คำพูดของเชลยศึกทิ้งไว้ซึ่งคำถามมากมาย แต่คำอินทร์รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะปล่อยให้ความสงสัยส่วนตัวมาบดบังภยันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา เขาเหลือบมองหลวงปู่แก้ว, ส่งสายตาเป็สัญญาณว่า "เดี๋ยวเราทั้งสองมานั่งคุยกัน" หลวงปู่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
คำอินทร์หันกลับมาเผชิญหน้ากับเชลยศึกที่เหลืออีกนายหนึ่ง นายนี้มีตำแหน่งรองแม่ทัพเหมือนกันแต่ดูมีสติปัญญากว่าคนที่เขาเพิ่งคุยด้วย
"ข้าไม่สนใจเื่เก่าก่อนของใครทั้งนั้น" คำอินทร์กล่าวเสียงเฉียบขาด "สิ่งที่ข้าอยากรู้คือข้อมูลทางการทหาร ตอบคำถามของข้า แล้วข้าจะไว้ชีวิตเ้า"
"ทัพหลวงที่จะตามมา...มีขนาดใหญ่แค่ไหน?" เขาถามคำถามแรก
เชลยนายนั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นสายตาที่คมปานดาบของคำอินทร์ มันก็ยอมพูด "ประมาณ...ประมาณห้าร้อยนาย ทั้งหมดเป็ทหารราบชั้นดี"
ใจของทุกคนที่ได้ฟังดิ่งวูบ ห้าร้อยนาย มากกว่าพวกเขาเกือบสิบเท่า.
"ใครเป็ผู้นำทัพ?"
"ท่านราชครูมินจอส่วย...จะนำทัพมาด้วยตนเอง"
ชื่อของจอมขมังเวทฝ่ายพม่าทำให้บรรยากาศยิ่งหนักอึ้งลงไปอีก นี่ไม่ใช่แค่การต่อสู้กับทหารแต่ต้องต่อสู้กับผู้นำที่มีอาคมระดับสูงเท่าหลวงปู่แก้ว
"พวกมันจะมาถึงเมื่อไหร่?" คำอินทร์ถามคำถามสุดท้าย
"ท่านราชครูให้เวลาพวกข้าสามวันในการค้นหาและส่งข่าว หากพวกข้าไม่กลับไป...ทัพหลวงจะเคลื่อนพลทันที นับจากนี้...ก็คงไม่เกินสามวัน"
ข้อมูลทั้งหมดชัดเจนแล้ว พวกเขามีเวลาเพียงสามวันในการเตรียมตัวรับมือกับกองทัพห้าร้อยนายที่นำโดยจอมขมังเวท มันเป็สถานการณ์ที่สิ้นหวังอย่างที่สุด
คำอินทร์สั่งให้นำเชลยไปขังไว้แล้วเรียกประชุมทั้งหมู่บ้านเพื่อรับมือารอบใหม่ทันที ใบหน้าของทุกคน ทั้งหลวงปู่แก้ว ตาเหม และนายมั่น ต่างเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
"ห้าร้อยนาย...นำโดยราชครู" ตาเหมกล่าวขึ้นเป็คนแรก เสียงของเขาแหบโหย "แผนการที่จะสู้...มันจบสิ้นแล้ว นี่ไม่ใช่ความกล้าหาญ แต่มันคือการพาทุกคนไปตาย เราต้องหนี นี่คือทางรอดเดียว"
ครั้งนี้แม้แต่นายมั่นผู้กล้าหาญก็ไม่สามารถโต้เถียงได้ เขาได้เห็นฝีมือของแม่ทัพคนก่อนด้วยตาตนเอง และบัดนี้ผู้ที่อยู่เื้ัคนผู้นั้นกำลังจะมาด้วยตนเอง ความเงียบคือคำตอบรับ
ในที่สุดคำอินทร์ก็เป็ผู้ทำลายความเงียบ "ตาเหมพูดถูก ภาระหน้าที่ของข้าคือการปกป้องชีวิตของทุกคน หากการสู้รบหมายถึงความตายของทั้งหมู่บ้าน เราก็ต้องเลือกหนทางแห่งการมีชีวิตรอด"
เขาหันไปทางทุกคน "เราจะอพยพ เราจะทิ้งที่นี่ ข้าจะใช้เครือข่ายแห่งพงไพรทั้งหมดค้นหาหุบเขาที่ซ่อนเร้นและปลอดภัยที่สุด ลึกเข้าไปในดินแดนที่มนุษย์ไม่เคยย่างกราย เราจะออกเดินทางกันในวันพรุ่งนี้"
แผนการอพยพได้ถูกกำหนดขึ้น แต่ขณะที่ทุกคนกำลังจะแยกย้าย หลวงปู่แก้วที่นิ่งเงียบมาตลอดก็ได้เอ่ยขึ้น
"พวกเ้าทุกคนจงไปเถิด...แต่ข้าจะอยู่ที่นี่"
ทุกสายตาหันไปมองท่านเป็ตาเดียว
"หลวงปู่! ท่านหมายความว่าอย่างไร!" คำอินทร์ถามอย่างใ
"ราชครูมินจอส่วย...มันตามล่าปู่" หลวงปู่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่สงบแต่แฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้า "ตราบใดที่ปู่ยังอยู่กับพวกเ้า มันก็จะตามพวกเ้าไปได้ทุกที่ หมู่บ้านลับแลแห่งใหม่ก็จะถูกค้นพบในไม่ช้า หนทางเดียวที่พวกเ้าทั้งหมดจะปลอดภัย...คือการที่ปู่ต้องหยุดมันไว้ที่นี่ ข้าหลีกเลี่ยงไม่ประทะกับมันมาทั้งชีวิตแล้ว...ถึงเวลาที่ต้องหยุดหนีเสียที"
นี่คือการตัดสินใจเสี่ยงอันตราย หลวงปู่แก้วอยากจะปิดฉากความแค้นมันเสียที ยอมเผชิญหน้ากับศัตรูในอดีตแต่เพียงผู้เดียวและเพื่อซื้อเวลาให้คนในหมู่บ้านทั้งหมดได้หลบหนีไป
"ไม่!" คำอินทร์ะโสวนขึ้นมาทันที แววตาของเขาแดงก่ำ "ข้าไม่ยอม! ข้าไม่มีวันยอมให้ท่านอยู่ที่นี่คนเดียว!"
เขาเดินเข้าไปคุกเข่าลงเบื้องหน้าหลวงปู่แก้ว "สิบกว่าปีที่ผ่านมา ท่านคือครอบครัวเพียงคนเดียวที่ข้ามี ท่านคือโลกทั้งใบของข้า ที่ใดมีท่าน...ที่นั่นมีข้า ข้าจะไม่ทิ้งท่านไปไหนทั้งนั้น!"
เขากำหมัดแน่น เงยหน้าขึ้นสบตากับอาจารย์ของตน "ถ้าท่านจะสู้...ข้าจะสู้เคียงข้างท่าน ถ้าท่านจะตาย...ข้าก็จะตายไปพร้อมกับท่าน!"
คำประกาศที่เด็ดเดี่ยวและเปี่ยมด้วยความภักดีของคำอินทร์ทำให้ทุกคนในที่นั้นนิ่งอึ้ง
หลวงปู่แก้วมองศิษย์รักของท่าน ในแววตามีทั้งความภาคภูมิใจและความเ็ป
หลวงปู่รู้ถึงนิสัยความดื้อรั้นของคำอินทร์ถึงแม้จะเกลี่ยกล่อมอย่างไร เ้าหนุ่มคนนี้คงไม่ยอม
หลวงปู่ยืนคิดสักพัก ในที่สุดท่านก็พยักหน้าช้าๆ
หลังจากนั้นทุกคนก็ประชุมหาแผนการใหม่ มันกลายเป็แผนการสองส่วนที่เดิมพันด้วยทุกสิ่งของหมู่บ้าน
แผนการแรก นายมั่นและตาเหมจะทำหน้าที่นำชาวบ้านทั้งหมด ทั้งเด็ก ผู้หญิงและคนชรา อพยพออกจากหมู่บ้านทันทีในคืนนี้ โดยมีเครือข่ายสัตว์ป่าของคำอินทร์คอยนำทางและคุ้มกันอยู่ห่างๆ
แผนการที่สอง คำอินทร์และหลวงปู่แก้ว สองจอมอาคมต่างวัย จะอยู่ที่นี่ พวกเขาจะกลายเป็ "หน่วยรบหลัง" ที่มีเพียงสองคน ภารกิจของพวกเขาไม่ใช่การเอาชนะ...แต่คือการต้านทานกองทัพห้าร้อยนายและจอมขมังเวทที่ร้ายกาจที่สุด...ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้คนในหมู่บ้านทั้งหมดรอดชีวิตจากทัพพม่า ส่วนอนาคตจะเป็อย่างไรก็อยู่โชคชะตาวาสนาจะนำพาไป
เมื่อแผนการทั้งหมดได้ถูกกำหนดขึ้น บรรยากาศในหมู่บ้านก็พลันเปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความตื่นตระหนก ไม่ใช่ความโกลาหล แต่เป็ความเงียบงันอันหนักอึ้งที่กัดกินหัวใจ การเตรียมการอพยพเริ่มต้นขึ้นในความมืดมิดของค่ำคืนนั้น มีเพียงแสงจันทร์และแสงจากคบไฟไม่กี่อันที่ส่องนำทาง
ภาพที่เกิดขึ้นนั้นน่าะเืใจอย่างยิ่ง ชาวบ้านแต่ละครอบครัวกลับไปยังกระท่อมของตนเป็ครั้งสุดท้าย พวกเขาไม่ได้เก็บงำข้าวของมีค่า แต่เลือกที่จะเก็บเอาความทรงจำที่พวกเขาเติบโตมาจากที่แห่งนี้
ชายชราคนหนึ่งลูบไล้เสาเรือนที่เขาเกิดและเติบโตมา หญิงสาวคนหนึ่งกอดตุ๊กตาไม้เก่าๆ ที่พ่อของเธอเคยทำให้ เด็กๆ มองไปรอบๆ บ้านด้วยความไม่เข้าใจ พวกเขาไม่รู้ว่านี่คือการจากลา ทุกคนต่างรู้ดีว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้กลับมาเห็นบ้านหลังนี้อีกเลย
พวกเขาใช้เวลาไม่นานนัก แต่ละคนมีเพียงห่อผ้าเล็กๆ ที่ใส่ของใช้จำเป็และอาหารแห้งติดตัว เมื่อทุกคนมารวมกันที่ลานกลางหมู่บ้านอีกครั้ง ภาพของขบวนผู้อพยพที่สิ้นหวังก็ปรากฏขึ้น
ก่อนที่การเดินทางจะเริ่มต้น ชาวบ้านต่างทยอยกันเดินเข้ามาหาหลวงปู่แก้วและคำอินทร์ที่ยืนรออยู่ พวกเขาไม่ได้พูดอะไรมากนัก แต่ทุกการกระทำล้วนเปี่ยมด้วยความหมาย
หญิงชราคนหนึ่งยื่นห่อข้าวเหนียวปิ้งให้คำอินทร์ ชายหนุ่มคนหนึ่งนำขวดน้ำที่สะอาดที่สุดของตนมามอบให้ พวกเขารู้ว่าสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้้าเสบียงมากกว่าใคร
แล้วเด็กหญิงมะลิก็วิ่งออกมาจากอ้อมแขนของแม่ ในมือเล็กๆ ของเธอมีกำไลที่สานขึ้นอย่างง่ายๆ จากดอกหญ้า เธอยื่นมันให้กับคำอินทร์ ดวงตาคู่สวยคลอไปด้วยน้ำตา
"พี่คำอินทร์...ต้องไปหามะลินะ มะลิจะรอเสมอ"
คำอินทร์ย่อตัวลงรับกำไลดอกหญ้านั้นมาสวมไว้ที่ข้อมือ เขายิ้มให้เด็กหญิง เป็รอยยิ้มที่ฝืนความเ็ปเอาไว้สุดกำลัง "แน่นอน...พี่สัญญา"
นายมั่นเดินเข้ามาตบไหล่เขาหนักๆ "ฝากที่นี่ด้วย...คำอินทร์ ส่วนข้า...จะปกป้องทุกคนให้ปลอดภัย ข้าเชื่อใจเ้า"
ตาเหมเดินเข้ามาหาหลวงปู่แก้ว ชายชราทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันเลย พวกเขาเพียงสบตากัน เป็การสบตาที่ส่งผ่านความเข้าใจ ความเคารพและคำอำลา...บางทีอาจจะเป็ครั้งสุดท้าย
"ได้เวลาแล้ว!" นายมั่นะโบอก
ขบวนผู้อพยพทั้งหมดได้กราบหลวงปู่ครั้งสุดท้ายเพราะบุญคุณของหลวงปู่ที่มีต่อหมู่บ้านนี้ยิ่งใหญ่เหลือเกิน
หลังจากกราบเสร็จขบวนอันยาวเหยียดค่อยๆ เคลื่อนตัว เสียงสะอื้นไห้ดังระงม หลายคนหันกลับไปมองบ้านของตนเป็ครั้งสุดท้าย จารึกภาพนั้นไว้ในความทรงจำ
เมื่อขบวนเดินทางไปถึงม่านน้ำตก ปาฏิหาริย์เล็กๆ ก็เกิดขึ้น ฝูงหิ่งห้อยนับร้อยนับพันบินออกมาจากแนวป่า ส่องแสงสีเขียวนวลนำทางให้พวกเขาเดินผ่านม่านน้ำไปได้อย่างปลอดภัย และเมื่อข้ามไปแล้ว ก็มีเสียงร้องของนกกลางคืนชนิดหนึ่งดังขึ้นเป็สัญญาณจากในป่าลึก...เครือข่ายของคำอินทร์ได้เริ่มทำหน้าที่นำทางพวกเขาแล้ว
ขบวนผู้อพยพค่อยๆ หายลับไปหลังม่านน้ำ
ในที่สุด...ทั่วทั้งหมู่บ้านก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด มันเป็ความเงียบที่น่าใจหาย กระท่อมทุกหลังยังคงตั้งอยู่แต่ไร้ซึ่งชีวิต เปลวไฟในตะเกียงทุกดวงดับมอดลง เหลือเพียงคำอินทร์และหลวงปู่แก้วยืนอยู่ตามลำพังท่ามกลางหมู่บ้านที่ว่างเปล่า
"บัดนี้...หมู่บ้านของเราก็เหลือเพียงเราสองคน" หลวงปู่เอ่ยขึ้นเบาๆ ที่จริงยังมีเชลยศึกของพม่าอยู่อีกสองสามคน พวกเขาเอาไว้เผื่อต่อรองกับทัพหลวงของพม่า
คำอินทร์มองไปรอบๆ แม้จะว่างเปล่า แต่เขากลับรู้สึกถึงภาระหน้าที่ที่หนักอึ้งกว่าเดิม เขาไม่ได้ปกป้องแค่หมู่บ้าน แต่เขากำลังปกป้อง "ความหวัง" ของทุกคนที่จากไป เขากับหลวงปู่คือปราการด่านสุดท้าย