บทที่ 5
บทที่ 5ความรู้ที่เคอรี่มีเกี่ยวกับเรื่องพี่ชายของทอดด์นั้นแทบจะนับจำนวนด้วยนิ้วมือได้ จิลล์ได้รู้เพียงว่า เขาเป็นพี่ชายคนโตกว่าทอดด์อยู่ 8 ปี ซึ่งก็คงจะมีอายุประมาณ 32-33 ปี และเป็นผู้รับมรดกสืบทอดงานด้านไร่ปศุสัตว์ของครอบครัวแทน เมื่อบิดาเสียชีวิตลงเมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งเคอรี่ก็ลืมไปแล้วด้วยว่าไร่แห่งนั้นตั้งอยู่ไหน รู้แต่เพียงว่ามันอยู่ใกล้ ๆ ดิลลอน, มอนตาน่านี่เอง นอกเหนือกว่านั้นเธอก็แทบจะไม่รู้อะไรเลยยางลบตรงปลายดินสอถูกเคาะเป็นจังหวะอยู่กับสมุดบันทึก จิลล์สนใจอยู่กับงานตรงหน้าเพียงแค่ครึ่งเดียว ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้นหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของริออดันพี่น้องสองคนนี้มีรูปร่างสูงต่ำกว่ากันไม่มากนัก ทอดด์เป็นคนรูปร่างบาง ๆ แต่พี่ชายของเขาล่ำสันบึกบึนกว่า ไหล่กว้างผึ่งผาย ไม่มีไขมันในที่ซึ่งไม่จำเป็นเค้าและรูปหน้าของทั้งสองคล้ายคลึงกันมาก โหนกแก้มเด่นชัด สันกรามได้รูป จมูกโด่งแบบชาวโรมันและหน้าผากที่บอกถึงความเป็นคนฉลาดเฉลียว จะผิดกันก็ตรงริมฝีปาก รูปปากของทอดด์โค้งเรียว และพร้อมที่จะฉาบด้วยรอยยิ้มหรือหัวเราะอยู่เสมอ ส่วนพี่ชายของเขานั้นริมฝีปากค่อนข้างหนา เครียดเคร่งอยู่ตลอดเวลาไม่มีความอ่อนโยนปรากฏให้เห็นเลยผลสรุปในเรื่องความแตกต่างของคนคู่นี้ ถ้าจะเปรียบก็ราวกับกลางวันกับกลางคืน ทอดด์เป็นคนแจ่มใสร่าเริงมีเค้าความอ่อนโยนบ่งบอกให้เห็นอยู่บนใบหน้า ส่วนเงามืดดำของยามกลางคืนนั้นบ่งบอกอยู่ในสีหน้าพี่ชายของเขา ซึ่งทำให้ดูเป็นผู้ชายเต็มตัวแต่ไม่คมสันเช่นน้องชายจิลล์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เลิกแสร้งทำเป็นสนใจในหนังสือที่อยู่ตรงหน้า ค่ำวันนี้ริออดันได้แสดงความโกรธเคืองในเรื่องการหมั้นหมายของน้องชาย แต่ก็มีความใคร่รู้ปนอยู่ในเวลาเดียวกัน มันเป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะเดินเข้ามาเผชิญหน้ากับคู่หมั้นของน้องชาย แต่ก็แสดงออกถึงความห่างเหินเมินหมางในเวลาเดียวกัน? มันเป็นอารมณ์ที่ขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัดเธอเหลือบตามองไปทางเคอรี่และก็เห็นเพื่อนสาวกำลังนั่งตาลอย สีหน้าดูโศกเศร้าร้าวรานนัก จิลล์สูดลมหายใจลึก ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทั้งเธอและเคอรี่แทบจะไม่ได้อะไรไปจากห้องสมุดแห่งนี้เลยเธอปิดสมุดบันทึกตรงหน้าลงแสดงว่าไม่ต้องการจะทำต่ออีกแล้ว“กลับบ้านนอนกันดีกว่า เคอรี่” จิลล์พูดเบา ๆ เพื่อมิให้เป็นการรบกวนคนอื่น ๆ ที่ยังทำงานกันอยู่รอบ ๆ โต๊ะยาวนั้นเคอรี่มิได้ทักท้วงเลยแม้แต่น้อย รวบรวมสมุดหนังสือตรงหน้าได้ก็เดินตามจิลล์ออกจากห้องสมุดเงียบ ๆพระจันทร์ดวงกลมโตลอยอยู่เหนือฝากฟ้าแห่งเมืองหลวงของมอนตาน่า สาดแสงสีเงินยวงลงต้องยอดภูเขาที่รายล้อมตัวเมืองไว้ สายลมเย็นชื่นของยามค่ำคืนพัดต้องเรือนผมของจิลล์จนปลิวไสว สีทองของเรือนผมจางลงเมื่ออาบอยู่ในแสงจันทร์ แสงไฟข้างถนนที่พาดตัดกันอยู่ราวใยแมลงมุมช่วยส่องทางให้เห็นชัดเจนขึ้นเมื่อสองสาวเดินไปด้วยกันเงียบ ๆเสียงยางที่บดอยู่กับพื้นถนนค่อนข้างเบาจนเธอทั้งสองไม่ทันได้สังเกต จนกระทั่งรถคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดอยู่ใกล้ตัว และประตูด้านที่นั่งข้างคนขับถูกผลักให้เปิดออก เคอรี่อยู่ด้านนอกติดกับฟากถนน ดังนั้นเธอจึงเป็นเป้าสายตาคมปลาบคู่ที่กำลังมองมา“ขึ้นมาสิ จะไปส่งให้” เป็นคำสั่งห้วน ๆริออดันอีกแล้ว เขาคงจะมารออยู่หน้าห้องสมุดจนกระทั่งเห็นเธอทั้งสองเดินออกมาเป็นแน่ จิลล์คิดอยู่ในใจขณะที่เคอรี่ยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้นเอง คำเชื้อเชิญนั้นน่าจะเป็นของเพื่อนสาวคนเดียวเท่านั้น จิลล์รู้อยู่แก่ใจ ริออดันตั้งใจที่จะหาเวลาสนทนากับเคอรี่ตามลำพังอยู่ และเธอก็รู้อีกว่าจะทำอย่างไรจึงจะช่วยแก้สถานการณ์นี้ได้“ตายจริง คุณริออดัน เราไม่ยักรู้ว่าคุณอุตส่าห์มาคอยเราถึงนี่นะคะ” จิลล์รีบก้าวออกไปยืนข้างหน้า ฉาบรอยยิ้มแจ่มใสไว้บนใบหน้า “แหม..คุณนี่ใจดีจังที่ชวนเรานั่งรถกลับ เข้าไปนั่งทำรายงานอยู่ในนั้นสมองเปลี้ยจะแย่” เธอเลื่อนร่างเข้าไปในที่นั่งข้างคนขับทันที ไม่พยายามสบสายตาคมเกล้าที่กำลังจ้องมองมา “นี่นะคะถ้าใครได้รู้จักคุณจะต้องรู้เลยว่าเป็นพี่ชายของทอดด์ เพราะเขาก็เป็นคนที่ชอบทำอะไรอย่างมีความคิดอย่างนี้เหมือนกัน”จนเมื่อเธอเข้าไปนั่งในที่เรียบร้อยแล้วและขยับที่เหลือไว้ให้เคอรี่นั่ง ที่จิลล์ยอมให้ตัวเองปรายตาที่เสมือนไร้เดียงสาขึ้นสบตาเขา ริมฝีปากของริออดันเหยียดกร้าว เธอจังแสร้งเบิกตาขึ้น รอยยิ้มเลือนหายไปจากเรียวปาก“ตายจริง” จิลล์แสร้งอุทานออกมาเบา ๆ “คุณคงจะเชิญแต่เฉพาะเคอรี่เท่านั้นใช่ไหมคะนี่? คุณไม่ได้ตั้งใจจะชวนฉันให้นั่งไปด้วยสักหน่อย ฉันไม่น่าจะโง่อย่างนี้เลย คุณอยากจะคุยกับเคอรี่ตามลำพังไม่ใช่หรือคะ?”“ถ้ามันไม่ทำให้คุณลำบากมากเกินไปหน่อยเท่านั้นแหละ คุณแรนดอลล์” เขาตอบด้วยน้ำเสียงกึ่งเยาะ“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” จิลล์เลื่อนร่างออกจากรถ ยักไหล่อย่างไม่สนใจในเรื่องอย่างนี้เท่าใดนัก “อันที่จริงมันก็ยังจะต้องเดินต่ออีกไกลหน่อย แต่ฉันก็เคยเดินอยู่บ่อย ๆ เพียงแต่ว่าไม่เคยเดินตามลำพังในตอนกลางคืนเท่านั้น”ขณะที่จิลล์ก้าวลงจากรถนั้น เคอรี่ก็ปรายตาขึ้นมองเธอย่างอ้อนวอน จิลล์ระบายยิ้มอ่อน ๆ ออกมา ไม่ยอมให้ความมั่นใจกับเพื่อนสาวทั้งที่น่าจะทำได้“เธอนั่งไปกับคุณริออดันเถอะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เดี๋ยวเราไปพบกันที่ห้องก็แล้วกัน”“จิลล์..อย่าเลย..อย่าไปคนเดียว” เคอรี่ท้วงเสียงสั่นอย่างตกใจที่จะต้องอยู่ตามลำพังกับพี่ชายของทอดด์แต่จิลล์แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจอย่างเจตนา“อย่าบ้าไปหน่อยเลยนะ เคอรี่ ไม่มีใครเขามาทำร้ายอะไรฉันหรอก นอกจากอีตรงบล็อกข้างหน้านั่นที่ค่อนข้างมืดสักหน่อย แต่ต่อจากนั้นไปก็ไฟสว่างออก รับรองว่าฉันเดินไปได้จริง ๆและเช่นที่เธอคาดไว้ เคอรี่ยังไม่ยอมเข้ารถอยู่นั่นเองท่าทางเต็มไปด้วยความลังเลเหมือนจะขอร้องให้จิลล์ช่วยอยู่เงียบ ๆ เสียงริออดันสบถอะไรพึมพำอยู่ในรถ“ขึ้นมาทั้งสองคนนั่นแหละ” เขากระแทกเสียงสั่งจิลล์ยืนหันหลังให้กับประตูรถที่เปิดรออยู่ เธอจึงสามารถหลิ่วตาให้เพื่อนได้ โดยที่คนที่นั่งอยู่ข้างในไม่เห็น แทบจะซ่อนรอยยิ้มอย่างผู้ชนะไว้ไม่อยู่ แม้จะเป็นเพียงแค่การลอบยิ้มก็ตามทีเธอรุนร่างเพื่อนให้เข้าไปนั่งด้านใน ขณะสมองทำงานอย่างรวดเร็วเพื่อจะหาทางช่วยเคอรี่เมื่อไปถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ขณะที่นั่งอยู่ในรถนั้นเธอไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการสนทนาอย่างที่ได้ทำมาแล้วตรงห้องโถงกลางของหอพักมากนักรถถูกกระชากออกจากที่ ความเงียบเข้าครอบงำไว้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัดยิ่งนัก ไหล่ที่สั่นสะท้านของเคอรี่เหมือนจะเป็นสัญญาณที่บอกให้จิลล์รู้ว่า เธอยอมให้ริออดันมานั่งใช้อำนาจอยู่อย่างนี้ไม่ได้“ฉันคิดว่าตัวเองออกจะเป็นคนโรแมนติกอยู่หน่อยนะคะที่รู้สึกว่าการแต่งงานน่ะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นจริงๆ” เมื่อพูดจบจิลล์ก็ได้ยินเสียงคำรามอย่างหมั่นไส้ออกมาจากลำคอของริออดัน ลอบยิ้มอยู่คนเดียวในความมืด“เคอรี่เขาให้สัญญาว่าจะให้ฉันเป็นเพื่อนเจ้าสาวของเขาค่ะ และฉันก็คิดว่าทอดด์คงจะต้องขอร้องให้คุณเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวแน่เลย เพราะฉะนั้นฉันถึงได้ดีใจไงคะ ที่ได้มีโอกาสพบคุณก่อนวันแต่งงาน” เธอหยุดเว้นระยะก่อนที่จะรีบพูดต่อว่า “นี่เราก็กำลังปรึกษากันอยู่ค่ะว่าเคอรี่ควรจะเลือกใส่สีอะไรในวันนั้น เขาอยากจะแต่งสีเขียวกับเหลืองเพราะว่าเป็นสีที่โปรดมาก แต่ฉันกลับคิดว่ามันน่าจะเป็นสีเหลืองกับสีขาว หรือไม่ก็เขียวกับขาว คุณล่ะคะมีความเห็นยังไง คุณริออดัน?” เธอแสร้งถามพร้อมกับโน้มร่างไปข้างหน้าราวกับสนใจในคำตอบของเขาอย่างจริงจัง แต่แล้วก็รีบพูดต่อก่อนที่เขาจะทันตอบ “แต่นั่นแหละค่ะ มันก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าเขาจะตัดสินใจแต่งงานกันเมื่อไหร่ด้วย อันที่จริงสีเหลืองกับขาวนั้นมันก็ไม่ค่อยจะเหมาะที่จะเป็นสีของฤดูหนาวเท่าไหร่นัก แต่ฉันก็ยังสงสัยอยู่นะคะ ว่าเขาจะทนรอไปแต่งกันตอนนั้นไหวหรือเปล่า”คำพูดกึ่งชวนสนทนาแต่กลับไม่ได้รับคำตอบทำให้จิลล์รู้สึกไม่ใคร่สบายใจนัก เธอรู้ว่าความคิดเห็นที่ริออดันมีต่อเธอในยามนี้ก็คือเห็นเธอเป็นเพียงแม่สาวผมบลอนด์หน้าโง่เท่านั้น แต่ในยามนี้ สิ่งที่เธอต้องการจะทำ คือเป็นเกราะกำบังให้เคอรี่นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะระยะทางจากห้องสมุดกลับมายังหอพักก็มิได้ไกลกันเท่าใดนัก