ค่ำคืนหนึ่ง… ก่อนเวลาจะล่วงเข้าสู่วันใหม่ ณ สถานบันเทิงยามค่ำคืนย่านพระรามเก้า ใจกลางกรุงเทพมหานคร มีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังส่งสัญญาณบางอย่างไปยังหญิงสาวกลุ่มหนึ่งที่ยืนดื่มกันอยู่อีกโต๊ะ ซึ่งอยู่ห่างจากเขาไปไม่กี่ก้าว และเหมือนจะมีปฏิกิริยาบางอย่างจากพวกเธอกลับมายังชายหนุ่มคนนั้น ไม่นานเขาก็เดินถือแก้วเครื่องดื่มของตัวเขาเองเข้าไปที่โต๊ะหญิงสาวเ่าั้ พร้อมใช้สรรพวิชาที่เคยได้เรียนรู้ ได้ประสบและขัดเกลามา…
จากโต๊ะเหล้ากลางผับ… ภาพสลับเป็เตียงนอนกลางห้องบนคอนโดชั้น 29 เขาและหญิงสาวอีก 2 คนจากกลุ่มนั้น กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันโดยปราศจากเสื้อผ้าอาภรณ์ใดๆ ทั้งเขาและพวกเธอต่างช่วยปรนเปรอซึ่งกันและกันจนแทบไม่มีเวลาได้พักหายใจ และก่อนที่กำลังจะขาดใจกันนั้น… ที่สุดพวกเขาก็ได้ไปถึงจุดสุดท้ายของปลายทางพร้อมกัน… ทั้งหมดนอนกอดก่ายกันอย่างไร้เรี่ยวแรงและหลับไป…
รุ่งเช้าหลังตื่นมา ทั้งเขาและพวกเธอต่างก็ไม่สนใจกัน พวกเธอรีบอาบน้ำแต่งตัวและออกจากห้องไป โดยไม่ทิ้งช่องทางติดต่อใดๆ ไว้เลย ส่วนตัวเขาเองก็ยังคงนอนอยู่บนเตียงเช่นเดิม โดยไม่สนใจพวกเธอทั้งสองที่กำลังเดินออกจากห้องไปแม้แต่น้อย… เพราะนี่คือ ความสัมพันธ์คืนเดียว (one night stand) ที่ไร้สิ่งผูกมัดหรือพันธนาการใดๆ
ซึ่งผมคิดว่า นี่มันเป็ความสัมพันธ์ที่ดีมากๆ สำหรับผมใน่เวลานี้เลย… ใช่แล้วครับ "เขา…" ที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ ก็คือตัวผมเอง
ก่อนอื่นผมต้องขอกล่าวสวัสดีทุกท่านด้วยครับ ผมมีชื่อว่า “แทน” ครับ อยากจะขอนำเื่ราวของตัวผมเอง… ที่เป็เพียงผู้ชายสีเทาๆ และเป็ปุถุชนคนหนึ่ง ซึ่งตกอยู่ในวังวลของความชอบ… ความรัก… ความหลง… ความเห็นแก่ตัว… และความใคร่… อันเกิดขึ้นจากหญิงสาวมากมายที่ได้เคยผ่านเข้ามาในชีวิต… กลายเป็ส่วนหนึ่งในความทรงจำที่ผมไม่มีวันลืม… พวกเธอล้วนถูกฝังอยู่ในหัวใจส่วนลึกของผม….
โดยถูกนำมาร้อยเรียงถ่ายทอดเป็ตัวหนังสือให้ทุกท่านได้อ่านกัน… ซึ่งผมจะขอเริ่มเื่ราวของผม ณ บัดนี้… ครับ >>
ย้อนกลับไปเมื่อกลางปี พ.ศ. 2527 ณ จุดเริ่มต้น กม. 0 ถนนพหลโยธิน ใจกลางกรุงเทพมหานคร ผมได้มีโอกาสลืมตาดูโลก ผมได้ใช้ชีวิตในวัยแรกเกิดอยู่ที่กรุงเทพเพียงแค่ปีเดียว ก็มีเหตุต้องระเหเร่ร่อนย้ายตามพ่อไปอยู่ต่างจังหวัด เริ่มจากไปอยู่หนองคายใน่อายุได้ 1-3 ขวบ ถัดมาก็ไปอยู่ขอนแก่น ตอน 3-5 ขวบ จนสุดท้ายพ่อก็ได้ย้ายมาประจำถาวรอยู่ที่ชัยภูมิ ซึ่งเป็บ้านเกิดของแม่ ั้แ่ผมอายุ 5 ขวบเป็ต้นมา…
ตระกูลฝั่งแม่ของผมค่อนข้างจะเป็ที่นับหน้าถือตา เนื่องจากคุณตาของผม ท่านเป็หนึ่งในผู้บุกเบิกตำบลนี้ และยังเคยเป็ข้าราชการคนแรกๆ ของที่นี่ในสมัยนั้น จึงค่อนข้างมีอิทธิพลพอสมควร ถึงปัจจุบัน…ท่านจะไม่อยู่แล้ว แต่ผู้คนที่นี่ก็ยังคงเอ็นดูและค่อนข้างจะเกรงใจครอบครัวเราเสมอ เวลาพ่อแม่ไปไหนก็จะมีแต่คนรู้จักและทักทาย…
ครอบครัวเราใช้ภาษากลางสื่อสารกันในบ้านมาตลอด เพราะใช้กันมาั้แ่เมื่อครั้งอยู่กรุงเทพแล้ว ซึ่งตามต่างจังหวัดในสมัยก่อนถ้าบ้านไหนพูดภาษากลางกันก็จะเหมือนเป็บ้านของผู้รากมากดีขึ้นมาหน่อย เลยทำให้ผู้คนแถวนั้นมองผมเป็ลูกคุณหนูหน่อยๆ
จนเมื่อผมได้เริ่มเข้าเรียนในชั้นอนุบาล ผมก็พอจะเริ่มพูดภาษาอีสานได้บ้างแล้ว ซึ่งผมจะใช้พูดกับเพื่อนๆ หรือคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ครอบครัว เลยทำให้เป็ที่ประหลาดใจของผู้คนพอสมควร เพราะเมื่อครอบครัวเราคุยกันเองพวกเราจะคุยกันเป็ภาษากลาง แต่พอหันไปคุยกับคนอื่นที่อยู่ข้างๆ เช่น พ่อค้าแม่ค้าที่ตลาด หรือเพื่อนบ้าน พวกเราก็มักจะใช้ภาษาอีสานสื่อสารด้วย
่วัยนั้นผมถือว่าตัวเองเป็เด็กบ้านนอกเต็มตัว ซึ่งสมัยนั้นเป็ยุคที่แบ่งแยกชนบทและเขตเมืองอย่างชัดเจน ที่หน้าบ้านผมยังคงเป็ถนนลูกรังอยู่เลย ใน่หน้าฝนก็จะเฉอะแฉะ พอเข้าหน้าแล้งฝุ่นก็จะคลุ้งจนหัวแดงไปหมด การจะเดินทางเข้าเมืองแต่ละครั้งก็ค่อนข้างลำบากและใช้เวลานานทีเดียว ผมจึงไม่ค่อยได้มีโอกาสเดินทางออกไปไหนบ่อยๆ
ปกติหลังเลิกเรียนหรือวันหยุด กิจกรรมหลักของผมคือการเข้าป่าไปล่าสัตว์ จำพวก แย้ กิ้งก่า หนู งู หรือออกไปตามหนองน้ำ เพื่อทอดแห ตกปลา แล้วนำกลับมาทำอาหารกินกันกับเพื่อนๆ พวกเราได้เล่นสนุกกันไปวันๆ ตามวิถีชนบท ครอบครัวเราก็ถือว่ามีฐานะกลางๆ ไม่ได้แย่อะไรเพราะพ่อรับราชการ เลยทำให้ผมสามารถใช้ชีวิตแบบสบายๆ มาได้ตลอด…
ด้วยความที่ตัวผมเองเป็คนที่ค่อนข้างจะติดเพื่อนมาก ถึงขั้นเมื่อตอนเรียนจบประถมแล้วต้องขึ้นมัธยม ผมก็ยืนกรานจะขอเรียนต่ออยู่ที่ตัวอำเภอให้ได้ เพราะไม่อยากจากเพื่อนไปไหน ทั้งที่พ่อแม่คะยั้นคะยอให้เข้าไปเรียนที่โรงเรียนในเมือง เพื่ออยากจะให้ผมไปอยู่ในโรงเรียนที่ที่ดีกว่า แต่ผมก็ไม่ยอม ผมทั้งใช้เหตุผลและออดอ้อนกับครอบครัวสารพัด พวกท่านถึงจะยอมให้ผมเรียนต่อที่เดิม…
ชีวิตมัธยมผมเริ่มขึ้นในปี 2540 ผมสามารถสอบเข้าไปอยู่ในห้องคิงของโรงเรียนได้ ซึ่งเพื่อนในห้องส่วนใหญ่ก็มาจากโรงเรียนเดิมตอนประถม เมื่อการเรียนเริ่มต้นขึ้นใน่แรกๆ ผมเป็คนเรียนกลางๆ ค่อนไปทางท้ายห้อง (ในห้องมี 35 คน ผมจะอยู่อันดับประมาณ 28-29)
ซึ่งใน่นี้ผมก็เริ่มขี่มอเตอร์ไซต์และดื่มเหล้าเป็ (รู้สึกว่าตัวเองแก่แดดเร็วไปหน่อย) แต่ผมก็ไม่ได้เกเรอะไร เพราะจะดื่มแค่กับญาติๆ เท่านั้น ชีวิตผม่นี้ก็มีความสุขตามอัตภาพแบบเด็กๆ สนุกกับการใช้ชีวิตนักเรียน เล่นกับเพื่อนฝูงไปวันๆ…
เข้า่เทอมสอง ผมก็เริ่มหัดเล่นกีฬาบาสเกตบอล เพราะได้รับอิทธิพลจากการดูการ์ตูนสแลมดังก์ (ทางช่อง 9 การ์ตูน เสารฺ-อาทิตย์) มันซึมซับมาก ผมรู้สึกชอบกีฬาชนิดนี้มากเป็พิเศษ ซึ่งจะแตกต่างจากเพื่อนๆ ผู้ชายส่วนใหญ่แถวนั้นที่จะชอบเล่นฟุตบอลกัน ผมขอที่บ้านซื้อลูกบาสให้เพื่อนำไปฝึกหัดชู๊ตเล่นที่สนามโรงเรียนข้างบ้านคนเดียวบ่อยๆ
พอผมขึ้น ม.2 สมาชิกในห้องทุกคนก็ยังอยู่ครบเช่นเดิม แต่มีสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนซึ่งแตกต่างไปจากการใช้ชีวิตปกติใน่ก่อนหน้า คือเพื่อนๆ เริ่มมีการพูดคุยถึงเื่การคบเพื่อนต่างเพศ หรือเื่การชอบ หรือความรักกันบ้างแล้ว แต่ละคนจะออกแนวตื่นเต้น เพราะเป็สิ่งใหม่ อยากรู้อยากเห็น เพื่อนผู้หญิงบางคนที่ร่างกายเริ่มโตเป็สาว ก็มักจะเห็นรุ่นพี่เริ่มเข้ามาจีบบ้างก็มี ซึ่งตอนนั้นผมแทบไม่สนใจหรือไม่รู้สึกอะไรกับเื่พวกนี้เลย รู้สึกว่ามันไกลตัว ยังคงสนุกไปกับชีวิตแบบเด็กๆ อยู่…
จนถึง่ปลายปี ผมได้มีโอกาสไปแข่งขันกีฬานักเรียนประจำจังหวัดที่มีชื่อว่า “กีฬาโซนหุบเขาจังหวัดชัยภูมิ” ซึ่งจะจัดเป็ประจำทุกปีเพื่อให้นักเรียนมัธยมจากทั่วจังหวัดมาแข่งขันกัน การแข่งขันจะแบ่งออกเป็ ม.ต้น และ ม.ปลาย ตัวผมซึ่งเป็นักกีฬาบาส ม.ต้น ของโรงเรียน (แน่นอนว่าตัวสำรอง) ต้องเดินทางไปแข่งขันในตัวจังหวัดซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอที่ผมอยู่ค่อนข้างไกลเกือบ 100 กม. (อำเภอที่ผมอยู่เป็ชายขอบของจังหวัด)
พวกเรานักกีฬาพร้อมครูที่รับผิดชอบจึงต้องไปเข้าค่ายพักนักกีฬาที่ทางโรงเรียนในตัวจังหวัดจัดไว้ให้ โดยจะใช้ห้องเรียนเป็โรงนอน และใช้พื้นที่กลางแจ้งหรือที่นั่งเล่นของโรงเรียนบางส่วนเป็โรงครัวและสถานที่ประชุมและกินข้าว
การมาครั้งนี้จึงเป็การนอนนอกบ้านและห่างจากครอบครัวเป็ครั้งแรกๆ ของผม รู้สึกตื่นเต้นแปลกๆ โดยกิจวัตรในแต่ละวันของค่ายนักกีฬา จะเป็ดังนี้
1. ทั้งหมดจะต้องตื่นนอนั้แ่หกโมงเช้า
2. ล้างหน้า แปลงฟันเสร็จ แยกย้ายกันไปซ้อมใน่เช้า
3. กลับมากินข้าวเช้าร่วมกัน
4. แยกย้ายไปแข่งขันตามรายการของตนเอง ซึ่งสถานที่แข่งขันจะอยู่ตามสนามกีฬาที่ได้มาตรฐานต่างๆ ที่อยู่รอบๆ เมืองชัยภูมิ
5. แข่งขันเสร็จ กลับมาค่ายพัก
6. ่เย็น (ถ้ายังพอมีเวลา) ก็อาจไปซ้อมกันบ้าง (่นี้อาจไปเจอนักกีฬาโรงเรียนอื่นที่มาใช้สนามซ้อมด้วย บางทีก็มีวัดฝีมือกันไปบ้าง)
7. อาบน้ำ
8. รวมตัวทั้งหมดกินข้าวเย็นร่วมกัน และสรุปผลการแข่งขันของแต่ละประเภทกีฬา
9. ให้เวลาส่วนตัวทุกคนแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว
10. ทุกคนกลับขึ้นโรงนอนก่อน 4 ทุ่ม
วันแรกหลังกินข้าวเช้าเสร็จ ทีมผมก็เดินทางไปแข่งสนามแรก ซึ่งผมตื่นเต้นมาก ทั้งๆ ที่นั่งเป็แค่ตัวสำรองอยู่ข้างสนามแท้ๆ ยังประหม่าอยู่ตลอด พอแต้มเริ่มนำขาดหน่อย โค๊ชก็เปลี่ยนให้ผมได้ลงไปลองสนาม พอได้ลงสนามเท่านั้น ในหัวขาวโพนทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว เหงอะงะเกร็งๆ ไปหมด เป็ที่ขบขันของรุ่นพี่กันไป (น่าอายทีเดียว)
ในแต่ละวันหลังกลับจากแข่งขันและถ้าไม่มีซ้อม ใน่เวลาว่างๆ พวกรุ่นพี่ ม.3 ถึง ม.6 ที่เป็นักกีฬาด้วยกัน ก็มักจะชวนผมออกไปเดินเที่ยวเล่นข้างนอกค่ายพักอยู่เป็ประจำ บางวันก็มีแอบออกไปกลางคืนด้วยก็มี (กฏค่ายห้ามออกกลางคืน) ทำให้ผมได้เจอผู้คนมากหน้าหลายตา มันน่าตื่นตาตื่นใจมาก เหมือนคนเพิ่งพบโลกใหม่ที่ตนชื่นชอบยังไงยังงั้น ซึ่งที่จริงเมืองชัยภูมิเป็เมืองเล็กที่เงียบสงบ ประมาณ 2-3 ทุ่ม ก็แทบไม่มีรถวิ่งแล้ว จะมีโซนที่คนพลุกพล่านอยู่แค่เพียงโซนเดียวคือโซนแหล่งบันเทิงยามค่ำคืนเท่านั้น…
จนเมื่อการแข่งขันจบลง พวกเราแพ้ตกรอบตอนไขว้สาย และต้องเดินทางกลับบ้าน (แข่งขันทั้งหมด 7 วัน ทีมผมได้กลับกันวันที่ 5) แต่ผมถือว่าการมาครั้งนี้เป็ประสบการณ์ที่ดีสำหรับผมมาก ผมมีโอกาสได้ลงเล่น 10-15 นาทีในครึ่งหลังเกือบทุกแมทต์ (สมัยนั้นยังไม่ได้เล่นเป็ 4 คอร์เตอร์) ได้รู้ซึ้งเลยว่าการเจอกับคนที่เก่งกว่ามากๆ เป็อย่างไร เหมือนกำแพงที่ไม่สามารถก้าวผ่านได้… หลังจากกลับมาแล้ว ผมก็ยังคงรู้สึกประทับใจการใช้ชีวิตในครั้งนั้นอยู่ และตั้งใจจะต้องเป็ตัวแทนนักกีฬาบาสไปแข่งกีฬาโซนฯ นี้ ให้ได้ในทุกปี…
พอผมขึ้น ม.3 ผมรู้สึกว่าตัวเองเริ่มเป็ผู้ใหญ่มากขึ้น ด้วยเรามักคิดว่าพวกเราคือพี่ใหญ่ของ ม.ต้น แล้ว ผมเริ่มกลับบ้านเย็นจนถึงมืดบ่อยขึ้น จนต้องขอที่บ้านเอามอเตอร์ไซต์มาใช้ (่แรกจะใช้รถรับส่งนักเรียนในการเดินทางไปกลับโรงเรียน) ผมเริ่มจะสนิทสนมกับเพื่อนทั้งผู้หญิงและผู้ชายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน มีการรวมกลุ่มกันไปทำงานกลุ่ม หรือทำการบ้านที่บ้านเพื่อนในวันหยุดหรือหลังเลิกเรียนบ่อยๆ (แต่ก่อนจะเจอกันเพียงแค่ที่โรงเรียนเท่านั้น) การเรียนของผม่นี้ถือว่าดีขึ้นมากทีเดียว ขึ้นมาอยู่อันดับตัวเลขหลักเดียวของห้องแล้ว (อันดับ 8-9 จาก 35 คน)
ใน่นี้ เริ่มมีเพื่อนบางคู่จีบกันเองภายในห้องจนเป็ที่หยอกล้อกันไป ครูก็เริ่มจะสอนให้ความรู้เกี่ยวกับเื่ความสัมพันธ์ชายหญิง เื่เพศศึกษาและวิธีการป้องกันต่างๆ แล้ว ซึ่งในระหว่างเรียนนั้น พวกเราก็พากันหัวเราะบ้าง มีทั้งอยากรู้เพิ่มบ้าง มีทั้งเขินอายกันไป เพราะเป็สิ่งใหม่ของพวกเราในวัยนั้น…
่หลังมานี้ ผมเองก็เริ่มมีความสนใจและแอบรู้สึกอิจฉาเพื่อนที่มีแฟนเวลามาคุยเื่ความรักให้ฟังบ้างแล้ว (จริงๆ ก็แค่อยากรู้ว่ามันเป็ยังไง จะได้คุยกับเพื่อนรู้เื่) เคยคิดจะลองจีบสาวที่โรงเรียนดู จะเป็เพื่อน รุ่นพี่หรือรุ่นน้องก็ได้ แต่สุดท้ายก็ต้องพับโครงการไป เพราะไม่อยากให้ที่บ้านรู้ (ครอบครัวได้เคยตั้งกฏไว้ให้สนใจแต่เื่เรียนเท่านั้น) ผู้คนอำเภอนี้รู้จักครอบครัวเรามากเกินไป เกิดรู้อะไรเข้าเดี๋ยวจะโดนบ่นจนหูชา…
จนมาถึง่สิ้นปีที่เป็่ของการแข่งขันกีฬาโซนฯ ซึ่งผมต้องไปแข่งบาสในตัวจังหวัดเช่นเดิม และโดยปกติแล้วในค่ายพักนักกีฬาแต่ละแห่ง (โรงเรียนในตัวเมืองที่อนุเคราะห์เป็ค่ายพัก) จะมีนักกีฬามาจากหลายโรงเรียน โดยจะอยู่แยกกันเป็โซนๆ (แยกตามอาคาร) ซึ่งปีนี้พวกเราก็ได้เจอนักกีฬาหญิงน่ารักๆ หลายคนจากโรงเรียนต่างๆ ที่มาค่ายพักเดียวกับโรงเรียนเรา
‘เอายังไงดีเรา นี่ก็เป็โอกาสที่จะได้ลองแล้วนะ และไม่ต้องกังวลเื่ที่บ้านจะรู้ด้วย…’ ผมเริ่มคิดเข้าข้างตัวเองที่จะลองจีบใครซักคนดู…
……….>> ปั้ปปี้เลิฟ…