หลี่หยวนหยวนเดินไปหยิบกล่องที่มีผ้าเปื้อนเืออกมา ในนั้นมีกระดาษบันทึกผลการวินิจฉัยพิษที่ได้เป็ลายมือของท่านหมอเกาอยู่ด้วย หยางหลีเหว่ยรับมาอ่านจบ หัวคิ้วก็ย่นเข้าหากัน
“ข้ารับรองว่ามิใช่ฝีมือของข้า ต่อให้ไม่ชอบเ้าก็ไม่จำเป็ต้องเปลืองแรงหายาพิษมาใช้” น้ำเสียงของเขาห้วน “แล้วรอยเข็มบนร่างกายเ้าเล่า ยังเหลืออยู่หรือไม่”
“เหลือเ้าคะ ท่านมาดูเองเถิด” นางเอียงคอให้พร้อมกับเปิดคอเสื้อให้เขาดู
ชายหนุ่มชะโงกไป ลำคอระหงขาวผุดผาดที่เขาเคยประคองในคืนเข้าหอ ทำให้เขาลอบกลืนน้ำลายเบาๆ รอบรอยจิ้มเข็มนั้นมีรอยจ้ำสีเขียวอมม่วงอยู่จริง ในเมื่อนางไม่ได้โกหก เื่นี้เขาก็ปล่อยผ่านไม่ได้ การรักษาความปลอดภัยในจวนอ๋องค่อนข้างเข้มงวด หากมีมือสังหารเข้ามาแอบอยู่ในห้องหอของเขาได้ บางทีคนผู้นั้นอาจจะไม่ได้มาเพียงเพื่อสังหารนาง
“นี่เป็เื่ใหญ่ ข้าต้องให้คนตรวจสอบอย่างเข้มงวด”
“ไม่ใช่ฝีมือท่านอย่างนั้นหรือ”หลี่หยวนหยวนมองเขาด้วยสายตาคลางแคลงใจ “คนผู้นั้นซ่อนอยู่ในห้องและเจาะคอของข้าอย่างแม่นยำ หากไม่ใช่คนของท่านแล้วจะเป็ผู้ใดที่มาซ่อนในห้องหอในคืนวิวาห์ได้”
“ข้าบอกไม่ใช่ข้าก็ไม่ใช่สิ เ้ามองข้าเช่นนี้ คิดว่าข้าเป็บุรุษไม่ผ่าเผยอย่างนั้นหรือ”
“เปล่า เอ๊ย! มิได้ๆ เพียงแต่ข้านึกไม่ถึงว่ามีผู้ใดจะโกรธแค้นข้าถึงขั้นส่งมือสังหารตามมาใช้พิษกำจัดถึงในห้องหอ”
“ที่เ้าคุกเข่าให้กับข้าเพราะกลัวข้าเอาชีวิตนี่เอง”
หลี่หยวนหยวนลุกขึ้นยืน “ท่านเป็ปีศา...เอ่อ...แม่ทัพใหญ่ ชีวิตสตรีเช่นข้าก็เหมือนกับมดปลวก ข้าย่อมกลัวเป็ธรรมดา” นางรีบยกมือขึ้นตบอกตนเอง เกือบพลั้งปากพูดสมญานามปีศาจหน้าหยกของเขาออกมาต่อหน้าแล้ว ได้ยินว่าเขาไม่ชอบให้ผู้คนเรียกเขาเช่นนั้น ส่วนใหญ่จึงได้แต่เรียกลับหลัง
“เพ้ย! กลัวอย่างนั้นหรือ ถ้าคนอย่างเ้ากลัวข้าจริงก็คงไม่กล้าบังคับให้ข้าแต่งงานด้วยหรอกกระมัง”
พลันชายหนุ่มก็นึกขึ้นได้ว่าเื้ัสกุลหลี่มีเสนาบดีชุยอยู่ บางทีนางอาจจะเต็มใจถูกส่งมาเพื่อสืบเื่ในจวนอ๋องก็เป็ได้ ท่าทางอย่างสตรีไร้สาระที่สุดในเมืองหลวงช่างเหมาะกับเบี่ยงเบนความสนใจเสียจริง ผู้คนส่วนใหญ่เห็นนางเป็เช่นนี้ย่อมไม่สนใจจับตาดูนาง หากว่านางอยู่กับเขานานเข้า เกรงว่า ‘ความใน’ ของจวนอ๋องคงถูกล้วงไปหมด
ได้ยินเขาตวาด หลี่หยวนหยวนก็รีบประสานมือค้อมศีรษะ “ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะ ข้าน้อยสำนึกผิดแล้ว ต่อไปจะไม่ยุ่มย่ามรบกวนอีกเ้าค่ะ”
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนสะบัดแขนเสื้อ “ดี! ในเมื่อเ้าว่าง่าย ข้าก็จะให้เ้าได้ใช้ชีวิตดีๆ ส่วนเื่นักฆ่า ข้าจะให้คนไปสืบหาความจริงเอง”
ครั้นหยางหลีเหว่ยจากไป หลี่หยวนหยวนก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้เป่าลมออกมาอย่างโล่งอก นางทะลุมิติมาอยู่ในยุคที่บุรุษเป็ใหญ่ ไม่เพียงแต่มีตำแหน่งเป็ถึงอ๋อง แต่ยังมีกองทัพใหญ่อยู่ในมือ บิดาของนางมิได้มีอำนาจพอจะสู้กับเขาได้ หากว่านางทำตัวแข็งกร้าวเกรงว่าจะต้องตายอีกครั้ง
‘คิดว่าตนเองวิเศษวิโสกว่าคนอื่นเขานักหรือไง ผู้ชายบ้าอำนาจและหลงตัวเองแบบนี้ ต่อให้หล่อกว่านี้อีกสิบเท่าก็ไม่อยู่ด้วยหรอก’
หญิงสาวได้แต่นึกเสียดาย หัวหน้าหยางเป็ผู้ชายสุภาพ เคร่งขรึม พูดน้อยและมารยาทดี หากเปลี่ยนเป็เขาล่ะก็ ชีวิตการแต่งงานนี้ก็ยิ่งกว่าถูกสลากชิงโชครางวัลที่หนึ่งเสียอีก แต่...โลกนี้มี ‘ถ้าหาก’ ที่ไหนกัน ในเมื่อไม่ใช่ก็คือไม่ใช่
‘หลี่หยวนหยวน เธอควรเดินหน้า เงินทองก็มีเยอะแยะ แค่หย่าสามี ไม่ตายหรอกน่า’
ซุนมามานำหน้าสาวใช้คนสนิททั้งสองก้าวเข้ามาในห้อง
“หวางเฟย เป็อันใดหรือเ้าคะ เสียงของท่านอ๋องดังลั่นเชียว” ซุนมามาร้อนใจยิ่ง นางได้ยินเสียงตวาดของท่านอ๋องอย่างชัดเจนทำเอาใจเสีย
“ท่านอ๋องยืนยันว่าไม่ได้ส่งคนมาฆ่าข้า” หลี่หยวนหยวนยังตกอยู่ภวังค์ นางครุ่นคิดหาต้นตอของสาเหตุการลอบสังหาร
ไป๋ซวงกับไป๋เยว่หันไปสบตากัน ทั้งสองนึกถึงศัตรูที่คุณหนูรองเคยสร้างไว้ทั้งในที่ลับและในที่แจ้งแล้วก็พากันปริวิตก
“คนที่หวางเฟยเคยล่วงเกินมีจำนวนมากอยู่นะเ้าคะ” ไป๋ซวงเอ่ยขึ้น
“เสี่ยวซวง เื่นั้นข้ารู้แล้ว ข้าหมายถึงคนที่ข้าทำให้เขาแค้นถึงกับคิดเอาชีวิต ไม่น่าจะมีหลายคนหรอกกระมัง” หลี่หยวนหยวนสีหน้าไม่สู้ดี
“หากไม่ใช่ท่านอ๋อง หรือว่าจะเป็ฝีมือของคนที่สูญเสียประโยชน์มากที่สุดอย่างคุณหนูสามเซียวเ้าคะ”
“จริงด้วยเ้าค่ะ หวางเฟยเคยทะเลาะกับคุณหนูสามเซียวตั้งหลายหน แถมยังแกล้งนางไม่ให้ได้พูดคุยกับท่านอ๋องดีๆ ทั้งหลายครั้งเ้าค่ะ” ไป๋เยว่รีบสำทับ
หลี่หยวนหยวนนั่งตะลึง นางนึกเื่นี้ไม่ออก กระทั่งใบหน้าของเซียวหว่านผู้นี้ยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำ “จริงหรือ”
“จริงเ้าค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้น เล่าเื่คุณหนูสามเซียวให้ข้าฟังละเอียดๆ ได้หรือไม่”
“คุณหนูสามเซียวผู้นี้เป็บุตรีของเฉิงซิ่นโหวขุนนางผู้ใหญ่กรมกลาโหม นางนับว่าเป็สตรีที่งดงามและเพียบพร้อมมากผู้หนึ่งเ้าค่ะ ศิลปะทั้งสี่แขนง[1]ล้วนเชี่ยวชาญ เป็ที่หมายปองของคุณชายทั่วเมืองหลวง ได้ยินว่านางเป็คนอ่อนหวานนุ่มนวล แต่ว่าในตอนที่ทะเลาะกับท่าน ข้ากลับไม่เห็นว่านางจะเป็อย่างคำร่ำลือเลยสักนิดเ้าค่ะ”
หลี่หยวนหยวนจ้องไป๋เยว่ “เ้าหมายความเช่นไร”
“หากว่านางเป็คนอ่อนหวานนุ่มนวลจริง เหตุใดตอนที่ทะเลาะกับหวางเฟย นางจึงได้ใช้วาจาหยาบคายและรุนแรงตอบกลับด้วยเล่าเ้าคะ”
“ถ้าอย่างนั้นแสดงว่านางเป็คนชอบสร้างภาพ” หลี่หยวนหยวนหัวเราะออกมา ผู้หญิงไม่ว่าในยุคใดล้วนต้องมีมารยา
“สร้างภาพคืออันใดหรือเ้าคะ” ซุนมามาที่ยืนอยู่ข้างๆ ทำหน้าฉงน
หลี่หยวนหยวนยิ้ม “ก็หมายถึงชอบคนที่ชอบทำเหมือนตนเองสงบเสงี่ยมเรียบร้อย แต่แท้จริงเป็คนหยาบกระด้างและนิสัยเสียอย่างไรเล่า”
“อ้อ!” บ่าวทั้งสามร้องออกมาพร้อมกัน
“ถ้าอย่างนั้น คุณหนูสามเซียวก็คือสตรีที่ชอบสร้างภาพเ้าค่ะ ต่อหน้าท่านอ๋องนางจะแสร้งทำเป็ถูกท่านรังแก แต่ลับหลังกลับตอบโต้และเอาคืนทุกครั้ง ทำให้ท่านถูกคนนำไปลือเสียๆ หายๆ” ไป๋เยว่พยายามทบทวนความทรงจำก่อนแต่งงานให้กับนายหญิงของตน
หลี่หยวนหยวนยิ้มเมื่อได้ยินไป๋เยว่พูดจาเข้าข้างตนเอง อันที่จริงจะโทษผู้อื่นก็มิได้เต็มปาก สมญานามที่นางได้มา ส่วนหนึ่งก็เพราะนางที่ไม่ใส่ใจชื่อเสียงของตน ไม่พอใจผู้ใดก็ตอบโต้อย่างเผ็ดร้อน กระทั่งนักเลงหัวไม้ข้างถนน คนอย่างหลี่หยวนหยวนก็เคยเอาไม้ท่อนใหญ่ไล่ตีมาแล้ว
อันที่จริงนางก็แค่เป็ ‘คนที่ไม่ยอมให้ผู้ใดรังแกต่างหาก’ นางไม่เคยอิจฉาริษยาผู้อื่นและไม่ลงมือก่อน เพียงแต่นางอยู่ในยุคที่คุณหนูในห้องหอต้องวางตัวเรียบร้อยเป็กุลสตรีและปล่อยให้ผู้อื่นลงมือแทน เมื่อนางลงมือเองซึ่งหน้า ทำให้ผู้คนพูดถึงนางในทำนองไม่สู้ดี
ความขัดแย้งระหว่างหลี่หยวนหยวนกับเซียวหว่านที่เกิดขึ้นเพื่อแย่งชิงบุรุษคนเดียวกันนั้น ไป๋ซวงกับไป๋เยว่ยืนยันว่าเริ่มต้นขึ้นจากเซียวหว่าน
“ครั้งแรกที่ท่านมีปากเสียงกับคุณหนูเซียว ตอนนั้นท่านไปงานเลี้ยงน้ำชาที่สวนดอกท้อแล้วตรงเข้าไปคารวะท่านอ๋อง คุณหนูเซียวไม่พอใจก็เลยแสร้งทำน้ำชาหกใส่เสื้อท่านเ้าค่ะ”
หลี่หยวนหยวนพยายามทบทวนความจำตามที่ ไป๋ซวงเล่า...ภาพในหัวของนางที่ผุดขึ้นเป็จริงเช่นนั้น “คุณหนูสามผู้นี้ น่าสนใจจริง”
“การที่ท่านแย่งท่านอ๋องมาแต่งได้ ทำให้คุณหนูสามเซียวได้รับความอับอายไปทั่วเมืองหลวงเลยเ้าค่ะ นางถึงขนาดล้มหมอนนอนเสื่อ เจ็บป่วยจนบิดาต้องเรียกหมอเข้าไปรักษา” ไป๋ซวงเล่าต่อ
“ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงพูดกันว่าข้าเป็ตัวร้ายที่ชิงเอาสามีผู้อื่นใช่หรือไม่” หลี่หยวนหยวนสรุป ตัวนางเองไม่เห็นด้วยกับการแย่งชิงของรักของผู้อื่น หลี่หยวนหยวนผู้นี้สมควรแล้วที่ถูกคนดูิ่เกลียดชัง
“เ้าค่ะ” บ่าวทั้งสามเอ่ยปากพร้อมกัน
หลี่หยวนหยวนปะติดปะต่อเื่ราวรอบตัวของนางเข้าด้วยกัน “ในบรรดาคนที่ข้าเคยมีเื่ด้วยทั้งหมด เป็เซียวหว่านที่ข้าทำเื่ใหญ่สุดใช่หรือไม่”
“น่าจะเป็เช่นนั้นเ้าค่ะ” ไป๋เยว่ยืนยัน
[1] ศิลปะสี่แขนงที่ปัญญาชนควรรู้ได้แก่ ดนตรี หมากล้อม การเขียนพู่กัน และการวาดภาพ
*******************
