ณยอดเขาอันเป็ที่ตั้งของ หอตำราที่เก็บรักษาตำรายุทธและวิชามากมาย มีชายชราคนหนึ่งยืนกวาดลานกว้างที่ครั้งหนึ่งเคยมีผู้คนมากมายมาท้าทาย เพื่อที่จะได้เข้าไปฝึกฝนวิชาที่อยู่ด้านในนั้นบัดนี้กลับเงียบเหงาไม่มีแม้แต่เงาของผู้อื่น นอกจากชายชรา ที่ยังคงทำหน้าที่ของเค้ามาร่วม 100 ปี ผู้เฒ่าอี๋นั่วจำความได้เค้าก็ทำหน้าที่เป็ดังคนดูแล ณ สถานที่แห่งนี้ เมื่อครั้งเติบใหญ่ความฝันที่เค้าจะออกไปโลดแล้นในโลกภายนอกก็ต้องดับไป เมื่อเค้าไม่มีจุดตันเถียนหรือจุดสะสมพลัง ทำให้เค้าไม่สามารถจะฝึกวิชาได้ เพราะว่านี้คือพร์ของตะกูลหรือจะเรียกว่าคำสาปของตระกูลก็ว่าได้ทุกๆ หนึ่งร้อยปีจะต้องมีผู้สืบทอดในการดูแลรักษาหอตำราบุคคลผู้นั้นจะได้ความรู้นับพันปีของผู้เฝ้าหอตำรารุ่นก่อนๆและมีความเข้าใจในการฝึกวิชาเ่าั้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ต้องแลกมาด้วยการที่ไม่มีจุดเถียงตัน ไม่มีกำลังภายในหรือลมปราณหรือแม้แต่จะฝึกยุทธก็ไม่สามารถทำได้ แต่หน้าที่ขอเค้าคือค่อยชี้แนะเหล่าผู้ที่เข้ามาฝึกฝน
แต่แล้วเหตุการณ์ก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัยผู้คนเริ่มขึ้นมาท้าทายเพื่อที่จะได้รับตำรายุทธน้อยลงและในที่สุดก็ไม่มีผู้ที่ขึ้นมายังที่แห่งนี้นานกว่า30 ปี เนื่องผู้คนที่เคยฝึกฝนวิชาต่างเปิดสำนักมากขึ้นและก่อตั้งชุมนุมวิชายุทธขึ้นมา แม้การเรียนวิชิยุทธจะมีราคาแพงแต่ก็ยังดีกว่าเอาชีวิตมาเสี่ยเพื่อทำการทดสอบมีคนไม่น้อยที่จะต้องตายในบททดสอบหรือบ้างคนแม้ผ่านมาได้ก็ไม่อาจฝึกวิชาที่ตนเลือกได้ทำให้ผู้คนเลิกให้ความสนใจเข้ารับการทดสอบ
ผู้เฒ่าอี๋นั่วยืนมองออกไปยังปลายฟ้าไกลอย่างสงบ แต่แล้วความเงียบก็ถูกทำลายโดยชายกลุ่มหนึ่งที่เดินเข้ามาด้วยความสามารถของตระกูลเพียงแค่มองการไหลเวียนของลมปรานก็สามรถรู้ได้ว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าฝึกฝนวิชาอะไรผู้ที่เดินมาหาเค้ามีด้วยกัน 6-7 คน แต่หละคนต่างเป็ผู้ฝึกยุทธขั้นสูงจากประสบการณ์ของเค้าผู้ที่เดินเข้ามาไม่ได้มีเจตนาที่จะมาท้าทายเพื่อเข้าไปยังหอฝึกยุทธเป็แน่แท้
“ข้าคิดว่าวาระสุดท้ายของข้าคงจะไม่ได้พบใครอีกและตายไปอย่างสงบในหอตำราแห่งนี้” อี๋นี่วกล่าว
“ไม่ได้พบกันนานท่านผู้เฒ่าอี๋”ชายคนดังกล่าวเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความเคารพอย่างแท้จริง แต่ในน้ำเสียงกลับมีความเด็ดเดียวอย่างอื่นแฝงอยู่ด้วย
“ไม่ได้เจอกันนานแล้วจริงๆ คนแก่คนนี้คงเละเลือนว่าพวกเ้าต่างท้าทายหอตำราแห่งนี้จนครบถ้วนแล้วนิรึเป็พวกเ้าที่หลงลืมว่าหอตำราแห่งนี้จะเปิดโอกาสให้แก่ผู้ท้าทายคนเดิมไม่เกิน 3ครั้ง ใช้มัยเ้าหนูลู่” อี๋นั่วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายและไม่แม้แต่จะหันมามอง
“บังอาจ”ชายในชุดคลุมสีดำตวาดพร้อมกับชักกระบี่ออกมา ปรานที่ถูกซัดออกมาผ่านหู จนแทบจะทิ่มแทงใสอี๋นั่วคือเพลงกระบี่เปิดพิภพเพียงแค่กระบวนท่าแทงที่อยู่ห่างจากตัวหลายสิบก้าวก็สร้างบาดแผดให้กลับฝ่ายตรงข้ามได้นับประสาอะไรกับชายแก่ที่ไม่มีแม้แต่ลมปราณคุ้มกลายสาเหตุเดียวที่เค้ารอดจากความตายครั้งนี้ได้คือลู่ตงใช้เพียงปลายนิ้วหยุดกระบี่เอาไวก่อนจะหันกลับมากล่าว “ขออภัยท่านผู้เฒ่า ผู้ติดตามข้าล้วนเป็คนหนุ่มใจร้อน”ชายชุดดำพยายามดึงกระบี่กลับ หรือแม้แต่จะปล่อยมื้อจากกระบี่ก็ไม่สามารถทำได้
“เข้าเื่เถอะพวกเ้ามาที่แห่งนี้ด้วยเหตุอันใด คงไม่ใช้เพราะคิดถึงตาแก่ผู้นี้เป็แน่” อี๋นั่วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายแม้าเ็ภายในถึง3 ส่วน
“พวกข้าต่างใช่เวลาคิดค้นและรวบรวมก่อตังเปงสมาพันชุมนุมวิชายุทธพวกเราหวังว่ามันจะเปลี่ยนแปลงโลกและท่านอาจจะยังไม่ทราบว่ามีผู้คนมากมายเท่าไหร่ที่เสียใจจากการจากไปของผู้ที่หวังจะขึ้นมาท้าทายเพื่อให้ได้ตำรายุทธกลับไป”ลู่ตงกล่าว ก่อนจะลดเสียงลงและกล่าวปิดท้ายว่า “ดังเช่นตัวข้า”ด้วยเสียงแ่เบาและเศร้าใจยิ่งนัก
เกิดความเงียบเพียงไม่กี่ลมหายใจลู่ตงปลดอาวุธของบุรุษชุดดำมาไว้ในมื้อก่อนที่ะโราวกลับจะ้าให้คนทั้งโลกได้ยิน“บุญคุณในครั้งนั้นยิ่งใหญ่นักแต่ท่านก็คือสิ่งที่ขวางทางอุดมการณ์ของเราเช่นกัน”กล่าวจบลู่ตงใช้กระบี่ที่แย่งมาได้ตัดลงไปที่แขนซ้ายของตน “แขนข้างนี้ข้าคืนให้ท่านแต่ชีวิตของท่านข้าคงต้องขอรับไป เพื่ออุดมการณ์ของเราและจะได้ไม่มีผู้ใดจะต้องมาโศกเศร้าเช่นข้าอีก”
ในที่สุดอี๋นั่วก็หันมามองไปยังลู่ตงเค้าไม่ได้เห็นเป็ชายที่แข็งแกร่งยืนตรงหน้าแต่เป็เด็กน้อยที่ครั้งหนึ่งแววตาไรชีวิต ที่เดินพ้นออกจากป่าแห่งการทดสอบเพื่อที่จะเดินเข้าไปท้าทายยังหอตำราอี๋นั่วถามลู่ตงน้อยว่าเหตุใดสภาพเ้าเป็เช่นนี้ แล้วด้วยร่างกายเยียงนี้เ้าคิดหรือว่าจะผ่านการทดสอบจากหอยุทธเ้าจะรีปร้อนไปทำมัยเด็กน้อย “ข้ามีคนในหมู่บ้านรอข้ากลับไปอยู่และข้า ข้า ...มีคนที่สละชีวิตเพื่อให้ข้ามายังที่แห่งนี้” อี๋นั่วยืนมองลู่ตงวัยสิบขวบเศษ จะด้วยวาสนาหรือความสงสารที่เห็นแขนของเด็กน้อยถูกทำลายจนเส้นเอนเสียหายหลายจุดทำให้ไม่สามารถฝึกวิชาขั้นสูงได้ทั้งต้องเสียเพื่อนไปในเวลาเช่นนี้ทำให้ต้องโดดเดียวเช่นเดียวกับเค้า อี๋นั่วจึงบอกเด็กน้อยว่าเค้าอยากผ่านการทดสอบก็ยินยอมรอเพื่อที่จะรักษาตัวเองเสียก่อนลู่ตงได้ยินดังนั้นก็ยินยอมเชื่อฟังเค้าแต่โดยดีลู่ตงรักษาตัวจนแทบจะหายดีแม้มื้อข้างซ้ายจะยังไม่กลับมาเป็ปกติแต่ก็ใช้งานในชีวิตประจำวันได้ ลู่ตงเป็เด็กขยันใส่ใจในรายละเอียด และค่อยช่วยเหลืองานเล็กๆน้อยๆเค้าอยู่ตลอด
การฝึกยุทธจากหอตำรายุทธยิ่ง้าวิชายุทธที่แข็งแกร่งเท่าไหร่ยิ่งต้องผ่านการทดสอบที่ยากลำบากมากขึ้นไปและเมื่อเลือกแล้วจะไม่สามารถหยิบตำราอื่นได้ในการทดสอบนั้นและตำรายุทธเ่าั้จะคอยๆถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ภายในหอตำรายิ่งเป็วิชาขั้นสูงเท่าไหร่การกลับมายังจุดกำเนิดยิ่งใช้เวลานานแต่อี๋นั่วต่างออกไป เค้าจดจำทุกรายละเอียดขอตำราได้ทุกเล่นเค้ารู้ว่าหากนำตำราออกมาฝึกโดยไม่ได้เข้ารับการทดสอบตำรายุทธจะหายไปเค้าได้ใช้หนังของสัตว์อสูรแทนกระดาษและใช้เืของมันแทนหมึกและทำการจดบันทำการจดบันทึกอย่างแม่นยำแทบทุกตัวอักษรไม่ต่างจากลายมื้อต้นฉบับและด้วยความสามารถชี้นำของอี๋นั่วก็ทำให้มีผู้ฝึกสำเร็จวิชามากมาย
อี๋นั่วส่งตาราคัดมื้อที่ทำมาจากหนังสัตว์ให้กับลู่ตงวิชานี้คือปราณเส้นเอนทองคำ หากฝึกฝนวิชานี้นอกจากจะสามารถรักษาแขนของลู่ตงแล้วหากสำเร็จเกิน 5 ส่วน เส้นเอ็นและอวัยวะภายในจะถูกชำระล้างจะสามารถฝึกวิชาอย่างอื่นได้ง่ายขึ้นและแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกทั่วไป
ลู่ตงกราบอี๋นั่วเป็อาจารย์แม้อี๋นั่วไม่รับไว้แต่ในใจก็รู้สึกยินดีที่ฝึกฝนให้ลู่ตงเป็เด็กฉลาดแม้พร์จะไม่สูงมากแต่นับว่ามีอยู่ทำให้เค้าสามารถฝึกวิชา “เส้นเอนทองคำ”ได้ถึงขันที่ 7นอกจากมื้อของเค้าจะหายดีแล้วกำลังภายในเค้าก็สูงขึ้นมากด้วยจนเรียกว่าเป็ผู้แข็งแกร่งคนหนึ่งได้เมื่อถึงเวลาเค้าจึงลาเพื่อที่จะเข้าไปท้าทายตำรายุทธและทำตามความฝันของเค้า
ภาพเด็กน้อยตรงหน้าค่อยๆหายไปเหลือเพียงชายที่มีท่าทางเด็ดเดียวอยู่ตรงหน้าลู่ตงให้สัญญานผู้ติดตามเค้าต่างเคลือนที่ด้วยความเร็วไปยังหอตำราและไม่นานเสียงะเิและควันไฟก็ตามมาหอตำราที่เงียบสงบบัดนี้กลับลุกเป็ไฟ “โรหิตสุริยัน”วิชาที่ใช้เืตนเองเผาพลานเป้าหมายจะไม่ยอมดับจนกว่าสิงนั้นจะมอดไหม้จนไม่เหลือ อี๋นั่วมองไปยังลู่ตงที่เดินเข้ามา
“ข้าศึกษาค้นคว้ามาว่าหอตำรามายาแห่งนี้แม้จะโดนทำลายด้วยวิถีใดแต่ถ้าผู้ดูแลหอยังอยู่มันจะไม่หายไป”ลู่ตงกล่าว
“ถึงแม้ว่าข้าจะตายลงแต่คำสาปก็จะส่งต่อไปยังคนในตระกูลหอตาราแห่งนี้ก็จะกลับมา”อี๋นั่ว กล่าว
“ไม่ต้องห่วงท่านคือคนสุดท้าย”ลู่ตงกล่าวพร้อมกับรวบรวมพลัง “ราชสีอัสนี” เสียงสายฟ้าดังกึงก้องอั๋นั่วมองภาพเบื่องหน้าที่เกิดขึ้นช้าๆก่อนที่จะหลับตาลง ความเ็ป โลดแลนก่อนที่จะหายไปหัวใจเค้าถูกทะลวงและโดนควักออกไป แรงที่มีอยู่พลันหายไป ร่างไร้แรงล้มลงกับพื้นราวกับไม้ล้มความโกธรแค้น ความเ็ปต่างถาโถมแล้วหายไปอย่างรวดเร็วก่อนดวงไฟแห่งชีวิตจะสิ้นสุดลง.....ชีวิตของข้าช่างโหดร้ายทำมัย์ถึงทำกับข้าเช่นนี้กักขังข้าไว้และเป็เหตุให้เกิดการฆ่าล้างตระกูลสร้าตราบาปให้กะข้าในวาระสุดท้าย สุดท้ายความคิดเหล่านี้ก็หายไปเหลือเพียงความปรารถนาเดียวคือขอแค่สักครั้งที่ข้าจะได้หลุดพ้นจากคำสาปนี้และออกเดินทางไปในโลกกว้างสิ้นสุดความคิดแสงก็ดับไปเหลือเพียงความมืดที่ไม่มีแม้แต่ความเ็ปมีเพียงความมืดที่ปกคุ้มอยู่เท่านั้น...