ตอนที่ 6 คมในฝัก
---สนามประลอง---
"กติกาคือทำให้คู่ต่อสู้หมดสภาพห้ามฆ่ากันถึงตายเด็ดขาด!!...ถ้าเข้าใจแล้วเช่นนั้นก็เริ่มได้!" แอนดีสอธิบาย
สองฝ่ายต่างประจันหน้ากัน ทว่า โกเลมของแฟรอาและบาสตินนั้นยังไม่ถูกอัญเชิญมีเพียงลูซิเฟอร์เท่านั้นที่ยืนอยู่ข้างกายกาติรัสในสภาพพร้อมรบ
กาติรัสพลันใบหน้านิ่วคิ้วขมวด 'เ้าพวกนี้คือคู่ต่อสู้ข้าเรอะ!? ดูอ่อนแอเกินไปหรือไม่?' ทันทีที่พบหน้ากันเขาก็ได้เปิดใช้หยั่งรู้ส่องค่าสเตตัสของชายหญิงทั้งสองเพื่อดูความต่างชั้นของพลัง
ชื่อ:แฟรอา เซอร์เวอ(เพศหญิง) อายุ:13ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์ อายุขัยโดยธรรมชาติ:80 เลเวล:59 พลังกาย:206 พลังเวทย์:1030 อาชีพ:นักอัญเชิญ(ชั้นต่ำ)
ชื่อ:บาสติน เอ็นโทส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์ อายุขัยโดยธรรมชาติ:80 เลเวล:62 พลังกาย:5 พลังเวทย์:3045 อาชีพ:นักอัญเชิญ(ชั้นต่ำ)
'สเตตัสของมนุษย์มันอ่อนแอลงไปขนาดนี้ั้แ่เมื่อใดกัน? ฝีมือทูต์อย่างนั้นรึ?' กาติรัสครุ่นคิดก่อนเอ่ยด้วยวาจาหนักแน่น "ข้าไม่ถือหรอกนะถ้าพวกเ้าจะโจมตีเข้ามาพร้อมกันทั้งคู่" ชายหนุ่มกล่างพลางส่งรอยยิ้มให้
คำกล่าวของชายหนุ่มต้องทำให้แอนดีสบังเกิดไฟโทสะขึ้นมาอย่างฉับพลัน ทั่วร่างต่างรุ่มร้อนไปด้วยความโกรธา "เ้า!!...เ้ากล้าดูถูกศิษย์เอกของข้า!!!" น้ำเสียงดุร้ายอย่างที่สุดประดุจสัตว์ป่าคลั่ง ใบหน้าพลันบิดเบี้ยวอย่างโกรธเกลียด
"ท่านอาจารย์โปรดวางใจ" แฟรอาคำนับพลางกล่าวอย่างสุภาพ ก่อนหันมองมายังกาติรัสอย่างสุขุมเยือกเย็น "คุณกาติรัส...ช่วยอย่าดูถูกทางเราจะดีกว่านะคะเพราะยังไงทางนี้ก็เคยเป็ถึงแชมป์" แววตาทั้งสองกำลังส่องประกายดั่งดวงดาวพลางจับจ้องมายังกาติรัสอย่างนุ่มลึก
สนามประลองลักษณะคล้ายกับโคลอสเซียมบนแท่นคนดูที่สามารถบรรจุผู้คนได้นับพัน ทว่า มันกลับมีเพียงผู้เดียวที่นั่งอยู่ตรงนั้นและเขาผู้นั้นก็คืออาจารย์ใหญ่ของสถาบันแห่งนี้ "เ้าหนู...แอนดีสน่ะอ่อนไหวง่ายถึงอย่างนั้นเขาก็เป็คนเก่งนา" ตาทั้งสองนั้นหรี่จนจวนจะปิดชายชรากล่าวอย่างผู้มากประสบการณ์ดั่งปราชญ์ผู้ทรงปัญญา
'คนเช่นนี้ก็มาเป็อาจารย์ได้รึ!...เอาเถอะข้าไม่ถือสา'
ท่ามกลางความวุ่นวายการแข่งขันก็ได้เริ่มไปนานแล้ว ทว่า ผู้ท้าชิงทั้งสองกลับยังไม่เข้าห้ำหั่นกันอย่างอาจหาญผู้ที่ดูพร้อมที่สุดอย่างกาติรัสก็ยังมิลงมือราวกับกำลังรอคอยบางอย่าง ก่อนหญิงสาวจะเริ่มการร่ายมนตร์เป็ผู้แรก "หนึ่งบาทสังหารศัตรู เวทมนตร์ไม่ดับสูญ ด้วยพรแห่งข้าเอเลเมนทัลแห่งิญญาจงตอบรับคำขอแห่งข้า...จงออกมาโกเลมแห่งข้า!"
วิ้ว
เพียงสามลมหายใจปรากฏโกเลมสูงเกือบสองเมตร มันออกมาจากอากาศอันว่างเปล่าราวกับภูติผีก่อนจะไปยืน ข้างกายแฟรอาราวกับอัศวินด้วยรูปลักษณ์สีขาวนวล ทว่า ร่างกายกลับเป็เพียงหินสีขาวเท่านั้นไม่มีเืเนื้อดั่งมนุษย์ สีหน้าของบาสตินดูไม่ค่อยดีนักถึงเขาจะดูโทรมแต่เพียงชำเลืองมองก็สามารถบอกได้เลยว่าชายหนุ่มคนนี้กำลังวิตกกังวลพร้อมกล่าว "ใจเย็นก่อนแฟรอา...พวกเราควรจู่โจมพร้อมกัน"
"บาสติน!! นายเสียสติไปแล้วหรอ..เขากำลังท้าทายเรานะ พวกเราควรแสดงความสามารถอย่างที่สุดสิ! เพราะยังไงคนส่วนใหญ่แล้วคนที่มีปากเป็เช่นนี้มักอ่อนแอทั้งนั้นแหละ!! แค่แฟรอาก็เพียงพอแล้ว" แฟรอาพูดพลางสีหน้าบึ้งตึงราวกับเด็กน้อยอยากได้ของเล่น
"เ้าพูดถูกแต่ว่า...เราควรทำตามที่เขาพูดพวกเราควรโจมตีพร้อมกัน ข้ารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีนักทั้งที่ได้ลองพยายามดูหลายต่อหลายครั้งแต่ผลลัพธ์มันกลับเป็เช่นเดิม ข้าไม่อาจส่องดูสเตตัสของเขาได้เลย พวกมันปรากฏเพียงความว่างเปล่า" บาสตินอธิบาย
"นายจะบอกว่าหยั่งรู้ที่สามารถส่องดูอาจารย์ใหญ่ได้ใช้ไม่ได้ผลกับผู้ชายคนนี้อย่างนั้นหรอ!!" แฟรอาตกตะลึงงัน คำพูดของบาสตินมันน่าเหลือเชื่อจนเกินไป ส่วนลึกของจิตใจกำลังกู่ร้องออกมาเพียงคำว่า 'ตัวอันตราย'
"ถ้าเข้าใจแล้วละก็พวกเราควรร่วมมือกัน" กล่าวจบบาสตินพลันร่ายเวทย์อัญเชิญ "หนึ่งบาทสังหารศัตรู เวทมนตร์ไม่ดับสูญ ด้วยพรแห่งข้าเอเลเมนทัลแห่งิญญาจงตอบรับคำของแห่งข้า...จงออกมาโกเลมแห่งข้า"
วิ้ว
ปรากฏโกเลมสูงเกือบสองเมตรสามตน
กาติรัสยังคงแสดงใบหน้านิ่งเฉยอย่างไร้อารมณ์ ชายหนุ่มตระหนักดีถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เขาหวังที่จะได้เจอศัตรูที่เก่งกาจ คนประเภทนั้นมักจะรู้ข้อมูลเกี่ยวกับโลกต้นกำเนิิดเป็อย่างดี ผู้คนที่แข็งแกร่งมักมาพร้อมกับความรู้ในสมองของพวกเขาดั่งของที่คู่กัน แววตาทั้งสองจ้องมองคู่ต่อสู้อย่างเบื่อหน่ายพลางกล่าว "พวกเ้าไม่ควรทำตัวเป็ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งที่ความจริงเป็แค่กบในกะลาหรอกนะ"
เปรี๊ยะ
สิ่งที่ชายหนุ่มกระทำราวกับเป็การตบหน้าบาสตินและแฟรอาอย่างจัง เพลิงโทสะพุ่งพรวดราวกับูเาไฟะเิ หญิงสาวที่ใจเย็นอย่างที่สุดยังโกรธกริ้วอย่างมิอาจควบคุม การถูกหยามศักดิ์ศรีถึงถิ่นนับเป็ความอัปยศยิ่งเกินคณา ก่อนชายหญิงจะสั่งการโกเลมของตนให้เข้าจู่โจมกาติรัสในทันควัน
กาติรัสยิ้มเล็กน้อยตรงมุมปาก ด้วยประสบการณ์ชาติที่แล้วการยั่วยุคู่ต่อสู้ให้เสียสตินั้นนับเป็การง่าย ยิ่งกับเหล่าวัยรุ่นด้วยแล้ว พวกเขานั้นโกรธได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่มากนัก สตินับเป็สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับจอมเวทย์หากพวกเขาสูญเสียสิ่งนี้ไปก็เท่ากับได้พ่ายให้อีกฝ่ายเต็มประตู
"ลูซิเฟอร์จงสั่งสอนผู้ที่บังอาจอวดดีต่อหน้าราชันย์เสีย"
โกเลมเกราะหนักสูงสามเมตรพลันเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ มันรวดเร็วเสียจนน่าตะลึง บาสตินและแฟรอาเห็นโกเลมของกาติรัสเป็เพียงแค่ภาพติดตาไม่อาจมองตามการเคลื่อนไหวของโกเลมั์ได้ทัน ทั้งที่มันมีขนาดลำตัวที่ใหญ่และสูงราวสามเมตร ขณะที่โกเลมทั้งห้ากำลังเคลื่อนตัวไปหากาติรัส ทว่า ลูซิเฟอร์รวดเร็วยิ่งกว่า มันเคลื่อนตัวผ่านโกเลมทั้งห้าอย่างง่ายดายราวกับมัจฉาว่ายทวนกระแสน้ำ ก่อนจะตรงดิ่งไปหาบาสตินและแฟรอาอย่างรวดเร็วดุจลูกะุปืน
แฟรอาพลันตกตะลึงงันความเร็วขนาดนี้ไม่สามารถประเมินค่าพลังได้แล้ว เป็ปีศาจขนานแท้ตัวตาเบิกโตกว้างปานถลนออกพลางกล่าว "ระ..เร็วมาก!" ตัวร่างสั่นระริกอย่างหวาดกลัว ผลลัพธ์ของการต่อสู้ที่คาดไว้กลับพลิกผันได้ง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ
ขณะที่แฟรอากำลังยืนแข็งค้างบาสตินสามารถตอบสนองได้รวดเร็วที่สุด มันพลันพุ่งตรงเข้าหาหญิงสาวพร้อมร้องะโ "แฟรอาหลบ!!" ด้วยท่วงเท้าความเร็วของบุคคลเลเวลหกสิบสอง อาจไม่สามารถรวดเร็วเทียบเท่าเลเวลร้อยเอ็ดได้ ทว่า หนึ่งอันเดดหนึ่งมนุษย์กลับเคลื่อนที่ไปถึงแฟรอาได้อย่างพร้อมเพรียง
ก่อนเสียงหนึ่งจะกล่าวขึ้นมาอย่างแ่เบา "หยุด" เพียงคำคำเดียวกลับสามารถหยุดการเคลื่อนไหวของโกเลมเกราะหนักในทันตา กำปั้นขนาดั์ได้หยุดอยู่ห่างจากใบหน้าของบาสตินเพียงหนึ่งคืบเท่านั้น หากกาติรัสกล่าวช้าเพียงเสี้ยววิ สมองของเขาคงแตกกระจุย
ทั่วร่างต่างแข็งค้างราวกับถูกสาปกลายเป็หินพลางกล่าวร้องอย่างหวาดกลัว "อะ..อ้าาาา" บาสตินเพิ่งจะได้ัักับความรู้สึกเฉียดตาย เป็ความหวาดกลัวอันไร้ก้นบึ้ง หัวใจเต้นถี่รัวพลางเหงื่อที่หลั่งไหลทั่วร่างกาย
ถึงกระนั้นบาสตินก็เคลื่อนตัวได้ถึงตัวของแฟรอาได้ทันท่วงทีพลันยืนบังรับหมัดที่แข็งแกร่งราวกับสัตว์ประหลาด แฟรอาที่ยืนอยู่ใต้เงาของบาสตินได้แต่ร่ำร้องเป็สถานการณ์ที่น่ากลัวเกินบรรยาย สหายคนสนิทเกือบจะตายเพราะปกป้องตน ยามนี้บาสตินและแฟรอาได้ตระหนักถึงคำกล่าวของกาติรัสแล้ว มันไม่เกินจริงแม้แต่น้อย พวกเขาราวกับกบในกะลาจริงๆ
แอนดีสหนึ่งในผู้ที่ตกตะลึงที่สุด ความเร็วของโกเลมตัวนั้นมันรวดเร็วเทียบเท่ากับเขาเลยทีเดียวริมฝีปากสั่นรัวก่อนกล่าว "จะ..เ้าเด็กนั้น"
"เขาชนะแล้วแอนดีส...ยอมรับเสียว่าศิษย์ของเ้าสู้เขาไม่ได้เลยแม้เพียงทำให้เขาเหงื่อออก" อาจารย์ใหญ่กล่าวด้วยความสุขุมถึงกระนั้นภายในใจกลับตื่นตะลึงอย่างที่สุด ยามแรกที่พบกาติรัสชายหนุ่มดูราวกับสัตว์ประหลาด เขาเพียงชำเลืองมองก็บอกได้เลยว่าโกเลมที่ติดตามมาด้วยนั้นแข็งแกร่งขนาดไหน ทว่า มันกลับแข็งแกร่งเกินที่คาดไว้เสียอีก แข็งแกร่งเสียจนมือเอกของสถาบันตนยังไม่อาจเป็คู่ต่อสู้ให้เขาได้
"เ้า!..เ้า!!..เ้าเป็ใครกันแน่!!!" บาสตินกล่าวร้องอย่างคร่ำครวญ พลังของกาติรัสมันน่าหวาดหวั่นเกินจินตนาการั้แ่ได้ลืมตาดูโลก เขายังไม่เคยเห็นเด็กอายุสิบห้าคนใดแข็งแกร่งได้ขนาดนี้ พลันจ้องเขม็งมองกาติรัส โกเลมทั้งห้าสลายหายไปแล้วเหลือเพียงโกเลมเกราะหนักของกาติรัสเท่านั้น
"ข้านะหรือ? ข้าคือคนที่จะกลายเป็ราชันย์สูงสุด"
บาสตินและแฟรอาต่างเอ่ยขึ้นอย่างพร้อมเพรียง "ราชันย์สูงสุด!?" แววตาเบิกโตกว้างอย่างตื่นตะลึงก่อนแฟรอาจะกล่าวต่อ "ชื่อฟังดูน่าเกรงขามมาก ทว่า มันคืออะไรหรอ"
คำตอบของหญิงสาวต้องทำให้กาติรัสคิ้วขมวด หากหญิงสาวกล่าวว่า มดตัวใหญ่กว่าช้าง เขาจะยอมเชื่อ! มันยังน่าเชื่อถือยิ่งกว่าคำถามที่ถามว่า ราชันย์สูงสุดคืออะไรเสียอีก!! มันดูไม่ต่างอะไรกับการแกล้งโง่
'ไม่รู้จักราชันย์สูงสุด!? เพียงสามพันปีเผ่ามนุษย์ก็ลืมเลือนชื่ออันน่าเกรงขามนี้ไปเลยอย่างนั้นรึ? เหล่าวีรบุรุษของเ้าพวกนี้จะถูกลืมไปด้วยหรือไม่? ถ้าเป็เช่นนั้นประวัติศาสตร์ของโลกต้นกำเนิดแห่งนี้จะเป็เช่นไรกัน'
กาติรัสไม่กล่าวตอบชายหนุ่มเพียงส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน เขาเริ่มหวาดหวั่นกับประวัติศาสตร์ที่เผ่ามนุษย์ได้จดบันทึกไว้แล้ว ปกติแล้วมนุษย์ไม่ไร้ความรับผิดชอบเช่นนั้น พวกเขาอาจจะจดบันทึกเอาไว้ ทว่า ลูกหลานไม่ได้ใส่ใจหรือแพร่หลายข้อมูลเกี่ยวกับพวกมัน
"การประลอง..จบลง...กาติรัสชนะ" แอนดีสกล่าวตอบพลางกัดฟันแน่น ความอัปยศที่ต้องพ่ายแพ้แก่เด็กที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า รู้สึกเสียศักดิ์ศรียิ่งนักราวกับถูกตบกลางหมู่ชน หากเื่นี้ถูกแพร่กระจายออกไปจะต้องเป็ที่หัวเราะของฝูงชนเป็แน่
"ฮ่าฮ่าฮ่า...ดีจริงๆเ้าหนูทีนี้เ้าก็จะได้รับการยอมรับเป็ศิษย์ของสถาบันลำดับที่สองเสียที" อาจารย์ใหญ่ดีใจจนออกหน้าออกตา เขาได้เป็หนึ่งในที่ประจักษ์รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของกาติรัส ชายหนุ่มผู้นี้ได้ทำให้ชายชรากลับมาตื่นเต้นอีกครั้ง บางทีสถาบันลำดับที่สองอาจสามารถกลับไปสู่ยุครุ่งเรืองได้ดังเดิม
การประลองได้จบลงโดยกาติรัสเป็ฝ่ายได้ชัย ถึงเวลาที่ชายหนุ่มจะต้องกลับที่พัก เขาเหนื่อยล้าเต็มทียามนี้ก็เป็เวลาราตรีแล้วมิอาจเห็นแสงตะวันได้สักนิดมีเพียงดวงดาวที่เจิดจรัสอยู่บนฟากฟ้าเท่านั้น ทว่า ก่อนชายหนุ่มจะเดินจากไปพร้อมกับโกเลมเกราะหนักพลันมีเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น
"คุณกาติรัส..." แฟรอาเอ่ยเรียก
กาติรัสพลันหันขวับภาพตรงหน้าของเขาช่างน่าอัศจรรย์ใจ แฟรอาและบาสตินกำลังจ้องมองเขาราวกับมองผู้ยิ่งใหญ่ ก่อนหญิงสาวจะเอ่ยขึ้น "ที่กักเก็บพลังเวทย์ของท่านใหญ่มากมายขนาดไหนกันแน่...ทำไม!..ทำไม!!สามารถคงสภาพโกเลมสุดแข็งแกร่งไว้ได้นานขนาดนั้น" แฟรอากล่าวอย่างตื่นตะลึง ใบหน้าพลันซีดขาวราวกับกระดาษ
"ฮ่าฮ่าฮ่า...อยากรู้เช่นนั้นรึ มันมากพอจะคงสภาพไว้ทั้งปีทั้งชาติ!!" กาติรัสกล่าวจบพลันเดินจากไปในทันที เขามุ่งตรงไปสู่ที่พักตามที่อาจารย์ใหญ่ของสถาบันได้บอกกล่าวเอาไว้ เขาหวังว่าห้องนอนจะมีเตียงที่นุ่มนิ่มเป็พอ การได้พักผ่อนอยู่บนเตียงอันแสนสบายนับเป็ความสุขชนิดหนึ่ง
....
"วันนี้ล้ายิ่งนัก" ยามได้เข้าห้องพัก กาติรัสก็พลันทิ้งตัวลงบนเตียงดัง ตุบ! เตียงนุ่มนิ่มสบายดั่งที่ชายชราได้กล่าวไว้ "สถาบันอันดับที่สองก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ เอาละ!"
กาติรัสพลันกวาดตามองทั่วทั้งห้อง ตามที่ชายชราได้กล่าวเอาไว้ห้องพักของสถาบันอันดับที่สองเพียบพร้อมทุกอย่างกระทั่งหนังสือความรู้ ถึงสิ่งนี้จะเป็สิ่งที่จอมเวทย์และนักต่อสู้หลายคนเมินเฉยต่อมันเพียงเพราะคิดว่าสิ่งนี้ไร้ประโยชน์ มันไม่ใช่สามารถเพิ่มพลังเวทย์หรือพลังกายให้พวกเขาได้เลย ทว่า พวกเขาคิดผิดหนังสือนั้นมีประโยชน์มากมายมหาศาล พวกมันสามารถเสริมสร้างความรู้ในการต่อยอดเวทมนตร์ของตนเองหรือกระทั่งความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้!
"ชาติก่อนข้าชอบอ่านหนังสือนัก...ความสนุกอันมากล้นที่อยู่ภายในตัวอักษรเ่าั้กำลังเรียกร้องหาข้า!" กล่าวจบกาติรัสพลันมองหาหนังสือที่เป็เื่ราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เป็อันดับแรก ประวัติศาสตร์หลังสามพันปีนั้นสำคัญที่สุด มันจำเป็ต่อแผนที่จะนำไปสู่การเป็ราชันย์สูงสุด
"เอิ่ม...กำเนิดเผ่าพันธุ์มนุษย์ วีรบุรุษแห่งวินเทอร์เฟีย ตำนานจอมเวทย์เฮนโรว กำเนิดตระกูลลาวาติน" กาติรัสยังคงมองหาหนังสือประวัติศาสตร์ที่อันแน่นไปด้วยความรู้ที่ถูกต้อง เขาไม่อยากอ่านหนังสือที่มีความรู้เป็เท็จราวกับอยากเลี้ยงแมวแต่กลับอ่านคู่มือการเลี้ยงสุนัข ชายหนุ่มจึงใช้เวลาอยู่นานโขในการตรวจสอบข้อมูลจริงหรือเท็จ เขาเพียงเปิดดูผ่านๆก็สามารถบอกได้แล้วว่าหนังสือนี้สมควรอ่านหรือไม่
เวลาได้ผ่านไปเนิ่นนานก่อนกาติรัสจะได้หนังสือที่ถูกใจจำนวนมาก เขานำมันมาตั้งไว้ใกล้หัวเตียงก่อนจะไล่หยิบมันมาอ่าน
"เื่แรก..'มหาาอันยาวนาน' "