา


    ทั้งที่ตนก็มีพรสวรรค์ล้ำเลิศเช่นกัน แต่กลับโดนละเลย! มันจึงทำให้เขาชิงชังซูเฟิงเป็นอย่างมาก! เขาทำได้แค่เก็บความคับแค้นนั้นเอาไว้ในใจ ในตอนนี้เขาเหนือกว่าซูเฟิงแล้ว เขาจะเหยียบย่ำมันให้จมดิน!


    "ใช่แล้วเศษสวะอย่างเจ้าจะสู่พี่ซูโม่ได้อย่างไร!"ซูเมิ่งลูกสมุนคนหนึ่งของซูโม่กล่าวขึ้น


    "ซูเฟิงเจ้าก็เป็นแค่สวะไร้ค่าเพียงเท่านั้น! เทียบไม่ได้แม้แต่เส้นขนของพี่ซูโม่แม้แต่น้อยยย..."ซูหลางลูกสมุนคนที่สองกล่าวเหยียดหยามซูเฟิงเพื่อประจบประแจงซูโม่


    "ใช่!!ๆๆ ฮ่าาาๆ"ลูกสมุนที่เหลือกล่าวเห็นด้วย! จากนั้นก็พากันหัวเราะขึ้นมาอย่างขบขัน!


    "พวกเจ้า! จะมากเกินไปแล้วววว!"เมื่อซูเฟิงได้ยินเช่นนั้น! ชายหนุ่มก็กล่าวออกมาด้วยความเดือดดาล สองมือกำเขาหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เขารู้สึกโกรธเกรี้ยวจนดวงตาแดงก่ำขึ้นมา


    “ทำไม!? โกรธหรือ? โกรธแล้วอย่างไร!? เศษสวะไร้ค่าเช่นเจ้าจะทำอันใดข้าได้?....” ซูโม่กล่าวออกมาด้วยสีหน้ายียวนเพื่อยั่วโมโหซูเฟิง 


    "ใช่แล้ว! เจ้าจะทำอันใดพี่ซูโม่ได้ ฮ่าาๆๆ"ซูชิงลูกสมุนคนหนึ่งกล่าวขึ้นมา


    "ใช่ๆๆ"×3


    "กร๊อดดด! ข้าจะขอสู้ตายกับพวกเจ้าาา!"ซูเฟิงอดทนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ชายหนุ่มหมุนเวียนลมปราณแล้าพุ่งเข้าไปต่อยซูโม่


    "หึ! ไม่ประมาณตน!!"ซูโม่สบถออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ เพราะเจ้าเศษสวะนี่กล้าที่จะต่อกรกลับตนเอง ชายหนุ่มจึงสวนหมัดต่อยสวนกลับไปอย่างไม่ออมแรง!


    ปั้ง!!!


    พอหมัดทั้งสองประทะกัน ร่างของซูเฟิงก็ลอยกระเด็นกลับไปประดุจสายว่าวขาด ตงลงกระทบพื้นอย่างจัง! จนฝุ่นควันฟุ้งกระจาย


    อัก!


    ซูเฟิงกระอักเลือดออกมาเต็มปาก ซูโม่กำลังจะเข้าไปซ้ำ! แต่ในขณะนั้นก็มีเสียงของชายชราผู้หนึ่งดังขึ้นมาจากหอตำราด้วยความเบื่อหน่าย


    "พอได้แล้ววว..."


    "ผู้อาวุโสซูหม่า!?"เมื่อได้ยินเสียงนั้นซูโม่ก็หยุดชะงักลง! จากนั้นก็ชายหนุ่มก็หันหน้าไปประสานมือคำนับทางหอตำรา พร้อมกับกล่าวขึ้น


    “เหอะ! นับว่าวันนี้เจ้าโชคดีไป....กลับ!” ซูโม่หันมากล่าวกลับซูเฟิงที่นอนกระอักเลือดอยู่บนพื้น จากนั้นก็หันไปพูดกับลูกสมุนของตนและเดินจากไป


    "ขอบคุณขอรับผู้อาวุโส ที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ...."หลังจากที่ซูเฟิงตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากพื้นและทรงตัวได้แล้ว


    ชายหนุ่มก็ประสานมือค้อมกายคำนับไปทางหอตำราแล้วกล่าวขอบคุณอีกฝ่าย โชคดีที่ซูโม่ไม่ได้ใช้ลมปราณขณะต่อยสวนกลับมา ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่เพียงแค่บาดเจ็บ ด้วยระดับขั้นพลังที่ต่างกันถึงสองขั้นใหญ่ เขาคงต้องตายลงไปแล้ว!


    ถึงเป็นเช่นนั้นเขาก็ไม่ได้ทราบซึ้งที่ซูโม่ไม่ได้ฆ่าเขาหรอกน่ะ! ที่อีกฝ่ายไม่ฆ่าเขาก็เป็นเพราะว่ากลัวกฎของตระกูลต่างหากล่ะ! แม้ว่าโทษของการสังหารกันเองในตระกูล ผู้กระทำผิดจะต้องถูกสังหาร แต่สำหรับซูโม่ที่ถือเป็นอัจฉริยะของตระกูลแล้ว เขาคงได้รับการละเว้นโทษตาย


    แต่สำหรับบิดาของเขาที่เป็นประมุขตระกูลแล้ว!? เขาคงจะได้รับผลกระทบอย่างมากแน่นอน! เผลอๆอาจถูกปลดออกจากตำแหน่งประมุขตระกูบเลยด้วยซ้ำ!


    เหตุเพราะในตระกูล ระหว่างประมุขและเหล่าผู้อาวุโสก็มีการแย่งชิงอำนาจกันอย่างลับๆอยู่ ด้วยเหตุผลเหล่านี้ซูโม่จึงไม่กล้าที่จะลงมือฆ่าเขา 


    “ช่างเถอะ! ข้าแค่กลัวว่าเจ้าจะมาตายอยู่ที่หน้าหอตำราของข้า ทีหลังเจ้าก็อยู่อย่างสงบเสงี่ยมเสียบ้าง อย่าได้หาเรื่องเจ็บตัวอีก!” ชายชรากล่าวขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ


    "ข้าจะจดจำคำสั่งสอนของผู้อาวุโสเอาไว้ขอรับ..."ซูเฟิงกล่าวรับคำอย่างนอยน้อม


    “เฮ้อ~ เจ้าจงกลับไปรักษาอาการบาดเจ็บเสีย นี้คือโอสถเยียวยา....” ชายชราถอนหายใจออกมา นึกเวทนาในโชคชะตาของชายหนุ่มคนนี้ แต่ก่อนเคยเป็นถึงอัจฉริยะเหนือผู้คน บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงแค่คนไร้ค่า 


    "ขอบพระคุณขอรับ!"ซูเฟิงกล่าวขอบคุณแล้วรับเอาโอสถ จากนั้นก็พาร่างที่บาดเจ็บของตนกลับที่พัก


    เมื่อมาถึงกระท่อมหลังน้อย ชายหนุ่มก็รีบนั่งลง แล้วกลืนโอสถลงไปในทันที เขาเริ่มหมุนเวียนลมปราณเพื่อดูดซับโอสถไปรักษาอาการบาดเจ็บของตน


    เวลาหนึ่งเค่อผ่านไป ชายหนุ่มก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมา แล้วเริ่มสำรวจร่างการของตนเอง


    “เฮ้อ~ โชคดีที่ไม่บาดเจ็บร้ายแรง”เมื่อสำรวจร่างกายของตนว่าไม่มีอาการบาดเจ็บหลงเหลืออยู่แล้ว ซูเฟิงก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก


    “เห็นทีข้าจะมัวจมปรักอยู่ในตระกูลซูเช่นนี้ไม่ได้แล้ว!?”ผ่านไปไม่กี่อึดใจ สีหน้าของซูเฟิงก็เริ่มเปลี่ยนไป ปรากฏแววตาที่มุ่งมั่นและจริงจังขึ้นมา พร้อมกับกล่าวกลับตัวเองออกมาเบาๆ


    ไม่รอช้า! ชายหนุ่มรีบลงมือเก็บข้าวของที่มีอยู่น้อยนิดของตนเองในทันที! เขาตัดสินใจแล้วว่า! เขาจะออกจากตระกูลซูและเดินทางออกท่องยุทธภพ! เพื่อเสาะหาวิธีทะลวงระดับขั้นถัดไปให้จงได้!


    การตัดสินใจออกจากตระกูลของซูเฟิงในครั้งนี้ มันจะทำให้โชคชะตาของเขาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมตลอดกาล…….




    คล้ายกับเรื่องภูเขาเทพเซียน ที่คุณอ่าน