ไป๋ลู่ จอมยุทธข้ามแดนสีชาด

    ตอนที่ 30 สถานการณ์วิกฤต (2)

            ร่างขนเทาชูชันพร้อมขากรรไกรที่แปดเปื้อนไปด้วยโลหิต ที่คำรามกู่ร้องก่อนมืออีกข้างที่มาพร้อมร่างที่สิ้นชีพของชายกำยำที่ตอนนี้ทั่วร่างบิดเบี้ยวไม่ต่างจากมัน พร้อมผิวการที่มีรอยขย้ำเข้าจุดตายที่บริเวณคอ และไหล่ขวา แขนขาที่ฉีกขาดจากการปะทะจุดเห็นเป็นร่องกระดูกภายในไปเรียบร้อยถูกยกขึ้นบ่าประดังถ้วยร่างวัลชัยชนะครั้งนี้  



            ก่อนอสูรหมาป่าจะพุ่งกายถอยออกไปอย่างไม่ลังเล ตามกระแสจิตอสูรปักษาเบื้องบนที่ถ่ายทอดแก่มันแม้จะอาบโลหิตอสูรปักษา หากแต่กระบวณการกัดกร่อนกลับไม่ถูกใช้งานดั่งกายมนุษย์ที่แตะต้องสัมผัสโลหิตนี้ 



            ร่างเงาอสูรหมาป่าแขนเดียวพุ่งร่างผ่านร่างมายาที่พร้อมคำรามกู่ร้อง ไม่หยุดหย่อนลากยาวไปตามเส้นทางที่มันพุ่งผ่านมุ้งหน้าไปยัง รังที่มีอสูรทากอยู่กำกับดูแลกอยู่ ก่อนร่างขนาดใหญ่โปล่งใสนับ 10 ตนที่โพล่ออกมาอย่างรู้งาน เป็นอสูรทากที่จำแลงร่างที่มีเหล่าอสูรมายานับพันภายในเริ่มย่อยสลายร่างตนละเหยไปอย่างช้าๆ พร้อมร่างอสูรมายาที่เผยกายนับพันๆ มาเสริมฝูงเก่าพร้อมๆ กันพวกมันไม่รอช้าต่างพุ่งตัวเข้าหาม่านพลังทั่วทุกมุม ทุกจุด ทั่วสารทิศ 



            จากการล้อมเป็นวงของเหล่าชาวยุทธต้องถูกเหล่าบรรดาสัตว์อสูรมายาไล่ตีร้นให้เสียรูปกระบวณก่อนพวกเค้าจะเริ่มกลับมารวมกัน ณ จุดเดียวเบื้องหลังที่ก่อเป็นม่านขนาดใหญ่และควบรวมม่านเก่าเข้าด้วยกัน หากแต่ความเสียหายที่ถูกกระจายทั่วทุกมุมก็ทำให้การควบรวมม่านพลังนี้แสดงการประสานตัวที่ไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ 



            การก่อกวนจาก ลิ่มโลหิตที่ปล่อยไม่หยุดหย่อนของอสูรปักษาโลหิตส่งผลเป็นบริเวณกว้าง และทำให้สิ้นเปลืองโอสถที่ใช้รักษา ฟื่นฟูพลังปราณ นับหมื่นๆ กว่าลูก โดยลิ่มโลหิตนี้ไม่ได้มุ้งหวังให้เหล่ามนุษย์เบื้องล่างจบชีวิตหากเป็นเช่นนั้นก็นับว่าเป็นกำไร หากแต่จุดประสงค์ที่แท้จริงกลับเป็นการตัดกำลังทรัพยากรสงครามที่ใช้ครั้งนี้ให้ได้มากที่สุด 



            ตัวตนระดับสูงเหล่ามนุษย์ที่ออกมารับมือกับตัวตนระดับหัวหน้าอสูรก็ไม่ว่างพอเข้าช่วย แม้ฝ่ายตนจะเสียกำลังมีค่าไปบ้างหากแต่ผลลัพธ์ระยะยาวที่กำลังเเสดงให้เห็นนี้กลับเริ่มส่งผลออกมาอย่างต่อเนื่อง กลไกชะตาชีวิตของพวกเค้าเริ่มแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

     


            ก่อนสัตว์อสูรมายาประเภทสัตว์สี่เท้าที่ต่างแยกเขี้ยวก็กู่ร้ำร้องชานรับตามสัญชาติญาณ เร่งเข้าอัดกระแทกเข้ากับโดมม่านพลังอย่างบ้าเลือดอีกครั้งแต่ครานี้พวกมันเล่นชนบดร่างตนเข้าแทรกจุดรอยกัดผิดรูปมากมายที่มีพลังเร่งปราณจากเหล่าชาวยุทธประสานฟื่นฟูอย่างต่อเนื่อง รูพรุนมากมายบวกกับจำนวนที่อัดน้ำหนักเข้าโจมตี เหมือนเน้นย้ำจุดสำคัญเพียงจุดเดียว 



            ในที่สุดสิ่งที่เหล่ามวลมนุษย์ภายในไม่ยากให้เกิดขึ้นก็เกิดจนได้ รยอปริแตกที่เกิดจากผิวชั้นนอกในที่สุดก็พังทลาย พร้อมร่างอสูรมายา ที่ดุนตัวเบียดกันทะลักเข้ามาดั่งฝูงผึ่งแตกรังก่อนจะกระจัดกระจายเข้าโจมตีชาวยุทธที่คอยปัดป้อง "ลิ่มโลหิต" ที่ขับออกมาจากอสูรปักษาที่เริ่มจะปะทุออกมามากขึ้นเรื่อยๆ 



            การสังหารฝ่ายเดียวของมนุษย์ในตอนนี้กลับแปรผันโดยสิ้นเชิง ร่างแล้วร่างเล่ามิอาจละสายตาเบื้องบนที่เป็นดั่งเข็มที่ทะลุม่านพลังด้วยปราณรูปแบบเจาะทะลวงพิเศษ ก็ต้องมาคอยรับมือกับอสูรที่ทะลักเข้ามาดั่งฝูงผึ่งที่แตกหื่อกระจายเข้าโอบชาวยุทธภายใน จากกำลังใจที่น้อยลงไปแล้วเริ่มน้อยลงไปมากขึ้นไปอีก ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินเข้าประทังเข้ามาประจวบกับภาพฉากสังหารของเหล่าขากรรไกรนับหมื่นตนรุมทึ่งร่าง ชาวยุทธฉีกแยกแขนขาออกเป็นชิ้นๆ จากการรับมือเพียงไม่กี่ตัวก็ต้องรับมือนับ สิบ ร้อย อย่างรวดเร็วฉากการถอยร่นของเหล่าชาวยุทธที่เข้าร่วมการสังหารฝ่ายเดียวก่อนหน้ายามนี้หนีตายกันอย่างจ้าละหวั่น 



            ฉากรุมสังหารชาวยุทธมากมายเริ่มปรากฏออกมาให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมเสียงกรีดร้องขอความเมตตา วิงวอน พร้อมมือที่กางออกยืดสุดแขนพยายามไขว่คว้าเพื่อนของตนเบื้องหน้าที่พุ่งกายถอยอย่างหวาดกลัว การสบัดแขนขาวรยุทธ์ที่ร่้ำเรียนล้วนปล่อยออกมาอย่างมั่วซัว เมื่อไม่มีสติแล้วก็จะถูกแทนที่ด้วยสัญชาติญาณปลดปล่อยพลังปราณภายในและใช้กระบวณท่าอย่างสูญเปล่าเพื่อรับมือการกระโจนของเหล่าสัตว์อสูรมากมาย 



            เหล่าบรรดาสรรพยุทธที่ถูกใช้พร้อมการวิชาที่กินอนาเขตบริเวณกว้างถูกใช้อย่างไร้สติไม่เพียงสร้างความเสียหายให้เหล่าอสูรมายาเพียงเท่านั้นแม้เพื่อนมนุษย์ด้วยกันก็ไม่เว้นกับมวลพลังที่ปลดปล่อยออกไปสร้างบาดแผลฉีกขาด เหวอะหวะ สูญเสียความสามารถในการต่อสู้พร้อมกันก่อนพวกเค้าจะเริ่มมีชะตากรรมเดียวกันในที่สุด



            เมื่อร่างมนุษยมากมายที่หนีตายเริ่มเข้าจุดปลอดภัยเพียงจุด เดียวคือกระโจมหลักที่พวกเค้ามีไว้สำรองทรัพยากรในการต่อสู้ครั้งนี้ หากแต่กำลังใจที่จะต่อสู้นั้นกลับไม่มีอีกต่อไป สีหน้าหวาดกลัวมือไม้ที่กระชับสรรพยุทธ เม้นปาก บางก็คบฟันกันแน่นไม่อาจละสายตาเงามรณะมากมายที่วิ่งเข้าหาเบื้องหน้าหากแต่ร่างเหล่านั้นกลับกระเด็นกระดอนออกไปจากการที่ม่านพลังฉุกเฉินก่อเกิดกระทันหันพร้อมดูดม่านพลังเบื้องหน้าพวกเค้าเข้ากระบวณการดูดซึมควบควมเป็นม่านแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม ทิ้งไว้พร้อมภาพอันสยดสยองที่ตามมาเบื้องหลังของพวกมัน บรรดาเหล่าผู้นำที่บาดเจ็บก็ถูกหามมารวมกันก็ต้องถูกจำยอมให้เข้าร่วมการต่อสู้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง สิ่งที่สะสมมาถูกหยิบใช้อย่างไม่มีความหึงหวงอีกต่อไป สิ่งเดียวที่พวกเค้าคิดอยู่ต่างเหมือนกัน "มีชีวิตรอด" 



            เมื่อร่างที่ย้อมไปด้วยปราณโลหิตควบร่างที่ใหญ่โดด เด่น ณ พื้นนภา เมื่อเห็นเหล่ามนุษย์ต่างมารวมกันอยู่ จุดๆเดียวประสิทธิภาพของโกมม่านพลังถูกดึงออกมาควบเพื่อสร้างใหม่ยิ่งพื้นที่น้อยการใช้พลังปราณยิ่งน้อยตามไปด้วย ประสิทธิภาพยิ่งสิ่งมากขึ้น นี้อาจจะเป็นแผนก้นหีบสุดท้ายที่มนุษย์วางไว้หรือไม่นั้น ต่อจากนี้จะได้รู้กัน ร่างที่โป่งพองเริ่มหวนกลับสู่กระบวณการดั่งเดิมอีกครั้งสะสมพลังที่มีมากพอเพื่อการกระทำบางอย่างถูกหยุดลง พร้อมพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปดึงความสนใจของชาวยุทธ์ในพื้นที่จุดเดียวกันทั้งหมด ร่างที่สยายปีกกว้างคอยสบัดขนวนรอบสร้างลิ่มโลหิตนั้นกลับเปลี่ยนไป เป็นเหมือนง้างปีกไว้ด้านหลังราวกับปักษาที่พร้อมจะสยายปีกหากแต่มิใช่บินสู่พื้นฟ้าเบื้องบน 



            กลับกันร่างขนาดใหญ่กลับทิ้งกายดิ่งเบื้องล่างแรงโน้มถ่วงที่เพิ่มพร้อมกายขนาดใหญ่เท่าครึ่งเมืองขจีที่เหล่าอสูรต่างยอมเสียกายเปลี่ยนเป็นร่างลูกแก้วมายาร่างแล้วร่างเล่า เพื่อให้มันได้รวบรวมพลังนานถึงเพียงนี้ กายสูงใหญ่ที่เริ่มเบนกายลงมาอ้าปากพร้อมปราณสีแดงดั่งโลหิตคุมกายทั่วร่างเกิดเป็นริ้วเส้นใหญ่สีแดง "ปราณสรรพสัตว์อสูรปักษาโลหิต ย้อมทุ้งโลหิต อเวจี"