Chapter 12 : ทุ่งราบแห่งวรนาถ
ณ ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดไก่ทอดชื่อดังเวลาเที่ยงครึ่ง เนื่องจากเป็่เวลาที่โรงเรียนทุกแห่งหยุดปิดเทอมกันหมดแล้ว ทำให้มีผู้คนพลุกพล่านมากมายและโต๊ะในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดแห่งนี้ก็แน่นไปด้วยผู้คน บ้างก็เป็ครอบครัวพ่อแม่ลูก บ้างก็เป็พนักงานที่พักเที่ยง บ้างก็เป็วัยรุ่น บ้างก็มากันเป็กลุ่ม บ้างก็มานั่งกินไก่ทอดคนเดียว
แอล เด็กสาวอายุสิบเจ็ดปี เปิดเทอมครั้งหน้าเธอก็จะขึ้นไปอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกแล้ว เธออยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาวและกางเกงยีนตัวโปรดในมือของเธอคือน่องไก่ทอดวิ้งแซ่บรสเด็ด เมนูโปรดของเธอ ทรงผมบ๊อบยาวประไหล่ปลิวไปมาตามแรงเคี้ยวอาหารที่อยู่ในปาก
ที่จริงแล้วแอลเป็พนักงานพาร์ทไทม์อยู่ที่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดแห่งนี้ และวันนี้ก็เป็วันหยุดของเธอ ส่วนเหตุผลที่เด็กสาวเลือกทานไก่ทอดร้านที่ตัวเองทำงานอยู่ก็เพราะมีส่วนลดพนักงานอย่างไงล่ะ
บ้านของเธอมีฐานะปานกลาง พ่อและแม่ของแอล ทั้งคู่ทำงานเป็พนักงานออฟฟิศ เงินเดือนของพวกเขาสองคนรวมกันหักลบค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วก็พูดได้ว่าเหลือให้เธอใช้ แม้จะไม่ได้เยอะมากมายก็ตาม แต่แอลตั้งปฏิญาณกับตัวเองไว้ว่า เธอจะใช้เงินที่หามาได้ด้วยตัวเองเท่านั้นและเงินที่พ่อแม่ของเธอให้เป็ค่าขนม จะเก็บเอาไว้เผื่อกรณีฉุกเฉินและพ่อกับแม่ของแอลเห็นด้วยกับความคิดของลูกตัวเอง
ผลการเรียนของเด็กหญิงอยู่ที่ปานกลางโดยมีเกรดเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 2.81 สำหรับบางคนอาจจะดูเยอะ สำหรับบางคนอาจจะดูน้อยแต่ในสายตาของเธอ มันคือผลการเรียนระดับปานกลาง
และคงต้องบอกว่าเด็กสาวถือเป็ครอบครัวหนึ่งที่โชคดีเนื่องจากบ้านที่เธอและครอบครัวอาศัยอยู่ในขณะนี้นั้นเป็บ้านหลังเดี่ยวของตัวเอง มีขนาดพอเหมาะและมีสวนหลังบ้านกว้างพอสมควร มันเป็มรดกตกทอดมาจากคุณปู่ทวด ทำให้ครอบครัวของเธอไม่ต้องไปเช่าห้องแคบๆ อยู่เหมือนกับครอบครัวของคนอื่น
ที่สวนหลังบ้านของเธอมีเป้าตั้งอยู่ มันคือเป้าที่เด็กสาวเอาไว้ใช้ซ้อมยิงธนู เพราะเธอมีความฝันที่ตนใฝ่ฝันเอาไว้มานานและแอลก็กำลังพยายามทำมันอยู่ทุกวันหลังจากเลิกงาน
ความใฝ่ฝันของเด็กสาวคือการไปเข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิก
กีฬาโอลิมปิกถูกจัดขึ้นมานานหลายพันปีและมีประวัติศาสตร์มากมาย มันคือการแข่งขันแห่งเกียรติยศที่ผู้คนมากมาย้าเข้าร่วม อีกทั้งหากผู้ที่ได้รับชัยชนะในกีฬาต่างๆ จะได้รับเกียรติพบกับเทพแห่งโอลิมปัสด้วย
ใช่ แอลอยากเจอกับเทพโอลิมปัส เทพแห่งกรีกที่ไม่ได้เป็เพียงตำนานบนโลกนี้ พวกเขามีตัวตนอยู่จริง แม้พวกเขาจะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับกิจของมนุษย์ดั่งเช่นในอดีตแล้ว ทำให้การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเป็โอกาสเดียวที่มนุษย์ธรรมดาอย่างเธอจะมีโอกาสได้พบอีกฝ่าย
และเทพที่เด็กสาว้าเจอก็คงเป็ใครไปไม่ได้ เทพองค์ดังกล่าวคือเหตุผลที่ทำให้เธอเลือกธนูเป็อาวุธคู่ใจ เทพีอาร์เทมิส เทพีแห่งการล่าสัตว์ เทพีแห่งดวงจันทร์ เพราะแอลนั่นคือสาวกของเทพีองค์ดังกล่าว ที่มีความศรัทธาและเลื่อมใสเป็อีกฝ่ายเป็อย่างมาก
ต้องเล่าเท้าความไปตอนที่เด็กสาวอายุแปดปี ในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง คืนนั้นเป็คืนเดือนหงาย ทำให้ท้องฟ้าสว่างไสวจนไร้หมู่ดาว มีเพียงพระจันทร์ดวงโตเท่านั้นที่ลอยอยู่บนฟ้า
เด็กหญิงแอลอายุแปดปีอยู่บ้านกับคุณปู่และเนื่องจากท่านชรามากแล้วทำให้ท่านพล่อยหลับไปก่อนในเวลาสองทุ่ม พ่อกับแม่ของเด็กหญิงยังไม่ถึงบ้านเนื่องจากเผชิญรถติดหลายชั่วโมง เด็กหญิงแอลในเวลาดังกล่าวจึงออกมาสูดอากาศและนั่งรับลมที่สวนหลังบ้าน แหงนหน้ามองท้องฟ้าและดวงจันทร์ใบงาม
และทันใดนั้นเอง ที่สุดสายตาของเด็กหญิงก็พลันสังเกตเห็นเงาของอะไรบางอย่าง มันลอยบังดวงจันทร์เบื้องหน้าเธอ เมื่อเธอเห็น ก็พลันนึกถึงเื่เล่าที่คุณปู่ของเธอชอบเล่าให้ฟังในยามที่ทั้งคู่ออกมานั่งชมจันทร์ด้วยกัน เด็กหญิงะโขึ้นสุดเสียง “ออกไป ออกไป อย่ามากินดวงจันทร์นะราหู!”
เสียงเล็กๆ ของเด็กหญิงเล่นเอาอีกฝ่ายที่ได้ยินถึงกับหลุดขำ เงาดังกล่าวลอยลงต่ำเรื่อยๆ จนมาลอยหยุดอยู่ต่อหน้าเด็กหญิงพร้อมกับเอ่ยเสียงหวาน “ข้าไม่กินดวงจันทร์ของเ้าหรอกสาวน้อย”
แอลในตอนนั้นที่กำลังตกตะลึงกับคนตรงหน้า เพราะเมื่อสักครู่นี้อีกฝ่ายยังลอยบังพระจันทร์อยู่เลยแต่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นก็มายืนอยู่ตรงหน้าเธอเสียแล้ว
“พี่สาวไม่ใช่ราหูหรอกเหรอ” เด็กหญิงถามขึ้น
“หน้าตาข้าน่าเกลียดเหมือนเ้าราหูนั่นเชียวหรือ” เสียงหวานถามเด็กหญิงเบื้องหน้าพลางขำในลำคอ
แอลมองไปที่หน้าของอีกฝ่ายแล้วไล่ลงไปจรดปลายเท้า เธอเงยหน้ามองคนตรงหน้าอีกครั้งพลางส่ายหัวเป็การปฏิเสธ เมื่อเห็นสาวน้อยตรงหน้าส่ายหัวด้วยท่าทางน่ารัก มือสวยก็พลันยื่นมาลูบหัวอย่างอ่อนโยน พลางถาม “เ้าชื่ออะไรกันสาวน้อย”
“แอลค่ะพี่สาว” เด็กหญิงตอบ
“เ้าช่างมีความกล้าหาญเสียจริง ข้าขออวยพรให้เ้าประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่มีสัตว์ร้ายตัวใดทำอันตรายเ้าได้ จงรักษาความกล้าหาญเช่นนี้ไว้นะสาวน้อย” กล่าวจบ เ้าของเสียงหวานก็ค่อยๆ ลอยตัวขึ้นกลางอากาศอีกครั้ง
“พี่สาวจะไปแล้วเหรอ ไม่อยู่เล่นกันก่อนเหรอ” เด็กหญิงถามขึ้น
“ข้ามีธุระต้องสะสาง อยู่เล่นกับเ้าไม่ได้หรอก” เธอตอบกลับเด็กหญิง
“ถ้างั้นพี่สาวชื่ออะไรคะ ไว้ครั้งหน้าถ้าพี่แวะมาอีกหนูจะได้เรียกถูก” เสียงเล็กเอ่ยถาม
“สาวน้อย ข้าชื่ออาร์เทมิส จำไว้ให้ดีล่ะ”
เมื่อกล่าวเสร็จร่างนั่นก็ค่อยๆ หายไป ร่างของเด็กสาวใน่อายุวัยรุ่น ผมหยักศกสีน้ำตาลอ่อนยาวถึงบริเวณกลางหลัง ใบหน้ายิ้มแย้ม จมูกโด่ง ริมฝีปากสีชมพู คิ้วหนาสีน้ำตาลและดวงตาสีเงินที่ต้องแสงจันทร์จนเปล่งประกายงดงาม เธอในชุดเดรสผ้าริ้วสีขาวปลิวไสวไปตามลม รูปลักษณ์และรอยยิ้มที่ส่งมาให้เด็กหญิงในตอนนั้นเป็ภาพที่แอลจำได้ขึ้นใจไม่ลืมเลือน
หลังจากนั้นเมื่อแอลขึ้นมัธยมต้น เด็กสาวก็ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของเทพีอาร์เทมิส ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวจึงผุดขึ้นมาในหัวของเธอทันที ถึงแม้จะไม่ทราบว่าสิ่งที่อีกฝ่ายบอกกับเธอเป็เื่จริงหรือไม่ แต่เด็กสาวก็ได้ตัดสินใจที่จะพบกับเทพีให้ได้ เพื่อยืนยันว่าพี่สาวในคืนนั้นคือเทพีจริงๆ
แอลขอให้พ่อพาเธอไปเรียนยิงธนู และเริ่มฝึกอย่างหนักั้แ่นั้นเป็ต้นมา แม้ความสามารถของเธอจะอยู่ในระดับดีเลิศแต่มันก็เป็เพียงแค่ระดับของมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น
ปัญหาอันใหญ่หลวงที่เด็กสาวเจอก็คือพัฒนาการของการเพิ่มระดับพลังพิเศษของเธอไปได้ไม่สวยตามที่เธอคาดหวังไว้เท่าไหร่นัก เด็กหญิงใช้เวลากว่าหนึ่งปีเพื่อฝึกฝนการควบคุมมานาในอากาศ ระยะเวลาหนึ่งปีนี้เป็ระยะเวลาที่มนุษย์อายุสิบป่าสิบปกทั่วไปจะสามารถควบคุมได้ซึ่งเป็สิ่งที่ทำให้เด็กหญิงหัวเสียเล็กน้อย เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะไม่มีพร์ขนาดนั้น
และเธอก็ใช้เวลาอีกเป็ปีเพื่อที่จะทำให้ร่างกายของเธอผสานเข้ากับมานาจนสามารถไต่ขึ้นเทียร์หนึ่งแรงก์จีได้ แม้ขั้นตอนนี้เธอจะทำได้เร็วกว่าคนทั่วไปประมาณครึ่งปีแต่แอลก็ยังไม่พอใจอยู่ดี
ต้องอธิบายก่อนเลยว่า ระยะเวลาการฝึกวรยุทธ์และเวทมนตร์บนโลกนี้นั้นขึ้นอยู่กับโรงเรียนเหมือนดั่งที่เคยกล่าวไป บางโรงเรียนนั้นเริ่มสอนตอนมัธยมต้น แต่ส่วนใหญ่แล้ว โดยเฉพาะโรงเรียนรัฐบาล จะเริ่มสอนเด็กนักเรียนที่ลงเรียนวิชานี้เมื่อขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่เท่านั้น แถมการเรียนการสอนยังล่าช้ากว่าโรงเรียนเอกชนอีกด้วย เหตุเพราะทรัพยากรที่มีให้นั้นน้อยกว่า ทำให้เด็กนักเรียนที่จบจากโรงเรียนรัฐบาลส่วนมากนั้นจะมีค่าเฉลี่ยของระดับพลังอยู่ที่เทียร์หนึ่งแรงก์จี หากใครมีพร์หน่อยก็อาจจะสามารถเรียนจบโดยมีระดับพลังถึงขั้นแรงก์อีแต่กระนั้นก็หายากมาก
เด็กหญิงรู้สึกท้อเล็กน้อยทุกครั้งที่นึกถึงเหล่าผู้ที่ได้รับโอกาสในการเรียนจากนักเวทย์ชั้นนำและการเข้าถึงยาเพิ่มพลังต่างๆ ที่เธอไม่มีวันมีสิทธิ์ได้แตะต้อง เนื่องจากราคาที่สูงลิบลิ่ว แม้ครอบครัวเธอจะพอมีเงินแต่ก็ไม่สามารถเจียดไปใช้กับอะไรที่ไม่จำเป็ขนาดนั้นได้
“สรุปวันนี้พวกมึงเอาไง” เสียงบทสนทนาของโต๊ะข้างๆ ของเธอดังขึ้น
เด็กผู้ชายสี่คนที่ดูแล้วน่าจะอายุน้อยกว่าเธอ พวกเขากำลังหยิบน่องไก่ขึ้นมากินและคุยกันอย่างจริงจัง
“ไปดิ วันนี้กูจะจัดการไอ้เสือห่านั่นให้ได้” เด็กผู้ชายตัวเล็กที่สุดในกลุ่มกล่าวเสียงห้าว
“เชี้ยสอง เมื่อวานมึงตายคนแรกเลยนะได้ข่าว” เด็กผู้ชายอีกเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
“กูไม่ได้ตั้งตัวหรอกเหอะ” เขาแย้ง
“แต่กูเซ็งที่รู้ว่าสู้ยังไงก็แพ้นี่ดิ” เด็กผู้ชายที่หน้าตาเหมือนกับคนที่ชื่อสองกล่าว
“แพ้ก็ไม่ได้แย่นะมึง ยังไงถ้าเราจัดการพวกก็อบลินสามตัวนั้นได้ก็คือว่าถือคุ้ม” เด็กหนุ่มที่ร่างกายดูจะแข็งแรงที่สุดในกลุ่มเอ่ยขึ้น
“ก็จริง กูไม่เคยคิดเลยว่าจะมีดันเจี้ยนสตูที่พอฆ่าม้อนได้แล้วจะได้พลังชีวิต แจ่มแมวฉิบ!” แฝดคนที่ชื่อสองสมทบ
ประโยคดังกล่าวเล่นเอาแอลที่นั่งฟังอยู่โต๊ะข้างๆ ถึงกับต้องเบิกตากว้างพร้อมกับคิดในใจ ฆ่ามอนสเตอร์แล้วได้พลังชีวิตงั้นเหรอ
“แต่กูว่ารสนิยมพี่เ้าของร้านแปลกๆ ผู้ชายไรวะชอบตัวนาก มึงว่างั้นไหมไอ้นน” สองถามเพื่อนที่นั่งข้างกัน
“กูว่าก็น่ารักดีออก” นนตอบ
“นากน่ารักหรือน้องสาวพี่เ้าของร้านน่ารัก มึงพูดมา” แฝดของสองหยอกเพื่อนของตัวเอง
“ปัญญาอ่อนไอ้สาม กูว่าตัวนากน่ารักจริงเหอะ แล้วมึงดูชื่อร้านกับชื่อแอปฯ ด้วย คูลดีออก” นนตอบกลับเสียงแข็ง
“แต่ก็ชอบชื่อนะเว้ย มันดูมีอะไรดี ออตเทอร์ ดันเจี้ยน สตูดิโอ” เด็กหนุ่มอีกคนที่แอลยังไม่ได้ยินชื่อกล่าวขึ้น
“แล้ววันนี้เราจะไปตอนไหน เมื่อวานที่กูฆ่าก็อบลินมีดนั่นแล้วได้พลังชีวิตมา กูรู้สึกว่าจุดตันเถียนของกูเสถียรขึ้นนะ ถ้าอาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์กูทำดีๆ ก็อาจจะขึ้นแรงก์เอฟได้ไม่ยาก” นนกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“อีกสักสองชั่วโมงไหมพวกมึง กูต้องกลับไปใส่เกราะที่บ้าน” เด็กหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“เชี้ยบอย เมื่อวานกูก็บอกแล้วว่าให้เอาเกราะเก็บไว้กับกูก็ไม่เชื่อ เสียเวลาอีก” สองเอ็ดเพื่อนสนิทของเขา
ในตอนนี้แอลก็รู้ชื่อของกลุ่มเด็กหนุ่มทั้งสี่คนแล้ว และหลังจากที่เธอได้ยินบทสนทนาของพวกเขาก็ทำให้เธอสนใจขึ้น แอบนึกประหลาดใจที่ดันเจี้ยนสตูดิโอดังกล่าวสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งเมื่อฆ่ามอนสเตอร์ได้
‘เทคโนโลยีมันไปไกลถึงขนาดนี้แล้วเหรอ’ เด็กสาวคิด
หลังจากนั้นประมาณสิบนาที กลุ่มของเด็กหนุ่มก็ทานไก่ทอดเสร็จและแยกย้ายกลับไปเตรียมตัว สิบนาทีนั้นแอลแอบฟังพวกเขาเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับดันเจี้ยนสตูดิโอที่เธอได้ยินให้ได้มากที่สุด
เมื่อเห็นว่าพวกเขาเดินออกจากร้านอาหารไปแล้ว เด็กสาวจึงหยิบโทรศัพท์สมาร์ตโฟนของตัวเองขึ้นมาแล้วเข้าแอปพลิเคชันแผนที่และค้นหาชื่อสถานที่ดังกล่าวโดยทันที
“ไม่ไกลเท่าไหร่ นั่งสายแปดไปน่าจะใช้เวลาไม่นาน” เสียงใสเอ่ยขึ้นพร้อมกับเดินออกไปจากร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดโดยไม่ลืมเอ่ยลาเพื่อนร่วมงานที่กำลังคีบไก่อย่างขะมักเขม้น
___________________________
หญิงสาวในชุดวันพีชสีขาวนอนพิงโซฟาตัวใหญ่ เธอกำลังนอนอ่านนิตยสารแฟชั่นอยู่โดยมีชายหนุ่มนั่งจ้องโทรทัศน์อยู่โซฟาตัวถัดไป ไม่ห่างจากเขาเท่าไหร่มีกลุ่มชายชุดดำยืนเรียงรายอยู่ด้วยกันห้าคน สายตาของพวกเขาจับจ้องไปที่หน้าจอโทรทัศน์เช่นเดียวกับชายหนุ่ม
บนหน้าจอโทรทัศน์ปรากฏภาพของชายหนุ่มผมทองในชุดเกราะ เขากำลังะโหลบเสือที่ตัวใหญ่เท่ากับช้างไปมาอยู่ เกราะของเขามีรอยฉีกขาดจากกรงเล็บของศัตรูเบื้องหน้า และ่เวลานั้นเอง กรงเล็บอันแหลมคมของมันก็ข่วนเข้าไปกลางอกของชายหนุ่ม ก่อนที่ร่างกายของเขาจะสลายหายไป
“นี่รอบที่เท่าไหร่แล้วนะมิน” มายถามขึ้นเมื่อเห็นว่าลูกค้าคนแรกของวันนี้เพิ่งจะเสียท่าให้กับบอสมอนสเตอร์เสือไป
“ั้แ่เปิดร้านก็รอบที่สี่ล่ะ” ชายหนุ่มตอบ
วันนี้มินได้ทำการเปิดร้านเวลาเก้าโมงครึ่ง ซึ่งเมื่อเขาเดินไปปลดล็อกประตูใสก็ได้เห็นจอห์น ลูกค้าที่เข้าดันเจี้ยนของเขาไปสิบรอบเมื่อวาน ชายหนุ่มผมทองมารออยู่หน้าร้านของเขาั้แ่เช้าโดยมีบอดี้การ์ดติดตามมาด้วย เมื่อเห็นว่าดันเจี้ยนสตูดิโอเปิดแล้ว เขาก็ไม่รีรออะไรทั้งสิ้น เมื่อเขาเข้าร้านมาแล้วก็ทำการซื้อด็อกแท็กเข้าดันเจี้ยนทันที และนี่ก็เป็รอบที่สี่แล้วที่ชายหนุ่มได้รับความพ่ายแพ้
“ถือว่าพัฒนา ต้านเซเบอร์ทูธได้ตั้งสี่สิบวิแน่ะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นทั้งๆ ที่ตัวเองยังคงถือนิตยสารอ่านอยู่
“ขอโทษนะคะ” เสียงบุคคลปริศนาดังขึ้น
เรียกความสนใจให้มินและมายให้หันหลังกลับไปมองยังต้นเสียง ที่หน้าร้านของพวกเขา ปรากฏภาพของเด็กสาววัยรุ่นในชุดเสื้อยืดสีขาวกางเกงยีน เธอโผล่หัวเข้ามาในร้านในขณะที่แง้มประตู
“ว่าไงจ๊ะน้องสาว” มายรีบถามขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ที่นี่ใช่ออตเทอร์ ดันเจี้ยนสตูดิโอหรือเปล่าคะ” เด็กสาวถามอย่างไม่แน่ใจ
“ใช่แล้ว ที่นี่คือออตเทอร์ ดันเจี้ยนสตูดิโอจ้า” ตอบอีกฝ่ายไปก่อนจะชี้ไปที่ป้ายชื่อร้านซึ่งแขวนติดผนังอยู่หลังเคาน์เตอร์
เมื่อมั่นใจแล้วว่าตนมาถูกที่ แอลจึงอ้าประตูแล้วเดินเข้ามาในร้านพลางสังเกตบรรยากาศรอบๆ ไฟแชนเดอเรีย เฟอร์นิเจอร์หรูดูราคาแพง ใบหน้าของเด็กสาวจึงเริ่มวิตกกังวล ‘ค่าเข้าจะแพงรึเปล่านะ ไม่มีราคาค่าเข้าเขียนไว้ด้วยสิ’ เธอคิด
“น้องสนใจมาใช้บริการใช่ไหมจ๊ะ” มายที่โผล่มายืนข้างเธอเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบถามขึ้น
แอลสะดุ้งเล็กน้อยเนื่องจากจับััของอีกฝ่ายไม่ได้ว่าเข้าใกล้ตัวเธอด้วยระยะใกล้ขนาดนี้ั้แ่ตอนไหน
“ค่ะ พี่มีรายละเอียดไหมคะ” เด็กสาวถาม
“ตอนนี้ที่สตูของเรามีดันเจี้ยนแค่สองแบบจ้ะน้องสาว แบบแรกเหมาะกับการเข้าเป็ปาร์ตี้เรียกว่า ป่าดิบชื้นแห่งก็อบลิน แต่น้องมาคนเดียวคงไม่เหมาะเท่าไหร่ พี่แนะนำดันเจี้ยนอีกแบบ ถึงเข้าคนเดียวก็ไม่มีปัญหาอะไรแถมระดับยังแค่เทียร์หนึ่งแรงก์จีอีก ดันเจี้ยนนี้ชื่อว่า ทุ่งราบแห่งวรนาถ” มายบอกรายละเอียดไปพลางคว้าแขนของเหยื่- ลูกค้ารายใหม่ของเธอเอาไว้
แอลที่โดนหญิงสาวในชุดวันพีชสีขาวล็อกแขนรู้สึกประหม่านิดหน่อย เธอฟังรายละเอียดเสร็จแล้วจึงถามอีกฝ่ายเสียงสั่น “แล้วราคามันแพงไหมคะ”
“ไม่แพงเลย ดันเจี้ยนก็อบลินแห่งป่าดิบชื้นค่าเข้าหนึ่งร้อยบาท ส่วนทุ่งราบแห่งวรนาถค่าเข้าแค่หกสิบบาทเอง” เธอบอกราคาพลางยิ้มหวานๆ ให้ลูกค้ารายใหม่
“ไม่แพงจริงด้วย ฮ่าๆ” ตอบออกไปอย่างนั้นแต่ความจริงแล้วกลับไม่ได้คิดอย่างนั้น เด็กสาวรู้สึกว่าค่าใช้บริการของที่นี่แพงกว่าที่อื่นที่เธอเคยไปเล็กน้อย หรือจริงๆ ก็ไม่เล็กน้อย ถ้าพูดถึงค่าเข้าดันเจี้ยนระดับเอฟอย่างดันเจี้ยนก็อบลินแห่งป่าดิบชื้นที่ค่าเข้าแพงกว่าดันเจี้ยนสตูดิโออื่นในระดับเดียวกันถึงสองเท่า ส่วนดันเจี้ยนระดับจีนั้นส่วนใหญ่ค่าเข้าจะอยู่ที่สามสิบถึงสี่สิบบาท เธอจึงไม่ได้กังวลเท่าไหร่ ความต่างยี่สิบบาทไม่มีปัญหาอะไรสำหรับเธอ
“ถ้างั้นหนูเอาดันเจี้ยนแรงก์จีค่ะ” แอลตอบ
มายรับเงินมาจากเด็กสาวก่อนจะยื่นด็อกแท็กและบอกรายละเอียดกับอีกฝ่าย เด็กสาวฟังคำอธิบายเสร็จแล้วจึงเดินเข้าสเตชันที่หนึ่งไป เมื่อเปิดเข้าห้องมาแล้วเธอก็ต้องพบกับห้องที่ดูเหมือนห้องคาราโอเกะ มีโซฟา มีโทรทัศน์และลำโพง ถ้ามีไมค์ด้วยเธอคงคิดว่านี่คือห้องคาราโอเกะจริงๆ
แอลยกแขนขึ้นมาก่อนจะเขย่าสร้อยข้อมือสีเงินที่เธอสวมใส่อยู่ เมื่อเธอเขย่าครั้งหนึ่ง พลันก็มีชุดเกราะหนังปรากฏออกมา เธอลูบไปเบาๆ ที่สร้อยข้อมือดังกล่าว
ไอเทมชิ้นนี้คืออุปกรณ์เวทมนตร์คล้ายกับแหวนเก็บของแต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เด็กสาวเลือกซื้อไอเทมชิ้นนี้มาเพราะมันมีออฟชั่นเสริมอยู่น่ะสิ
คราวหน้าเธอสะบัดข้อมือหนึ่งที่ ก่อนที่สร้อยข้อมือเมื่อสักครู่จะค่อยๆ ขยาย หงอกกิ่งก้านออกมาจนกลายเป็คันธนูสีเงินช่างดูงดงาม
“ไม่เสียแรงที่ใช้เงินเก็บทั้งปีซื้อมา” เอ่ยขึ้นพลางยิ้มเยาะกับตัวเองก่อนจะใช้ด็อกแท็กแตะไปที่ป้ายรูปตัวนากพร้อมกับร่างของเธอที่หายไป
เมื่อได้สติขึ้นอีกครั้ง แอลจึงมองไปรอบๆ ตัว เผยให้เห็นถึงท้องฟ้าสีคราม ทุ่งราบกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา สายลมอ่อนๆ ที่พัดปลายหญ้าซึ่งสูงประมาณหัวเข่าของเธอปลิวไสว
ที่สุดปลายสายตาคือต้นไทรต้นใหญ่ มันคือสิ่งเดียวที่เด่นสะดุดตาที่สุดในดันเจี้ยนแห่งนี้
โดยปกติที่นอกจากจะทำงานพิเศษและฝึกยิงธนูแล้ว แอลก็ไปเข้าดันเจี้ยนสตูดิโอเพื่อฝึกการต่อสู้ด้วย แม้เธอจะไปเดือนละไม่กี่ครั้งก็ตามเนื่องจากทั้งตารางเรียนตารางการทำงานและตารางการฝึกของเธอก็แน่นพอตัวอยู่แล้ว
“เหมือนจริงมาก” เสียงใสอุทานออกมา
เธอรู้ดี รู้ดีว่าการทำดันเจี้ยนสตูดิโอต้องใช้เงินเยอะขนาดไหน หากเป็ดันเจี้ยนสตูดิโอที่ราคาถูกหน่อย การเข้าไปฝึกก็คงมีแค่เข้าไปสู้กับมอนสเตอร์ในมิติโล่งๆ ดันเจี้ยนพวกนั้นบางที่ราคาค่าเข้าแค่สิบห้าบาทด้วยซ้ำ
ฉะนั้นแล้วเด็กหญิงจึงรู้สึกทึ่งกับสภาพบรรยากาศโดยรอบเป็อย่างมาก ไม่มีดันเจี้ยนระดับต่ำที่ไหนที่จะกล้าลงทุนใส่ ท้องฟ้า ใส่ลมให้เหมือนจริงขนาดนี้หรอกเพราะว่าพวกเขาอาจจะขาดทุนเอาได้
“เพราะงี้ถึงแพงสินะ” เด็กสาวเอ่ยออกมา
เธอจับคันธนูเอาไว้แน่น พร้อมกับตั้งสมาธิเพื่อลับประสาทััการได้ยินให้คมขึ้น เธอไม่แน่ใจว่าศัตรูจะโผล่ออกมาเมื่อใด เด็กสาวดูข้อมูลของดันเจี้ยนแห่งนี้จากหน้าเคาน์เตอร์มาแล้วแต่เธอก็ยังแอบสงสัยอยู่เล็กน้อย
ไม่มีการโชว์ภาพมอนสเตอร์และบอสว่ามีหน้าตาเป็อย่างไร มีเพียงเงาดำๆ เท่านั้น ทำให้เธอไม่ทราบข้อมูลและไม่สามารถเตรียมตัวได้ว่าเธอจะเจอกับมอนสเตอร์ประเภทไหน
และทันใดนั้นเอง
“เ้าเป็ใครแม่สาวน้อย” เสียงผู้หญิงปริศนาก็พลันดังก้องขึ้นไปทั่วบริเวณ
แอลหันซ้ายหันขวา พร้อมกับง้างสายธนูเตรียมตัวไว้ ไม่แน่ใจว่านั่นเป็เสียงของใครและดังมาจากทางไหน
“อย่าได้กังวลไป ข้าแค่สงสัยเพียงเท่านั้น มิได้มีใครมาเยือนข้านานแล้ว” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
“นั่นใคร” แอละโถามพร้อมกับย่อตัวให้อยู่ในระดับพื้น
“ข้าหรือ? ข้าคือผู้ที่ติดอยู่ในมิติแห่งนี้มาช้านาน เพราะเ้าเด็กนั่นคนเดียว!” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดของเสียงปริศนาดังขึ้น
“เด็กคนไหน” แอละโถามอีกครั้ง และพยายามััต้นเสียงว่ามาจากทิศไหน
“เ้าเด็กนั่น ลีรอย!” เธอะโขึ้น
“ใครคือลีรอย” แม้จะจับต้นชนปลายไม่ถูกแต่แอลก็พยายามที่จะพูดคุยกับอีกฝ่าย เพราะเธอยังไม่สามารถจับััที่มาของเสียงได้
“หลานชายของข้าเอง อ่า พูดถึงหลานของข้า ข้าชักจะคิดถึงพวกเขาแล้วสิ” เสียงดังกล่าวเอ่ยอย่างเศร้าสร้อย เสียงถอนหายใจดังขึ้น ก่อนที่เธอจะเอ่ยต่อ “แม่หนู เ้าไม่ต้องหลบหรอก ข้าเห็นเ้าั้แ่ที่เ้าเข้ามาแล้ว”
แอลยืนขึ้นทันทีพลางมองไปรอบๆ ตัว เธอไม่เห็นว่าอีกฝ่ายอยู่ตรงไหนแม้แต่น้อย เพราะทุ่งหญ้านี้เปิดโล่ง ยิ่งทำให้เธอสงสัยเข้าไปใหญ่
“ข้านั่งอยู่ใต้ต้นไทรนี้ เ้าเดินมานี่สิ” เสียงปริศนาเอ่ย
เมื่อได้ยินประโยคนั้น แอลจึงหันไปมองต้นไม้ต้นเดียวในดันเจี้ยนแห่งนี้ มันคือต้นไทรต้นใหญ่ที่มีความสูงหลายสิบเมตร กิ่งก้านของมันแผ่ขยายคลุมพื้นที่ รากไทรย้อยลงมาจนเหมือนผ้าม่านที่ปกคลุมกั้นไม่ให้ใครเห็น
แม้จะอยู่ไกลจากต้นไม้ดังกล่าวกว่าหลายร้อยเมตร แต่เพราะสายตาอันเยี่ยมยอดของเด็กสาว ทำให้เธอมองเห็นได้ไกลและชัดกว่าคนธรรมดา แม้เธอจะไม่เห็นเ้าของเสียงดังกล่าวก็เหอะ
แอลย่างก้าวไปยังทิศทางของต้นไทรอย่างระมัดระวัง เกรงว่านี่อาจจะเป็กับดักก็เป็ได้ ภายในหัวของเด็กสาวมีคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาั้แ่ที่เธอได้ยินเสียงนั้นแล้ว
‘ร้านนี้ใช้เอไอระดับสูงที่พูดได้ในดันเจี้ยนระดับจีเหรอ’ นั่นคือคำถามในหัวใจของเธอ
เป็ที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าดันเจี้ยนระดับต่ำไม่ว่าร้านไหนนั้นก็มักจะใช้ปัญญาประดิษฐ์ระดับต่ำกันทั้งนั้น เพราะมีค่าบำรุงรักษาที่สูง สตูดิโอต่างๆ เลยไม่ได้ลงทุนกับดันเจี้ยนระดับต่ำเท่าไหร่ ทั้งสภาพบรรยากาศและคุณภาพของปัญญาประดิษฐ์
“เมื่อเห็นใกล้ๆ หน้าตาของเ้าช่างน่ารักเสียจริงแม่สาวน้อย”
เมื่อได้ยินเสียงของอีกฝ่ายอีกครั้ง แอลจึงเพ่งสายตาให้แหวกทะลุผ่านช่องของรากไทรเข้าไป เธอเพ่งมองอยู่ชั่วครู่โดยจับััอีกฝ่ายไปด้วย
แอลในชุดเกราะหนังซึ่งจับคันธนูของเธอยืนนิ่ง เพ่งสมาธิไปที่การจับััอยู่นาน จนกระทั่งในที่สุดเด็กสาวก็ััได้ถึงจุดที่อีกฝ่ายอยู่ได้ เธอหันไปมองยังทิศทางดังกล่าวทันทีเผยให้เห็นถึงภาพของผู้หญิงที่มีหน้าตาคม คิ้วดำหนาเข้ม ดำโต จมูกโด่งปลายเล็กเรียว ริมฝีปากสีดำ ผมยาวตรงสลวย หน้าตาของเธอดูเหมือนหญิงวัยกลางคนอายุสี่สิบ เธอสวมใส่เสื้อคอกระเช้าสีดำและนุ่งโสร่งสีม่วงเข้ม
เธอจ้องสบตากับเด็กสาวพลางยิ้มอ่อนๆ มาให้ พร้อมกับใช้มือลูบเปลือกสีม่วงของสิ่งมีชีวิตเป็ปล้องอย่างอ่อนโยน เธอนั่งอยู่บนตัวของมันอย่างสงบนิ่ง โดยมีเ้าสิ่งมีชีวิตนั้นขดตัวนอนอยู่ข้างๆ เธออีกหนึ่งตัว
“แม่หนูน้อย ข้าชื่อวรนาถ เ้าอยากมาเป็ทายาทของข้าไหม” เธอกล่าวเสียงเรียบ
____________________________
สวัสดีค่ะ ไรท์เตอร์นะคะ
ถ้าหากนิยายตอนไหน มีคำผิด พิมพ์ตก ยังไง สามารถบอกได้นะคะ บางทีมันผ่านหูผ่านตาไปแม้จะตรวจหลายรอบแล้วก็ตาม
สำหรับใครที่ชอบนิยายเื่นี้ อย่าลืมกดไลค์และคอมเม้นมาได้นะคะ
ไรท์อยากบอกว่าทุกๆคอมเม้นคือกำลังใจให้ไรทเขียนนิยายต่อไปได้ค่ะ
อย่าลืมคอมเม้นกันเยอะๆนะคะ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนิยายเื่นี้นะคะ
ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ _/|\_