พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    เล่ม 3 บทที่ 90 จวนโม่เพลิงไหม้กลางดึก

            “ท่านอ๋องโปรดสำรวมพระองค์ด้วย หากทรงมาเพื่อกล่าววาจาเหล่านี้ก็เชิญตามพระอัธยาศัยเถิดเพคะ” ใบหน้านวลปลั่งคล้ายถูกฉาบด้วยน้ำค้างแข็ง คิ้วเรียวมุ่นน้อยๆ ดูเย็นชาขึ้นมาหลายส่วน เดิมทีโม่เสวี่ยถงก็กำลังหงุดหงิด ยามนี้จึงชักสีหน้าใส่เฟิงเจวี๋ยหร่านโดยไม่นำพาสิ่งใดอีกต่อไป ตราบใดที่นางยังคาดเดาแผนการของโม่เสวี่ยหมิ่นไม่ออก ก็ยังไม่มีกะจิตกะใจจะมาคาดเดาความคิดขององค์ชายผู้สูงส่งพระองค์นี้

            “เอาน่า บอกมาเถอะ พี่สาวของเจ้าคิดจะให้เจ้าแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วโหวใช่หรือไม่” เฟิงเจวี๋ยหร่านไม่แกล้งหยอกเย้านางอีก ใบหน้าหล่อเหลาดูจริงจังขึ้น เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

            “ทรงทราบด้วย?” โม่เสวี่ยถงตะลึงงัน

            “พี่สาวของเจ้าผู้นั้นร้ายกาจมากนะ ตอนที่เข้ามาเปิ่นหวางได้กลิ่นน้ำมันดินปืนหึ่งมาจากห้องฝั่งโน้นที่อยู่ด้านข้างห้องโถงบูชาบรรพชน”

            กลิ่นดินปืน น้ำมัน จุดไฟ!

            “ที่ไหนเพคะ” โม่เสวี่ยถงหยัดกายนั่งหลังตรงขึ้นทันที แววตาตื่นตระหนก โม่เสวี่ยหมิ่นเหิมเกริมถึงขั้นจะเผานางให้ตายเชียวหรือ

            “ห้องข้างด้านซ้ายมือที่อยู่ติดกับห้องบูชาบรรพชน แต่ในนั้นดูเหมือนจะไม่มีใครอยู่นะ” เฟิ่งเจวี๋ยหร่านน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยคล้ายคร้านจะตอบ

            ชั่วพริบตานั้นโม่เสวี่ยถงก็เข้าใจแผนการร้ายของโม่เสวี่ยหมิ่นทันที

            ห้องที่อยู่ด้านข้างไม่มีคนอยู่ เป็นที่เก็บของจิปาถะและอุปกรณ์ที่ใช้เซ่นไหว้ ล้วนติดไฟง่ายทั้งสิ้น หากเกิดเพลิงไหม้ขึ้นมาจริงๆ ไฟก็จะลามอย่างรวดเร็ว ที่นี่เป็นเรือนด้านหลังสุด อยู่ติดกับประตูท้ายจวน ปรกติมีคนผ่านไปมาน้อยนัก กว่าคนที่เรือนด้านหน้าจะมองเห็นว่ามีเปลวไฟจากที่นี่ก็ต้องใช้เวลาชั่วครู่หนึ่ง แต่ในห้องสองสามห้องนี้ล้วนมีแต่ของรกรุงรัง หากติดไฟขึ้นมาทั้งจวนก็คงวุ่นวายไปหมด

            ยามนี้หากมีใครสักคนลอบเข้ามาทางประตูหลัง ฉวยโอกาสช่วงชุลมุนลักพานางไป หรือหากไม่ถึงขั้นนั้น แค่อุ้มนางออกจากห้องโถงบรรพชนในสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยไปที่ไหนสักแห่ง ชื่อเสียงของนางก็นับว่าถูกทำลายแล้วโดยสิ้นเชิง แม้ไม่อยากแต่งก็ต้องแต่ง ถึงงานนี้โม่เสวี่ยฉงจะเข้ามาพัวพันด้วย อย่างมากที่สุดก็แค่ให้พวกนางสองพี่น้องแต่งออกไปพร้อมกันให้กับคนคนเดียว

            โม่เสวี่ยหมิ่นช่างร้ายกาจนัก!

            นี่คงไม่ใช่แค่คิดวางเพลิงทำลายชื่อเสียง อาจหมายเอาชีวิตของนางด้วยก็เป็นได้...

            ถึงเวลานางก็แค่วิ่งเข้ามาแสดงบทบาทพี่น้องรักใคร่ ผู้อื่นมีแต่จะกล่าวชื่นชมในความมีน้ำใจ ไหนเลยจะคิดว่าเรื่องนี้เกิดจากการวางแผนชั่วร้ายของสตรีผู้นั้น

            ความเคียดแค้นแน่นอก ฝ่ามือกำแน่น เปลวเพลิงร้อนแรงในชาติก่อนรุกโหมขึ้นในหัวใจอีกครั้ง ความเจ็บปวดพลุ่งพล่านบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก บาดแผลปริแตกเลือดไหลนอง ความเจ็บปวดเยี่ยงนั้น ความแค้นเยี่ยงนั้น นางไม่วันลืมชั่วกัลปาวสาน

            “วางใจเถอะ มีเปิ่นหวางอยู่ ไม่มีวันยอมให้เจ้าเสียเปรียบแน่ เปิ่นหวางจะจับนางมาไว้ที่นี่แทนดีหรือไม่” แววตาของเฟิงเจวี๋ยหร่านสาดประกายคมกล้า ลึกลงไปคล้ายมีระลอกคลื่นม้วนเกลียวอยู่ในดวงตา ริมฝีปากยิ้มน้อยๆ เสนอความคิดเห็น

            “ประเสริฐยิ่ง ท่านอ๋องช่วยพานางมาที่นี่ หลังจากที่หม่อมฉันกับนางเปลี่ยนเสื้อผ้ากันแล้ว รบกวนท่านอ๋องพาหม่อมฉันออกไปด้วยเพคะ ส่วนเพลิงพวกนี้หากมันจะลุกไหม้ก็ปล่อยให้มันไหม้ไปเถิด” โม่เสวี่ยถงมุ่นคิ้วแผ่รังสีเย็นชา แววตาทอประกายวูบ เงยหน้าขึ้นอย่างมั่นคง กล่าววาจาหนักแน่นจริงจัง ในเมื่อโม่เสวี่ยหมิ่นคิดจะวางเพลิง ตนเองก็ย่อมส่งคบไฟให้ สตรีร้ายกาจผู้นั้นจะได้ลิ้มรสการถูกไฟคลอกให้ฉ่ำอุรา

            “เป็นความคิดที่ดี เปิ่นหวางชอบ ยิ่งคึกคักเท่าไรก็ยิ่งดี” เฟิงเจวี๋ยหร่านปรบมือเห็นด้วย ดวงตาทรงเสน่ห์ฉายแววกร้าวลึก เย็นยะเยือกปานน้ำแข็งเหมันต์ โม่เสวี่ยถงกำลังลุกขึ้นยืนจึงไม่ทันเห็นประกายตาเย็นวาบราวกับปีศาจร้ายกระหายเลือดของเขา

            ค่ำคืนนี้กลายเป็นราตรีแห่งความระทึกใจ จวนโม่ที่อยู่อย่างสงบเสงี่ยมมาโดยตลอดกลายเป็นข่าวใหญ่โจษจันกันไปทั้งเมืองหลวง

            เริ่มต้นจากเกิดเพลิงไหม้ในห้องเก็บของซึ่งอยู่ใกล้โถงบูชาบรรพชนตอนกลางดึก เปลวไฟลุกโชน เพลิงโหมรุนแรง เพื่อนบ้านเรือนเคียงกลัวว่าไฟจะลามมาถึงบ้านตนจึงเกณฑ์คนมาช่วยจวนโม่ดับเพลิง ในจำนวนนี้มีคนจากจวนเจิ้นกั๋วโหวซึ่งอยู่ถัดไปสองสามถนนรวมอยู่ด้วย ขณะที่กำลังช่วยกันอย่างแข็งขัน ไม่รู้ว่าใครร้องขึ้นว่าในห้องบูชาบรรพชนมีคนถูกลงโทษคุกเข่าอยู่ เหล่าไท่ไท่สกุลโม่ถึงขั้นเป็นลมไปในที่เกิดเหตุ

            ยามนั้นไฟเริ่มลามไปยังห้องโถงบูชาบรรพชน ประตูห้องโถงก็ติดไฟแล้วด้วย ใครจะเข้าไปช่วยก็อันตรายยิ่ง ทุกคนต่างร้อนใจจนอยู่ไม่สุข แต่ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ซือหม่าหลิงอวิ๋น ซื่อจื่อแห่งจวนเจิ้นกั๋วโหวก็แสดงความองอาจกล้าหาญบุกเข้าไปท่ามกลางกองเพลิงแล้วอุ้มคนผู้หนึ่งออกมาในสภาพเสื้อผ้าถูกไฟเผากะรุ่งกะริ่ง เนื่องจากเพลิงลุกไหม้รุนแรง ซือหม่าหลิงอวิ๋นจึงคลุมร่างนางไว้ด้วยอาภรณ์ตัวนอกของตนเอง ภาพคนสองคนเนื้อตัวแนบชิดกันจึงปรากฏแก่สายตาผู้คน

            ทันทีที่เหล่าไท่ไท่ฟื้นขึ้นมาจากอาการเป็นลมก็ร้องเรียกนังหนูสามดังลั่น รีบวิ่งเข้าไปหา ใครจะคาดคิดว่าคุณหนูสามสกุลโม่กลับเดินออกมาจากอีกด้านหนึ่งด้วยการประคับประคองของสาวใช้ ยามนั้นทุกคนจึงพบว่าที่แท้สตรีที่อยู่ในสภาพกึ่งเปลือยเพราะเสื้อผ้าถูกไฟเผาที่นอนสลบอยู่ในอ้อมแขนของซือหม่าหลิงอวิ๋นก็คือคุณหนูใหญ่สกุลโม่

            เล่ากันมาว่าคุณหนูสามสกุลโม่สุขภาพไม่แข็งแรง หลังจากถูกลงโทษคุกเข่าอยู่สองชั่วยามก็เป็นลมไป สาวใช้ประจำตัวที่ลอบนำอาหารมาส่งให้จึงพบว่าคุณหนูของตนเป็นลมไปแล้ว จึงให้คนช่วยกันประคองไปด้านนอกเพื่อพักผ่อนสูดอากาศหายใจ

            และในเวลาเดียวกัน คุณหนูใหญ่เป็นห่วงน้องสาวจึงหิ้วปิ่นโตอาหารมาส่งให้ ใครจะรู้ได้เพิ่งจะเข้าไปถึงก็เกิดเพลิงไหม้ นางตัวคนเดียวแอบเอาปิ่นโตมาส่ง ร่างกายก็อ่อนแอ ไฟลามมาถึงประตูห้องโถงแล้ว คิดจะหนีไปก็ออกไม่ได้ จึงเป็นลมอยู่ด้านใน โชคดีที่ซือหม่าหลิงอวิ๋นพังประตูเข้าไป จึงช่วยชีวิตนางออกมาได้ ไม่ต้องตายอย่างอนาถในกองเพลิง

            เรื่องนี้มีข้อพิรุธมากมาย แต่ไม่ว่าอย่างไรความจริงที่ปรากฏแก่สายตาผู้คนก็คือ ซือหม่าหลิงอวิ๋นกับคุณหนูใหญ่สกุลโม่ร่างกายสัมผัสใกล้ชิดกันแล้ว หลังจากเพลิงมอดลง เหล่าไท่ไท่ก็เชิญเจิ้นกั๋วโหวซื่อจื่อไปปรึกษาหารือกันในบ้าน คนไหนที่หัวไวหน่อยก็จะนึกถึงข่าวลือที่เป็นที่โจษจันก่อนหน้านั้นได้

            ว่ากันว่าคุณหนูใหญ่จับได้ว่าคุณหนูสี่กับซือหม่าหลิงอวิ๋นอยู่ด้วยกันที่ป่าเหมย ยามนั้นนางโกรธจนตัวสั่นเป็นลมล้มพับไป เรื่องนั้นยังไม่ทันมีข้อสรุปก็เกิดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก มีผู้หวังดีกล่าวขึ้นอีกว่า จวนเจิ้นกั๋วโหวกับจวนโม่อยู่ห่างกันหลายถนน แต่ซือหม่าซื่อจื่อกลับมาถึงรวดเร็วยิ่ง ผู้ที่มาช่วยกันดับไฟต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าตอนที่พวกตนไปถึงที่เกิดเหตุ ซือหม่าซื่อจื่อก็อยู่ที่นั่นแล้ว หรือเขารู้มาก่อนล่วงหน้าว่าที่นี่จะเกิดไฟไหม้...

            หากตามข่าวที่เล่ากันมา ก็แสดงว่าซือหม่าหลิงอวิ๋นกับคุณหนูใหญ่สกุลโม่ย่อมมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา

            นอกจากนี้เรื่องของพวกเขาที่วัดเป้าเอินกับข่าวที่แพร่งพรายออกมาจากวังหลวง ยิ่งลือกันไปก็ยิ่งดูมีเลศนัย

            สุดท้ายกระแสส่วนใหญ่ก็กล่าวกันว่าคุณหนูใหญ่สกุลโม่เป็นบุตรอนุภรรยา เนื่องจากสถานะไม่สูงส่งพอ จึงไม่อาจอยู่ร่วมกันกับเจิ้นกั๋วโหวซื่อจื่อ แต่ทั้งสองต่างมีใจให้กัน

            เพราะความหึงหวง คุณหนูใหญ่จึงพยายามจับผิดเรื่องชู้สาวระหว่างซือหม่าหลิงอวิ๋นกับคุณหนูสี่จนเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา

            เพราะมีนัดพบกับคุณหนูใหญ่เป็นการส่วนตัว ซือหม่าหลิงอวิ๋นจึงมาปรากฏตัวขึ้นเป็นคนแรกในเหตุการณ์เพลิงไหม้

            และเพราะความรักอย่างลึกซึ้ง เมื่อรู้ว่าคุณหนูใหญ่สกุลโม่อยู่ในห้องโถงบูชาบรรพชน ซือหม่าหลิงอวิ๋นจึงพุ่งเข้าไปช่วยนางโดยไม่ห่วงว่าตนเองจะเป็นอันตราย

            …        

            ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนมีคำอธิบายที่สมเหตุผล บัดนี้ความจริงมาปรากฏต่อหน้าทุกคน ทั้งสองเนื้อตัวแนบชิด โอบกอดกันแนบแน่น จวนเจิ้นกั๋วโหวย่อมต้องมีคำอธิบายให้กับจวนโม่แล้ว

            คิดไม่ถึงว่าคุณหนูใหญ่สกุลโม่ผู้มีชื่อเสียงภายนอกดูเป็นกุลสตรีสุภาพเรียบร้อย แท้จริงแล้วก็ปล่อยเนื้อปล่อยตัว แอบนัดพบกับบุรุษ และด้วยพิษรักแรงหึง จึงลงมือถึงขั้นทำลายชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของน้องสาวตนเอง พฤติกรรมน่ารังเกียจเยี่ยงนี้ทำให้ผู้คนนึกดูหมิ่นเหยียดหยาม

            ส่วนเจิ้นกั๋วโหวซื่อจื่อที่ปรกติดูสุภาพอ่อนโยน ที่แท้ก็เป็นความหลอกลวง แอบมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับบุตรสาวชาวบ้าน ไม่เพียงแต่นัดพบที่วัดเป้าเอิน ยังแอบมาหาถึงในจวน ดังนั้นเมื่อผู้คนกล่าวถึงจวนเจิ้นกั๋วโหวก็ยิ่งกล่าวในเชิงดูถูกเหยียดหยัน บุตรสาวอนุภรรยาผู้สวมหน้ากากหลอกลวงไร้ยางอายกับซื่อจื่อผู้มีพฤติกรรมเหลวแหลกก็เป็นคู่ผีเน่าโลงผุที่เหมาะสมกันยิ่ง

            ชาวบ้านที่อยากรู้อยากเห็นล้วนหมายชมละครสนุกกันทั้งสิ้น จึงรอดูว่าระหว่างสองตระกูลจะตัดสินใจอย่างไร

            ช่วงเวลานั้น เสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับโม่เสวี่ยหมิ่นกับซือหม่าหลิงอวิ๋นจะมีก็แต่เพียงถ้อยคำหยามหยัน ด่าทอ เสียดสี ไม่หยุดหย่อน...

            ล้วนแล้วแต่เป็นข่าวลือที่ไม่เป็นผลดีต่อโม่เสวี่ยหมิ่นทั้งสิ้น จวนเจิ้นกั๋วโหวที่ตกอับก็ถูกผู้คนนินทาเป็นที่สนุกปาก

            …

            ราตรีหนึ่ง

            ที่จุดสูงสุดในหอสูงด้านซ้ายภายในจวนเซวียนอ๋อง จันทราสีหม่นทอแสงสลัวรางผ้าม่านโปร่ง สะท้อนให้เห็นภาพเงาร่างของบุรุษนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ภายในห้องไร้แสงตะเกียง เหตุเพราะสองวันมานี้พระโอรสที่จักรพรรดิโปรดปรานที่สุดพระองค์นี้กำลังอารมณ์เสีย เมื่อวานได้ยินมาว่าเซวียนอ๋องไปก่อเรื่องแย่งชิงหญิงคณิกากับชาวบ้าน กลายเป็นคดีที่ดิ้นไม่หลุด ถูกจักรพรรดิลากตัวไปด่าท่อยกใหญ่ทำให้องค์ชายผู้ยโสโอหังพระองค์นี้หัวเสียอย่างยิ่ง ยามที่ออกมาจากวังหลวงก็เตะข้าทาสบริวารหลายสิบคนที่เดินผ่านมาจนล้มกลิ้งระเนระนาด ก่อนจะออกไปอย่างเหิมเกริม

            จักรพรรดิทรงทราบเรื่องก็พิโรธถึงกับขว้างที่ทับกระดาษหินหยกขาวกระเด็นออกไป ผรุสวาทเสียงเข้ม ‘เจ้าลูกเนรคุณ’ หลังจากนั้นก็มีราชโองการมาถึงจวนเซวียนอ๋อง ลงโทษกักบริเวณ ห้ามไม่ให้เขาออกจากจวนไปไหนเป็นเวลาหนึ่งเดือน

            แต่นี่ก็ทำให้คนที่เฝ้ามองอยู่จำนวนมากพากันถอนหายใจอย่างโล่งอก นับตั้งแต่เฟิงเจวี๋ยหร่านมาปรากฏตัวในเมืองหลวง และกลายเป็นพระโอรสสุดโปรดของจักรพรรดิจงเหวินตี้ ก็ทำให้ใครหลายคนรู้สึกคับแค้นแน่นอก อึดอัดใจมานานแสนนานแล้ว

            แม้ว่าช่วงหนึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่าจักรพรรดิจงเหวินตี้ทรงโปรดปรานพระโอรสเฟิงเจวี๋ยหร่านเป็นที่สุด แต่ก็มิได้มอบหมายงานให้เขารับผิดชอบอย่างแท้จริง ปรกติเขาก็ชอบทำตัวสำมะเลเทเมา พระองค์ก็มิได้ตำหนิเขาเป็นจริงเป็นจัง แต่ครานี้ถึงขั้นออกราชโองการ ซ้ำยังตำหนิอย่างเปิดเผย และในเวลาเดียวกันนี้ จักรพรรดิยังส่งคนไปพระราชทานของรางวัลให้ฉู่อ๋องและเยี่ยนอ๋อง ใครจะอยู่ ใครจะถูกคัดออก ผู้ที่มองเหตุการณ์ในราชสำนักออกย่อมมีไม่น้อย

            เซวียอ๋องสูญเสียความโปรดปรานของจักรพรรดิไปอย่างแท้จริง!

            จงเหวินตี้หาใช่กษัตริย์ที่เลอะเลือน ต่อไปในภายหน้าแม้เซวียนอ๋องจะได้รับความโปรดปรานอีกครั้ง ก็ไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้ตำแหน่งผู้สืบทอดราชบัลลังก์ กษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถ ล้ำเลิศด้วยสติปัญญา จะไม่ทรงมอบราชบัลลังก์นี้ให้แก่องค์ชายเกกมะเหรกว่างงานพระองค์หนึ่งแน่นอน แม้ว่าจะโปรดปรานเพียงใด อย่างมากก็แค่ให้หลักประกันว่าเขาจะมีฐานะสูงส่งมั่งคั่งไปตลอดชีวิตเท่านั้น

            ผู้ที่รู้สึกวางใจต่างก็เก็บสายตาที่จับจ้องเฟิงเจวี๋ยหร่านอยู่กลับมาทีละคนๆ แล้วพุ่งความสนใจไปยังฝ่ายตรงข้ามเก่าก่อนอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเฟิงเจวี๋ยหร่านปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน ทำให้ขั้วอำนาจทางการเมืองที่ขับเคี่ยวกันอยู่ลดการปะทะกันลงชั่วขณะ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงใหม่เกิดขึ้น ทั้งสองฝ่ายก็เริ่มเดินเกมวางหมากกันใหม่อีกครั้ง เซวียนอ๋องเป็นหมากที่ถูกเขี่ยทิ้งแล้ว ไม่แน่ว่าเขาอาจเป็นเพียงตัวหลอกที่จักรพรรดิจงเหวินตี้ทรงวางไว้เท่านั้น

            หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ผู้ใดคือพระโอรสที่จักรพรรดิทรงใส่พระทัยกันแน่? ฉู่อ๋องผู้สง่างามอ่อนโยน หรือเยี่ยนอ๋องผู้มีชื่อเสียงดีงามมาโดยตลอด?

            ยามนี้เซวียนอ๋องผู้โอหังอวดดีพระองค์นี้กลับยังไม่ยอมหลับยอมนอน นั่งเอนกายอยู่บนตั่งริมหน้าต่าง มองไปยังเปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วงด้านล่าง ดวงตาสีนิลวาวโรจน์ในความมืด หลังฉากกั้นที่เป็นภาพวาดความมั่งคั่งแห่งสี่ฤดูกาล นอกจากเขาแล้วก็ยังมีบุรุษยืนอยู่ด้วยอีกสามคน ผู้เป็นหัวหน้าองครักษ์คือเฟิงเยวี่ย

            เฟิงเจวี๋ยหร่านไม่เอ่ยวาจา บริวารทั้งสามย่อมไม่เปล่งเสียง

            ตำแหน่งที่เขายืนอยู่สามารถมองเห็นเปลวเพลิงร้อนแรงที่ล่องลองขึ้นฟ้า ท้องนภากลายเป็นสีแดงฉาน เสียงผู้คนร้องอื้ออึง แม้ว่าจะอยู่ห่างกันไกลมากก็ยังได้ยินเสียงชัดเจน ในหอสูงแห่งนี้มีเพียงความสงบเงียบ เสียงลั่นฆ้องบอกโมงยามแสดงให้รู้ว่าบัดนี้เข้ายามสาม[1] แล้ว

            “เฟิงเยวี่ย เจ้าคัดเลือกลูกน้องส่งไปที่จวนโม่อีกสองสามคน” น้ำเสียงเนิบช้าเยือกเย็นสงบนิ่งและทรงอำนาจในแบบที่ไม่มีให้เห็นในเวลาปรกติ

            “องค์ชาย ข้างกายคุณหนูสามสกุลโม่มีองครักษ์เงาที่ส่งไปแล้วสองคนมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ” คุณหนูในห้องหอคนหนึ่งต้องการคนคุ้มครองมากเพียงนั้นเชียวหรือ เฟิงเยวี่ยมองไปยังพ่อบ้านหวางซึ่งอยู่ด้านข้าง พ่อบ้านหวางส่ายหน้าเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น บอกให้รู้ว่าตนเองก็ไม่เข้าใจความหมายขององค์ชาย ได้แต่ก้มหน้ารับแล้วปฏิบัติงานตามคำสั่ง ผู้อื่นอาจไม่ทราบความสามารถขององค์ชาย แต่พวกเขาสามคนจะไม่ทราบได้อย่างไร

            “คนน้อยเกินไป” เฟิงเจวี๋ยหร่านครุ่นคิดชั่วครู่แล้วตอบเสียงเรียบ แววตาทอประกายออกมาวูบหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าบุตรสาวขุนนางเล็กๆ ขั้นห้าคนหนึ่ง จะนำเบาะแสที่เขาตรวจสอบไม่พบในอดีตมาให้มากมายถึงเพียงนี้

            “พ่ะย่ะค่ะ” เมื่อองค์ชายทรงมีความเห็นเช่นนี้ เฟิงเยวี่ยย่อมไม่กล้าพูดมาก

            “หวางฟู่ งานของเจ้าไปถึงไหนแล้ว”




    ……………………………………………………………………………................................

            คำอธิบายเพิ่มเติม

            [1] การบอกเวลาในช่วงกลางคืนแบ่งออกเป็น 5 ช่วง หรือ 5 ยาม ยามละ 2 ชั่วโมง ในอดีตจะมีคนตีฆ้องย่ำยามบอกเวลา

            ยามหนึ่ง 19:00-21:00 น.

            ยามสอง 21:00-23:00 น.

            ยามสาม 23:01-1:00 น.

            ยามสี่ 1:01-3:00 น.

            ยามห้า 3:01-5:00 น.

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405