บทที่ 161 ใจกว้าง
หลังจากที่ได้ฤกษ์ยามที่ดีแล้ว มารดาของเขาก็ต้องออกไปจากห้อง ปล่อยให้หลี่ชิงหมินนั่งมองตนเองในชุดแต่งงานอยู่คนเดียว ข้างกายมีหญิงรับใช้อีกสองคน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีหน้าที่ทำอะไรในตอนนี้ ทว่าพวกนางก็ได้รับคำสั่งกำชับมาจากฮูหยินสกุลหลี่ว่าให้จับตามองเขาให้ดี อย่าปล่อยให้ทำเสียเรื่อง
ชิงหมินเอือมระอายิ่งกับคำสั่งนี้ เขาเองก็ไม่คิดจะทำอะไรให้วุ่นวายอยู่แล้ว แค่ถูกปลุกขึ้นมาตั้งแต่เช้าก็นับว่าลำบากมากพอแล้ว หากคิดจะลงมือทำอะไรแล้วมารดามาพบเห็นเขา ไม่ใช่ว่าจะต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น แถมโดนบ่นไม่หยุดด้วยอีกหรือ?
หญิงรับใช้ทั้งสองคนคอยพัดวีให้กับเขา กลัวว่าชิงหมินจะร้อนเกินไปเนื่องจากชุดที่เขาสวมใส่วันนี้มีหลายชั้นเสียเหลือเกิน
ตอนนี้เริ่มได้เวลาอาหารเช้าแล้ว เสียงเพลงข้างนอกยังคงดังอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับมีเสียงเฮฮาดังรอดเข้ามาเป็นระยะๆ ชิงหมินไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็น่าจะเหมือนกับที่งานแต่งของอันลี่ถิง เวลานี้ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายคงจะมาเจอกันแล้ว อาจจะกำลังตรวจสอบเรื่องของหมั้นหมายกันอยู่ก็เป็นได้
ชิงหมินไม่รู้ว่าทางแม่ทัพหวงพาใครมาที่ตระกูลหลี่ในวันนี้บ้าง เกรงว่าคงไม่น้อยไปกว่าจำนวนของผู้ที่มาเป็นพ่อสื่อแม่สื่อครั้งก่อนอย่างแน่นอน ยิ่งฟังจากเสียงจำนวนมากแล้ว ชิงหมินอดนึกไม่ได้ว่าบิดามารดาของเขาจะสามารถพูดอะไรออกไปได้สักคำหรือไม่ แต่อย่างน้อยๆ...พวกเขาก็ควรจะตรวจสอบของหมั้นหมายให้ละเอียดใช่ไหม?
แน่นอนว่าความเข้าใจของชิงหมินถูกต้องเกือบทั้งหมด เว้นไว้ก็แต่เรื่องที่ตระกูลหลี่จะกล้าตรวจสอบของหมั้นหมาย ด้วยฐานะของคนสกุลหลี่ พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะอ้าปากออกมาสักคำเดียว หากไม่ได้เจ้ากรมพิธีการและทงยูซึ่งเป็นตัวแทนของผู้หลักผู้ใหญ่ให้สกุลหลี่คอยดำเนินการให้ เชื่อเถอะว่าตระกูลหลี่คงจะเปิดจวนต้อนรับแล้วก็รีบยกบุตรชายให้แม่ทัพหวงเป็นแน่
เวลาถูกถ่วงเอาไว้อย่างเหมาะสมจนกระทั่งได้ฤกษ์ดี ดวงตะวันเริ่มเด่นชัด ในที่สุดชิงหมินก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนจำนวนหนึ่งใกล้เข้ามา
“ท่านแม่ทัพหวงขอรับ” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น ส่งผลให้เจ้าของฝีเท้าทั้งหมดหยุดลง ชิงหมินเงี่ยหูฟังเสียงข้างนอก อยากรู้ว่าบิดาของเขาต้องการหยุดแม่ทัพหวงเอาไว้ทำไม
“อะ เอ่อ คือว่า....”
“ท่านพ่อตา กล่าวความต้องการของท่านออกมาเถอะขอรับ ข้าแต่งกับชิงหมินก็ต้องเคารพครอบครัวของชิงหมินด้วย อย่าคิดว่าข้าเป็นคนอื่นไกลเลย” หวงซีเฉิงกล่าวเสียงทุ้ม
แม้ว่าเขาจะแสดงออกอย่างใจกว้างและให้เกียรติสกุลหลี่มาก แต่ผู้นำตระกูลกลับไม่มีความกล้ามากพอขนาดนั้น แน่นอนว่าเขากลัวแม่ทัพหวงนั้นเป็นเรื่องจริง กระนั้น....ในฐานะบิดาแล้ว เขาก็เป็นห่วงบุตรชายของตนเองเช่นกัน
ผู้นำตระกูลหลี่อึกอักด้วยความประหม่า สุดท้ายก็พูดออกมาจนได้
“หลี่ชิงหมินของพวกเราเป็นเด็กดื้อเล็กน้อย เมื่อท่านแม่ทัพแต่งงานกับเขาแล้ว ได้โปรดใจเย็นกับเขาด้วยเถอะขอรับ ถึงแม้ว่าเขาจะซนไปบ้าง อาจจะทำให้ท่านแม่ทัพไม่พอใจ แต่...ผู้น้อยก็อยากจะขอความเมตตา อย่ารังเกียจเดียดฉันท์เด็กคนนั้นเลย หากผิดนิดผิดหน่อยก็ลงโทษแค่พอประมาณ ข้าอยากจะขอร้องท่าน...ได้โปรด ในภายภาคหน้า อย่าได้ลงโทษกันจนถึงแก่ชีวิตได้หรือไม่ขอรับ”
คำขอนี้ดูเหมือนจะมากเกินไปหน่อย คนที่จะแต่งเข้าสกุลอื่นก็ต้องทำตามกฎจวนสกุลนั้นๆ หลี่ชิงหมินต้องแต่เข้าสกุลหวง ก็ต้องทำตามกฎของสกุลหวงเช่นกัน หากเขาทำสิ่งใดผิด ย่อมต้องใช้กฎของตระกูลหวงในการลงโทษ และสกุลหวงนี้เป็นสกุลของแม่ทัพมารุ่นต่อรุ่น กฎระเบียบย่อมเคร่งครัดกว่าที่อื่น
ในบทบัญญัติหลายข้อเต็มไปด้วยโทษโบยจนกว่าจะสิ้นใจทั้งนั้น ความเข้มงวดของกฎตระกูลหวงนี้เป็นที่รู้จักกันดีของอาณาจักรเซิน พวกเขาได้เห็นการลากศพคนตายออกจากจวนมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว บางครา...เป็นตัวของผู้นำตระกูลเองด้วยซ้ำที่ถูกลากออกมา
ดังนั้น การที่ผู้นำตระกูลหลี่เอ่ยขอเช่นนี้ ย่อมต้องทำให้คนของสกุลหวงคิดหนัก เพียงแต่...หวงซีเฉิงกลับคารวะผู้นำตระกูลหลี่หนึ่งคราแล้วกล่าวยืนยัน
“ข้าจะดูแลชิงหมินอย่างดีขอรับ ไม่ทำให้เกิดเรื่องขึ้นอย่างแน่นอน อย่าพูดเรื่องที่จะทำโทษจนถึงแก่ความตาย ข้ารับปากท่านว่าจะไม่ทำให้เขาเจ็บปวดแม้เพียงนิด”
“จริงอยู่ที่กฎตระกูลหวงนั้นเข้มงวดมาก แต่สำหรับข้า...ข้าก็คือกฎ หากผู้ใดคิดจะทำร้ายชิงหมิน เช่นนั้นก็ต้องผ่านข้าไปก่อน อย่างมาก...ข้าก็แค่จะสู้กับทั้งตระกูล ทำลายกฎทั้งหมดให้สิ้นซากเท่านั้นเอง”
หวงซีเฉิงประกาศกร้าว ผู้อาวุโสของตระกูลหวงหน้าซีดกันไปหมด หวงซีเฉิงกล่าวเช่นนี้ก็เท่ากับตบหน้าของพวกเขาเอง ในเมื่อตระกูลหวงมีผู้อาวุโสคุมกฎอยู่เบื้องหลัง แต่คนกลับบอกว่าไม่สนใจกฎ หากใครต้องการใช้กฎกับเขา อย่างนั้นก็ต้องพร้อมที่จะต่อสู้กับเขาก่อน
เจ้าเด็กเมื่อวานซืนคนนี้!!
หากอีกฝ่ายไม่ใช่หวงซีเฉิงที่โหดเหี้ยมและเพิ่งสังหารคนตระกูลหวงนับไม่ถ้วนไป ผู้อาวุโสก็อยากจะเอ่ยปากตำหนิออกมาสักสองสามคำ อีกฝ่ายกล้าทำตัวกบฏต่อตระกูลหวง ทั้งๆที่เป็นผู้นำตระกูลหวง เช่นนี้ไม่เหมาะสมจริงๆ
สายตาของผู้คนมากมายลอบมองเหล่าผู้อาวุโสของตระกูล เด็กหัวรั้นขึ้นตำแหน่งเป็นผู้นำตระกูลแต่บอกว่าจะไม่สนใจกฎตระกูล เช่นนี้แล้วในฐานะผู้อาวุโสจะทำเช่นไร
แต่สิ่งที่พวกเขาเห็นก็คือ ผู้อาวุโสของตระกูลหวงที่แสนจะเข้มงวดค่อยๆก้มหน้าลงทีละคนๆ ก็แน่ล่ะ...กฎที่สำคัญที่สุดของตระกูลหวงคืออะไร? นั่นก็คือ....ผู้ใดแข็งแกร่ง ผู้นั้นก็คือกฎ!
คำกล่าวนี้อยู่หน้าแรกของกฎตระกูลด้วยซ้ำ ความสำคัญที่สุดย่อมเป็นเช่นที่เจ้าเด็กหวงซีเฉิงพูด ในเมื่อเขาแข็งแกร่งขนาดนี้ เช่นนั้น...เขาก็คือกฎ ถ้าเขาบอกว่า “ไม่” อย่างนั้นก็ต้อง “ไม่” ถ้าเขาออกคำสั่งว่าต้องทำ เช่นนั้นก็ต้องทำตามที่พูด
ตระกูลหวงเป็นพวกที่ชอบตัดสินกันด้วยกำลังและความแข็งแกร่งทางสติปัญญาอยู่แล้ว หากต้องการจะบังคับใครให้อยู่ในกฎ อย่างนั้นก็ต้องมีความแข็งแกร่งเพียงพอ ซึ่งหวงซีเฉิงมีคุณสมบัติเหล่านั้นมากที่สุด
“อะ เอ่อ...ขอบคุณขอรับท่านแม่ทัพ”
“ท่านพ่อตา ท่านอย่าได้สุภาพกับข้าเลย วันหลังเจอข้า...ให้ท่านเรียกว่า “บุตรเขย” ได้ ข้าคือบุตรเขยของท่านแล้ว” หวงซีเฉิงทำความเคารพกลับ ไม่รับคารวะขอบคุณจากคนที่อายุมากกว่า
เห็นท่าทางที่ถ่อมตัวของเขาเช่นนี้ หลายคนก็อึ้งงันไป ทั้งหมดที่ยืนอยู่ที่นี่ไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง แม่ทัพปีศาจผู้นี้ แท้จริงแล้วเอาอกเอาใจผู้อื่นเก่งเหมือนกัน!
หลี่ชิงหมินที่แอบฟังอยู่รู้สึกตื้นตันใจอย่างมาก บิดาของเขาไม่ค่อยกล้าต่อกรกับพวกขุนนางระดับสูง เนื่องจากถูกเลี้ยงดูให้อยู่ในกรอบของขุนนางระดับต่ำมาตลอด รวมทั้งยังถ่ายทอดนิสัยเช่นนี้มาถึงลูกชายเช่นเขาด้วย “ปลอดภัยไว้ก่อนเป็นยอดคน” นี่คือสิ่งที่ชิงหมินเคยได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่น่าแปลกใจที่พื้นฐานนิสัยของเขาสมควรที่จะเป็นพระรองของเรื่องมากกว่าพระเอก
คนที่สนใจแค่ความปลอดภัยของตนเอง ไม่มีความทะเยอทะยานเกินตัว นี่แหละเป็นบทที่เหมาะสมแล้ว
เขารู้ว่าบิดาของเขาต้องใช้ความพยายามทั้งหมดเพื่อกล่าวถ้อยคำเมื่อครู่ออกมา ทั้งยังรู้ด้วยว่าบิดาจะต้องหวั่นเกรงมาก ถึงอย่างนั้น...มันก็ทำให้ชิงหมินรู้สึกอบอุ่นอยู่ในหัวใจ
เขาไม่ใช่หลี่ชิงหมินตัวจริงที่อยู่ในโลกนี้มาตั้งแต่ต้น ทว่าความรักของครอบครัวสกุลหลี่ทำให้ชิงหมินผูกพันกับพวกเขาอย่างมาก และตอนนี้...เขาก็มองเห็นทุกคนเป็นครอบครัวที่แท้จริง
“เจ้าบ่าวมาแล้ว” เสียงร้องของบุรุษดังขึ้นอยู่ด้านหน้า เหล่าสตรีมากมายส่งเสียงกรีดร้องและพยายามที่จะขวางประตูเอาไว้ นี่เป็นการละเล่นที่ค่อนข้างน่าสนุกสำหรับคนอื่นๆ ชิงหมินเองก็ยังอยากรู้ว่าพวกเขาทำอะไรกันอยู่ข้างนอกเลย
เพียงแต่...เสียงเหล่านั้นยังไม่ได้หายไป ร่างของหวงซีเฉิงก็โผล่มาหน้าประตูเสียแล้ว
แสงสว่างแรกของวันที่สาดเข้ามาทำให้ชิงหมินต้องหรี่ตาลง เงาร่างใหญ่ของหวงซีเฉิงปรากฏขึ้น เขายังคงสวมชุดแดงเหมือนกับที่ชิงหมินสวมใส่ กระทั่งลายปักก็ยังเป็นลายปักที่เข้าคู่กัน ชิงหมินแอบมองเขาผ่านผ้าคลุมหน้าสีแดง ในขณะที่หวงซีเฉิงมองคนตัวเล็กที่กำลังนั่งรอเขามารับด้วยหัวใจที่อึกอึกครึกโครม
“ชิงหมิน ข้ามารับแล้ว...” น้ำเสียงทุ้มนุ่มของคนตรงหน้าทำให้ชิงหมินรู้สึกเกร็งอยู่บ้าง
จากที่ไม่ตื่นเต้นก็เริ่มตื่นเต้นขึ้นมา เขาเม้มริมฝีปากของตนเอง ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ในขณะเดียวกัน...หวงซีเฉิงก็ขยับเข้ามาใกล้ ช้อนร่างเล็กๆของเขาไว้ในอ้อมแขนและเตรียมที่จะพาออกไป
ตามธรรมเนียมแล้ว บุรุษต้องอุ้มสตรีออกไป และไม่ปล่อยให้เท้าของฝ่ายเจ้าสาวถึงพื้นก่อนจะถึงจวนสกุลที่ต้องแต่งเข้า แน่นอนว่าบางตระกูลก็จะอุ้มไปเช่นนี้ หรือบางตระกูลก็จะส่งเกี้ยวมาหามเจ้าสาวไปยังตระกูล โดยให้บุรุษเป็นคนควบม้านำขบวน ทว่า...หวงซีเฉิงนั้นไม่ทำเหมือนกับคนอื่น เขาอุ้มชิงหมินก่อนจะเตะเท้าทะยานขึ้นฟ้า พร้อมกันนั้นที่คนของเขาจำนวนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นมา โปรยดอกไม้และกระดาษอวยพรไปรอบๆ
สีแดงร่วงหล่นลงมาราวกับฝนกระดาษ ผู้คนทั้งในจวนและนอกจวนมองภาพความงดงามนั้นด้วยสายตาตกตะลึง ก่อนที่จะมีใครบางคนรู้ตัว...
“นะ นี่!! นี่เป็นตั๋วเงินอวยพร”
“อะไรนะ?”
“พวกเขา พวกตระกูลหวงให้เงินอวยพร!!” เมื่อมีคนหนึ่งร้องลั่นออกมา หลายคนก็รีบดูกระดาษที่คิดว่าทำขึ้นมาเพื่อความสวยงามในคราแรก และมันก็ทำให้สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไป
“หนึ่งกระดาษแดงมีค่าเท่ากับ 10 เหรียญ!! พระเจ้า!! ตระกูลหวงจะหน้าใหญ่เกินไปแล้ว พวกเขาร่ำรวยจริงๆ!”
“เร็วเข้า! รีบเก็บกระดาษเหล่านั้นเร็ว พวกเราอาจจะกลายเป็นคนร่ำรวยได้!”
“ข้า ข้าต้องการ ข้าต้องการมัน!”
“เพียงใบเดียว ครอบครัวของข้าก็จะรอดตายแล้ว”
“หนึ่งใบแลกได้ 10 เหรียญ นี่คือเงินที่ข้าเก็บมาทั้งชีวิต ได้โปรด! ได้โปรดมอบให้ข้าด้วย!!” ฝูงชนก่อความวุ่นวายกันทันที พวกเขาแย่งกระดาษมงคลกันราวกับแย่งอาหาร
เหล่าขุนนางทั้งหลายที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่เงยหน้ามองท้องฟ้า เห็นขบวนที่ยิ่งใหญ่และไม่เหมือนใครกำลังลอยอยู่บนท้องฟ้า มุ่งหน้าไปทางตระกูลหวง ตลอดเส้นทางล้วนเต็มไปด้วยกระดาษสีแดง การกระทำเช่นนี้....
“ตระกูลหวงของพวกท่านช่างใจกว้างจริงๆ” ขุนนางคนหนึ่งหันไปหาผู้อาวุโสของตระกูลหวง ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าต่างก็ปิดบังความอิจฉาเอาไว้ไม่มิด
“จริงด้วย ถึงกับมอบเงินจำนวนมากเช่นนี้ มอบความสุขให้กับผู้คน ดูเอาเถอะ...ขนาดบ่าวไพร่ของข้าก็ยังไม่วายไปร่วมกับเขาด้วย”
“ฮ่าๆ ทำเช่นนี้ ประชาชนมากมายในเมืองหลวงคงจะบูชาความรักของพวกเขาเพิ่มขึ้นไปอีก”
“นั่นน่ะสิ ไม่เคยมีใครทำเช่นนี้มาก่อนในอดีต แต่ก็นั่นแหละ...ผู้นำตระกูลหวงก็คงจะต้องการตอบแทนประชาชนที่ร่วมแสดงความยินดีกับการแต่งงานของเขาในครั้งนี้ ดูเอาเถอะ...ชาวบ้านหลายคนเริ่มฉลองการแต่งงานให้กับคู่ของพวกเขาตั้งแต่ก่อนจะถึงวันแต่งเสียอีก”
“จริงด้วย งานแต่งของท่านแม่ทัพทั้งที ประชาชนย่อมร่วมฉลองด้วย แต่พวกเขาคงไม่คิดว่าแท้จริงแล้วท่านแม่ทัพใจกว้างมาก”
“ตระกูลหวงช่างยิ่งใหญ่และร่ำรวยเสียจริง แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ...แม่ทัพใหญ่สร้างคุณความดีเอาไว้มากมายเช่นนี้ เงินมากมายก็ไม่เก็บเอาไว้เองทั้งหมด ยังมีน้ำใจส่งต่อ เช่นนี้ย่อมทำให้ผู้คนชื่นชมมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก”
“หากในตระกูลของข้ามีงานมงคลขึ้น ข้าอาจจะแนะนำให้พวกเขาทำเช่นนี้ด้วย ถึงจะไม่เท่ากับที่ตระกูลหวงทำ แต่กระดาษอวยพรที่ถูกแย่งชิงเช่นนี้ถือเป็นอะไรที่น่าสนุกไม่น้อย ข้าอาจจะให้ตอบแทน 1 เหรียญต่อ 1 แผ่น”
“เป็นความคิดที่ดีเลย ข้าก็เอาด้วย ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะและพูดคุยของผู้คนรอบๆดังขึ้น
ผู้อาวุโสตระกูลหวงจึงเพิ่งได้สติกลับมา เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเจ้าเด็กคนนั้นจะเอาเงินมาโยนเล่นเช่นนี้ก็ได้ด้วย!
ตอนที่พวกเขาเตรียมของเพื่อมาจัดการแต่งงาน ตนเองก็ร่วมตรวจสอบแล้ว และพบว่าหวงซีเฉิงไม่ได้นำสิ่งของรวมถึงเงินทองออกมาจากคลังของตระกูลหวงเลย ทำราวกับว่าไม่ต้องการแตะต้องเศษเงินเหล่านั้น
คราแรก เขาก็แค่รู้สึกหมันไส้เจ้าเด็กเมื่อวานซืนคนนี้เท่านั้น ไหนเลยจะได้มาเห็นฉากนี้อีก! ปรากฏว่า...เจ้าเด็กเมื่อวานซืนผู้นี้มีเงินมากมายเท่าไรกันแน่ คลังสมบัติส่วนตัวของเขา...ไม่ใช่ว่ามากกว่าตระกูลหวงทั้งหมดรวมกันอีก 10 ตระกูลหวงไปแล้วหรอกหรือ?
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า งานแต่งผู้นำตระกูลทั้งทีล่ะนะ...” ผู้อาวุโสถูกจ้องมอง ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกไปดี ทำได้แค่ส่งเสียงหัวเราะแห้งๆออกไปก็เท่านั้น
หลายคนได้ยินก็ยิ้มเยาะ ทำไมพวกเขารู้สึกว่าคนที่ริษยางานแต่งที่ยิ่งใหญ่และใจกว้างนี้มากที่สุดกลับเป็นคนของตระกูลหวงเองเล่า ดูสิ...มือของชายชราผู้นี้สั่นเทาราวกับว่าเขาต้องการจะวิ่งไปเก็บกระดาษอวยพรสีแดงที่มีค่าเท่ากับ 10 เหรียญนี้ด้วยตนเองแล้ว
หากไม่ใช่เพราะกลัวขายหน้า เชื่อเถอะว่าชายชราบางคนคงจะวิ่งไปเก็บมัน แย่งกับบ่าวรับใช้ที่กำลังส่งเสียงกรีดร้องออกมาเบาๆเหล่านี้!
………………………………….