ตอนที่57 สังหารอี่น่ำเทียน2
ไม่นานนักที่บริเวณ้านหน้าประตูป้อมพยัคฆ์คำรามก็ปรากฏกลุ่มคนราวๆสองถึงสามร้อยกว่าคนขึ้นมา เพียงแค่ดูจากการแต่งกายก็รู้ว่ามาจากสำนักเดียวกัน แต่ละคนล้วนมีพลังยุทธที่สูงส่ง
โดยเฉพาะผู้นำที่ยืนอยู่ตรงกลาง มันมีอายุราวๆหกสิบกว่าปีร่างสูงโปร่งมีหนวดเคราและเคราที่ใต้คางเล็กน้อย นัยตาที่กลอกกลิ้งไปมาสะท้อนประกายวูบวาบ ย่อมแสดงถึงระดับพลังที่อยู่ในขั้นสวรรค์ต้นๆแล้วเห็นกลิ่นอายแห่งพลังระเหยออกจากร่างมันจางๆ สะกดให้คนที่พบเห็นมันรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมา
มันก็คือเจ้าสำนักหมื่นนาคา อี่น่ำเทียน นั่นเอง
เมื่อพวกมันมาถึงพลันมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีคนราวสองร้อยกว่าคนพลันก้าวออกมาจากด้านในของประตูใหญ่ของป้อมค่ายทันที ผู้นำกลุ่มคืออ้วงพ้งและหวางเชี่ย นั่นเอง แล้วทั้งหมดก็ออกมายืนประจันหน้ากัน
“ฮ่าๆๆๆ เรานึกว่าใครที่แท้ก็เป็นเจ้าของฉายาดาบใหญ่อ้วงพ้งนี่เองความจริงข้าก็รู้สึกเลื่อมใสในตัวเจ้าอยู่ไม่น้อยนะ”
“ฮะๆๆๆย่อมเป็นการต้อนรับอันอบอุ่นดีเยี่ยมที่ข้าได้รับจากคนของท่านดอกที่ข้าประทับใจจนไม่ลืมเลือน”
“ต้อนรับอันใดกันข้าย่อมไม่เข้าใจ แต่ช่างเถอะไม่ต้องไปรื้อมันดอกที่มาวันนี้เนื่องเพราะต้องการชวนน้องอ้วงและน้องหวางมาเข้าร่วมทำงานใหญ่ด้วยกันดอก ท่านย่อมได้ทั้งลาภและตำแหน่งที่สูงขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอนข้ารับรองได้ ไม่ทราบพวกท่านเห็นเป็นอย่างไร”
“แต่เดิมพวกข้าก็ไม่ได้มักมากอันใดเช่นทุกวันนี้ก็ย่อมดีอยู่แล้ว ได้แต่ขอขอบคุณในความหวังดีของท่านแล้ว”
“เฮอะ! เจ้าพวกบัดซบเอ้ย มีสุราดีพวกเจ้าไม่ดื่มแต่ชอบดื่มสุราจับกรอก อ้วงพ้ง หวางเซี่ย พวกเจ้าคิดว่าพวกเจ้าเป็นใคร ใยพวกเจ้าไม่คิดให้ดีถึงผลที่จะตามมาหลังจากปฏิเสธความหวังดีของข้า” สีหน้าของมันพลันปรากฏแววอำมเปลี่ยนเท่าทีมาเป็นการข่มขู่ในทันใด
“เจ้าจิ้งจอกเฒ่า สาเหตุหนึ่งที่พวกเราปฏิเสธย่อมเพราะเรารู้ถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังของเจ้าดอก” หวางเซี่ยพลันกล่าวตรงๆ
“ดีเจ้าพวกหน้าตายข้ากลับอยากรู้นักว่าพวกเจ้ายังมีต้นทุนอันใดที่จะกล้ากำแหงกับข้าเช่นนี้ข้าจะให้พวกเจ้าได้มอบต่อหน้าข้าเดี๋ยวนี้ ”
กล่าวจบโดยไม่ให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัวแต่อย่างใด มันพลันกระแทกพลังฝ่ามืออันหนักหน่วงเข้าใส่หวางเซี่ยที่อยู่ใกล้และไม่ทันระวังตัวนั้นอย่างรวดเร็วรุนแรง จนปรากฏว่าร่างของหวางเซี่ยที่มีพลังยุทธต่ำกว่ามันถึง 2 ระดับนั้นถูกกระแทกเข้าอย่างจังจนกระเด็นออกไปและกระอักโลหิตออกมากองโตทันที
“จ ะ จ ะ เจ้า ! ๆ ๆ มันช่างอำมหิตนัก…” หวางเซี่ยชี้หน้าอีกฝ่ายอย่างพูดไม่ออก แล้วกระอักโลหิตออกมาอีกครั้งจนอ้วงพ้งต้องรีบเข้าไปสะกัดจุดห้ามโลหิตให้แล้วให้คนมาพยุงเขาไปยังด้านหลัง แล้วค่อยหันมา
“นี่จึงเป็นตัวตนที่แท้จริงของจิ้งจอกเฒ่าบัดซบที่น่าตายอย่างท่าน" มันกล่าวอย่างโกรธแค้นเป็นที่สุด แล้วมันก็ชักดาบใหญ่น้ำหนักหนึ่งชั่งออกมาแล้วเดินช้าๆเข้าหาอีกฝ่าย
พลันมีชายวัยกลางคนที่หน้าตาคล้ายจิ้งจอกคนหนึ่งพลันถลันเข้ามาหาอ้วงพ้ง
“ท่านเจ้าสำนักเเค่นี้คงไม่ต้องถึงมือของท่านกระมังให้ข้าได้จัดการเถอะ” มันต้องการสร้างผลงานเอาหน้าขึ้นมา
“ไม่ต้องหรอกน้องฉื่อ ท่านถอยไปก่อน เราขอจัดการกับมันเอง” มันมองมายังอ้วงพ้งด้วยสายตาที่อำมหิตแวววาว
“ตัวบัดซบที่น่าตาย สุราคารวะเจ้าไม่ชอบเจ้ากลับชอบสุราจับกรอก เราจะให้เจ้าตายทันที”
พูดจบมีเสียงกระดูกมันลั่นดังเกรียวกราวขึ้นมาเห็นมือของมันพลันเปลี่ยนเป็นมือของอสูรปีศาจที่มีประกายสีดำมืดกระจายออกเป็นเส้นสายมีเสียงหวีดหวิวคล้ายปีศาจคร่ำครวญขึ้นมาอย่างโหยหวนแล้วพุ่งทะยานเข้าใส่อ้วงพงทันทีราวปีศาจร้าย
“หัตถ์อสูรปีศาจกระชากวิญญาณ” เสียงร้องอย่างแตกตื่นของหลายคนดังขึ้นมา
อ้วงพ้งเห็นดังนั้นรีบทะยานถอยกลับอย่างแตกตื่นพร้อมสะบัดดาบใหญ่ต่อต้านเข้าใส่
จนปรากฏมีเสียงเคร้งๆๆ พลันดังตามติดขึ้นมา แต่กระน้ันมันก็ยังหนีไม่พ้น เห็นร่างมันโดนกระชากจนถลาล้มลงกระอักโลหิตสีดำออกมา
“โอ มันถึงกับสำเร็จในวิชานอกรีตขึ้นมา ดูท่าวันนี้ยากที่จะหลีกหนีจากหายนะได้แล้ว”อ้วงพ้งกัดฟันลุกขึ้นมาได้
“ฮ่าๆๆๆๆๆ เผามันให้วอด”มันพลันตะโกนก้องพร้อมกับโบกมือเป็นสัญญาณประหลาด
แต่ทว่ามันต้องเลิกคิ้วขึ้นสูงทันทีเมื่อไม่มีกระทั่งแสงไฟสักดวงที่จะถูกจุดขึ้นมาจากด้านที่มันให้สัญญาณไป ตามแผนของมันนั้นเพียงให้สัญญาณเท่านั้นทุกจุดจะต้องกลายเป็นทะเลเพลิงมาในชั่วพริบตา
ทันใดนั้นมันก็ต้องแตกตื่นจนหน้าซีดราวพบกับปีศาจร้ายเหงื่อออกท่วมตัวขึ้นมาเมื่อปรากฏเสียงท่องบทกวีโบราณดังมาจากด้านในป้อมค่าย เสียงที่มันมิอาจลืมเลือนตลอดกาลพลันดังก้องกังวาลขึ้นมา
“สรรพสิ่งล้วนก่อเกิดแต่ใต้หล้า เทพอสูรมารต่างพากันระย่นย่อ
มังกรทผันผ่านพริกทะยานขึ้นสู่ฟ้า ปฐพีแซ่ซ้องดุจดั่งเทพแดนสวรรค์”
ท่ามกลางความแตกตื่นของทุกผู้คนในที่นั้น เห็นเงาร่างในชุดสีขาวที่มีผ้าสีขาวบางๆปิดบังใบหน้าซีกล่างเอาไว้ พลันล่องลอยมาในอากาศเหนือศีรษะพวกมันด้วยท่านั่งขัดสมาธิ
“พญายมเหนือปฐพี”
มันพลันร้องอย่างตกใจออกมาสุดขีด จนกระทั่งคนทั้งหลายที่แม้จะไม่ทราบความนัยยังต้องหวาดผวาขึ้นมาด้วย สิ้นเสียงร้องนั้นมันพุ่งทะยานหนีข้ามเหล่าบริวารของมันออกไปทางด้านหลังอย่างสุดชีวิตขึ้นมา เพียงวูบเดียวมันไปได้ร่วมร้อยวาแล้วจนมันคิดว่ามีโอกาสหนีรอดได้แล้วแท้ๆแต่มิคาดว่า
ฉับพลันนั้นที่เบื้องบนของอากาศเหนือศรีษะของมันนั้นไม่ทราบว่าร่างที่นั่งขัดสมาธิชุดขาวนั้นมาถึงตั้งแต่ตอนไหนพลันมีแรงดึงดูดอันมหาศาลกระชากเอาร่างของอี่น่ำเทียนดูดกลืนหายไปในมิติแห่งพลังอันนั้นจนสาบสูญในทันที ทิ้งไว้เพียงเสียงร้องอันโหยหวนชวนขนลุก
"อ้าก ก ก ก…"
จากนั้นทุกสิ่งกระทั่งคนคลุมหน้าชุดขาวก็พลันหายวับไปกับตาของคนทั้งหลายราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อนเลย
เพียงครู่เดียวหลังจากน้ันทุกคนพลันได้สติกลับมา ในจำนวนบริวารของอี่น่ำเทียนมีคนที่หน้าคล้ายจิ้งจอกที่เคยได้ยินเรื่องราวของพญายมเหนือปฐพีมาก่อนเห็นเช่นนั้นมันรีบสั่งให้คนของมันหนีกระจัดกระจายไปคนละทิศละทางเพื่อเอาตัวรอดทันที
เหลือแต่พวกของอ้วงพ้งที่ยืนตะลึงแตกตื่นกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันอยู่อย่างโง่งมอีกครู่ใหญ่จึงพากันกลับเข้าไปในป้อมค่าย พออ้วงพ้งเข้าไปก็เห็นเด็กน้อยเล้งปวยยืนอยู่ข้างประตูใหญ่ด้านในคล้ายมันเพิ่งจะมาถึง
“นี่! อา! เด็กน้อยเจ้าออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไฉนกระทั่งเภทภัยยังไม่รู้จักกลัวแล้ว นี่ถือว่าเจ้าโชคยังดีนะ ไม่เช่นนั้นคงได้ตกตายตามกันไปหมด"
“ผู้เยาว์โชคดีอันใดขอรับท่านผู้อาวุโส ข้าเห็นเพียงตาเฒ่าขี้ขลาดนั่นพลันหนีตายไปอย่างลนลาน”
“เฮ้อ… เด็กน้อยเอ้ย นั่นแหละที่ว่าเจ้าโชคดี เพราะหากมันไม่หนีไปตายก่อนคาดว่าพวกที่นี่รวมทั้งเจ้าด้วยย่อมถูกมันฆ่าไม่เหลือแม้แต่คนเดียว” มันพูดพลางพาทุกคนเดินมาจนถึงห้องโถงของป้อมแล้ว มันจึงสั่นคนไปนำสุรามาขับไล่ความมึนงง ที่วันนี้เกิดขึ้นอย่างซ้ำซ้อน
“พี่ใหญ่ท่านเคยได้ยินเรื่องพญายมอะไรนั่นมาบ้างไหม” หวางเซี่ยถามขึ้นมา ซึ่งเล้งปวยก็อยากรู้ไม่น้อยอยู่เหมือนกัน
“คล้ายเคยได้ยินมาว่าเรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อสิบปี มีคนพูดถึงว่ามันปรากฏตัวขึ้นมาไม่นานราวๆสามเดือนก็หายไป แต่ไม่ว่าวิชานี้ปรากฏเมื่อใดย่อมสะท้านสะเทือนในจิตใจของคนไม่รู้ลืมเลือน ข้าก็พึ่งจะได้เห็นกับตาเป็นครั้งแรกนี่แหละแต่ก็ยังงงๆอยู่ กระทั่งเจ้าถามขึ้นมาถึงพอจะจับเป็นเรื่องราวขึ้นมาได้” อ้วงพ้งกล่าวอย่าครุ่นคิด
“ข้าว่าครานี้คงสะท้านสะเทือนขึ้นมาอีกแน่นอน” หวางเซี่ยคาดการออกมา
……
/โผล่มาอีตัวนะ พญายมเหนือปฐพี แต่อยู่ในแดนต่างมิติ