ถ้าเพียงแต่พระราชินีจะไม่มีพระราชเสาวนีย์ให้เขาเดินทางมาเข้าเฝ้าที่ลอนดอนถ้าเพียงแต่เขาจะสามารถทำตามใจปรารถนาถ้าเพียงแต่เขาจะไม่รู้สึกอึดอัดเกินไปที่ต้องมาอยู่แต่ในห้องแคบๆเช่นนี้เขาก็คงจะไม่ฝันร้าย โดยเฉพาะถ้าเพียงแต่เขาจะสามารถเรียกความทรงจำของ่เวลาหนึ่งที่หายไปจากชีวิตให้กลับคืนมาได้จิตใจของเขาก็คงจะสงบขึ้น
“นรกจริงๆ...”เจมส์ทุบกำปั้นลงบนโต๊ะระบายความหงุดหงิดแต่ทันใดก็มีเสียงเคาะอย่างกริ่งเกรงใจดังขึ้นหน้าประตู
“เข้ามา...!”เขาตวาดใส่เสียงเคาะนั้น
และกู๊ดอินัฟผู้รับใช้คนสนิทก็โผล่หน้าเข้ามาทางประตู
“ใต้เท้ากดกริ่งเรียกกระผมใช่ไหมขอรับ?”
“เปล่า...” ชายหนุ่มตอบห้วนๆ
“ถ้าเช่นนั้นใต้เท้าคงจะเคาะเรียกกระผมเอง”
“เปล่า...ฉันไม่ได้เคาะ...”เขาตวาดกลับแต่พอเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายหนึ่ง เขาก็กระแอมเบาๆ “ฉันคิดว่าวันสองวันนี้นะกู๊ดอินัฟเรา...หมายถึงเ้ากับตัวฉันคงจะต้องทำความเข้าใจเื่เรียกไม่เรียกกันนี่สักหน่อยแล้ว”
“ใต้เท้าสั่งกระผมตอนนี้เลยก็ได้นี่ขอรับ”กู๊ดอินัฟพูดด้วยความเต็มใจ
“นี่ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาพูดกันถึงเื่นี้...!”
“สุดแท้แต่ใต้เท้าจะกรุณาเถอะขอรับ”
สิ่งหนึ่งที่เจมส์สังเกตเห็นก็คือคนรับใช้ผู้นี้อยู่ในชุดเครื่องแบบที่ประกอบด้วยสูทสีดำส่วนเชิ้ตตัวในเป็สีขาวเอี่ยมอ่อง ดูเรียบร้อยแม้แต่เส้นผมก็ยังหวีเรียบไม่น่าเชื่อว่าขณะนี้แม้จะตีสามแล้ว เขาก็ยังพร้อมเสมอสำหรับการรับใช้
“เ้าทำได้ยังไงนะ กู๊ดอินัฟ...?”เจมส์รู้สึกกังขาอย่างช่วยไม่ได้
“ทำอะไรหรือขอรับใต้เท้า...?”
“ก็...”เขาชี้มือไปที่เสื้อผ้าเผ้าผม“ก็ทำให้ตัวเ้าเรียบร้อยอย่างนี้ตลอดเวลาน่ะสิ”
“เอ้อ...กระผมศึกษาเกี่ยวกับเื่นี้เป็พิเศษขอรับใต้เท้า”
“เรียนอะไร...มันเป็วิชาอะไรกันแน่?”เจมส์ยกมือขึ้นลูบคางอย่างไม่เข้าใจ
“เอ้อ...กระผมศึกษาวิธีที่จะใช้เวลาในการแต่งตัวให้เรียบร้อยที่สุดโดยใช้เวลาน้อยที่สุดมาขอรับ”
เจมส์ต้องกลั้นยิ้มไว้เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของอีกฝ่ายหนึ่ง
“ยังงั้นเชียวเรอะ...ถ้ายังงั้นฉันว่าเ้าจะต้องเป็ลูกศิษย์ชั้นเยี่ยมทีเดียวกู๊ดอินัฟ”
“แต่กระผมยังเรียนวิชาต่างๆด้วยนะขอรับใต้เท้า”
“เรอะ...เช่นอะไรบ้างล่ะ?”เจมส์ถามอย่างสนใจ
“ก็ั้แ่เื่ที่เกี่ยวกับธรรมชาติมนุษย์นั่นแหละขอรับใต้เท้า” คนรับใช้ตอบนอบน้อม
“ยังงั้นเชียวเรอะ...?”เจมส์รู้สึกสนใจยิ่งนัก “แล้วอะไรอีก?”
“นอกจากนั้นก็เื่การใช้อาวุธชนิดต่างๆขอรับ”
“เช่นพวกปืน...อะไรทำนองนั้นใช่ไหม?”
“ใช่ขอรับ”
คำตอบนั้นทำให้เจมส์รู้สึกว่าคนสนิทของเขาคนนี้น่าจะให้เป็ผู้ติดตามได้
“แล้วมีอะไรอีกหรือเปล่า?”
“ก็เื่ยาเส้นขอรับ”
“แต่ฉันไม่เคยรู้ว่าเ้าสูบบุหรี่ด้วยเลยนะกู๊ดอินัฟ”
“กระผมไม่ได้สูบบุหรี่หรอกขอรับกระผมเรียนรู้การวิเคราะห์ยาเส้นต่างหากขอรับ”
“ทำไมล่ะ...?”เจมส์รู้สึกฉงนใจอย่างแท้จริง
“คือกระผมมีความรู้สึกอยู่ว่ายาเส้นกับเื่ราวที่เกี่ยวข้อง มักจะไปปรากฏอยู่ในสถานที่เกิดอาชญากรรมเสมอขอรับ”
“นี่หมายความว่าเ้ามักไปในสถานที่เกิดคดีฆาตกรรมอยู่บ่อยๆยังงั้นเรอะ?”
“มิได้ขอรับ”
“ถ้ายังงั้นมันก็คงเป็เพราะความอยากรู้อยากเห็นของเ้าใช่ไหม?”
“ถูกต้องขอรับใต้เท้า”
“แล้วเ้ายังศึกษาเกี่ยวกับเื่อะไรอีก?”
“เื่ยาพิษชนิดต่างๆขอรับ”
“ก็คงจะเป็เพราะความอยากรู้อยากเห็นแบบเดียวกับเื่ยาเส้นนั่นสินะ”เจมส์ว่า
“ก็ไม่เชิงหรอกขอรับกระผมคิดว่าตัวเองเหมือนสุนัขตำรวจมากกว่าขอรับ”
“เ้าหมายความว่ายังไง สุนัขตำรวจ?”
“ก็...เป็นักสืบยังไงล่ะขอรับกระผมชอบอ่านนิยายนักสืบที่เขียนโดยเอ็ดการ์ แอลเลน โป แล้วก็ของมิสเตอร์วิลกี้คอลลินส์อยู่แล้ว โดยเฉพาะเื่ เดอะ วูแมน อิน ไว้ท์เป็เื่ที่กระผมชอบมากที่สุดขอรับ”
เจมส์รู้สึกหนาวะเืแปลกๆขนลุกพราวทั้งตัว
“ใต้เท้าหนาวมากหรือขอรับ?”
และตอนนั้นเองที่เจมส์เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังคงยืนอยู่กลางห้อง โดยปราศจากเสื้อคลุมกาย จึงเอื้อมไปหยิบเสื้อคลุมโดยกู๊ดอินัฟเข้ามาช่วยสวมให้เกือบจะในทันที
“มันไม่หนาวเท่าไหร่หรอกเพลียเสียละมากกว่า...ฉันตื่นขึ้นมาพักใหญ่แล้ว จะนอนต่อก็นอนไม่หลับ”
“กระผมยังศึกษาเกี่ยวกับอาการของโรคนอนไม่หลับด้วยนะขอรับใต้เท้า”
“ยังงั้นเชียวหรือนี่?”
“คือกระผมสนใจข้อเขียนของวิลเฮล์มวูนด์...นักจิตวิทยาชาวเยอรมันที่เขาศึกษาเื่นี้อย่างจริงจังขอรับ”
“เรอะ...แล้วเขาว่ายังไงบ้างล่ะ?”
“เขาบอกว่า...สาเหตุใหญ่ที่ทำให้คนเรานอนไม่หลับถ้าไม่เกิดจากปัญหาทางด้านร่างกายก็เนื่องมาจากจิตใจขอรับและคณะทำงานของเขาก็ยังวิเคราะห์เกี่ยวกับเื่ของความฝันอีกด้วยโดยที่พวกเขามีความเชื่อว่าความฝันที่แน่นอนบางอย่างสามารถกลายเป็สิ่งรบกวนการนอนของคนเราได้นะขอรับ”
เจมส์บังเกิดความรู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาทันใดเขาจึงเปลี่ยนเื่พูดเสียด้วยการบอกว่า
“ฉันจะลงไปเดินเล่นในสวนสักพักนะกู๊ดอินัฟ”
“ตอนนี้น่ะหรือขอรับ ใต้เท้า?”
“ก็ตอนนี้น่ะสิ”
“แล้วใต้เท้าอยากให้กระผมไปเป็เพื่อนด้วยไหมขอรับ?”
“ไม่ต้องหรอก”
“ถ้าอย่างนั้นกระผมจะไปจัดเตรียมเสื้อผ้าให้นะขอรับ”
“ไม่จำเป็...”เจมส์ส่ายหน้าปฏิเสธ“ฉันหาเองได้ เ้ากลับไปนอนเถอะยังไม่ต้องรับใช้ฉันหรอกเอาไว้ให้ถึงพรุ่งนี้เช้าก่อน”
“สุดแท้แต่ใต้เท้าเถอะขอรับกระผมจะไปเอากุญแจมาให้นะขอรับ”
“กุญแจอะไร?” เจมส์ถามงงๆ
“สวนดอกไม้ข้างล่างนั่นเป็สถานที่ส่วนตัวขอรับใต้เท้าเพราะฉะนั้นจะใส่กุญแจประตูไว้ตลอดเวลา จะมีแต่ใต้เท้าผู้เป็เ้าของคอร์กเฮ้าส์กับเกสท์ เฮ้าส์ ที่อยู่ทางด้านโน้น...”กู๊ดอินัฟชี้ไปทางแมนชั่นหรูหราอีกฟากหนึ่งที่สามารถมองเห็นหลังคาได้จากทางหน้าต่าง “เท่านั้นละขอรับ ที่จะมีกุญแจไขประตูสวน”
“ถ้าอย่างนั้นช่วยเอากุญแจให้ฉันด้วยก็แล้วกัน”
เจมส์เปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็วโดยใช้ชุดลำลองเพราะเชื่อแน่ว่า ในยามราตรีเช่นนี้ย่อมไม่มีผู้ใดเห็นเขาอยู่แล้ว หลังจากนั้นก็เดินลงบันไดและเลยออกประตูด้านหลังของคฤหาสน์ตรงไปยังประตูสวนสอดลูกกุญแจไขประตูบานนั้นอย่างรวดเร็วและเขาก็ได้เข้าไปในสวนไม้ดอกที่สวยงามและเงียบสงบแห่งนั้น...
เธอมีความรู้สึกเหมือนถูกอุดปากอุดจมูกจนหายใจไม่ออก...
มันเป็ความฝันที่เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในค่ำคืนนี้ความฝันที่นำมาซึ่งความ้า ความปรารถนาอันแรงร้อนที่ให้เธอกลัวจนหายใจไม่ออกถึงกับต้องอ้าปากหอบหายใจ
แต่จะหอบหายใจสักแค่ไนก็ยังไม่พออยู่ดีเนื้อตัวเธอสั่นสะท้านั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า หัวใจเต้นระทึกราวจะะเิออกมานอกอกพระเ้า...ในยามนี้ความรู้สึกของเธอไม่ต่างกว่าสัตว์ตัวเล็กๆที่ติดอยู่ในกรงขังและกำลังพยายามสุดฤทธิ์ที่จะหาทางให้ตัวเองหลุดพ้นเป็อิสระ
แสงสว่าง...
ไม่ว่าจะมองไปทางไหนดูจะมีแต่ความมืดมิด...ปราศจากแสงสว่างโดยสิ้นเชิง
เธอยื่นมือเย็นเยือกสั่นระริกออกไปควานหาเชิงเทียนที่แน่ใจว่าตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียงนอน จากนั้นก็จุดไม้ขีดและจุดเทียนเล่มเล็กขึ้น
ในท่ามกลางความมืดมิดอย่างน้อยก็ยังพอมีแสงจากเทียนดวงน้อยพอให้ได้ความสว่างบ้าง รู้สึกคอหอยแห้งผากจึงรินน้ำจากเหยือกคริสตัลใส่ลงในแก้ว แต่ก็ทำหกเสียเกือบครึ่งกว่าจะยกขึ้นดื่มได้
เธอบอกกับตัวเองอยู่ว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะเลิกหลอกตัวเองเสียที ฝันร้ายนั้น ดูจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งโดยเฉพาะในระยะหลังๆซึ่งถ้าจะพูดกันตามความจริง เธอมักจะฝันซ้ำๆแบบเดียวกันนี้ทุกคืนนับแต่วันที่เดินทางมาถึงกรุงลอนดอน ซึ่งก็เป็เวลาเกือบอาทิตย์แล้ว
เธอไม่เข้าใจว่าทำไมจึงฝันถึงเหตุการณ์น่ากลัวเช่นนั้นอยู่คืนแล้วคืนเล่า...?
แต่เหตุผลมันก็น่าจะมองเห็นชัดอยู่การที่ได้รับรู้ว่าเขาได้เข้ามาอยู่ใกล้ตัวเธอ อยู่ในเมืองเดียวกันนี้มากเพียงไรมันก็ยิ่งทำให้ความหวาดกลัวจับหัวใจมากขึ้นเท่านั้น เมื่อคิดมาถึงตรงนี้หยาดน้ำตาก็หล่อรื้นขึ้น
ที่จริงเธอไม่ควรเดินทางมาที่นี่เลยบางที...แผนที่ถูกวางขึ้นอย่างประณีต เพื่อให้พระญาติชั้นสูงทรงเชื้อเชิญให้เธอเดินทางมาลอนดอนในฤดูกาล อาจเป็ความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงก็ได้...
แต่มันก็สายเกินกว่าจะเปลี่ยนใจได้เธอไม่มีทางเลือกเลย ถึงอย่างไรก็ต้องมาอยู่ดีทั้งนี้เพราะในกรุงลอนดอนแห่งนี้เท่านั้น ที่เธอจะได้รับคำตอบที่้า
“อย่าห่วงเลยนะเธอไม่มีทางล้มเหลวหรือผิดหวังแน่” ซีซิลปลอบใจตัวเองอยู่ในความมืด
เธอจะต้องไม่พลาดอย่างเด็ดขาด...
เพราะถ้าพลาดมันย่อมหมายถึงอนาคตแห่งแซง-ซีเมียง อิสรภาพของประชาชนพลเมืองความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ของท่านพ่อกับท่านแม่ และยังเื่เ้าชายอเล็กซานเดอร์พี่ชายของเธอที่จะต้องขึ้นครองบัลลังก์ตามสิทธิอันชอบธรรมอีกเล่าไม่ต้องพูดถึงอนาคตของตัวเธอเองเลย
ถ้าเธอไม่ประสบความสำเร็จในงานที่ได้รับมอบหมายมาครั้งนี้เธอจะเป็ได้เพียงเ้าหญิงองค์สุดท้ายของแซง-ซีเมียงรัฐเล็กๆที่อยู่ระหว่างตอนใต้ของฝรั่งเศสกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
“อย่าโง่ไปหน่อยเลย...ไม่ต้องห่วงหรอกซีซิลเธอต้องประสบความสำเร็จแน่”
เธอไม่อาจข่มตาข่มใจให้หลับลงได้อีกจึงเอื้อมไปหยิบหนังสือบทกวีเล่มโปรดที่มักจะเก็บอยู่ใกล้ตัวออกมาเปิดอ่านในท่ามกลางแสงเทียนนั้นมีบทกวีของลองเฟลโล่ว์อยู่บทหนึ่งที่เธอคิดว่า มีความหมายที่แฝงนัยไว้ได้ดีมาก...
Ships that passin the night and speak each other in passing
Only a signal shown and a distantvoice in the darkness:
So on the ocean of life we passand speak one another
Only a look and a voice, thendarkness again and a silence...
ซีซิลรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ปิดหนังสือลง ปัดผ้าห่มออกจากตัว ลงจากเตียง เดินเท้าเปล่าไปผลักบานหน้าต่างให้เปิดกว้างออกเล็กน้อยสูดลมหายใจอัดอากาศยามราตรีที่เยือกเย็นเข้าไว้ในปอด บอกกับตัวเองอยู่ว่า...กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษแห่งนี้ ช่างแตกต่างกว่าแซง-ซีเมียงเสียเหลือเกินด้วยที่นั่นมีแสงแดดสาดสว่าง ทั้งท้องฟ้าและพื้นน้ำเป็สีครามสดใสบนพื้นดินอันอุดมคือทุ่งหญ้าเขียวชอุ่ม ในบริเวณูเาเต็มไปด้วยดอกไม้ป่าหลากสีสันทุกคนในแซง-ซีเมียงล้วนรู้จักมักคุ้นกันแทบทั้งสิ้น
ซีซิลมองเห็นภาพตัวเองที่เกิดและเติบโตมาในอาณาจักรเล็กๆที่โอบล้อมด้วยท้องทะเลอยู่ในท่ามกลางความรักและความอบอุ่นของท่านพ่อ ท่านแม่และพี่ชายและยังผู้คนอีกหนึ่งหมื่นห้าพันคนที่เป็พลเมืองในอาณาจักรน้อยๆของเธอ
แน่นอนเธอเป็เ้าหญิงน้อยที่โชคดีอย่างที่สุด ได้รับการศึกษาด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ปรัชญาและจิตวิทยา รวมไปถึงวิชาความรู้อันเป็สมบัติของกุลสตรีชั้นสูงทั้งทางด้านดนตรี การกวีและแม้แต่การลีลาศซึ่งเป็การศึกษาที่อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างจริงจังของท่านพ่อและท่านแม่ทั้งสิ้น