เด็กหนุ่มก้าวออกจากห้อง เขาได้ยินเสียงกลุ่มคนเฮฮา อันฟังดูคุ้นหูเหลือเกิน
“ นี่มันเสียงคุณลุง คุณป้า น้าเดชและยัยจันนี่นา ” น้ำหยดน้อยเริ่มคลอที่ขอบตาของมาวิน เพราะบุคคลที่แสนอาลัยได้มารวมตัวกันที่นี่
มาวินค่อยๆเดินไปยังทิศทางที่เกิดเสียง ด้วยกลัวว่าถ้าเข้าหาเร็วเกินไป ทุกสิ่งจะสูญสลาย แม้เป็นเพียงความฝัน เขาก็ยินดีจะอยู่กับมัน เพราะนี่คือสุดยอดปรารถนา
“อึกๆ ” มาวินเดินไป ก็ร้องไห้ไป ท่าทางไม่ผิดไปจากเด็กน้อยขี้แง เมื่อถึงห้องโถง ก็พบกับบุคคลที่ถวิลหา ทั้งสี่คนกำลังนั่งล้อมวงกินข้าวบนพื้น อึดใจต่อมา พวกเขาก็หันมามองเด็กหนุ่มเป็นตาเดียว
“อ้าว เจ้าหนูร้องไห้ทำไม จันแกล้งแกอีกแล้วเหรอ ” คุณลุงหันไปถามจัน ซึ่งเป็นลูกสาวของตัวเอง
“เอ๊ะ เปล่านะ หนูไม่ได้ทำ แล้วตกลงนายร้องไห้ทำไม ” จันปฏิเสธ ก่อนจะถามเด็กหนุ่ม
“อึกๆ ” มาวินพูดไม่ออก เขาได้แต่สะอึกสะอื้น ดวงตาเลื่อนมาจับที่จัน ทำให้เด็กสาวร่างสูงเบือนหน้าหนีด้วยความเขินอาย ทันใดนั้นเอง เด็กหนุ่มก็ได้ยินเสียงร้องทัก
“ไอ้หลานตัวแสบ ทำไมถึงขี้แงแบบนี้ ”
มาวินหันไปมองเจ้าของเสียง ก็พบว่าเป็นชายวัยกลางคนร่างผอมสูง ผมยาวสีดอกเลายุ่งเป็นกระเซิง ใบหน้าหงิกๆดูโรคจิต แต่ในดวงตาใต้แว่นทรงกลมกลับแฝงแววอาวรณ์
“น้าเดช ใช่น้าจริงๆด้วย ” มาวินอุทานเบาๆ เขาจ้องคุณน้าตัวแสบไม่วางตา
“เออ ชั้นเอง ตกลงแกเป็นอะไรกันแน่วะ เจ้าหลานรัก ” น้าเดชจ้องกลับ ท่าทางวิตก ระหว่างที่กำลังสนทนากันอยู่ เสียงใสๆที่อ่อนโยนของหญิงวัยกลางคนก็ดังขึ้น
“ลูกวินเป็นอะไรไปเหรอ ทำไมถึงร้องไห้แบบนั้น”
เจ้าของคำพูดเป็นหญิงวัยกลางคนร่างเล็ก รูปหน้าและดวงตาดูคล้ายจัน เด็กหนุ่มไม่อาจเอ่ยคำใด ใบหน้าดูกึ่งยิ้มกึ่งเศร้า ครู่หนึ่ง น้ำตาก็ไหลพรากอาบสองแก้ม
“คุณแม่ ”
“ใช่ แม่เอง ลูกวินเป็นอะไร เล่าให้ฟังหน่อย ” หญิงวัยกลางคนยิ้มอ่อนโยน มาวินจึงรีบถลาเข้าไปกอด ปากก็พล่ามพูดอยู่ประโยคเดียว
“แม่ครับ ”
ทุกคนมองมาที่มาวิน ไม่นาน พวกเขาก็คลายความสงสัย เหลือเพียงความสงสาร
“แม่ครับ ผมฝันร้าย ผมหลุดเข้าไปในโลกของเกม ต้องแยกจากทุกคน ผม….. ”มาวินพรั่งพรูถึงความเจ็บปวดที่ซุกซ่อนอยู่ในใจจนหมดเปลือก มันเป็นอะไรที่เก็บไม่อยู่
“ไม่เป็นไร ตอนนี้ลูกอยู่กับพวกเราแล้ว ”หญิงวัยกลางคนโอบกอดมาวิน พร้อมปลอบประโลมแผ่วเบา
มาวินกอดหญิงวัยกลางคนที่เรียกว่า"แม่" อยู่พักใหญ่ เขาก็คลายโศก แล้วเวลาแห่งความครื้นเครงก็กลับคืน
“เฮ้ย เจ้าหนู ขืนเอาแต่ร้องไห้แบบนี้ สาวๆจะไม่ชอบนะ ” พ่อของจันตบไหล่มาวินแรงๆ จังหวะนั้นเอง เขาก็แอบเหล่ไปทางลูกสาวเป็นเชิงบอกใบ้
พอสองหนุ่มสาวทราบความนัย มาวินก็ก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย ส่วนจันแม้ไม่ได้หลบตา แต่ก็โวยกลับด้วยใบหน้าที่แดงนิดๆ
“พ่อก็พูดเกินไป อย่างเจ้าหมอนี่ สาวที่ไหนจะมาหลงรัก ถึงไม่ขี้แง ก็ไม่มีใครเอาหรอก ”
“ฮะๆ งั้นเห็นที ต้องขอให้ลูกช่วยดูแลเจ้าหนูก็แล้วกัน ”ผู้เป็นพ่อแหย่กลับ
“เชอะ ไม่เอาหรอก ใครจะเอาเจ้างี่เง่านี่มาเป็นภาระ ”เด็กสาวเชิดหน้าสูง ปากก็ปฏิเสธแบบเหยียดๆ
“มันจะมากไปแล้วนะ ยัยผู้หญิงบ้าพลัง คลุ้มคลั่งแบบเธอ ก็ไม่มีใครเอาเหมือนกันแหละ ”มาวินเริ่มขึ้นเสียงบ้าง เพราะทนไม่ไหวที่ถูกหยาม
“หน็อย....ไอ้ลิงหัวเขียว ” จันลุกขึ้นยืน ท่าทางเหมือนจะเตรียมเข้ามาซัดเด็กหนุ่ม
“กลัวรึไงเล่า ” มาวินลุกขึ้นยืนบ้าง แต่ท่าทางเหมือนแอบเกรงเด็กสาวอยู่นิดๆ เพราะตั้งแต่เล็กยันโต เขาไม่เคยชนะจันเลย
“ เอาน่า กินข้าวดีกว่า อย่าทะเลาะกันเลย ” คุณแม่ของจันรีบห้ามทัพโดยเร็ว ด้วยความเกรงใจ วัยรุ่นทั้งสองจึงยอมวางมือ แล้วกลับมาประจำที่เดิม
“ ฮ่าๆ วันนี้สนุกเป็นบ้าเลย ” พ่อของจันหัวเราะเสียงดัง ทว่าทุกคนกลับหันมามองแปลกๆ ทำนองว่าทะเลาะกัน มันสนุกตรงไหน
เมื่อเหตุการณ์สงบ ทุกคนก็กินข้าวต่อ สำรับอาหารประกอบไปด้วยลาบหมู ต้มยำกุ้ง เกาเหลาลูกชิ้น ปลาร้าหลน แม้เป็นเพียงอาหารพื้นบ้านง่ายๆ แต่ก็ทำให้เด็กหนุ่มน้ำลายสอ
“ ว้าว ไม่ได้กินอาหารบ้านเรามาตั้งสองเดือนแล้ว ”
“ เอ๋…..” ทุกคนร้องเป็นเสียงเดียวกัน ทำให้เด็กหนุ่มต้องรีบแก้เกี้ยว
“ หมายถึงสองเดือนแล้วที่ไม่ได้กินของโปรดแบบนี้”
“ แต่เมื่อสองอาทิตย์ก่อน นายเพิ่งกลับมากินข้าวที่บ้านชั้นนี่” จันทักท้วง
“ อ๋อ งั้นชั้นคงจำผิดไป เหอๆ ” มาวินเกาหัวแกรก พลางแสร้งหัวเราะโง่ๆ
“ ช่างมันเถอะ รีบกินกันดีกว่า เดี๋ยวเจ้าเดชกวาดหมดซะก่อน ” พ่อร่างยักษ์บุ้ยปากไปยังคุณน้าสติเฟื่องที่กำลังก้มหน้าก้มตาสวาปามแบบไม่เกรงใจใคร
“ ครับ(ค่ะ) ” ทุกคนรับคำโดยพร้อมเพรียง จากนั้นก็จัดการกับอาหารในวง
“ เล็งลาบหมูก่อนเลย” มาวินพุ่งเป้าไปที่ลาบหมูที่คลุกพริกป่นและข้าวคั่วจนมีสีสันน่ารับประทาน เมื่อตักเต็มคำ เขาก็ยัดช้อนเข้าปาก
“ อ่ำ ”
ทันทีที่อาหารสัมผัสลิ้น เด็กหนุ่มก็รู้สึกถึงรสขมขื่นที่ชวนอาเจียน
“ อ้วก อะไรกันเนี่ย ปรุงผิดสูตรรึไง ” มาวินรีบวิ่งไปอ้วกที่มุมห้อง
“ ฮ่าๆ เป็นอะไรไป มาวิน ” ทุกคนหัวเราะลั่นด้วยความขบขัน
“ ยังจะมาหัวเราะอีก ลาบนั่นมันขมจนกินไม่ได้เลย ” มาวินหันมาโวย ท่าทางโมโหอย่างจริงจัง
“ ฮะๆ ไม่เป็นไร งั้นลองเกาเหลานี่สิจ๊ะ ” คุณแม่ของจันหัวเราะร่วน พลางยื่นถ้วยอาหารให้
“ อื้อ ครับ ” มาวินดูสงบลง เพราะในยามที่หญิงวัยกลางคนออกตัว เขาจะว่านอนสอนง่ายขึ้นมาทันที พอรับถ้วยอาหารมา เด็กหนุ่มก็ก้มลงมอง จากนั้นก็ทิ้งมันไปที่พื้น
“ เพล้ง ”
ถ้วยกระเบื้องแตกกระจาย สิ่งที่อยู่ข้างในกระเด็นออกมา ทว่าลูกกลมๆกลับไม่ใช่ลูกชิ้นธรรมดา แต่เป็น…ลูกตาของมนุษย์
“ นี่มันไม่ใช่ลูกชิ้นนี่นา แต่มันคือ……” มาวินตะโกนสุดเสียง ท่าทางเสียขวัญ เขาจ้องไปยังลูกตาที่กลิ้งไปมา ราวกับว่ามันมีชีวิต
“ ใช่แล้วจ้ะ มันคือลูกตาคนไง ” หญิงวัยกลางคนตอบยิ้มๆ
“ ฮ่าๆ นายไม่เคยกินลูกชิ้นตาคนรึไง ” ทั้งจันและพ่อร่างยักษ์ต่างพากันหัวเราะ
อาการวิปริตดังกล่าว ทำให้เด็กหนุ่มหัวเขียวถึงกับหน้าถอดสี ในใจเกิดความหวาดกลัวสุดขีดจนสตั้นไปชั่วขณะ พอรู้สึกตัว ก็รีบดึงน้าเดชที่กำลังยุ่งกับการกินอาหาร
“ น้าเดชหนีเร็ว ทุกคนเพี้ยนไปหมดแล้ว ”
น้าเดชค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา แต่แทนที่จะเป็นใบหน้าของชายวัยกลางคน กลับกลายเป็นโครงกระดูกเหี่ยวแห้งที่มีเส้นผมประปราย ดวงตาลึกโบ๋จับจ้องมายังมาวิน ซักพัก กรามของอมนุษย์ก็ขยับขึ้นลง พร้อมเสียงเล็กแหลมที่ชวนสยอง
“ มีอะไรเหรอ หลานวิน เหอ เหอ เหอ ”
“ เหวอ ทำไมน้าเดชถึงกลายเป็นแบบนี้ ” มาวินรีบถอยหนี แต่ไปได้ไม่ไกล แผ่นหลังก็กระทบกับวงแขนล่ำสัน เด็กหนุ่มรู้ทันทีว่าสัมผัสนั้นเป็นของใคร เขาจึงเอื้อมมือไปเกาะแขนแกร่ง พร้อมร้องบอกด้วยอาการลนลาน
“ คุณลุงหนีเร็ว! น้าเดชกลายเป็นโครงกระดูกไปแล้ว ” มาวินกระตุกแขนสุดแรง เเต่ชายร่างใหญ่ไม่ตอบสนอง ทำให้เด็กหนุ่มนึกสงสัย พอหันกลับไปมอง ยิ่งทำให้หลอนกว่าเดิม เนื่องจากท่อนแขนที่เกาะกุมนั้นปราศจากร่างกาย
“ อ๊าก! ”มาวินร้องเสียงหลง ดวงตาเหลือกโปน แต่ทุกสิ่งยังไม่จบเพียงเท่านี้ ทันทีที่เงยหน้าขึ้นมา ก็ประจักษ์กับร่างสูงใหญ่ของลุงผู้อารี ผิดก็แต่ทั่วกายนั้นช้ำเลือดช้ำหนอง
“ ไอ้หนู เอ็งจะเอาแขนของลุงไปไหน ”
“ เหวอ ไม่เอาแล้ว จันหนีเร็ว ” มาวินโยนแขนข้างนั้นทิ้ง ก่อนหันไปคว้าข้อมือของจัน เพื่อหวังจะพาหนีจากเหตุสยอง ทว่าเพื่อนสาวกลับไม่ขยับ
“ อย่าบอกนะ…เธอก็เป็นอีกคน ” มาวินหยุดชะงัก จากนั้นก็ค่อยๆหันกลับไปมอง สิ่งที่เห็นในอึดใจต่อมา แทบทำให้หัวใจร่วงหล่นไปอยู่ตาตุ่ม เพราะใบหน้าของจันในยามนี้ดูขาวเนียนแบบแปลกๆ มันละเอียดซะจนมองไม่เห็นดวงตา จมูกและปาก
“ ว้าก……. ” ถึงตอนนี้ เด็กหนุ่มเสียขวัญถึงขีดสุด เขาทรุดกายลงนั่งคุกเข่า ดวงตาเหลือกลานกลอกกลิ้งไปมา ส่วนสามปีศาจก็กำลังเดินเข้ามาหา
“ ฮ่าๆ ฮี่ๆ จะไปไหนเล่า อยู่คุยกันก่อนสิ ” เสียงของสามปีศาจร้องเรียกเขย่าขวัญ ขณะที่พวกมันกำลังจะถึงตัว หญิงวัยกลางคนก็วิ่งเข้ามาขวาง ส่งผลให้เหล่าอมนุษย์หยุดชะงัก
“ ไปให้พ้น อย่าเข้ามาใกล้ลูกชั้น! ” คุณแม่ร่างเล็กตวาดก้อง ซึ่งก็ได้ผล สามปีศาจเริ่มถอยหนี
หลังจากอมนุษย์หายไป หญิงวัยกลางคนก็ลงไปนั่งข้างมาวิน จากนั้นก็แตะหัวไหล่ของเด็กหนุ่ม ปากก็กล่าวปลอบประโลม
“ ไม่เป็นไรแล้วลูก พวกมันไปหมดแล้ว ”
มาวินเริ่มคลายความหวาดกลัว เขาค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองหญิงวัยกลางคน สิ่งแรกที่ได้เห็นคือรอยยิ้มที่อบอุ่น
“ ขอบคุณครับ แม่ ” เด็กหนุ่มยิ้มรับ ดูเหมือนว่าความกลัวจะมลายหายไปจากจิตใจ
“ ไม่เป็นไรจ้ะ” คุณแม่ผู้อบอุ่นปลอบโยนอยู่ไม่ขาด
“ นี่มันเกิดอะไรขึ้นครับ ” พออารมณ์คลายลง มาวินก็เอ่ยถาม แต่คุณแม่ร่างเล็กยังคงยิ้มค้างอยู่อย่างนั้น ทำให้เด็กหนุ่มนึกสงสัย
“ เอ่อ คุณแม่เป็นอะไรไปครับ ”
“ ไม่เป็นไรจ้ะ” หญิงวัยกลางคนตอบ แต่เมื่อเธอพูดจบ ใบหน้าก็เหี่ยวแห้งลงอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นมัมมี่ล้านปี ซ้ำร้ายกว่านั้น ดวงตาทั้งสองข้างเกิดหลุดร่วงออกจากเบ้า
“ คะ…คุณแม่ก็ปะ….เป็น ” มาวินผวาสุดตัว พลางถอยหนีสุดกำลัง ปากก็กล่าวตะกุกตะกัก คล้ายเด็กที่เพิ่งหัดพูด ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกุมหัวใจ คราวนี้มันมากกว่าเดิมเป็นเท่าทวี
“ ใช่แล้ว แม่ก็เป็น แล้วอีกไม่นาน ลูกก็จะตามพวกเราไป เหอ เหอ เหอ ” คุณแม่ปีศาจกล่าวเนือยๆด้วยเสียงเยือกเย็น จากนั้นสามอมนุษย์ก็โผล่ขึ้นมาที่ด้านหลังของมาวิน ราวกับนัดกันไว้
“ ไปอยู่กับพวกเราเถอะ……มาวิน ”
“ ม่าย……. ” มาวินร้องดัง เขาก้มหน้าลง สองมือยกขึ้นปิดหู เพื่อหลีกหนีจากเหตุการณ์ที่ชวนสยอง
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
