"ฮ่า ฮ่า เช่นนั้นก็ถือว่าข้าขอมากเกินไปเถอะ"กวงตงเกาศีรษะแก้เขิน คำพูดของหลานหลิงแฝงคำตำหนิไว้อยู่บ้างหากไม่มีการยับยั้งชั่งใจอาจนำไปสู่ความบาดหมางใจได้เหมือนกันแต่ในใจเขายังแอบสงสัย เป็ดวงตาแบบใดเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าหากลืมตามองแล้วกลับทำให้ตัวเองาเ็เป็เื่ที่เขาฟังแล้วยากจะทำใจเชื่ออยู่บ้าง
"อาจารย์อา ท่านคิดว่าอย่างไร" หงลี่หันมาถาม
"อืม...ข้าเดาว่าภูตพยัคฆ์นี่อาจจะเป็เทพขุนเขาที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือแต่ถูกรบกวนด้วยการกระทำหรือพิธีกรรมบางอย่างทำให้ภูตพิทักษ์เปลี่ยนเป็ภูตร้ายออกทำร้ายคนก็เป็ได้จริงสิน้องหลานที่เ้าบอกว่าเห็นคนพวกนั้นนี่พอจะบอกได้หรือไม่ว่าเป็่เวลาใดบ้าง"
หลานหลิงนิ่งคิดไปนานก่อนจะพูดขึ้นมา"อืม..มีอย่างหนึ่งที่ข้าพอนึกออกได้อยู่เหมือนกันทุกครั้งที่ข้าเจอพวกคนกลุ่มนั้นล้วนเป็่เดือนมืดกระมังทุกครั้งระหว่างทางที่ข้าวิ่งมากลับล้วนมืดมนและอันตรายเป็พิเศษ"
"ข้าว่ามีความเป็ไปได้สูงที่จะเป็อย่างที่อาจารย์อากล่าว"หงลี่พูด "เอ๊ะ มิใช่ว่าคืนนี้ก็คืนเดือนมืดหรอกหรืออาจารย์พวกเราสมควรไปสำรวจดูหรือไม่"
กวงตงทำหน้าเอือมระอา"เ้าได้ฟังเื่จำนวนของมันจากน้องหลานแล้วไม่ใช่หรือบางทีเราอาจจะต้องขอกำลังเสริมเพื่อปิดล้อม..."
กวนคงยังพูดไม่ทันจบดีที่นอกหน้าต่างกลับมีแสงวาบประกายเล็ก ๆเหนือขุนเขาดูไกลออกไป ไกลจนคนธรรมดาไม่อาจจะสังเกตได้แต่ทั้งสามจะดีจะร้ายยังไงก็เป็ผู้ฝึกตนดังนั้นคนทั้งสามจึงหันไปมองในทางเดียวกันหงลี่เป็ฝ่ายขยับก่อนนางพุ่งตัวเป็เงาออกทางหน้าต่างไปอย่างรวดเร็วหลานหลิงได้ยินเสียงดังมาจากหลังคาเหมือนมีใคระโขึ้นไปเหยียบจากนั้นฝุ่นและผงสมุนไพรจำนวนหนึ่งก็ร่วงกราวลงมาใส่คนทั้งสองที่นั่งอยู่รอบโต๊ะรวมถึงถ้วยชาที่พวกเขาดื่มกันด้วยกวงตงรีบขอโทษขอโพยหลานหลิงที่ศิษย์หลานของเขาทำตัวไร้มารยาท
"อาจารย์อา เป็พลุส่งสัญญาณของพวกเรา รีบไปกันเถอะ เอ๊ะทำไมพวกท่านเปื้อนฝุ่นแบบนั้นล่ะ" หงลี่ห้อยหัวลงมาถามทางหน้าต่าง
กวงตงกลอกตายืนขึ้น หลานหลิงก็เช่นกัน"รบกวนน้องหลานแล้วพวกเรามีธุระด่วน คงต้องขอตัวไปก่อน"
"เดินทางปลอดภัย" หลานหลินคารวะส่ง
ทั้งสองจากไปโดยมีหลานหลิงมองส่งที่ด้านหลังของเขาฮูหยินตระกูลหวังเดินเข้ามายืนเคียงข้างเขามองไปในทิศทางเดียวกัน
"คืนนี้จะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นอย่างงั้นหรือ"นางถามพลางเอื้อมมือไปปัดเศษฝุ่นที่หงลี่ทำร่วงลงมาบนตัวหลานหลิง
"เื่นั้น ข้าไหนเลยจะรู้" หลานหลิงตอบเสียงเบา
"ข้าไม่เห็นเ้าพูดกับข้ามาก่อน...เื่ที่เ้าไปเจอกับคนกลุ่มนั้นในขุนเขาด้านในถ้าหากว่า...ถ้าหากว่าคนพวกนั้น....คนพวกนั้น..."เสียงของฮูหยินตระกูลหวังค่อย ๆ แ่เบาลงไป
"...ต่อให้หากข้าบอกท่านแล้วจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรืออย่างไร"
ดวงตาของฮูหยินตระกูลหวังเบิกกว้างขึ้นนางทำหน้าขมขื่นแล้วเดินจากไป
ทางด้านกวงตงและหงลี่ที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างเร็วรี่ แม้พวกเขาจะพูดว่าเป็ขุนเขาด้านในแต่สำหรับผู้ฝีกตนคนหนึ่งมันก็แค่ระยะเนินเขาสองสามลูกขวางกั้นเท่านั้นเองกวงตงและหงลี่เคลื่อนที่ดั่งเงาคนหนึ่งอยู่สูงขึ้นไปบนต้นไม้คนหนึ่งอยู่ต่ำเรี่ยพื้นดินเคลื่อนไหวสลับกันซ้ายขวา
"ขึ้นที่สูง" กวนตงสั่งพร้อมนำทางทั้งสองไต่ขึ้นไปบนหน้าผาด้วยความว่องไวจนไปถึงจุดที่สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติได้จึงหยุดลงหงลี่ต้องรวมปราณมาอยู่ที่ดวงตาถึงพอจะมองเห็นสภาพด้านล่างได้ในความมืดมิดพวกเขาสังเกตเห็นประกายไฟจากโลหะกระทบกันถี่ยิบเล็ดลอดออกมาจากดงไม้หนาทึบเมื่อเพ่งปราณมองก็พบว่ามีคนผู้หนึ่งกำลังหนีฝั่งผู้ล่ามีกันสี่คนตามกัดผู้ถูกล่าไม่ยอมปล่อย
กวงตงสำรวจสถานการณ์ตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด"ไม่มีเวลาแล้ว หงลี่เ้าอ้อมไปที่มุมบอดจัดการให้ได้หนึ่งคนแล้วใช้ผงควันหลบหนีไปทันที"
หงลี่กำลังจะร้องตอบแต่กวงตงพุ่งทะยานลงไปแล้วแสดงให้เห็นว่าเื่ราวคับขันขนาดไหนแม้แต่อาจารย์อายังเรียกชื่อของนางออกมาห้วน ๆนางะโลงไปพลางเก็บสิ่งของต้องประกายทุกชิ้นซุกไว้ในอกกระชากผ้าออกมาปิดใบหน้าให้มิดชิดเตรียมจู่โจมก่อนจะพุ่งไปทางที่อยู่ใต้ลมทันที
ในขณะที่หงลี่กำลังเข้าประจำจุดโจมตีนั้นเอง จู่ ๆขนบนร่างของนางก็ลุกเกรียวมีแสงสว่างเจิดจ้าและเสียงร้องโหยหวนน่าขนลุกดังขึ้นมาแต่ไกล
"มีขั้นกำเนิดปราณสองคนและธาริญญาสองคน"เสียงคนผู้หนึ่งะโขึ้นด้วยความยากลำบากดูท่าเ้าของเสียงนั้นคงจะาเ็น่าดูหงลี่คาดว่าคงเป็เสียงของคนที่ถูกไล่ล่าเมื่อสักครู่
นางเปลี่ยนทิศทางเป็เข้าปะทะไม่วิ่งเข้าประจำจุดเพราะอาจารย์อาของนางได้ลงมือแล้วปราณของนางไหลวนด้วยความรวดเร็วในความมืดของป่าทึบเยื้องไปทางด้านขวาของนางนั้นสามารถเห็นแสงกระบี่ทะยานขึ้นฟ้าส่องประกายเจิดจ้าในความมืดเป็กระบี่ปราณของอาจารย์อานั่นเอง
"ระวัง" ด้านหน้ามีเสียงใหม่ะโขึ้นมาหงลี่ปรับทิศทางทันทีนางใช้แรงจากการเหยียบกระแทกต้นไม้พุ่งทะยานร่างไปยังต้นตอของเสียงนั้น่เวลาเดียวกันนั่นเองแสงกระบี่ของกวงตงที่พุ่งทะยานขึ้นไปบนฟากฟ้าก็ตรงดิ่งลงมายังทิศทางของศัตรู
วูบเดียวเท่านั้นที่นางอาศัยแสงจากปราณกระบี่ของอาจารย์อาจนเห็นตัวตนของอีกฝ่ายได้มือที่กำด้ามกระบี่ไว้แน่นถูกชักออกจากฝัก ปราณิญญาถูกเร่งเร้าถึงขีดสุดประกายกระบี่เปล่งออกมาน่าหวาดหวั่นนางเล็งฟันเข้าไปตรงจุดที่คาดว่าจะเป็ลำคอของศัตรูเสียสุดแรง แรงต้านที่สะท้อนกลับมาบอกกับนางว่ากระบี่ของนางฟันลงไปบนเนืุ้์แล้วแต่นางไม่สามารถรอดูผลลัพธ์ได้เพราะอีกฝ่ายมีจำนวนคนมากกว่าะเิควันหลุดออกจากแขนเสื้อไปทางซ้ายขวาไม่รอดูผลลัพธ์ที่สร้างเอาไว้ร่างของนางก็พุ่งหายไปในความมืดทันที
กวงตงเรียกกระบี่กลับมาด้านหลังเขามีผู้าเ็คนหนึ่งกลิ่นคาวเือบอวลไปทั่วอีกฝั่งหนึ่งมีศพของศัตรูหนึ่งคน าเ็สาหัสอีกหนึ่ง แม้ยังไม่ตายแต่ก็ไม่น่ารอดถูกหงลี่เหวี่ยงกระบี่ตัดแขนออกกระบี่ยังแฉลบไปทำแผลเหวอะหวะที่ศีรษะอีกฝ่ายด้วย
เพียงแต่ความสูญเสียของอีกฝ่ายล้วนเป็ขอบเขตกำเนิดปราณซึ่งต่ำกว่าอีกสองคนที่เหลือในระดับธาริญญาหนึ่งขั้นเต็มๆ กวงตงเกิดความลังเลใจขณะที่อีกฝ่ายกำลังสับสนไม่กล้ารุกต่อเพราะไม่ทราบกำลังเสริมของวังหมื่นมรรคามาอีกเท่าไหร่ด้านหลังของเขาก็มีเสียงเอ่ยเรียก
"อาจารย์อา พวกมันหนีไปแล้ว"
"อืม" กวงตงตอบรับ เขาหันมาตรวจอาการศิษย์ที่าเ็หงลี่เดินมาเห็นผู้าเ็ก็ร้องออกมา"นี่เป็ศิษย์ฝ่ายในที่เพิ่งรับเข้ามานี่นาน่าจะเพิ่งผ่านขั้นธาริญญาได้ไม่นาน เขามาทำอะไรที่นี่คนเดียว"
กวงตงตรวจอาการผู้าเ็พลางส่ายหน้า "เขาไม่น่ามาคนเดียวอาจจะได้รับแจ้งภารกิจเหมือนพวกเราแต่พวกเขามาถึงก่อน"
"ข้าไม่เห็นได้รับแจ้งเลยว่าทางวังฯ จะส่งคนอื่นมา"หงลี่ถามอย่างงุนงง
"บางทีสิ่งอัปมงคลในหุบเขาแห่งนี้อาจจะออกอาละวาดไปหลายสถานที่ดังนั้นสาขาอื่นของวังหมื่นมรรคา จึงมีการแจ้งให้เข้าไปตรวจสอบซ้ำซ้อนกันได้เป็ไปได้ว่ายังมีคนของวังฯ ที่เรายังไม่เจออีก"กวงตงกดจุดบังคับศิษย์ที่าเ็ให้ฟื้นขึ้นมา
"ข้าเป็ผู้าุโในวังหมื่นมรรคา คู่หูของเ้าเล่า"กวงตงถามอย่างช้า ๆ และชัดเจน
ศิษย์ผู้นั้นสำลักโลหิตออกมาเล็กน้อยก่อนพยายามพูดอย่างยากลำบาก"เขา...ตายแล้ว พวกมัน....มีกันอีก ไม่ได้ตามมา"พูดจบเขาก็หมดแรงสลบไปอีก
หงลี่ทำหน้าลำบากใจ กวงตงแบกศิษย์คนนั้นขึ้นหลัง"ที่นี่ไม่ปลอดภัย หาชัยภูมิที่ได้เปรียบแล้วเรียกกำลังเสริม"
หงลี่ส่งเสียงตอบรับก่อนนำหน้าไปร่างของคนทั้งสามกลืนหายไปในความมืดเหลือเพียงซากร่างไร้ชีวิตนอนแน่นิ่งเป็อันหนึ่งอันเดียวกับผืนป่าอันเก่าแก่แห่งนี้ไปตลอดกาลเหนือยอดไม้เมื่อมองขึ้นไปไร้ดาว ไร้ประกายแสงมีเพียงแสงสว่างเดียวที่แย้มหน้าออกมาจากเมฆหมอกเมฆาหนาทึบ
จันทร์เสี้ยวสีหม่นแขวนบนท้องฟ้าใต้จันทร์ส่องหล้ามีไอสังหารคุกรุ่น ผู้ใดเห็นย่อมต้องกล่าวเป็เสียงเดียวกันว่าคืนสังหาร