“หากเ้าไม่รู้ว่าผ้ามาจากไหน... เช่นนั้นเ้าก็หมดประโยชน์สำหรับข้าแล้ว อา..จริงสิ! เ้าก็รู้ว่าฝีมือการยิงธนูของข้าย่ำแย่นัก หากพลาดเป้าข้าจะยิงใหม่จนกว่าจะสำเร็จก็แล้วกัน เ้าอดทนหน่อย”
ลี่จงอ้าปากค้าง ดวงตาเหลือกถลน พลาดแล้วยิงใหม่งั้นรึ! หากเป็เช่นนั้นร่างของนางคงเป็รูพรุนไปทั้งตัวเป็แน่!
“อย่า! อันหราน! ข้ายอมพูดแล้ว!” ลี่จงหวีดร้องออกมาอย่างขวัญเสีย “เป็ข้าเอง! ข้าบีบบังคับให้ชุนหลิงเอาผ้าคาดเอวของท่านอ๋องไปวางไว้ใต้ที่นอนเ้า! ข้าผิดไปแล้ว ข้าขอโทษ!”
มู่อันหรานลดคันธนูลง แววตายังคงกดดันไม่คลาย
“วันพรุ่งนี้เ้าต้องไปสารภาพความจริงทั้งหมดกับเจิ้งหมัวมัว และจำใส่หัวเ้าไว้ หากเ้าตุกติกหรือกลับคำแม้เพียงคำเดียว ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจ ข้าจะตามถอนฟันเ้าวันละซี่จนหมดปาก! แล้วอย่าคิดว่าข้าทำไม่ได้ ในเมื่อข้ามัดเ้ามาที่นี่ได้ ข้าก็ทำเื่อื่นได้เช่นกัน!”
ลี่จงสะอึกสะอื้นพยักหน้ายอมรับอย่างสิ้นท่า มู่อันหรานจึงจัดการแก้เชือก แล้วคุมตัวนางกลับไปยังเรือนพักอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
ท่ามกลางความมืดมิดบนกิ่งไม้ใหญ่ที่สตรีทั้งสองเพิ่งจากไป
“ในจวนเหวินอ๋องมีสตรีบ้าบิ่นเช่นนี้ซ่อนตัวอยู่ั้แ่เมื่อใดกัน?” กู้ซานเปรยขึ้นเบาๆ จ้องมองตามแผ่นหลังของสาวใช้สองคนที่เพิ่งเดินลับตาไป
กู้ซ่งที่เอนกายอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่อีกด้านแค่นยิ้มบาง
“จำไม่ได้หรือ? นางก็คือคนที่ท่านอ๋องอุ้มกลับมาที่ค่ายพักแรมตอนไปล่าสัตว์ที่ลู่โจวอย่างไรเล่า... และถ้าข้าจำไม่ผิด ก็เป็เ้าเองมิใช่หรือที่ไม่ยอมให้นางเข้าร่วมการฝึกขี่ม้าและยิงธนูเมื่อหลายเดือนก่อน เพราะเห็นว่าเป็เพียงดรุณีน้อยที่ดูบอบบางเกินไป”
กู้ซานชะงักไปครู่หนึ่ง ภาพของเด็กสาวที่เคยดูอ่อนแอในวันนั้นซ้อนทับกับภาพสตรีที่กล้าง้างธนูเล็งกลางหน้าผากคนอื่นในคืนนี้อย่างน่าอัศจรรย์
“สายตาของท่านอ๋องเฉียบคมนัก ยามที่เขาพบนางครั้งแรก นางยังเป็เพียงเด็กตัวกะเปี๊ยกที่ไร้พิษสงอยู่เลย แล้วดูนางตอนนี้สิ!”
แท้จริงแล้ว กู้ซาน และกู้ซ่ง สององครักษ์คนสนิทของเหวินอ๋องกำลังปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนรอบจวนตามปกติ ทว่าเมื่อเห็นเงาร่างของบ่าวชายสองคนแอบออกจากที่พักยามวิกาลอย่างมีพิรุธ ทั้งสองจึงตัดสินใจติดตามดูความเคลื่อนไหวอยู่ห่างๆ โดยไม่ให้ฝ่ายนั้นรู้ตัว
พวกเขาเฝ้าสังเกตการณ์จนเห็นทั้งสามแบกร่างของสาวใช้คนหนึ่งออกมาจากเรือนแล้วมัดไว้กับต้นไม้
เสียงการเจรจาอันเผ็ดร้อนและภาพมู่อันหรานที่ง้างธนูเล็งกลางหน้าผากลี่จง ถูกบันทึกไว้ในสายตาขององครักษ์ทั้งสองทั้งหมด
“ที่ผ่านมาท่านอ๋องก็ไม่เคยเอ่ยปากถามถึงนางสักประโยค เ้าคิดว่านางจะอยู่ในสายตาของเขาอยู่หรือ?” กู้ซ่งตั้งคำถาม
กู้ซานยักไหล่ขึ้นข้างหนึ่ง
“เ้าถามข้า แล้วข้าจะไปถามใครต่อได้เล่า? ไม่สู้เรารีบนำเื่นี้ไปรายงานให้หวังเย่รับรู้ไว้ก่อนดีกว่า เขาจะใส่ใจหรือไม่ อีกไม่นานเราก็คงได้คำตอบ”
…
เช้าวันรุ่งขึ้น ลี่จงที่ตาบวมปูดจากการร้องไห้ทั้งคืน กลับคำพูดเดิมอย่างสิ้นเชิง!
นางโผเข้าหาเจิ้งหมัวมัว ร่ำไห้ฟูมฟายพร้อมปรักปรำว่ามู่อันหรานสมคบคิดกับบ่าวชายลักพาตัวนางไปทำร้ายและข่มขู่เอาชีวิต
มู่อันหรานแสยะยิ้มในใจ นางคิดไว้ไม่ผิด คนอย่างลี่จงหรือจะรักษาคำพูด!
เด็กสาวได้แต่ฝากความหวังไว้กับ เสี่ยวชุ่ย ชุนหลิง รวมไปถึงซางไห่และต้าชวน ว่าพวกเขาจะไม่ทรยศนางในเวลาคับขัน
และความซื่อสัตย์ก็ทรงพลังกว่าที่นางคิด พยานทุกคนต่างก้าวออกมาให้การตรงกันอย่างไม่บิดพลิ้ว คำให้การเ่าั้ไม่เพียงแต่แฉกลโกงของลี่จง แต่ยังลามไปถึงการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเฉิงกังพี่ชายลูกพี่ลูกน้องที่เป็คนบังคับม้า และขบวนการรังแกบ่าวด้วยกันที่สองพี่น้องเป็หัวโจกมาโดยตลอด
เจิ้งหมัวมัวเห็นว่าเื่นี้มีหลายคนมาเกี่ยวข้อง นางจึงไม่กล้าตัดสินใจโดยพลการ และพาทุกคนมุ่งหน้าสู่ตำหนักจิ่วเซียวเพื่อรายงานเื่ราวทั้งหมดให้โจวเหยียนรับรู้
ตำหนักจิ่วเซียว
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่โถงใหญ่หน้าตำหนัก กลิ่นกำยานและไอสังหารเบาบางที่ปกคลุมอยู่ก็ทำเอาบ่าวรับใช้หลายคนถึงกับขาอ่อนแรง
เหวินอ๋องประทับนั่งอยู่ในท่าทีที่ดูผ่อนคลาย รอบกายของเขาขนาบข้างด้วยองครักษ์คนสนิททั้งสี่ที่ยืนตัวตรงดั่งหอกเหล็ก
นี่เป็ครั้งแรกที่มู่อันหรานได้เห็นสี่องครักษ์คู่ใจ กู้ซาน กู้ซ่ง กู้เวิน และกู้วั่ง พร้อมหน้ากันทุกคน แววตาที่เฉียบคมสี่คู่ที่จ้องเขม็งลงมาทำให้บรรยากาศภายในตำหนักหนักอึ้งราวกับถูกทับด้วยขุนเขา แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับท่าทีเกียจคร้านจนน่าหมั่นไส้ของเหวินอ๋อง
หลังจากเจิ้งหมัวมัวรายงานเื่ราวทั้งหมดจบลง กู้ซานก็ก้าวออกมาข้างหน้า
“เฉิงกัง ลี่จง พวกเ้าจะยอมรับผิดแต่โดยดี หรือจะรอให้ข้าเป็คนง้างปากพวกเ้าเอง”
เฉิงกังรู้นิสัยของสี่องครักษ์ดี การโกหกต่อหน้าคนพวกนี้ไม่ต่างจากการเดินเข้าลานปะา เพราะไม่มีความลับใดในจวนอ๋องที่สุนัขล่าเนื้อกลุ่มนี้จะดมกลิ่นไม่พบ!
“หวังเย่..กระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ! เป็กระหม่อมเองที่ละโมบและใช้อำนาจที่มีในทางที่ผิด ข่มขู่ผู้อื่นและสร้างความวุ่นวายเพื่อปกป้องพวกพ้อง กระหม่อมขอยอมรับผิดและน้อมรับโทษทุกประการพ่ะย่ะค่ะ!”
“แต่หม่อมฉันถูกใส่ร้ายนะเพคะ!” ลี่จงยังคงส่งเสียงหวีดร้องพลางชี้นิ้วสั่นระริกไปที่มู่อันหราน “เป็นางที่บีบบังคับหม่อมฉัน หม่อมฉันไม่ได้ทำจริงๆ นะเพคะท่านอ๋อง!”
ในขณะที่ลี่จงกรีดร้องโวยวาย มู่อันหรานลอบเงยหน้าขึ้นมองโจวเหยียน
หัวใจของนางพลันกระตุกวูบเมื่อเห็นว่าใบหน้าหล่อเหลาของเขาเริ่มปรากฏร่องรอยของความรำคาญ คิ้วเข้มขมวดมุ่น นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนที่วางแขนเป็จังหวะถี่กระชั้น
สำหรับบุรุษเช่นเขา ชีวิตของบ่าวเหล่านี้อาจมีค่าไม่ต่างจากเศษดิน หากเขารำคาญใจขึ้นมาจริงๆ คำสั่งเดียวของเขาอาจไม่ใช่การหาตัวผู้กระทำผิด แต่น่ากลัวว่าจะเป็การสั่งให้สังหารทุกคนที่อยู่ที่นี่เสียมากกว่า!
“เจิ้งหมัวมัว ในจวนของเปิ่นหวางยามนี้มีบ่าวไพร่อยู่ทั้งหมดเท่าใด?”
ประโยคแรกที่โจวเหยียนเอ่ยออกมาทำเอาทุกคนชะงักค้างด้วยความไม่เข้าใจ แม้แต่เจิ้งหมัวมัวก็เปลี่ยนอารมณ์เกือบไม่ทัน นางรีบหันไปตอบอย่างนอบน้อม
“ทูลท่านอ๋อง บ่าวไพร่ทั้งฝ่ายนอกและฝ่ายในมีทั้งหมดสามร้อยแปดสิบคนเพคะ หากรวมเหล่าทาสอีกสองร้อยสี่สิบคน รวมทั้งหมดก็หกร้อยยี่สิบคนเพคะ”
โจวเหยียนกลอกตาไปมาพลางแค่นหัวเราะในลำคอ ทั้งจวนมีเขาเป็เ้านายเพียงคนเดียว บ่าวรับใช้รวมทาสหกร้อยกว่าคนนี่มันสิ้นเปลืองชะมัด! เงินทองที่ต้องจ่ายไปกับค่าอาหารคนพวกนี้ เอาไปซื้อสุราชั้นดีได้ไม่รู้เท่าไหร่!
“หกร้อยกว่าคนงั้นหรือ ดูเหมือนจะมีมากเกินไปจนดูแลไม่ทั่วถึงสินะ” เขาถอนใจสั้น ๆ
“ในเมื่อมีมากจนแย่งกันสร้างเื่ไร้สาระ เช่นนั้นก็กำจัดทิ้งเสียบ้างคงจะดี”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนในโถงพากันหน้าซีดตัวสั่น มู่อันหรานคิดอยากจะกัดลิ้นตัวเองให้ตายไปเสียเดี๋ยวนั้น นางหวาดระแวงอยู่แล้วเชียวว่าเหวินอ๋องจะตัดสินความด้วยโทสะเช่นนี้!
“เฉิงกัง! มือของเ้ามีไว้เพื่อกุมบังเหียนม้าของข้า แต่เ้ากลับใช้มันเพื่อรังแกบ่าวในจวน เช่นนั้นก็ตัดเอ็นมือทั้งสองข้างของมันทิ้งเสีย แล้วโยนออกไปจากจวนห้ามกลับเข้ามาอีกชั่วชีวิต”
เฉิงกังเบิกตากว้างก่อนจะล้มฟุบลงกับพื้นอย่างหมดแรง ทหารร่างใหญ่สองคนก้าวเข้ามาลากตัวเขาออกไปทันทีโดยไม่ฟังเสียงร้องขอความเมตตา
“ส่วนนาง...” สายตาของโจวเหยียนหยุดอยู่ที่ลี่จงที่ตัวสั่นงันงก
“ในเมื่อนางรักการสร้างเื่เท็จแล้วยังกล้ายืนกรานคำโป้ปดต่อหน้าข้า..กู้ซาน ตัดลิ้นของนางแล้วลากไปปะาที่ลานกลางจวน ให้ทุกคนได้เห็นเป็เยี่ยงอย่างว่าจุดจบของคนที่ทำให้ข้าเสียเวลาคืออะไร”
“ไม่! ท่านอ๋อง! หม่อมฉัน... อื้อ!” ลี่จงยังไม่ทันได้ร้องไห้คร่ำครวญ นางก็ถูกปิดปากและลากออกไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางความตื่นตระหนกของทุกคนที่เหลือ
ความเงียบงันกลับมาปกคลุมอีกครั้ง โจวเหยียนลุกขึ้นจากบัลลังก์ช้าๆ ก้าวเดินลงมาหยุดอยู่เบื้องหน้ามู่อันหรานที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาเล็กน้อย จ้องมองใบหน้าด้านข้างของเด็กสาว