เวลาล่วงผ่านเลยไปอย่างรวดเร็วสำหรับครึ่งวัน ในทุกชั่วโมงไม่มีสิ่งใดผ่านไปโดยไร้ประโยชน์แม้เพียงเสี้ยววินาที คนงานทุกคนในขบวนเกวียนต่างมีหน้าที่ของตนเองในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ตามแบบแปลนซึ่งชายหนุ่มได้ทิ้งเอาไว้ให้ อย่างน้อยๆต้องทำเสร็จคนละ1ชิ้นถือประจำตัวเอง ด้วยความชำนาญในงานฝีมือสำหรับกลุ่มพ่อค้าเร่และส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยประชากรที่เป็นชนชั้นแรงงาน สิ่งที่ได้รับมอบหมายจึงเสร็จลุล่วงซ้ำยังทำมากกว่าที่กำหนดในตอนแรกอีกด้วย
"ท่านไคลม์ขอรับลองตรวจดูให้กระผมหน่อยขอรับ"
หนึ่งในบรรดาลูกจ้างคณะเดินทางวิ่งเข้ามาหาชายหนุ่มด้วยท่าทางตื่นเต้นเขาส่งมอบสิ่งประดิษฐ์ของตัวเองให้กับไคลม์ได้ทำการตรวจสอบ ชายหนุ่มเอามือลูบบริเวณคอของสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้เช็ครอยต่อทดลองถอดประกอบกลับคืนที่ ควงไปมากลับหลังแล้วชูประทับขึ้นเล็งอย่างชำนาญ บรรดาลูกจ้างที่อยู้รอบๆเฝ้ามองดูเขาตาเป็นประกาย
"เสร็จสมบูรณ์หนึ่งชิ้นแล้วรึพ่อหนุ่ม"
หัวหน้าคณะเดินเข้ามาหาจากทางด้านหลังพร้อมกับรีอาร์และทาร่า เวลานี้เป็นช่วงบ่ายคล้อยแดดแรงจัด ทุกคนแบ่งหน้าที่กันทำอย่างแข็งขันกระทั่งคล็อกครัชเองก็อาสาช่วยคนงานหล่อชิ้นประกอบจากแม่พิมด้วย ทั้งสามเดินมาอาบเหงื่อจนชุ่มไปทั่วกายทักทายชาลเรียสไคลม์เพราะสนใจในสิ่งที่เขากำลังทำ ชายหนุ่มเห็นเขาเดินเข้ามาหาก็ยิ้มทักแล้วชูของในมือขึ้นให้ชม
"มันก็ดูดีอยู่ขอรับ แต่ต้องลองใช้ดูถึงจะรู้ว่าเสร็จสมบูรณ์หรือไม่"
" ข้าเดาไม่ออกจริงๆว่าไอ้ของชิ้นนี้จะเป็นอาวุธได้ยังไง ไม่มีความคม ไม่มีความแหลม เป็นสิ่งประดิษฐ์แปลกๆที่ผสมกันระหว่างไม้กับเหล็กเท่านั้นเอง"
ชายหนุ่มใช้หางตามองไปที่อาวุธในมือ ฉีกยิ้มตรงมุมปากเล็กน้อยก่อนเหลือบไปมองหัวหน้าก็ได้เดินทาง
"โธ่นายท่านขอรับ เชื่อท่านไคลม์เถอะ"
"ดูยังไงๆข้าก็คิดว่าไอ้ของชิ้นนี้มันต้องมีลูกเล่นอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ"
"หึ..ไอ้เจ้าพวกขี้เมา แต่ก่อนแต่ไรไม่เห็นอยากมาทำตัวสนิทไคลม์ ทำไมวันนี้ทำมาเรียกท่านไคลม์ สมองพวกเจ้าวิปริตไปกันหมดแล้วรึ?
หัวหน้าคณะค้อนใส่บรรดาลูกจ้างที่เถียงเขา จริงดังที่คล็อกครัชกล่าว หลายวันมานี้ดูเหมือนลูกขบวนทุกคนจะชื่นชมในตัวพ่อหนุ่มหลงทางคนนี้อยู่ไม่น้อย อาจเป็นเพราะวีรกรรมของเขาที่ทำให้ทุกคนประจักรด้วยสายตา ปาริหาริย์เหล่านั้นคงจะมากเพียงพอที่จะสร้างความยำเกรงแก่บรรดาลูกจ้างทั้งหลายได้
"ลูกเล่นหน่ะมันมีแน่ ทาร่าขอซัก2อันสิ" ไคลม์แบมือออกพูดกับเธอ
หญิงสาวหยิบของบางอย่างออกมาจากถุงผ้าตรงข้างเอว มันมีลักษณะคล้ายกับปลายนิ้วก้อยแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก หลอมขึ้นมาจากตะกั่วหรือแร่ตระกูลโลหะ ตรงส่วนปลายแหลมเรียว เธอส่งพวกมันให้กับเขาจำนวน2เม็ดตามที่ขอ ก่อนที่ชายหนุ่มจะยัดมันเข้าช่องตรงด้านบนใกล้กับฐานประทับเล็งใกล้ตา ชายหนุ่มแนบแก้มตัวเองกับเจ้าสิ่งนั้นเล็งไปที่หินขนาดกลางก้อนหนึ่งสูงตั้งจรดเหมือนเสาแต่เรียวเล็กตรงส่วนยอด ทุกคนหยุดมือกับสิ่งที่กำลังทำอยู่หันมาสนใจเขาเป็นตาเดียว
ชายหนุ่มกลั้นหายใจอยู่เพียงครู่ กระทั่งปลายกระบอกหยุดนิ่งตรงเป้าหมายไม่เอนไปมา นิ้วซ้ายลงน้ำหนักกดลงไปทันทีที่ประทับตรงจุดเบื้องหน้า เสียงสับไกดังฉับ ครั้นแล้วก็แผดเสียงกัมปนาทก้องกังวานไปทั่ว ส่งลูกกระสุนออกจากรังเพลิงพ้นปลายปากระบอก พุ่งทำลายเป้าหมายแหลกเป็นผงกระเด็นกระจายภายในพริบตา ยอดเสาหินแหว่งเป็นฝุ่นบิดเบี้ยวผิดรูปไม่เหลือเค้าเดิมที่เคยตั้งทรงยอดงาม ทุกสายตาที่จับจ้องอยู่เบิกโพลงอ้าปากกร้ามคางกันเป็นแถบ ต่างตะลึงพรึงเพริดไปกับอานุภาพทำลายล้างของสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้
"พะ พะ พ่อหนุ่ม นะ นี่ นี่มันอะไรกัน"
หัวหน้าคณะเดินทางถึงกับกรามแข็งพูดไม่ชัดเลยทีเดียว พวกเขาไม่เคยเห็นอาวุธอะไรที่มีพลังทำลายสูงถึงเพียงนี้ ไคลม์ดึงคันชักดีดปลอกกระสุนออก ส่งกระสุนลูกใหม่เข้าไปอยู่ในตำแหน่งเตรียมพร้อมใช้งาน กดล็อคเซฟแล้วหันมายิ้มให้เขาหัวเราะชอบใจพลางกับเอามือลูบสิ่งประดิษฐ์ที่ตนเป็นคนออกแบบอย่างภูมิใจ
"ใช่ขอรับนายท่าน มันเสร็จสมบูรณ์แล้ว"
ชายหนุ่มตอบ ยื่นท้ายกระบอกให้คล็อกครัช รีอาร์ขออนุญาติเจ้านายเป็นคนพิสูจน์ หัวหน้าคณะอนุญาติเพราะยังไม่กล้าจับมัน ลูกจ้างหนุ่มได้รับคำชี้แนะจากไคลม์ถึงวิธีการใช้ เขาทดลองเป็นคนถัดมา หันปลายกระบอกไปยังท่อนไม้ตายที่อยู่ไกลออกไปจากเดิมหลายเท่า ประทับเล็งจนล็อกเป้าได้ ออกแรงกดนิ้วสับไก ผลปรากฏคือต้นไม้ยืนตายต้นนั้นกระจายออกฉีกไม่เหลือเค้าเดิมเช่นกัน ในนัดสองที่ใช้ทดลองนั้น บรรดาลูกขบวนถึงกับมือสั่นรีบวางสิ่งประดิษฐ์ในมือตนเองทิ้งกับพื้นเพราะความตกใจ
รีอาร์ส่งคืนให้ไคลม์ มือของเขาสั่นเล็กน้อยและมีเหงื่อชุ่ม ชายหนุ่มยิ้มรับกลับคืนมาพร้อมควงเล่นก่อนยื่นคืนมันให้เจ้าของผู้สร้างที่อุตส่าห์วิ่งเอามาให้เขาตรวจสอบ อีกฝ่ายรับคืนแต่แขนสั่นไปหมด จ้องหน้าไคลม์แล้วกลืนน้ำลายลงคอ
"ผลงานเจ้ายอดเยี่ยมมาก เก่งจริงๆ สมแล้วที่เป็นช่างฝีมือ เอาไว้คืนนี้ข้าจะไปดื่มเหล้ากับพวกเจ้า"
ไคลม์ตบไหล่ลูกจ้างคนนั้นแล้วหันไปพูดกับคล็อกครัช
"ข้าเรียกมันว่าปืนขอรับ อานุภาพของมันคืออาวุธสำคัญที่จะช่วยให้เราผ่านแซนการ์เด้นในวันพรุ่งนี้ได้อย่างไม่มีอะไรต้องห่วง"
หลังเอ่ยจบเขาก็เดินจากทุกคนกลับไปยังเต็นท์ที่พักของตนเอง ทิ้งให้ทั้งหมดยืนนิ่งเงียบเพราะต่างก็กำลังอึ้งในสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้กันพักใหญ่ๆ
"ปืนงั้นเหรอ อานุภาพร้ายแรงไม่เบาเลยแหะ คิดว่าไงบ้างล่ะรีอาร์"
หัวหน้าคณะร้องถามขณะมองแผ่นหลังของไคลม์เดินจากไป
"ถ้าเทียบกับสปีริตแล้ว ถือว่าใกล้เคียงเลยขอรับ มิหนำซ้ำกระบอกหนึ่งยังยิ่งได้ถึง5นัดติดต่อกันแบบนี้อีก..ไปได้สวยแน่ๆขอรับนายท่าน"
ทาร่ากลืนน้ำลายลงคอ แบมือมองลูกกระสุนที่เอาออกมากำเล่นไว้ ด้วยอาการแหยงๆเหมือนกลัวว่ามันจะระเบิดใส่มือก่อนรีบยัดลงถุงผ้ากลับคืนไป
"แบบนี้นี่เอง นี่คือสิ่งที่เจ้าเคยบอกกับข้าว่าจะสามารถทำกำไรให้เพิ่มขึ้นทดแทนส่วนที่เสียหายไปสินะไคลม์ หึหึหึ ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย สิ่งที่เจ้ามอบให้กับเราหน่ะ มันทำกำไรได้มากมายเกินกว่าชีวิตนี้ข้าจะใช้ได้หมดเชียวล่ะ"
คล็อกพูดในใจ
"เอาล่ะพวกเจ้า รีบทำของตัวเองให้เสร็จก่อนตะวันตกดินซะ เราจะฝึกใช้มันในวันพรุ่งนี้ตั้งแต่เช้ามืด พยายามควบคุมให้ชำนาญ หากเรามีเจ้าสิ่งนี้ติดตัว ก็เท่ากับว่าต่อจากนี้ไป เราจะไม่ต้องอยู่อย่างหวาดกลัวอะไรแล้วในโลกใบนี้ ต่อให้มีสัตว์ประหลาดมากมายในช่องแคบวงกตนั่น เราก็จะสู้กับมันด้วยเจ้าสิ่งที่เราถืออยู่ในมือตอนนี้"
หัวหน้าคณะเดินทางออกคำสั่ง บรรดาลูกจ้างทุกคนโห่ร้องตะโกนด้วยความดีใจ มันเป็นเสมือนของขวัญจากพระเจ้าที่ประทานมาให้ ต่อจากนี้เป็นต้นไป นับเป็นจุดเริ่มต้นแห่งพัฒนาการของขบวนเกวียนการค้าพานิชย์ติดอาวุทธจากแดนใต้ เนเบรัส ลูสเทียร์
แสงจากดวงจันทร์สีนวลอาบไปทั่วทั้งขบวนเกวียน และทะเลทรายกว้าง มันเป็นอีกหนึ่งคืนที่หนาวเหน็บเหมือนเช่นเคย ธรรมชาติของทะเลทรายที่แปรเปลี่ยนตรงกันข้าม ในเวลากลางวันและกลางคืน อาจทำให้ใครหลายคนนอนไม่หลับ แต่กับเหล่าคนงานในขบวนเกวียนสินค้าเร่ตอนนี้
ทุกคนดูอ่อนแรงจากการทำงานหนักตากเหงื่อมาทั้งวัน ไม่มีใครเลยสักคนที่ไม่สลบไสล ชายหนุ่มพเนจรอาสาอยู่เฝ้ายามแทนทุกคนในขบวนเกวียนคืนนั้น ไม่มีใครปฏิเสธหรือเห็นค้าน ด้วยมั่นใจในความสามารถของบุรุษพเนจรผู้สร้างปาฏิหาริย์มานับครั้งไม่ถ้วน
ไคลม์นั่งมองกองไฟเบื้องหน้าบนขอนไม้รูปเขียงสูงไม่เกินเข่า เขี่ยฟืนเล่นด้วยกิ่งไม้แห้งตามองลึกลงไปในเปลวเพลิงเหมือนเข้าสู่ห้วงมนต์สะกดนิทรา จะเพราะความง่วงหรือด้วยเหตพิกลเวทย์มนต์จากอำนาจใดไม่ทราบ ทันใดนั้นเปลวเพลิงที่จ้องมองอยู่กลับฉายรูปหมาป่าขนสีแดงสลับขาวขึ้นมาให้เห็น มันขู่ร้องคำรามในภาพนิมิตของชายหนุ่ม ดวงตาสีน้ำเงินเข้มสะท้อนกับเปลวอัคคีส่องประกาย มีเขางอกตรงกลางหน้าผากคมกริบเหมือนดาบสีทองอร่ามราวกับเป็นศาสตราวุธ รูปร่างเหมือนสายฟ้าตั้งขึ้นและบิดง้อตรงช่วงปลาย ทั่วทั้งกายอาบไปด้วยรังสีของเปลวเพลิงและไอความร้อนรุนแรง
"นายท่าน ข้าเฝ้ารอท่านมาเพื่อปลดปล่อยให้พ้นจากพันธนาการ พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของข้าจะขอมอบมันให้แก่ท่าน จงมาเถิดนายแห่งข้า ข้ากำลังรอท่านอยู่"
มันพูดกับเขาราวกับมายืนอยู่ตรงหน้า เสียงนั้นก้องกังวานอยู่ในหัวของบุรุษพเนจร ชายหนุ่มเอื้อมมือพยายามคว้าจับภาพมายานั้น
"นี่ ไคลม์"
เสียงของใครคนหนึ่ง ปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์ เธอเรียกเขาจากทางด้านหลัง
"ทาร่า เจ้าเองเหรอ"
หญิงสาวประจำคณะเดินทางถือขวดเหล้า ออกมาจากเวียนของหัวหน้าคณะ
"นายท่านบอกให้ข้านำมันมาให้เจ้าหน่ะ"
เธอส่งมาให้เขาชายหนุ่มรีบรับมาเปิดดมแล้วอุทาน
"โห นี่มันของดีเลยนี่หว่า จะดีเหรอเอาเหล้ามาให้ยามตอนเฝ้าค่ายเนี่ยนะ"
"อย่ามาทำเป็นสำออย กระบิดกระบวน ลำพังไอ้แค่ขวดนี้ขวดเดียว มันไม่ทำให้เจ้าเมาหัวราน้ำหรอก"
"เกลียดจริงพวกรู้ทัน" ชายหนุ่มยกขวดขึ้นดื่มอย่างกระหาย
"ดึกป่านนี้แล้วทำไมเจ้ายังไม่หลับไม่นอนอีก นอนไม่หลับหรือไง"
"เปล่า ข้ากับรีอาร์ออกไปซ้อมต่อสู้มา คือจะพูดยังไงดีล่ะช่วงหลังๆนี้ พวกเราแพ้หมดรูปบ่อยเกินไปแล้ว หากเจอเหตุการณ์ร้ายๆเหมือนครั้งที่ผ่านมามีหวังคงเป็นกำลังให้กับนายท่านไม่ได้"
"จะคิดมากไปทำไมคนเรามันไม่ได้เก่งมาตั้งแต่เกิดหรอกนะ ค่อยเป็นค่อยไปก็ได้ ว่าแต่สามีเจ้าไปไหนซะล่ะ"
ทาร่านั่งลงหยิบฟืนเติมลงไปเพิ่มก่อนตอบคำถาม
"เดี๋ยวตามมา หมอนั่นไปเอาผ้าห่มที่เต็นท์ พอรู้ว่าเจ้าอาสาเฝ้าแคมป์คนเดียวหมอนั่นก็ไม่ยอม อยากจะมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าให้ได้ แต่ก็นะเวลาเจออากาศหนาวทีไรก็เป็นแบบนี้ทุกที บางครั้งถึงกับตัวสั่นเป็นลูกนกขาดผ้าห่มไม่ได้เลยสักครั้งหึหึ ดูนั่นพูดยังไม่ทันขาดคำเลยมาโน้นแล้ว"
รีอาร์เดินเข้ามาสมทบตัวสั่น แม้ห่อผ้าห่มหนาทั้งตัวก็ตาม ฟันสั่นกระทบกันดังกึกๆมาแต่ไกล
"แอบได้ยินนะเว้ย นินทาอะไรข้าอีกละท่านรอง"
ทั้งสองเกือบกลั้นหัวเราะไม่อยู่เมื่อเห็นสภาพของเขา รีอาร์มาถึงก็นั่งลงข้างไคลม์เหลือบเห็นเหล้าชั้นดีที่อีกฝ่ายถืออยู่ในมือก็ถึงกับทำตาโต
"โหยๆๆ อีแบบนี้มันต้องแย่ง"
"เห้ยเดี๋ยวนี่มันของข้า"
ไม่ทันเสียแล้วก่อนที่ไคลม์จะทักท้วงหวงเอาไว้ทัน ขวดเหล้าในมือก็ถูกพรากไปจนได้ รีอาร์ยกกรอกใส่ปากกลืนลงคอก่อนพ่นลมออกมาด้วยความสะใจ
"อ้าาาา สุดยอด จะกี่ครั้งรสชาติก็ไม่เคยเปลี่ยนเลย เหล้าของหัวหน้านี่มันเยี่ยมจริงๆ"
หลังดื่มเสร็จรีอาร์ก็ส่งคืนเจ้าของ ไคลม์รับมากระดกซ้ำเพื่อดื่มด่ำในรสชาติ
"ขอบใจที่มาอยู่เป็นเพื่อนนะ ข้ากำลังเหงาๆอยู่พอดี"
"เฮ้ พูดอะไรกันเจ้าช่วยพวกเราเอาไว้ตั้งเยอะเรื่องแค่นี้ไม่ถือว่าเป็นไรหรอก"
รีอาร์กล่าว
"เออนี่พวกเจ้า รบกวนช่วย..เล่าเรื่องของแบล็คบราวน์ลูสเทียร์ให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม เกี่ยวกับมังกรสปีริตที่เขากำราบได้"
สองสามีภรรยาหันมองหน้ากันก่อนอยู่ครู่หนึ่งหลังได้ฟังคำขอโดยไม่ทันตั้งตัว ในแววตาของพวกเขาเหมือนหนักใจอยู่นิดหน่อย ไคลม์ที่สังเกตเห็นอยู่ไม่ไกลก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจที่จะถามต่อ
"เอ่อ ถ้าหากมันเป็นเรื่องไม่สมควรจะถามล่ะก็ ข้าขอโทษทีละกัน"
"เปล่าหรอก ข้าเล่าให้ฟังได้" ทาร่าตอบ
"ขอพูดตามตรงนะ จริงๆเราก็ไม่ค่อยรู้อะไรมากนักเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันเป็นแค่เรื่องเล่าของฝ่าบาทที่ชาวเมืองเขาพูดต่อๆกันมาอีกที"
"นั่นปะไร แสดงว่าต้องมีเค้าโครงอยู่บ้างล่ะน่า"
ไคลม์ตบมือใส่ขวดเหล้าเมื่อได้ยินคำตอบของทาร่า
"ข้าเองก็เคยได้ฟังมาจากนักผจนภัยที่ออกเดินทางทำภาระกิจเหมือนกัน แต่ว่าเรื่องนี้มันสำคัญกับเจ้ายังไงรึ"
รีอาร์ถามชายหนุ่ม
"มันก็ไม่มีอะไรมากหรอก ผเอิญข้าเคยรู้มานิดหน่อยจากที่ไหนซักแห่งตัวข้าเองก็นึกไม่ออก แต่ได้ยินมาว่าหลังจากที่เขาสยบมันสำเร็จ ก็ได้รับพลังศักดิ์สิทธิ์บางอย่างมาครอบครอง ทำให้กลายเป็นผู้วิเศษเหนือมนุษย์ไปเลย ฟังดูแล้วมันน่าสนใจดีข้าเลยอยากรู้เท่านั้น"
รีอาร์เงียบ เขาใช้กิ่งไม้แห้งเกลี่ยไฟให้กระจายออก เพลิงเบื้องหน้าค่อยๆลุกแดงขึ้นจากการไหม้เชื้อไฟใหม่ ไคลม์ถามต่อมา
"เท่าที่ข้าได้ยินมา ก่อนหน้านั้นเขาเคยเล่าให้เพื่อนสนิทคนหนึ่งฟังว่า ตัวเขามองเห็นนิมิตร ว่ามังกรตนนั้นมันร้องเรียกขอให้เขาไปปลดปล่อยจากพันธนาการผูกมัด ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงที่เชื่อถือมากน้อยแค่ไหน?"
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
บทประพันธ์ : มังกรขาวเล่าเรื่อง