38 รางวัลชิ้นใหญ่
38รางวัลชิ้นใหญ่
แม้จะยังเป็นเวลาเช้าตรู่อยู่เอาการ แต่แสงแดดที่ส่องลงมาจากฟ้าก็แรงจนสว่างไปหมดแล้วในยามเช้าตรู่เช่นนี้ ในฤดูร้อนผู้คนมักจะเริ่มต้นวิถีชีวิตอย่างรวดเร็วกว่าปกติ เช่นเดียวกับที่มันจะช้าลงในฤดูหนาวที่ฟ้าจะสางช้ากว่าฤดูกาลอื่นเสมอ
ลานระเบียงกว้างแห่งหนึ่งของตึกชั้นสองในเขตพระราชฐานฝ่ายในฝั่งตะวันออก องค์แดริสมักจะเสด็จมาเสวยมื้อเช้าที่นี่หากไม่มีรับสั่งใดไว้เป็นพิเศษ หลังจากที่พระสนมเรือนผมสีทองได้ลงไปดูแลการจัดสำรับเสวยที่ห้องเครื่องใหญ่แล้ว ทุกอย่างก็ถูกลำเลียงมาตั้งเตรียมรอไว้ที่ปากประตูทางเข้าออกระเบียง ในวันนี้ทุกอย่างก็เรียบร้อยดีดังเช่นทุกวัน เนื่องจากหมู่นี้ท่านแม่นมเจนสุขภาพไม่สู้ดีนัก จานิสต้าจึงได้รับมอบหมายจากแม่นมเจนให้มาทำหน้าที่นี้แทน
หลังจากได้เลื่อนขั้นมาเป็นพระสนมแล้ว ก็มีหลายสิ่งอย่างของการเป็นพระสนมที่ได้เริ่มเรียนรู้เพิ่มเติม เช่นพระสนมสามารถสวมเสื้อผ้าได้ทุกสียกเว้นสีแดงและสีทอง อาจมีลวดลายผสมอยู่ได้บ้างแต่ห้ามใช้สีเหล่านี้เป็นพื้นโทนสีหลักของการแต่งกาย เพราะสีแดงคือความรุ่งโรจน์ของสตรี และสีทองคืออำนาจแห่งราชวงศ์ซึ่งเป็นความหมายของผู้เป็นราชินี และสิ่งอื่นอีกมากมายเกี่ยวกับธรรมเนียมปฏิบัติที่ต้องเรียนรู้
จากชีวิตหญิงสาวชาวบ้านธรรมดา การได้เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นถึงพระสนมเช่นนี้ก็นับว่าเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตแล้ว สำหรับจีโอเรียนั้นเพราะแต่เดิมก็เป็นถึงท่านหญิงจึงอาจไม่ค่อยรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงนัก แต่กับจานิสต้าหรือราญารีแล้ว ทุกอย่างล้วนราวกับโลกที่พลิกกลับด้านเลยทีเดียว
จานิสต้านั่งอยู่บนเก้าอี้ที่โต๊ะตั้งเตรียมสำรับ เหม่อมองออกไปยังท้องฟ้านอกระเบียงแล้วหญิงสาวก็ถอนใจขึ้นมาอย่างนึกปลง ราญารีช่างจากไปไวอย่างกะทันหันเหลือเกิน โดยส่วนตัวแล้วจานิสต้ารู้สึกนับถือน้ำใจอันเด็ดเดี่ยวของราญารีขึ้นมา นางเองก็คงจะรักและเทิดทูนฝ่าบาทอย่างที่สุด เมื่อถูกกระทำย่ำยีเช่นนั้นแล้วนางจึงรู้สึกละอายและไม่กล้าจะกลับมาพบกับฝ่าบาทอีกต่อไป หากว่าเคราะห์ร้ายนั้นเกิดขึ้นกับตัวของนางเองล่ะก็ จานิสต้าเชื่อได้ว่านางคงจะทำเช่นนั้นไม่ต่างกัน
ฝ่าบาทประกาศออกมาในเย็นนั้นอย่างเป็นทางการ ว่าจะไม่มีการแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีของท่านคาอูลกับเจ้าหญิงมาโมเนตเกิดขึ้น และก็เป็นภายในวันเดียวกันนั้นเองที่เจ้าหญิงมาโมเนตออกเดินทางเสด็จกลับคาบันเน่ย์ไป
หลังจากฟีออนเป็นลมล้มพับไปแล้ว ฝ่าบาทก็อุ้มนางด้วยพระองค์เอง ได้ยินมาว่าอุ้มกลับไปจนถึงห้องบรรทมใหญ่เลยทีเดียว เมื่อได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น จานิสต้าก็อึ้งจนพูดไม่ออกที่ตัวเองถูกแกล้งใส่ร้ายเพื่อจุดประสงค์เช่นนั้น แน่นอนว่าสิ่งที่น่าตื่นตะลึงที่สุด...ที่ผู้คนทั่วทั้งวังกำลังพูดถึงในตอนนี้ก็คือ ‘ว่าที่ราชินีของจีโอเนราฟา’ นางประกาศตนออกมาและฝ่าบาทก็น้อมรับประกาศนั้นอย่างเปิดเผยต่อหน้าทุกคน
ก่อนหน้านี้จานิสต้าก็นึกสงสัยอยู่แล้วว่าฟีออนเป็นใครกัน ทำไมถึงสามารถทำงานใกล้ชิดฝ่าบาทได้ถึงเพียงนั้น สามารถพูดคุยกับฝ่าบาทได้อย่างเป็นธรรมชาติ กล้าพูดเรื่องความเป็นตายได้ราวกับไม่กลัวว่าจะทรงประหารนางจริงๆ แต่พอรู้ผลงานของนางแล้วจานิสต้าก็รับรู้ขึ้นได้ในทันที
ฟีออนคือราชินีในแบบที่ฝ่าบาททรงต้องการ ไม่ใช่แบบนาง ไม่ใช่แบบจีโอเรีย ไม่ใช่แบบนางในพิเศษคนใดก็ตาม ไม่ใช่แม้แต่เจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์จากต่างแดนที่เสด็จกลับไป
ดูท่าวัฏจักรอย่างหนึ่งซึ่งไม่เคยเข้าใครออกใครกำลังหมุนวนมาหาจานิสต้าแล้ว เช่นเดียวราญารี หรือเหล่านางในพิเศษที่เข้ามาก่อนหน้านั้น การได้เป็นคนโปรดไม่ได้แปลว่าจะอยู่อย่างนั้นค้ำฟ้าไม่เปลี่ยนแปลงไป การเป็นคนโปรดได้... ก็ย่อมกลายเป็นอดีตคนโปรดได้ด้วยเช่นกัน
และในขณะที่กำลังรอรับเสด็จฝ่าบาทที่จะมาเสวยมื้อเช้านั่นเอง ข้าหลวงจากกองขนส่งก็ขอเข้าพบนาง และดูเหมือนว่าจะมีจดหมายลงชื่อส่งถึงพระสนมจานิสต้า หญิงสาวยกมือปิดปากอย่างตื่นตระหนกเมื่อได้อ่านเนื้อความเนื้อหาข้างใน ก่อนจะรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งกลับไปปรึกษาเพื่อนรักอย่างจีโอเรียในทันที
ภายในห้องทรงอักษร ด้ามเขียนขององค์เหนือหัวหยุดชะงักไปก่อนจะเงยพระพักตร์ขึ้น รวมถึงเพื่อนร่วมงานคนอื่นอีกสามคนที่กำลังเตรียมสิ่งต่างๆ ก่อนตามเสด็จไปห้องว่าราชกิจ เมื่อหนึ่งในคนสนิทเข้าเอ่ยทูลขอบางอย่างขึ้น
“ชายแดนงั้นรึ”
“พ่ะย่ะค่ะ” คาอูลเน้นย้ำคำขอของตนอีกครั้งอย่างหนักแน่น องค์แดริสได้แต่ถอนพระทัยเฮือกใหญ่ก่อนจะวางด้ามเขียนลง
“บางทีเจ้าอาจจะไม่ต้องไปไกลขนาดนั้น ข้าคิดว่าพอมีตำแหน่งที่เหมาะสมกับเจ้าที่เมืองหลวงนะคาอูล ถ้าสาเหตุมาจากเหตุผลนั้นล่ะก็...”
“กระหม่อมอยากไปจากเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงแข็งทื่อนั้นต่างจากคาอูลคนปกติโดยสิ้นเชิง
ทั่วทั้งห้องเกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ จะว่าไปแล้วแดริสก็พอเข้าใจหัวอกของคาอูลในตอนนี้เลยทีเดียว
“นั่นสินะ เจ้าอยากไปที่ไหนกันล่ะ”
“ที่ไหนก็ได้ที่ไปได้เร็วที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”
ได้ฟังถ้อยคำที่ชวนให้รู้สึกว่าตัดพ้อประชดประชันอีกครั้งแล้ว แดริสก็ไม่อยากจะเซ้าซี้ลูกน้องต่อ
“เอาไว้ข้าจะปรึกษาท่านแม่ทัพหลวงหาที่ๆ เหมาะกับเจ้าให้ ถ้าหาที่ทางได้ลงตัวแล้วค่อยประกาศสมัครคัดเลือกคนใหม่มาแทนเจ้า ช่วงนี้มีอะไรเยอะแยะมากมายไปหมด เจ้าก็ช่วยอดทนต่ออีกสักพักจนกว่าจะจบงานประชุมทวีปก็แล้วกัน”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
ทันใดนั้นเองเสียงเคาะห้องดังขึ้นจากเหล่าทหารเวรยามหน้าห้อง พร้อมกับเสียงประกาศเบิกตัว
“พระสนมจานิสต้าขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” ชื่อของผู้มาเยือนสร้างความแปลกใจให้กับเหล่าบุรุษในห้องทีเดียว เพราะปกติพระสนมจานิสต้าไม่เคยมาขอเข้าเฝ้าในเวลาแบบนี้เลย
เมื่อองค์เหนือหัวออกปากอนุญาต แมนิคผู้ที่อยู่ใกล้ประตูที่สุดก็เป็นคนเดินไปเปิดประตู เงาร่างของพระสนมผู้งดงามอย่างหาใครเปรียบวันนี้อยู่ในชุดสีเขียวรื่นรมย์ตานั้นมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก หลังจานิสต้าย่อกายทำความเคารพเสร็จสรรพ องค์แดริสก็รับสั่งถามขึ้นในทันที
“มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่า แปลกจริงที่เจ้ามาเวลานี้”
“เมื่อเช้าหม่อมฉันได้รับจดหมายจากทางบ้านเพคะ ท่านพ่อของหม่อมฉันกำลังป่วยหนัก ในจดหมายเขียนมาว่าความหวังค่อนข้างริบหรี่แล้ว หม่อมฉันรู้ดีว่าสถานะของตัวเองในตอนนี้ไม่ควรออกนอกวัง แต่ว่า...”
“เจ้าอยากกลับไปเยี่ยมพ่อของเจ้าสินะ”
“เพคะ นี่อาจเป็นการพบกันครั้งสุดท้ายแล้ว...”
องค์แดริสถอนพระทัยเฮือกใหญ่อย่างหนักใจไม่น้อย ในธรรมเนียมปฏิบัติเท่าที่จำได้ การออกไปเยี่ยมญาติของพระสนมนั้นไม่ใช่ว่าจะไปไม่ได้เสียเลย แต่หนึ่งในข้อห้ามนั้นคือห้ามออกไปเยี่ยมญาติที่กำลังป่วย เพราะการป่วยอาจติดต่อมายังพระสนม และอาจนำโรคภัยมาสู่พระราชาต่อได้
ราญารีก็เพิ่งเสียไป ในพระทัยขององค์เหนือหัวรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างประหลาด บ้านเกิดของจานิสต้าอยู่ที่เขตชายแดนตอนเหนือสุดซึ่งไกลเอามากๆ ขนาดแค่นับเวลาเดินทางไปกลับ ไม่รวมวันพำนักที่นั่นก็คงใช้เวลาอย่างน้อยร่วมครึ่งเดือน
และหากว่าอนุญาตให้นางไป เขาก็ไม่ไว้ใจใครนอกจากเหล่าคนสนิททั้งสี่ของตัวเองให้คอยอารักขา เพราะอันตรายที่อาจเกิดขึ้นนั้นไม่ได้มีเพียงแค่จากคนภายนอก หากเป็นคนอื่นที่ไม่คุ้นเคยกับความงามของนางแล้วก็อาจเป็นบ่อเกิดอันตรายได้ แต่ช่วงนี้ในวังก็มีอะไรมากมายเหลือเกิน วันประชุมทวีปก็ใกล้เข้ามาทุกที เขาต้องการผู้ช่วยที่รู้ใจคุ้นเคยกันเพราะมีอะไรให้ต้องทำอีกมากมาย
ทว่าเมื่อนึกถึงเรื่องของพระองค์เอง การพลัดพรากอย่างกะทันหันก็เป็นเรื่องน่าเศร้ามากแล้ว แต่การที่รู้ทั้งรู้ว่าจะต้องจากลากันตลอดกาลแบบนั้น แต่กลับทำอะไรไม่ได้คงน่าเสียใจกว่าเป็นไหนๆ หมู่นี้เขาเองก็วุ่นวายอยู่กับฟีออนจนแทบไม่ได้สนใจเหล่าพระสนมเลย
“นี่คงเป็นเรื่องหนักหนาสำหรับเจ้าทีเดียว ให้คุณหนูเฟรนด์สเกลไปกับเจ้าด้วยดีไหม เผื่อเจ้าอยากปรับทุกข์ระบายอะไรในระหว่างนั้นจะได้มีเพื่อนพูดคุยกันได้ ข้าเห็นพวกเจ้าสนิทกันดี”
“ได้หรือเพคะ เมื่อเช้าตอนที่หม่อมฉันบอกข่าวจีโอเรียเองก็อยากไปเพคะ แต่นางคงไม่กล้ามาทูลขอ ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งแล้ว” หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างตื้นตันใจ
“คาอูล...ให้เจ้าเดินทางไปด้วย ไปขอคัดคนติดตามเพิ่มจากหัวหน้าทหารองครักษ์แล้วกลับไปเก็บสัมภาระเถอะ เวลาไม่คอยอะไร พวกเจ้าคงต้องรีบไปตั้งแต่วันนี้เลย”
“พ่ะย่ะค่ะ” คาอูลน้อมรับคำสั่งนั้นในทันที
จานิสต้าเองก็ย่อกายถวายความเคารพบอกขอบคุณอีกครั้งแล้วขอทูลลา ทว่า... ในขณะนางเดินไปได้ถึงเพียงแค่หน้าประตู และคาอูลกำลังตามหลังมาเพื่อออกจากห้องนั่นเอง
“ฝ่าบาท...ได้โปรดให้กระหม่อมไปแทนคาอูลเถิดพ่ะย่ะค่ะ” คำขอจากหัวหน้ากองทหารมหาดเล็กฯ ซึ่งอาจไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อนเลยนั้นดังขึ้น จานิสต้า คาอูล เบลลาฟี ชามี รวมถึงองค์แดริสต่างหันไปมองแมนิคอย่างคาดไม่ถึง
“ลองบอกเหตุผลที่ทำให้ข้าต้องส่งเจ้าไปแทนคาอูลมาซิ”
“แม้บ้านเกิดของกระหม่อมจะไม่ใช่เมืองเดียวกับพระสนม แต่ก็เป็นหัวเมืองทางตอนเหนือเช่นกัน กระหม่อมมีความคุ้นเคยและชำนาญในเส้นทางมากกว่าคาอูลที่เกิดและโตในเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ”
“ยังมีอะไรอีกไหม...” องค์เหนือหัวทรงคาดคั้นต่อราวกับรู้ว่าความในใจของคนสนิทที่สุดยังไม่หมดเพียงแค่นั้น
“หากมองในเรื่องการถวายอารักขา กระหม่อมมีสถิติชนะในการฝึกซ้อมมากที่สุดในกลุ่มพ่ะย่ะค่ะ”
ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่หัวหน้ากองจะยกอ้างเอาเรื่องฝีมือมาสัมทับผู้อื่นให้ตนเองดูเหนือกว่า เห็นได้ชัดว่านายทหารผู้จงรักภักดีไม่เคยขัดหรือร้องขออะไรจากฝ่าบาทเลยสักครั้ง เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
“จานิสต้า เจ้ากลับไปบอกคุณหนูเฟรนด์สเกลแล้วเก็บของรอเถอะ ใครจะได้ไปกับพวกเจ้าข้าคงต้องใช้เวลาตัดสินใจอีกสักหน่อย ตอนออกเดินทางเดี๋ยวเจ้าก็คงรู้เอง”
“เพคะฝ่าบาท” หญิงสาวรับคำแล้วหันไปมองแมนิคด้วยความแปลกใจไม่น้อย ก่อนจะหันหลังกลับอีกครั้งออกจากห้องไป
ร่างของสาวงามคงไปได้ไกลพอประมาณแล้ว เมื่อองค์แดริสหันกลับมาซักถามคนสนิทที่สุดของพระองค์เองต่อ
“สิ่งที่เจ้ากล่าวมานั้นหมายความว่า หากเกิดเหตุร้ายอะไรขึ้นมาเจ้าจะสามารถดูแลอารักขาพวกนางได้มากกว่าคาอูล หรือแม้กระทั่งชามี หรือเบลงั้นสินะ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ช่างเป็นความมั่นอกมั่นใจที่ชวนให้ลูกน้องพากันย่นหัวคิ้วแต่ก็เถียงไม่ออก บทจะเอาจริงแล้วหัวหน้าของพวกเขาก็ดูไร้ซึ่งความเกรงใจใครต่อใครโดยสิ้นเชิง องค์กษัตริย์ถอนพระทัยเฮือกใหญ่อีกครั้ง
“ข้าเชื่อถือไว้ใจในตัวเจ้า...แมนิค ข้าไว้ใจเจ้าทุกอย่างแต่บอกตามตรงว่ายกเว้นเรื่องนี้ ในที่ลับหูลับตาไกลสายตาข้า เจ้าแน่ใจหรือว่าจะห้ามใจตัวเองไม่ให้ทำอะไรที่ผิดต่อข้าได้ ในบรรดาพวกเจ้าสี่คนข้ากลับรู้สึกว่าคนที่ไม่ควรไปที่สุดก็คือเจ้านั่นแหละ”
รับสั่งนั้นทำให้ทหารหนุ่มอีกสี่คนรับรู้ได้ในทันที ฝ่าบาททรงทราบ... ทรงรู้ความรู้สึกของแมนิคที่มีต่อพระสนมจานิสต้าอย่างแน่นอน
“พระอาญามิพ้นเกล้า...เพราะกระหม่อมไว้ใจตัวเองอย่างที่สุดต่างหากพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจึงเสนอตัวเองไป” แมนิคคุกเข่ากับพื้นค้อมศีรษะลงเล็กน้อย การกระทำที่พยายามแสดงออกถึงความจงรักภักดีที่มีล้นปรี่อยู่ในตัว
“รู้ไหมว่า...ทำไมตลอดเวลาที่ผ่านมาข้าถึงชอบให้เจ้าไปคอยติดตามจานิสต้าในเวลาที่จำเป็น อาจจะยกเว้นเรื่องก่อนหน้านี้ที่หัวหน้ากองอย่างเจ้าควรจะเป็นผู้ออกติดตามสืบสวนเรื่องราว ที่ผ่านมาข้าจะส่งใครไปก็ได้ แต่ข้าเจาะจงเลือกเจ้าเสมอ”
คำถามนี้ทำให้แมนิคได้แต่เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับความเงียบ เขาไม่ใช่คนที่จะตอบหรือโต้แย้งอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าหากไม่ได้ไตร่ตรองอย่างดีแล้ว
“มันจะเป็นของรางวัลเล็กน้อยหากเจ้าไม่เคยคิดอาจเอื้อม แต่มันจะเป็นบทลงโทษที่คอยทรมานเจ้าหากเจ้าคิดไม่ซื่อขึ้นมา”
“ถ้าเช่นนั้นนี่จะเป็นรางวัลชิ้นใหญ่สำหรับกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”
องค์แดริสนิ่งไปครั้งราวกับใช้ความคิดอย่างหนักทีเดียว
“...เอาเถอะ อย่างน้อยที่ผ่านมาเจ้าก็ทำให้ข้าเชื่อได้ว่าข้าไว้ใจเจ้าได้ มีพระสนมไปสองคนเจ้าไปคนเดียวอาจจะเหนื่อย แบบนี้ก็อาจจะดีกว่าก็ได้...ข้าไม่อยากให้ทหารคนอื่นๆ ที่ไม่คุ้นกับพระสนมทั้งสองไปด้วย เจ้าไปกับคาอูลก็แล้วกันจะได้ช่วยกันดูแลพวกนาง คนสนิทของข้าสองคนคงเทียบกับทหารได้สักครึ่งกองทัพทีเดียว เดินทางคนน้อยๆ จะได้สะดวกรวดเร็ว รีบไปรีบกลับ บอกจานิสต้าด้วยว่าหากไม่จำเป็นหรือฉุกเฉินจริงๆ ที่จะต้องอยู่ต่อนานกว่านั้น ข้าให้เวลาพวกเจ้าไม่เกินยี่สิบวัน ข้าจะตั้งหน้าตั้งตาเตรียมงานกองท่วมหัวไว้รอรับเจ้าที่ได้แอบออกไปเที่ยวเล่นเลยทีเดียว”
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
หลังนายทหารคนสนิททั้งสองออกจากห้องไปแล้ว องค์แดริสก็หันกลับมาหาอีกสองคนที่เหลือ ซึ่งมองตามหลังเพื่อนร่วมกองตาละห้อย
“พวกเจ้าไม่ต้องกังวลไป ถ้าสองคนนั้นทำงานได้เท่ากับทหารครึ่งกองทัพ ข้าก็มีผู้ช่วยอีกคนที่ทำงานในส่วนนี้แทนพวกเจ้าได้เท่ากับสิบคนรวมกันแน่ๆ ใครก็ได้ไปตามฟีออนมาซิ วันนี้ข้าปล่อยให้นางไปทำงานกับคุณบลูเบลล่า ไปเรียกตัวนางกลับมาช่วยทางนี้ก็แล้วกัน”
เกิดเสียงซุบซิบเบาๆ อย่างระมัดระวังจากเหล่านางกำนัลตามทางเดินภายในเขตพระราชฐานตะวันออก เสียงซุบซิบที่เกิดขึ้นทุกครั้งไม่ว่าฟีออนจะเดินไปทำอะไรที่ไหนในยามนี้
“ดูทางนั้นสิๆ นั่นท่านฟีออนใช่ไหม ไม่มีแผลแล้วจริงๆ ด้วย”
ข่าวเกี่ยวกับว่าที่ราชินีแห่งอาณาจักรเป็นที่รู้กันไปทั่วทั้งวังแล้ว แม้ตอนนี้จะยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ แต่ความเคลื่อนไหวภายในพระราชวัง ที่มีการเตรียมงานมงคลในช่วงระหว่างการประชุมอาณาจักรนั้นก็เป็นสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดี ยิ่งมีทหารองครักษ์คอยเดินตามนางไปไหนมาไหนด้วยแล้ว นั่นยิ่งบ่งบอกได้ถึงความสำคัญของว่าที่ราชินีตัวจริงได้อย่างชัดเจน
แผลปลอมของฟีออนหลุดออกไป และองค์แดริสก็ทรงยึดมันไปแล้ว สรรพนามตอนถูกเรียกมีคำว่าท่านนำหน้าชื่อของนางขึ้นมานับตั้งแต่วันนั้น แม้ว่าหญิงสาวจะยังคงทำงานในตำแหน่งข้าหลวงฝึกหัด แต่การปฏิบัติตัวของคนรอบข้างที่มีต่อนางนั้นแปรเปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง
ห้องทรงอักษรในช่วงหัวค่ำเต็มไปด้วยแสงจากโคมตะเกียงไฟ ขณะนี้ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปเป็นที่เรียบร้อย องค์เหนือหัวรับสั่งให้เบลลาฟีกับชามีเลิกงานกลับออกไปแล้ว ภายในห้องตอนนี้เหลือเพียงว่าที่ราชินีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับโต๊ะทำงานของพระราชากันตามลำพัง
หลังเขียนอะไรบางอย่างลงในหน้าบันทึกที่เคยว่างเปล่าเสร็จสิ้น ฟีออนก็เงยหน้าขึ้นหันไปมองนอกหน้าต่าง ก่อนจะพูดอะไรบางอย่างทำลายความเงียบของห้องที่มีขึ้นมาอย่างยาวนานก่อนหน้า
“ถ้าพวกพระสนมไปทันเวลาก็คงดีนะเพคะ”
“นั่นสินะ...ข้าเองก็ยังเสียใจที่ไม่มีโอกาสได้ล่ำลากับท่านอาจารย์เลย” องค์เหนือหัวรับสั่งขึ้นในขณะสายตายังคงจดจ่ออยู่กับบางสิ่งที่กำลังทอดพระเนตร
ได้ยินดังนั้นแล้วฟีออนก็ได้เพียงลอบถอนใจเบาๆ
“จะว่าไปแล้วนั่นก็เป็นครั้งแรกที่หม่อมฉันได้พบพระองค์”
“ผิด ข้าเจอเจ้าตั้งแต่ยังเป็นเด็กแต่เจ้าจำไม่ได้เอง ที่จริงในวันที่เจ้าเกิดข้าก็อยู่ด้วยเสียด้วยซ้ำ เราได้พบกันตั้งแต่เจ้าเกิดมาบนโลกนี้แล้วล่ะ”
ฟีออนอ้าปากค้างเล็กน้อยเมื่อได้ฟัง คราวก่อนพระองค์ก็เคยเกริ่นไว้ให้นางฟังสินะ ว่าทรงเทียวไปบ้านของนางบ่อยๆ จนกระทั่งนางอายุได้สองขวบ พระองค์ที่อายุมากขึ้นก็เริ่มมีอะไรๆ ในวังให้ต้องทำมากขึ้นจึงแทบไม่ได้ออกนอกวังอีก แต่นางก็เพิ่งจะสองขวบ ใครจะไปจำเรื่องพวกนั้นได้กัน
“ทรงคิดเองเออเองเพคะ อย่างนั้นหม่อมฉันไม่นับหรอก”
กษัตริย์หนุ่มเกิดอาการขำเมื่อได้ฟัง พร้อมกับเงยพระพักตร์ขึ้นมามองว่าที่ราชิของตน
“นอกจากเจ้าจะมีใครกล้าเถียงข้าแบบนี้อีกนะ นึกภาพไม่ออกเลย”
“ทรงชอบให้คนเถียงหรือเพคะ ใครคนอื่นต่างก็ชอบให้ผู้คนคล้อยตามตนเองทั้งนั้น”
“ข้าก็เลยกลายเป็นคนเอาแต่ใจเพราะไม่มีใครคอยเถียงนี่แหละ”
ฟีออนงับปากที่กำลังจะเถียงออกมาต่อ เอาเถอะ...แล้วแต่พระองค์จะทรงโปรดก็แล้วกัน หญิงสาวลุกขึ้นจากที่นั่งทำท่าจะเดินออกจากห้องไป
“เจ้าจะทำอะไรต่อ”
“คงต้องไปดูแลความเรียบร้อยของมื้อเสวยเพคะ ปกติท่านแม่นมจะคอยดูแลกิจวัตรมื้อเสวยของฝ่าบาทก็จริง แต่ช่วงหลังๆ มานี้ให้เหล่าพระสนมเป็นคนดูแลแทน ตอนนี้พระสนมไม่อยู่สักคน ท่านข้าหลวงใหญ่เลยบอกให้หม่อมฉันไปดูแลแทน”
“ทำต่อไปเถอะ ที่จริงต่อไปมันก็จะเป็นหน้าที่ของเจ้าไม่ใช่หรือ”
“ที่จริงแล้วมันควรเป็นหน้าที่ของหัวหน้านางกำนัลห้องเครื่องใหญ่เพคะ หม่อมฉันได้เรียนรู้เรื่องระบบงานในเขตพระราชวังมาแล้ว ได้ยินมาว่าเคยมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ท่านแม่นมเจนจึงเป็นคนมาดูแลจัดการแทน”
“จริงด้วยสิ...ข้าคงคุ้นเคยจนลืมไป ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ก็แล้วกัน ให้เจ้าไปจัดการแล้วแต่เห็นสมควรเลย บอกพวกเขาเลยว่าเจ้าต้องอะไร ไม่ต้องบอกว่าข้าสั่ง รู้ไหม...ว่าที่ราชินี”
ได้ยินดังนั้นแล้วฟีออนก็ลอบถอนใจอีกครั้งกับตำแหน่งที่กองอยู่ตรงหน้า ฟีออนเข้าใจดี... พระองค์ต้องการให้นางสั่งในฐานะราชินี ไม่ใช่แค่คนที่ถ่ายทอดคำสั่งจากพระราชา นึกย้อนไปก็พอมองออกว่าพระองค์คงวางแผนการนี้มาอย่างยาวนานแล้ว โดยส่งให้นางไปฝึกงานแทบทุกกองงานในวังเพื่อสิ่งนี้ เล่าให้ใครฟังก็คงเป็นเรื่องน่าหัวเราะสิ้นดี ว่าที่ราชินีของอาณาจักรอันเกรียงไกรเริ่มต้นหน้าที่แรกในวังด้วยการเป็นเด็กรับใช้ในครัว...
แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ฟีออนยังตะหงิดสงสัยในใจ
“เคยเกิดอะไรขึ้นหรือเพคะ ไม่มีใครกล้าเล่าให้หม่อมฉันฟัง บอกเพียงว่าให้มาถามฝ่าบาทเอาเอง”