พอดีกับที่วันนี้ยังไม่ได้แจกจ่ายอาหารให้กับพวกมหาปีศาจ สวี่หยางจึงถือโอกาสนี้รับหน้าที่ในครั้งแรกมาไว้ในมืออย่างมีเหตุผล
'ดูท่าวันนี้คงจะจัดการได้ถึงสองคนเลยสินะ' สวี่หยางลอบยิ้มกริ่มอยู่ในใจ ความโกรธแค้นของหูเลี่ยน่าจะสะสมมาจนถึงจุดที่พร้อมจะะเิออกมาแล้ว
ส่วนหลี่เหวยเลี่ยผู้นี้ แม้ภายนอกจะดูไร้พิษสง ทว่าเพียงแค่น้ำเสียงเย้ยหยันของเขา ก็สามารถรับรู้ได้ถึงค่าความมุ่งร้ายที่แอบแฝงอยู่
ตกเที่ยง ทุกคนมารวมตัวนั่งล้อมวงรับประทานอาหารกัน และในขณะที่สวี่หยางกำลังจะลุกไปแจกจ่ายอาหารให้กับพวกมหาปีศาจนั้น ผู้เฒ่าหวงก็ร้องเรียกเขาเอาไว้เสียก่อน ชายชรากวักมือเรียกเป็เชิงบอกให้เขาเดินเข้าไปหา
"ผู้เฒ่าหวง ยังมีเื่อันใดหรือขอรับ?" สวี่หยางวางถังข้าวต้มลงแล้วเดินเข้าไปหา
ผู้เฒ่าหวงจ้องมองสวี่หยางพลางเอ่ย "ก็เื่นั้นนั่นแหละ เ้าอย่าได้พูดคุยกับหลี่เหวยเลี่ยเป็อันขาดนะ!"
ผู้เฒ่าหวงกล่าวย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สวี่หยางจึงอาศัยโอกาสนี้เอ่ยถามขึ้นมาทันที "ผู้เฒ่าหวง หลี่เหวยเลี่ยผู้นี้แท้จริงแล้วเป็ใครกันแน่ขอรับ? แล้วโครงสร้างของมหาเรือนจำสยบอสูรแห่งนี้ มันเป็อย่างไรกัน?
เรือนจำที่สร้างฝังลึกอยู่ภายในูเาทั้งลูก แถมยังมีอีกตั้งหลายชั้น... แต่พวกเรากลับไม่เคยลงไปเลยสักครั้ง
แต่ในเมื่อวันนี้เ้าเอ่ยปากถามขึ้นมาแล้ว เช่นนั้นข้าจะเล่าให้เ้าฟังคร่าว ๆ สักหน่อยก็แล้วกัน"
ผู้เฒ่าหวงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ คราหนึ่ง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งและค่อย ๆ อธิบาย "มหาเรือนจำสยบอสูรแบบนี้มีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสิบแห่ง แบ่งออกเป็อักษร เจี่ย อี่ ปิ่ง ติง อู้ จี่ เกิง ซิน เหริน และกุ่ย เป็ชื่อเรียกมหาเรือนจำสยบอสูรแต่ละแห่ง
และภายใต้มหาเรือนจำสยบอสูรแต่ละแห่งนี้ ก็จะแบ่งย่อยออกเป็หกชั้นเช่นเดียวกัน
ชั้นที่พวกเราอยู่นี้เป็เพียงชั้นที่หนึ่งเท่านั้น ด้านล่างยังมีเรือนจำอีกห้าชั้น เพียงแต่เรือนจำชั้นล่างเ่าั้ไม่ใช่สถานที่ที่ผู้คุมระดับล่างอย่างพวกเราจะสามารถย่างกรายเข้าไปได้ ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องลงไปอย่างไร เื่นี้เกรงว่าคงมีเพียงท่านพัศดีเท่านั้นที่พอจะรู้เื่อยู่บ้าง
เื่ของเรือนจำเอาไว้ก่อนเถอะ พวกเรามาพูดถึงหลี่เหวยเลี่ยผู้นี้กันดีกว่า" ผู้เฒ่าหวงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ
"ลัทธิพิณมาร เป็หนึ่งในลัทธินอกรีตที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นตงจี๋ ภายในนั้นเต็มไปด้วยยอดฝีมือมากมาย วิชามารที่พวกมันแต่ละคนฝึกฝนก็แตกต่างกันออกไป ได้ยินมาว่ามีบางคนเพียงแค่อาศัยฝีปาก ก็สามารถพูดจนคนนับร้อยนับพันต้องตายมาแล้ว!
พวกมันสามารถล่อลวงกิเลสตัณหาและอารมณ์ทั้งเจ็ดของพวกเราได้ สรุปก็คือ พวกมันมีวิธีการทำร้ายผู้คนอยู่มากมายสารพัด ดังนั้นจงอย่าได้ไปมองหน้ามัน และอย่าได้พูดคุยกับมันเด็ดขาด การทำเช่นนี้ถึงจะสามารถรับประกันความปลอดภัยของตัวเ้าเองได้!"
สวี่หยางลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
'นี่มันวิชามารที่ไหนกัน นี่มันวิชาฝีปากมหาประลัยชัด ๆ พูดจนคนตายทั้งเป็เนี่ยนะ นึกว่าตัวเองเป็จูเก่อเลี่ยงหรือยังไง...'
"เอาล่ะ เ้าไปทำงานเถอะ เื่ที่ข้าเล่าให้เ้าฟัง ห้ามนำไปแพร่งพรายให้คนอื่นรู้เด็ดขาดล่ะ" ผู้เฒ่าหวงจ้องมองสวี่หยางพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงลึกซึ้งจริงจัง
"หลายวันมานี้ การกระทำของเ้าล้วนอยู่ในสายตาของข้าตลอด ข้ารู้ดีว่าเ้ามีความทะเยอทะยาน ทว่าการรั้งอยู่ที่นี่ มันปลอดภัยกว่าการที่เ้าจะดิ้นรนไปอยู่ในที่อื่นมากนัก อย่าพยายามปีนป่ายขึ้นไปให้สูงกว่านี้เลย..."
"ผู้เฒ่าหวง ข้าก็มีเื่หนึ่งอยากจะบอกท่านเช่นกันขอรับ" สวี่หยางเอ่ย
"เมื่อ่ก่อนข้าไปหาหูเลี่ย มันได้เล่าความลับเื่หนึ่งให้ข้าฟัง"
"ข้าคิดว่า หากบอกเื่นี้แก่ท่าน บางทีท่านอาจจะสามารถเกษียณอายุล่วงหน้าได้ อย่างไรเสีย่นี้สุขภาพของท่านก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก" สวี่หยางขยับเข้าไปใกล้ผู้เฒ่าหวง ก่อนจะกระซิบข้างหูเล่าเื่ราวเกี่ยวกับเด็กแฝดชายหญิงของเศรษฐีชิวให้อีกฝ่ายฟัง
สีหน้าของผู้เฒ่าหวงแปรเปลี่ยนไปในทันที เขาเบิกตากว้างจ้องมองสวี่หยางด้วยความตกตะลึง "เื่นี้เป็ความจริงงั้นหรือ?"
สวี่หยางพยักหน้ารับ "ข้าให้คนไปสืบดูแล้ว เป็เื่จริงแน่นอนขอรับ
ผู้เฒ่าหวง เื่นี้ข้าบอกท่านเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนท่านจะนำไปรายงานเบื้องบนหรือไม่ ก็สุดแล้วแต่ท่านจะตัดสินใจ ข้าขอตัวไปแจกจ่ายอาหารก่อนนะขอรับ"
สวี่หยางหิ้วถังข้าวต้มแล้วเดินผละจากไป ทิ้งให้ผู้เฒ่าหวงยืนนิ่งงัน ขอบตาของชายชราเริ่มแดงก่ำและชื้นแฉะ ลำคอตีบตันจนพูดไม่ออก
เมื่อเข้ามาภายในเรือนจำ สวี่หยางก็ลงมือแจกจ่ายอาหารไปตามลำดับ จนกระทั่งมาถึงกรงขังของหูเลี่ย
หูเลี่ยปรายตามองสวี่หยางพลางเอ่ยถาม "วันนี้ข้าจะได้กินสองชามใช่หรือไม่? เวลาล่วงเลยมานานป่านนี้ เ้าก็น่าจะสืบเื่นั้นจนกระจ่างแล้วสินะ!"
สวี่หยางหัวเราะแล้วเอ่ยตอบ "กระจ่างแล้ว กระจ่างแจ้งแล้วขอรับ เื่ที่ท่านเล่ามาล้วนเป็ความจริงทั้งสิ้น!"
หูเลี่ยพยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจ "ถ้าเช่นนั้นของข้า..."
เขาใช้มือเคาะชามของตนเองเบา ๆ เป็เชิงบอกให้สวี่หยางเติมข้าวต้มให้เต็ม
สวี่หยางยังคงประดับรอยยิ้มไว้บนใบหน้า ภายในกระบวยมีข้าวต้มเนื้อข้นคลั่กส่งกลิ่นหอมกรุ่น ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะเทลงในชามของหูเลี่ยนั้น สวี่หยางก็พลันชักกระบวยกลับมาเสียอย่างนั้น
หูเลี่ยขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความงุนงง สวี่หยางจึงเอ่ยขึ้น "ข้าลืมบอกไปเลย วันนี้ที่เรือนจำของเราเพิ่งจะมีนักโทษคนใหม่ถูกส่งตัวเข้ามา เบื้องบนสั่งการมาว่าต้องให้เขากินดีอยู่ดีสักหน่อย
ท่านเองก็คงจะรู้ดี คนผู้นั้นคือหลี่เหวยเลี่ย เขาเป็เ้าตำหนักแห่งลัทธิพิณมารเชียวนะ ข้าไม่กล้าไปล่วงเกินเขาหรอก วันนี้... คงไม่มีส่วนของท่านแล้วล่ะ"
ทุกถ้อยคำของสวี่หยางล้วนเต็มไปด้วยความเคารพนอบน้อม ทว่าการกระทำของเขากลับไม่มีความเคารพหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย!
"บัดซบเอ๊ย!" หูเลี่ยตวัดเท้าเตะชามของตนเองจนแตกกระจาย ก่อนจะพุ่งตัวยื่นมือทั้งสองข้างหมายจะคว้าจับตัวสวี่หยาง
ทว่าสวี่หยางนั้นเตรียมตัวรับมือไว้อยู่ก่อนแล้ว เขาจึงถอยร่นทิ้งระยะห่างออกไปในทันที ความเร็วในการหลบหลีกของเขานั้นรวดเร็วเสียจนหูเลี่ยถึงกับต้องเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ
"เหตุใดท่านถึงได้โกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้เล่า" สวี่หยางหิ้วถังข้าวต้มพลางเอ่ยยั่ว "นี่มันไม่ใช่ท่านเลยนะ!"
หูเลี่ยที่กำลังโกรธจัดได้คืนร่างกลับกลายเป็วัว มันใช้เขาทั้งสองข้างพุ่งชนกระแทกเข้ากับประตูกรงขังอย่างแรง จนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
สวี่หยางยิ้มกว้างจนดวงตาโค้งหยีเป็รูปพระจันทร์เสี้ยว ในที่สุดหูเลี่ยก็ติดกับเข้าจนได้ เขารีบเปิดดูบันทึกเื่ราวปีศาจอย่างรวดเร็ว และก็เป็ไปตามคาด ข้อมูลของหูเลี่ยได้ปรากฏขึ้นบนบันทึกเื่ราวปีศาจแล้ว
[หูเลี่ย : ปีศาจวัวตัวผู้]
[ระดับพลัง : รวบรวมลมปราณ ขั้นที่เจ็ด]
[ค่าความมุ่งร้าย : 5%]
[ผลตอบแทน : หนึ่งชั่วยามได้รับหกสิบค่าประสบการณ์]
สวี่หยางเดาะลิ้นเบา ๆ ระดับพลังของหูเลี่ยนั้นแข็งแกร่งกว่าราชันย์หมาป่าเสียอีก ทว่าค่าความมุ่งร้ายที่มีต่อเขากลับอยู่ในระดับธรรมดาทั่วไป ภายในหนึ่งชั่วยามจึงสามารถมอบค่าประสบการณ์ให้เขาได้เพียงหกสิบแต้มเท่านั้น
ทว่าความลับที่มันกุมเอาไว้นั้นกลับมีอยู่มากมายก่ายกอง หากมีเวลาว่าง เขาคงต้องลองเปิดดูความลับเ่าั้สักหน่อย อย่างไรเสียก็ยังมีเด็กอีกตั้งมากมายที่ยังหาตัวไม่พบ หากเขาสามารถตามหาเด็กเ่าั้จนพบได้ ก็ถือเป็ความดีความชอบชิ้นใหญ่เลยทีเดียว
สวี่หยางเดินวางมาดกร่างพลางเอ่ย "หูเลี่ย หากเ้ายังขืนทำตัวเช่นนี้ ต่อไปก็จะไม่มีข้าวตกถึงท้องเ้าอีก ปล่อยให้เ้าหิวตายไปซะเลยดีไหม"
หูเลี่ยคืนร่างจากวัวกลับมาเป็มนุษย์ดังเดิม มันแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ "ปล่อยให้ข้าหิวตายงั้นหรือ? เ้ากล้าหรือไง ต่อให้เป็พัศดีของพวกเ้าก็ยังไม่กล้าเลย!"
สวี่หยางก็แค่พูดขู่ไปอย่างนั้นเอง เขาไม่สนใจไยดีหูเลี่ยอีก สวี่หยางสาดข้าวต้มลงไปบนพื้นหน้ากรงขังอย่างลวก ๆ พลางเอ่ย "เ้าไม่มีชามแล้ว ก็ก้มหน้าเลียกินมันไปแบบนี้ก็แล้วกัน!"
หูเลี่ยนี่ช่างไม่มีความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีเอาเสียเลย เมื่อครู่นี้ยังคิดจะสังหารสวี่หยางอยู่เลยแท้ ๆ ทว่าพอเห็นข้าวต้มที่หกเลอะเทอะอยู่บนพื้น มันกลับอดรนทนไม่ไหว รีบแลบลิ้นออกมาก้มลงเลียกินอย่างตะกละตะกลาม
มันเลียไปพลางเอ่ยถามไปพลาง "ครั้งหน้าที่มาแจกอาหาร ช่วยเอาชามใบใหม่มาให้ข้าด้วยได้หรือไม่?"
"ได้สิ เดี๋ยวจะเอามาให้!" สวี่หยางที่เดินห่างออกไปส่งเสียงหัวเราะลั่น
หูเลี่ยถูกขังอยู่ที่นี่มาเนิ่นนานแล้ว ระดับความเสพติดที่มันมีต่อข้าวต้มนั้นจึงรุนแรงกว่ามหาปีศาจตนอื่น ๆ มากนัก รอให้มันมีอาการเสพติดรุนแรงมากกว่านี้อีกสักหน่อย ถึงตอนนั้นค่อยหาวิธีเพิ่มค่าความมุ่งร้ายที่มันมีต่อเขาให้สูงขึ้นก็แล้วกัน
และในตอนนี้เอง สวี่หยางก็ก้มมองข้าวต้มเพียงหยิบมือที่เหลือติดก้นถัง ก่อนจะเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ากรงขังของหลี่เหวยเลี่ย
เมื่อครู่นี้ตอนที่คนพลุกพล่าน เขายังไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าไหร่นัก ทว่าเมื่อลองมองดูในตอนนี้ กลับรู้สึกได้ว่าภายในกรงขังนั้นเต็มไปด้วยเงาปีศาจลอยวนเวียน กลิ่นอายภูตผีโชยคลุ้งน่าขนลุก ราวกับว่ามีอสูรร้ายในเงามืดกำลังอ้าปากกว้างรอคอยที่จะกลืนกินผู้คน!
"ไง น้องชายผู้คุม!"
หลี่เหวยเลี่ยโผล่ศีรษะออกมาจากช่องว่างระหว่างซี่กรงเหล็กั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ เขาส่งยิ้มมาให้ทว่าแววตากลับเย็นเยียบทะลุถึงกระดูก น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยก็แฝงไปด้วยมนตร์สะกดล่อลวง
"หลี่เหวยเลี่ย กินข้าว!"
สวี่หยางพยายามตั้งสติรวบรวมสมาธิให้มั่นคง เขาตักข้าวต้มส่งให้หลี่เหวยเลี่ย ทว่าหลี่เหวยเลี่ยกลับยังคงประดับรอยยิ้มจ้องมองสวี่หยางเขม็ง โดยไม่ได้ปรายตามองข้าวต้มในชามของตนเองเลยแม้แต่น้อย!