“หล่อนปลุกสิ”
“พี่สะใภ้ใหญ่ก็ปลุกสิคะ เมื่อครู่หล่อนล้มหัวฟาดไปแรงมากตอนนี้เืก็ออกมาเยอะมากด้วย”
“หล่อนพูดแบบนี้จะโทษว่าเป็ความผิดฉันหรือไงกัน ทั้งๆ ที่แม่นั่นพลาดท่าล้มหัวฟาดพื้นไปเอง”
เถาฮวาเหลยได้ยินเสียงที่ไม่คุ้นเคยกำลังเถียงกันเสียงดังอยู่ข้างหู แต่ไม่มาสามารถลืมตาขึ้นมาดูได้ ว่าเสียงนี้เป็ของใครอีกทั้งยังรู้สึกถึงกลิ่นคาวเืรอบๆ ตัวอีกด้วย
“ทำยังไงดีล่ะคะ นี่ก็ใกล้เวลาที่น้องเล็กจะกลับมาจากทุ่งนาแล้วด้วย”เสียงของคนที่อายุน้อยกว่าเอ่ยขึ้นเสียงสั่นด้วยความกลัว
“กลับเข้าห้องใครห้องมันก็สิ้นเื่ ไม่มีใครจับมือใครดมได้หรอกอีกอย่างหล่อนก็เห็นกับตา ว่าสะใภ้สี่พลาดท่าล้มลงไปเองไม่ใช่ความผิดของเราเสียหน่อยรีบไปก่อนที่จะถูกตราหน้าว่าเป็ฆาตกร”
สิ้นเสียงพูดคุยเถาฮวาเหลยก็หมดสติลงอีกรอบรู้สึกว่าภายในร่างกายบอบช้ำและอ่อนแรงลงเต็มที อาจจะเพราะเธอทำงานหนักมากจนเกินไปจึงทำให้ล้มป่วย ได้แต่หวังว่าอ้ายเหรินจะกลับมาทันเวลาไม่อย่างนั้นคงได้กลายเป็ผีเฝ้าตึกผุพังนี้เป็แน่
“สะใภ้สี่เป็อย่างไรบ้างล่ะลูกสี่” เสียงของผู้สูงวัยคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“ยังไม่ฟื้นเลยครับ” คนที่ถูกถามส่ายหน้าพร้อมทั้งแสดงสีหน้าเป็กังวลออกมา แม้ว่าจะพยายามปกปิดความรู้สึกของเขาแล้วก็ตามแต่ไม่อาจจะที่จะเล็ดรอดสายตาของผู้เป็พ่อได้
“ไปโรงพยาบาลมาแล้ว หมอก็บอกว่านอนพักอีก 2-3 วันก็คงดีขึ้น่นี้ลูกก็หยุดงานเพื่อดูแลเมียของลูกไปก่อนก็แล้วกัน”ผู้เป็พ่อตบไหล่ลูกชายเบาๆ เพื่อให้กำลังใจแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยชอบลูกสะใภ้ขี้โรคคนนี้สักเท่าไหร่แต่ในเมื่อแต่งเข้ามาเป็สะใภ้อย่างถูกต้อง ก็ไม่สามารถละเลยได้
“ไม่ได้นะ…จะให้ลูกสี่หยุดงาน แล้วพวกเราจะเอาอะไรกินฉันเองค่ะ…ฉันจะหยุดงานที่ทุ่งนาเพื่อมาดูแลสะใภ้สี่เอง ลูกเชื่อแม่เถอะแม่จะดูแลเมียของลูกเป็อย่างดี” ผู้เป็แม่เอ่ยขึ้นเสียงหลง เธอจะไม่ยอมให้ลูกชายที่ถูกแต่งตั้งให้เป็คณะกรรมการของหมู่บ้านได้ไม่นาน ต้องมาเสื่อมเสียเพียงเพราะหยุดงานดูแลเมียที่ซุ่มซ่ามจนต้องหามส่งโรงพยาบาล แถมยังเสียเงินโดยใช่เหตุไม่ได้
“ผมดูแลเองดีกว่าครับ พ่อกับแม่ไปพักผ่อนเถอะครับ ทำงานที่ทุ่งนามาเหนื่อยๆส่วนฮวาเหลยผมจะดูแลเธอเอง" พูดจบชายหนุ่มก็ผายมือเป็เชิงบอกให้ทั้งสองคนออกจากห้องของตนและภรรยา สองผัวเมียมองหน้าลูกชายคนละอารมณ์ยากเกินกว่าจะคาดเดา
กู่เซียวจ้าน ชายหนุ่มอายุ 20 ปี แต่งงานกับ เถาฮวาเหลย อายุ 19ปี ทั้งสองคนแต่งงานกันมาเกือบ 2 ปีแล้วแต่ไม่มีวี่แววว่าจะมีทายาทเพื่อสืบสกุล เพราะทุกครั้งที่เถาฮวาเหลยตั้งครรภ์แต่เพียงไม่นานเธอก็มักจะเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องตกเือยู่ร่ำไปจนทางโรงพยาบาลเริ่มเอ่ยเตือนเื่การดูแลตัวเองเนื่องจากว่าหญิงสาวทำงานหนักมากจนเกินไป ทำให้คนที่ท้องอ่อนๆ อย่างเถาฮวาเหลยต้องตกเือยู่บ่อยๆกู่เซียวจ้านถอดใจเื่มีทายาทไปแล้ว เพราะเขาเองก็ไม่อยากจะให้ภรรยาต้องเอาชีวิตมาเสี่ยง
“อือ...น้ำ ขอน้ำหน่อย”เถาฮวาเหลยรู้สึกตัวขึ้นมาในคืนวันหนึ่ง เมื่อตื่นขึ้นมาก็รู้สึกกระหายน้ำ แต่ขยับเขยื้อนตัวไปไหนไม่ได้รู้สึกปวดที่ท้ายทอยเป็อย่างมาก ราวกับว่าเพิ่งถูกตีหัวมาอย่างไรอย่างนั้น
“คุณฟื้นแล้วหรือครับ นี่น้ำครับค่อยๆดื่ม” กู่เซียวจ้านรีบลุกขึ้นจากที่นอนจากนั้นก็จุดตะเกียง เพื่อที่จะรินน้ำใส่ถ้วยให้กับภรรยาดื่ม
“อึก อึก อึก” เถาฮวาเหลยรีบกระดกน้ำที่ชายปริศนาป้อนให้แม้ว่าจะรู้สึกงงงวยอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ขอดื่มน้ำให้กระหายลดลงก่อนเื่อื่นค่อยว่ากันทีหลังแล้วกัน
เมื่อดื่มน้ำจนหมดแล้วเถาฮวาเหลยรู้สึกมึนงงกับภาพที่เห็นตรงหน้า เมื่อครู่เธอเพิ่งจะรู้สึกตัว สายตาจึงยังไม่สามารถโฟกัสสิ่งอื่นๆได้ชัดเจนมากนัก แต่ตอนนี้หญิงสาวตื่นเต็มตาแล้ว และภาพที่เห็นตรงหน้าคือชายหนุ่มหน้าตาดีที่ไม่คุ้นมั่นใจว่าไม่เคยพบหน้าเขามาก่อนแน่นอน นอกจากนั้นภายในห้องที่เหม็นอับนี้คิดว่าห้องพักของโรงงานแย่แล้ว ที่นี่กลับแย่กว่าเป็หลายเท่า
“คุณเป็ใครคะ?” เถาฮวาเหลยเอ่ยถามออกไปอยากจะถามมากกว่านี้ แต่ตอนนี้จำเป็ต้องดึงสติ เพื่อเรียบเรียงคำถามเสียก่อนจำได้ว่าเลิกงานกลับมา เห็นม่านม่านนอนเล่นโทรศัพท์ภายในห้องจากนั้นตัวเธอเองก็ภาพตัดไปเสียดื้อๆอาจจะเเพราะเหนื่อยจากการเร่งทำงานโดยไม่ได้หยุดพัก จึงทำให้ร่างกายเหนื่อยล้า
“เอ่อ ผม ผมชื่อกู่เซียวจ้าน” กู่เซียวจ้าน งงกับคำถามของภรรยาที่เพิ่งจะฟื้นขึ้นมาแล้วพูดกับตน
เธอหมดสติไป3 วัน 3 คืน ถ้าหากว่าพรุ่งนี้อาการของเธอยังไม่ดีขึ้นเขาตั้งใจว่าจะนำตัวเธอส่งโรงพยาบาลอีกครั้ง เพื่อตรวจให้ละเอียดอาจจะต้องเดินทางเข้าไปในตัวมลฑล เพราะเมืองที่เขาอยู่นั้นห่างไกลความเจริญยิ่งนัก
“ฉันชื่อเถาฮวาเหลยค่ะ แล้วที่นี่ที่ไหนหรือคะ? ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้”เถาฮวาเหลยเอ่ยถามออกไป ทำเอาคนฟังถึงกับตาโต จากนั้นก็ขมวดคิ้ว คล้ายคนกำลังใช้ความคิดเป็อย่างมาก
“ที่นี่คือบ้านของเรา คุณล้มหัวกระแทก โชคดีที่ผมเลิกงานกลับมาเห็นพอดีแต่นั่นก็ยังถือว่ามาช้าไป เพราะตอนนี้ดูเหมือนว่าคุณจะจำอะไรเกี่ยวกับผมไม่ได้เลยลืมแม้กระทั่งสามีตัวเอง น่าโมโหนัก” ประโยคหลังกู่เซียวจ้านบ่นพึมพำกับตนเอง
โดยปกติแล้วภรรยาสาว ก็ไม่ค่อยจะสนใจตนสักเท่าไหร่วันๆ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน แม้ว่าร่างกายจะไม่ค่อยแข็งแรง แต่ก็ยังฝืนไปทำงานที่ทุ่งนาทุกวันแทนที่จะอยู่บ้านเพื่อรอเขาเลิกงานกลับมาจากทุ่งนา
“….”เถาฮวาเหลยจัดท่านั่งให้ตัวเองได้แล้วหลังจากที่ได้ยินประโยคที่ชายหนุ่มพูดนั้นก็ตาโตด้วยความใแสดงว่าภาพในหัวก่อนหน้านั้นคือเื่จริงสินะ
ตลอดระยะเวลา3 วันที่ผ่านมาเธอคิดมาตลอดว่าตัวเองแค่ฝันไป เพราะภาพในหัวที่ปรากฏขึ้นมากมายนั้น ทำให้สามารถปะติดปะต่อเป็เื่ราวและไขข้อข้องใจให้ตนเองได้อีกอย่างชายหนุ่มรูปหล่อคนนี้ก็คือสามีของร่างนี้เองสินะ
“ทวงความยุติธรรมให้กับฉัน ฝากดูแลเขาแทนฉันด้วย”
เสียงหวานยังคงก้องอยู่ในหูคล้ายว่าเธอเจอฝาแฝดที่พรากจากกันไปนานแสนนาน หากภาพทั้งหมดที่เห็นเป็เื่จริงตนก็พร้อมที่จะทวงความยุติธรรมให้กับร่างที่น่าสงสารนี้และเธอก็จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทำชีวิตให้ดีกว่าเดิมให้จงได้
“พรุ่งนี้ผมจะพาคุณไปตรวจที่โรงพยาบาลในมลฑลอย่างละเอียด”กู่เซียวจ้านกลั้นหายใจพูดขึ้น รู้สึกสงสารภรรยาจับใจ ที่เธอต้องมาเจอเื่แบบนี้
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันแค่ล้อคุณเล่นเท่านั้น ฉันจะลืมสามีของตัวเองได้อย่างไรกันล่ะคะ”เถาฮวาเหลยรีบพูดขึ้น เพราะหากไปโรงพยาบาล มีหวังแม่สามีเอาเธอตายแน่ ทุกวันนี้ก็แทบจะกินเืกินเนื้อกันอยู่แล้ว
“…..”เมื่อพูดจบเถาฮวาเหลยคิดว่าเขาจะพูดอะไรขึ้นมาบ้าง อย่างเช่นจริงหรือครับ? ผมดีใจที่สุดเลย อะไรทำนองนี้แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบอย่างงั้นหรือ?
“ทำไมเงียบไปล่ะคะ? คุณขึ้นมาพักผ่อนเถอะค่ะฉันไม่เป็อะไรแล้วล่ะ” เถาฮวาเหลยเริ่มไม่ชอบบรรยากาศที่น่าอึดอัดนี้จึงเรียกสามีหมาดๆ ให้ขึ้นมานอนบนเตียง
“คราวหลังอย่าล้อเล่นเื่แบบนี้อีกนะครับผมกังวลแทบแย่กลัวว่าคุณจะป่วยเป็โรคร้าย” ในที่สุดชายหนุ่มก็ยอมพูดเขาถอนนหายใจแรงๆ ด้วยความโล่งอก
ตลอดระยะเวลา3 วันที่ผ่านมานี้ กู่เซียวจ้านแทบไม่ได้พักผ่อนเขากลัวว่าหากหลับไปแล้ว เกิดภรรยาเป็อะไรขึ้นมากลางดึกจะทำอย่างไรเขาคงไม่อาจให้อภัยตัวเองได้ ที่ดูแลภรรยาเพียงคนเดียวได้ไม่ดีพอ
“ค่ะ” เถาฮวาเหลยรู้สึกใจเต้นแรง เพราะั้แ่จำความได้ก็ไม่เคยได้รับความห่วงใยจากใครที่ไหนมาก่อนแม้กระทั่งกับเพื่อนสาวคนสนิท เธอจึงไม่รู้สึกเสียใจเลยสักนิดที่จู่ๆ ก็โผล่มาอยู่ที่นี่ได้แต่หากจะให้เดาคงจะเป็ยุคสมัยเก่าอย่างแน่นอนดูจากการแต่งตัวของสามีแล้วก็พอจะเดาได้บ้าง แม้ว่าจะไม่ได้เรียนจบสูงๆ เหมือนคนอื่นแต่เธอก็ไม่ได้หูหนวกตาบอด ถึงขั้นที่ไม่เคยรับรู้เื่ราวประวัติศาสตร์ของชาติตัวเองมาก่อนได้แต่หวังว่าขออย่าให้เป็ยุค 60 ก็พอแล้ว
แต่ดูคล้ายว่า์จะกลั่นแกล้งไม่พอหรืออย่างไรเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นปฏิทินบนฝาผนังของห้อง แม้ว่าแสงสว่างจะมีไม่เพียงพอแต่สายตาของเธอก็ไม่ได้แย่ถึงขั้นมองไม่เห็นว่าเป็เป็่ปี คศ.ใดและสิ่งที่ทำให้รู้สึกปวดใจเป็อย่างมากก็คือ ตอนนี้เป็่เดือนเมษายน 1960 เท่านั้น นอกจากได้สามีหล่อมาหนึ่งคนดูเหมือนว่าที่เหลือจะไม่มีอะไรดีไปกว่าที่เคยเป็เลยสักนิด
เช้าวันถัดมา เถาฮวาเหลยตื่นขึ้นมา เพราะรู้สึกตัวว่ามีของตกในห้องซึ่งเมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าสามีกำลังง่วนอยู่กับการทำอะไรสักอย่างแต่เมื่อหันไปมองดีๆ กลับพบว่าเขากำลังแก้ผ้าเพื่อเปลี่ยนชุดหญิงสาวเขินอายหน้าแดงแม้ว่าจะหลับตาทันทีที่หันไปเห็นเ้าัตัวใหญ่ที่กำลังผงาดในตอนเช้า แต่ภาพที่ฉายเข้ามานั้นก็ไม่สามารถลบเลือนไปจากความทรงจำได้เช่นกัน
“ตื่นแล้วหรือครับ? รอผมเปลี่ยนเสื้อผ้าสักครู่นะครับแล้วจะไปเอาน้ำมาเช็ดตัวให้”เถาฮวาเหลยได้ยินดังนั้นก็ตัวแข็งทื่อไม่คิดว่าสามีจะรู้สึกตัวเร็วถึงขั้นรู้ว่าตนนั้นตื่นแล้ว
ซึ่งต่างไปจากชายหนุ่มที่กำลังถูกภรรยานินทาความสามารถของเขาในใจ เพราะความจริงแล้ว เขาไม่ได้มีความสามารถพิเศษใดๆทั้งสิ้น แต่เป็เพราะสังเกตเห็นว่าสีหน้าของภรรยา มันดูไม่เป็ธรรมชาติเท่าไหร่เธอนอนตัวเกร็ง คิ้วขมวดเข้าหากัน นอกจากนั้นยังใช้มือบางปิดตาเอาไว้นั่นยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าภรรยาคนสวยตื่นนอนแล้วอย่างแน่นอน หึไม่รู้ว่าจะเขินอะไรนักหนา ทั้งๆที่ เธอเองก็เคยเห็นน้องชายของเขามานับครั้งไม่ถ้้วน
“ฉะ ฉันทำเองได้ค่ะ คุณแค่ไปยกน้ำมาให้ฉันก็พอ”เถาฮวาเหลยรวบรวมความกล้าเพื่อปฏิเสธสามี เธอเป็คนอ่อนต่อโลก ไม่มีประสบการณ์ทางด้านความรักจึงรู้สึกประหม่าเมื่ออยู่ใกล้ผู้ชายแม้ว่าชายตรงหน้าจะเป็สามีที่ถูกต้องของเธอก็ตาม
ทางด้านของกู่เซียวจ้านเพียงแค่เดินออกไปด้านนอกแต่ไม่ได้รับคำของเธอแต่อย่างใด รู้สึกว่าฟื้นมารอบนี้ภรรยาจะมีปากมีเสียงมากขึ้นไม่เหมือนเมื่อก่อน ที่เอาแต่ก้มหน้า และยอมทำตามคำสั่งของคนอื่นอยู่ร่ำไปเขาเป็สามีสมควรปกป้องภรรยาก็จริง แต่ด้วยภาระและหน้าที่ บางครั้งก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ได้แต่หวังว่าสักวัน เธอจะเข้มแข็งให้ได้เกินครึ่งของที่ผ่านมา อย่างน้อยๆ เมื่อเขาต้องเข้าไปในเมืองเพื่ออบรมจะได้ไม่เป็กังวล ว่าจะเกิดเื่ไม่คาดฝันใดขึ้นอีก
หลังจากที่สามียกน้ำมาให้เขาก็เช็ดตัวและจับเธอเปลี่ยนเสื้อผ้า แม้ว่าจะค่อนไปทางเศษผ้าแล้วก็ตามทีเพราะมีรอยเย็บชุนอยู่มากมาย จนแทบจะมองไม่เห็นสีของผ้าเดิม
เถาฮวาเหลยเองก็ได้แต่ก้มหน้าไม่ยอมมองหน้าสามี ทั้งที่ความเป็จริงแล้ว เธอสามารถเปลี่ยนเสื้อผ้าเองได้แต่ไม่สามารถทนต่อสายตาที่ดุดันของสามีได้จึงทำได้เพียงนั่งนิ่งๆให้เขาเป็คนจัดการ
“ผมขอถามคุณสักอย่างได้ไหมครับ?” กู่เซียวจ้านเอ่ยถามภรรยาหลังจากที่เปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับเธอเสร็จเรียบร้อย
“มีอะไรหรือคะ?” เถาฮวาเหลยพยักหน้าเป็เชิงอนุญาตแม้ว่าจะรู้สึกกังวลใจ กลัวว่าสามีจะจับได้ว่าตัวเองเป็ตัวปลอมก็เถอะ
“คุณไปล้มที่หน้าห้องของพี่สะใภ้ใหญ่ได้อย่างไรครับ?” กู่เซียวจ้านเริ่มถามคำถามที่รู้สึกค้างคาใจแม้ว่าเ้าของห้องจะเป็คนไขข้อข้องใจให้กับตนทั้งหมดแล้วก็ตามแต่เขาก็ยังคงอยากจะได้ยินจากปากของภรรยา
“ฉันจำไม่ได้จริงๆ ค่ะ จำไม่ได้ว่าไปโผล่ที่หน้าห้องของพี่สะใภ้ใหญ่ได้ยังไง”เถาฮวาเหลยตอบคำถามสามี เธอไม่หลงเหลือความทรงจำเกี่ยวกับเื่นี้เลย แต่คิดว่าไม่น่าจะใช่อุบัติเหตุถึงขั้นทำให้คนอื่นเสียชีวิตได้ คนที่ทำร้ายคงใจดำอมหิตน่าดูยังมีเวลาอีกมากที่จะตามสืบเื่นี้
“อืม…คิดออกเมื่อไหร่ก็ค่อยบอกผมแล้วกัน คุณก็อยู่แต่ในห้องอย่าออกไปไหนใครมาเรียกก็ไม่ต้องออกไปพบ รอผมกลับมาคนเดียวก็พอ เข้าใจไหมครับ?” กู่เซียวจ้านเห็นว่าภรรยาอาการดีขึ้นอีกอย่างเธอก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เป็อะไรมากเขาจึงคิดว่าจะออกไปทำงานที่ทุ่งนาหลังจากที่หยุดมาหลายวัน
“คุณจะไปไหนคะ?” เถาฮวาเหลยเผลอเอื้อมมือไปจับแขนของสามีเอาไว้ก่อนที่เขาจะเอี้ยวตัวไปเปิดประตูห้อง
“ผมจะออกไปดูความเรียบร้อยที่ทุ่งนาหยุดงานมาหลายวันแล้วไม่รู้ว่าที่นั่นมีปัญหาอะไรบ้างหรือเปล่า”กู่เซียวจ้านใช้มืออีกข้างมาจับมือของภรรยาเอาไว้พร้อมทั้งบอกเธอเกี่ยวกับเื่งานที่เขาต้องไปจัดการ
“แต่ว่า….” เถาฮวาเหลยยังรู้สึกไม่คุ้นชินกับที่นี่ จึงไม่อยากอยู่คนเดียวอยู่ดีๆ ก็กลายเป็คนอ่อนแอขึ้นมาเสียได้ ทั้งๆ ที่ความจริงเธอเป็คนเข้มแข็งจะตายไป
“ผมทำมื้อเช้ากับมื้อกลางวันเอาไว้ให้คุณแล้วคุณมีหน้าที่แค่กินแล้วก็นอนพักผ่อน ห้ามออกไปทำงานหรือทำตามคำสั่งใครฟังที่ผมบอกแค่นี้ก็พอแล้วครับ” กู่เซียวจ้านเน้นย้ำภรรยาเขา้าให้ภรรยาพักผ่อน แต่ก็ไม่สามารถนั่งเฝ้ากันตลอดได้
“ก็ได้ค่ะ ฉันจะรอคุณกลับมานะคะ” เถาฮวาเหลยพยักหน้าอย่างจำยอม
หลังจากที่สามีออกจากห้องไปเขาก็ะโเข้ามาว่าให้ล็อกห้องจากทางด้านในได้เลยซึ่งเถาฮวาเหลยเองก็ทำตามคำสั่งของสามีอย่างไม่อิดออดตอนนี้จะต้องรักษาตัวเองให้หายดีก่อน คิดได้เช่นนั้นก็เริ่มสำรวจข้าวของภายในห้องซึ่งมีเพียงตู้ไม้หลังเก่าๆ ที่ใส่เสื้อผ้าของเธอและสามีคนละ 3 ชุด เตียงไม้แข็งๆ พร้อมกับผ้าห่มผืนบาง ที่ไม่อยากจะคิดสภาพว่าหากอยู่ใน่ฤดูหนาวจะทำเช่นไร
เมื่อสังเกตดีๆสิ่งที่เพิ่มมาคือปานแดงตรงนิ้วนางข้างซ้าย เถาฮวาเหลยเห็นว่ามันแปลกดี จึงใช้มืออีกข้างลูบปานแดงเบาๆแต่สิ่งที่ทำให้ต้องใอีกรอบคือข้าวของมากมายที่อยู่ภายในนั้น
-ข้าวสารชั้นดี จำนวน 20 กระสอบ หนักกระสอบละ 40ชั่ง
-แป้งอเนกประสงค์ 30 ถุง
-ฝ้าย 3 กระสอบ ผ้าฝ้าย 3 พับ
-เกลือ และเครื่องปรุงอยู่จำนวนหนึ่ง
-เนื้อหมู 20 ถุง หนักราวๆถุงละ 20 ชั่ง
-สามชั้น 20 ถุง
-ไข่ไก่มีประมาณ 50 แผง
เถาฮวาเหลยแทบจะกรีดร้องด้วยความดีใจ เกิดมาจนกระทั่งอายุ 19 ปี ไม่เคยมีข้าวของมากมายขนาดนี้มาก่อน อย่างน้อยๆ ก็ไม่อดตายแล้วล่ะต้องเร่งขุนให้ร่างนี้แข็งแรงโดยเร็วที่สุด เพราะเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกแม้ว่าเ้าของร่างจะหน้าตาสะสวย แต่ตอนนี้เธอแทบจะมองไม่เห็นความสวยนั้นเลยด้วยซ้ำ
“ก่อนอื่นต้องทำให้ร่างนี้แข็งแรงดีเสียก่อนไม่อย่างนั้นก็คงถูกรังแกอยู่ร่ำไป” เถาฮวาเหลยตั้งสติบอกกับตัวเองในเมื่อกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วก็ต้องตามน้ำไปก่อน
หญิงสาวทำตามที่สามีสั่งนั่นคือกินแล้วก็นอน แม้จะผิดวิสัยไปบ้าง ถือสะว่าลาพักร้อนชั่วคราวก็แล้วกันเพราะปกติแล้วเธอต้องทำงานแข่งกับเวลา รวมไปถึงกล้องวงจรปิดที่คอยจับตามองอยู่จะว่าไปแล้วชีวิตก็เหมือนแขวนไว้บนเส้นด้ายไม่มีทางรู้ได้เลยว่าตนเองสามารถทำงานที่โรงงานแห่งนั้นได้อีกกี่วันเพราะหากทำให้หัวหน้าไม่พอใจ เช้าวันถัดมาก็เตรียมหาที่อยู่ใหม่ได้เลย
ทางด้านของกู่เซียวจ้านเมื่อภรรยาดีขึ้นแล้วเขาก็กลับลงไปทำงานที่ทุ่งนาตามเดิมแม้ว่าจะมีตำแหน่งเป็ถึงกรรมการหมู่บ้าน แต่เขาก็ยังคงทำงานแลกแต้มค่าแรงอยู่เนื่องจากว่าสมาชิกภายในบ้านนั้นมีมากเกินกว่าที่จะอยู่อย่างสบายได้อีกทั้งยังมีเด็กเพิ่มเข้ามามากพอสมควร
กล่าวถึงครอบครัวกู่มีคุณพ่อกู่และคุณแม่กู่ เป็ผู้าุโที่สุดในบ้าน ทั้งสองคนอายุ 45 ปี แต่งงานมีลูกด้วยกันทั้งหมด 4 คน
ลูกชายคนโตชื่อกู่จิวซื่อ อายุ 30 ปีแต่งงานกับหม่าลี่จงอายุ 29 ปี มีลูกด้วยกันทั้งหมด 3คน คนโตเป็ผู้หญิงชื่อ กู่อ้ายเยว่ อายุ 12 ปีคนรองเป็ผู้หญิงชื่อ กู่ซูเม่ย อายุ 10 ปีส่วนคนสุดท้องเป็ผู้ชายชื่อ กู่หนิงเจี้ยน อายุ 7 ปี
ลูกชายคนรองชื่อกู่เฟ่ยหลง อายุ 28 ปีแต่งงานกับเมิ่งหนี่ว์อายุ 28 ปี มีด้วยกันลูก 2 คน คนโตชื่อ กู่เจิ้นฝาน อายุ 10 ปีเป็หลานชายคนโปรดของบ้าน เพราะเขาเป็หลานชายคนแรก คนที่สองชื่อ กู่จิ้นหู อายุ 8ปี บ้านรองเป็บ้านที่ได้รับความรักมากที่สุดเนื่องจากว่าสะใภ้รองให้กำเนิดทายาทสืบสกุลกู่ถึงสองคน
ลูกสาวคนที่สามและเป็ลูกสาวเพียงคนเดียวของบ้านชื่อกู่เหมยเซียง อายุ 26 ปีแต่งงานไปอยู่ที่บ้านของสามี
ลูกชายคนสุดท้องคือกู่เซียวจ้าน อายุ 20 ปีจะเรียกว่าเขาเป็ลูกหลงของบ้านก็ว่าได้ เนื่องจากว่าอายุห่างจากพี่ใหญ่มากถึง 10ปี เขาได้แต่งงานกับ เถาฮวาเหลย อายุ 19 ปี ทั้งสองยังไม่มีลูกด้วยกัน ทั้งๆที่แต่งงานกันมาก็ย่างเข้าปีที่ 2แล้ว
“พี่เซียวจ้าน พี่หายไปไหนมาตั้งหลายวันคะ ฉันถามคุณป้าก็บอกว่าพี่ติดธุระ”ลู่เหมยฮัว หญิงสาวที่ได้ชื่อว่าสวยเป็อันดับต้นๆ ของหมู่บ้าน หล่อนอายุย่าง 18ปี เหล่าบรรดาแม่สื่อต่างเดินเข้าบ้านจนหัวกระไดไม่แห้งเนื่องจากว่าหนุ่มน้อยใหญ่ต่างอยากได้ไปเป็คู่อุ่นเตียง แถมเ้าหล่อนยังเป็ลูกสาวของผู้ใหญ่บ้านอีกด้วย
“ฮวาเหลยไม่สบายน่ะ รีบลงหน้างานเถอะได้เวลาทำงานแล้วล่ะ” หากจะบอกว่าลู่เหมยฮัวเป็สาวงามและเป็ที่้าอันดับต้นๆของหนุ่มๆในหมู่บ้านก็คงต้องบอกว่า กู่เซียวจ้านเป็ที่หมายปองของสาวๆทั่วทั้งหมู่บ้านด้วยเช่นเดียวกัน แต่เป็เพราะผู้ใหญ่ทางฝ่ายบ้านกู่และบ้านเถาต่างก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาช้านานทำให้ตกลงหมั่นหมายกันเอาไว้ั้แ่ยังอยู่ในท้อง
เถาฮวาเหลยเป็สาวงามอีกจากหมู่บ้าน แต่เป็เพราะถูกใช้งานจากแม่สามีเป็เวลาเกือบ 2 ปี ทำให้ความงามลดเลือนหายไป หญิงสาวร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงซ้ำยังต้องทำงานที่ทุ่งนา เพื่อแลกแต้มค่าแรงเต็มสิบแต้ม จึงทำให้ผิวพรรณดำคล้ำผอมแห้งเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก
ชายหนุ่มหยุดงานไปหลายวันจึงทำให้ต้องเร่งสะสางงานที่ค้างคาในส่วนที่เขารับผิดชอบ แม้ว่าเขาจะรีบมากเพียงใดก็ยังทำงานล่วงเวลา เนื่องจากว่าถูกผู้ใหญ่บ้านใช้งานให้ตรวจสอบเอกสารเหตุเป็เพราะเขาหักหน้าลูกสาวเพียงคนเดียวของผู้ใหญ่บ้านทำให้หล่อนกลายเป็ตัวตลกให้ชาวบ้านพูดถึงกันทั้งวัน
“ทำไมป่านนี้แล้วถึงยังไม่กลับมานะ”เถาฮวาเหลยเดินไปเดินมาอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ เนื่องจากว่าเธอได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของคนที่อยู่ข้างนอกมาสักพักหนึ่งแล้วแต่กลับไร้เงาของสามี
“ไม่รู้ว่าป่วยหรือซ้อมตาย จนป่านนี้แล้วยังไม่ออกมาช่วยคนอื่นทำงานจะกินแรงกันไปถึงไหนกัน" เสียงะโบ่นปนด่าดังเข้ามาภายในห้องเถาฮวาเหลยไม่อาจที่จะคิดว่าเป็คนอื่นไปได้ นอกจากตัวของเธอเพราะในตอนนี้คนที่ป่วยก็มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้น
“บ่นอะไรของหล่อนสะใภ้ใหญ่ วันนี้หลานชายฉันจะได้กินข้าวไหมล่ะนั่นรีบๆเร่งมือเข้า” เสียงของหญิงวัยกลางคนะโออกมากลบเสียงแหลมเมื่อสักครู่
จากนั้นเสียงก็เงียบหายไปเหลือเพียงเสียงตะหลิวที่กระทบกับหม้อหรือกระทะก็ไม่อาจจะทราบได้รู้เพียงว่ามันดังเข้ามาถึงภายในห้องนอนที่เธอกำลังใช้นั่งรอสามีตลอดทั้งวัน
“คุณย่าครับ ผมหิวแล้วเมื่อไหร่จะเสร็จสักทีล่ะครับ”เสียงเด็กผู้ชายกำลังแงงอเอาแต่ใจ อยู่ข้างๆผู้เป็ย่าของเขา กู่เจิ้นฝาน ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็หลานในและหลานชายคนแรกของตระกูล เขาจึงได้รับการเอาใจใส่เป็อย่างดีจากปู่และย่า
“เจิ้นฝานหลานรักของย่า รออีกสักหน่อยเถิดป้าสะใภ้ใหญ่กำลังเร่งอยู่วันนี้อาสี่ของหลานจับปลาตัวใหญ่ที่ทุ่งนาได้ย่าแบ่งไข่ไว้ให้หลานและน้องเรียบร้อยแล้ว หลานรอกินมันได้เลย” คุณแม่กู่กำลังปลอบหลานชายคนโต
ที่ต้องเรียกว่าหลานใน เนื่องจากว่าเขาเป็หลานชาย ซ้ำยังเป็ลูกที่เกิดจากลูกชายของคุณแม่กู่อีกด้วย
ส่วนหลานผู้หญิงจะเรียกว่าหลานนอก แม้ว่าจะเกิดจากลูกชายก็ตามหลานผู้หญิงทุกคนจะถูกเรียกว่าหลานนอกทั้งหมด
ส่วนหลานที่เกิดจากลูกสาว ไม่ว่าจะเป็หลานชายหรือหลานสาวก็จะถูกเรียกว่า หลานนอกแต่ หลานผู้ชาย อาจจะได้รับการเอาใจใส่จากผู้ใหญ่มากกว่าผู้หญิง
“จริงหรือครับ? ผมรักคุณย่าที่สุดในโลกเลยครับ”กู่เจิ้นฝานพูดจาหวานออดอ้อนคุณย่า สำหรับเขาแล้วคุณปู่กับคุณย่าคือที่หนึ่งเพราะไม่ว่าเด็กชายจะทำความผิดอะไรมา ก็มักจะได้รับการให้อภัยอยู่เสมออีกทั้งเขายังมีหน้าที่เรียนเพียงอย่างเดียวเท่านั้นไม่ต้องขึ้นเขาไปเก็บผักป่าหลังเลิกเรียนเพื่อสะสมแลกเป็แต้มค่าแรงเหมือนกับพี่กู่อ้ายเยว่และกู่ซูเม่ยลูกสาวของลุงใหญ่
ในหมู่บ้านนี้เด็กๆที่อายุ10 ปีขึ้นไปมักจะถูกเกณฑ์ให้ไปเก็บผักจากบนเขา เพื่อเอามาแลกเป็แต้มค่าแรง แม้ว่าจะเป็เพียง2 แต้มเท่านั้น แต่ก็ถือว่าได้ช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวยิ่งบ้านไหนที่มีลูกหลานอยู่จำนวนมากก็ยิ่งได้เปรียบ แต่ใช้ไม่ได้กับลูกหลานบ้านกู่เพราะมีคุณแม่กู่คอยให้ท้ายหลานชาย ท่านตั้งใจจะให้พวกเขารับราชการเป็ทหารเช่นเดียวกับลูกชายคนรองหรือก็คือพ่อของ กู่เจิ้นฝานนั่นเอง
“ฝากเอาไว้ก่อนเถอะอย่าให้ผัวของฉันมีตำแหน่งบ้างก็แล้วไป” สะใภ้ใหญ่ หม่าลี่จ้งได้แต่เก็บความแค้นเอาไว้ในใจ เนื่องจากว่าในตอนนี้เธอเหมือนเป็นางก้นครัวต้องคอยทำทุกอย่างให้กับคนในบ้าน
ซึ่งมองข้ามคนอย่างสะใภ้รองไปได้เลยเนื่องจากว่าสามีของหล่อนเป็ทหาร จึงทำให้ได้รับอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนอื่นเพราะถือว่า พี่ชายคนรอง มีหน้าที่หาเงินเข้าบ้าน ภรรยาอย่างสะใภ้รองจึงไม่จำเป็ต้องทำงานแลกแต้มค่าแรงเพราะนี่คือข้อแลกเปลี่ยนที่สามีของเธอให้ไว้ก่อนที่เขาจะไปยังค่ายทหาร