20 หากใช้คำว่า 'เลือก'
20หากใช้คำว่า 'เลือก'
“ข้าบอกให้ออกไป!”
เสียงทุบโต๊ะดังขึ้นพร้อมกับฟีออนที่นิ่งอึ้งไป เมื่อถูกกราดขึ้นเสียงขับไล่ถึงเพียงนี้เป็นครั้งแรก
“เราทุกคนรักเคารพฝ่าบาท หม่อมฉันเองก็รักเทิดทูนและจงรักภักดีด้วยชีวิตต่อกษัตริย์แห่งจีโอเนสของเรา แต่กับแดริส... ท่านจะให้คนอื่นมารักท่านได้ยังไง ในเมื่อท่านไม่เคยลองมองหัวใจของคนอื่นบ้างเลย”
ฟีออนทิ้งท้ายอย่างปากกล้า เอ่ยพระนามขององค์ราชาออกมาอย่างทื่อห้วนไว้แค่นั้นก่อนจะเดินออกจากห้องไป องค์เหนือหัวหน้าชาไปไม่น้อยเมื่อถูกต่อว่าด้วยตัวตนอีกชื่อ พระหัตถ์กำแน่นเข้าหากันอย่างแทบไม่รู้พระองค์เอง แต่ก็ทำได้เพียงประทับนิ่งอยู่บนเก้าอี้อย่างรู้สึกหมดเรี่ยวแรง
นับแต่คาอูลมาขออนุญาตพาฟีออนไปพบบิดามารดา และในค่ำคืนที่ได้เห็นฟีออนกับคาอูลอยู่ด้วยกันในคฤหาสน์ของอำมาตย์หลวงวันนั้น ได้เห็นชายหนุ่มหญิงสาวจับมือถือแขนแสดงอาการเขินอายต่อกันถึงเพียงนั้น ได้ยินคำของคาอูลที่แนะนำฟีออนว่าเป็นคนรักของตัวเองนั้น องค์แดริสเจ็บปวดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ไม่นึกเลยว่านอกจากตัวเองแล้ว ยังมีชายหนุ่มคนอื่นที่มองผ่านรอยแผลอันน่ากลัวของนางไปได้ และแสดงความจริงใจถึงเพียงนี้
แดริสไม่แปลกใจหากทหารองครักษ์ของเขาที่เริ่มรู้จักฟีออนมากขึ้นจะรู้สึกชื่นชมนาง กับฟีออนเขาพอมองออกว่านางค่อนข้างชื่นชมคนสนิทของเขาคนนี้อยู่เอาการ เขาถึงได้จงใจปล่อยให้ฟีออนไปทำงานร่วมกับคาอูลตลอด ให้นางรู้ว่าคาอูลคงไม่มีวันเหลียวมองนางไปได้มากกว่ามิตรสหาย ให้นางได้รู้ตัวได้เจ็บปวดและตัดใจไปเอง
แต่เขาไม่เคยนึก ไม่เคยนึกสักนิดเลยว่าคาอูลเองก็มองฟีออนด้วยสายตาที่มีความหมายพิเศษมากกว่านั้น เท่าที่รู้จักคาอูลมาชายหนุ่มก็เป็นคนชื่นชอบหญิงงาม ปีสองปีมานี้ มีบ่อยครั้งที่แดริสได้ยินเหล่าทหารหนุ่มของเขาคุยกันถึงเรื่องหญิงสาวคนโน้นคนนี้ และดูเหมือนมาตรฐานของคาอูลที่ตั้งไว้จะสูงกว่าของเพื่อนทหารคนไหน ที่เขากล้าปล่อยให้คาอูลไปกับฟีออน เพราะไม่เคยนึกว่าคาอูลจะสนใจหญิงสาวคนนี้ในแง่มุมของคนรัก
เขาคงเห็นคาอูลใส่ชุดทหารอยู่ทุกวี่วันจนลืมไปว่า แต่เดิมรากเหง้าของตระกูลเวฮาเนสต์ล้วนแล้วแต่เป็นขุนนางสายบัณฑิต หากกล่าวได้ว่าพวกทหารมักชื่นชมผู้ที่มีหัวใจกล้าแกร่งเข้มแข็งแล้วล่ะก็ พวกบัณฑิตเหล่านี้ก็มักจะชื่นชมผู้ที่มีสติปัญญา
นึกไปนึกมาก็ไม่น่าแปลกนักหากคาอูลจะชื่นชอบหญิงสาวที่ชาญฉลาด และดูเหมือนฟีออนจะมีทั้งสองอย่างครบเสียด้วย แม้นางจะมีปมด้อยที่รูปโฉมแบบนั้น แต่สิ่งที่นางมีอยู่ข้างในก็มากมายเสียจนทำให้แม้แต่เขาเองยังมองข้ามข้อเสียของนางไปได้ นับประสาอะไรกับคาอูลกัน
นึกแล้วก็ช่างชวนให้เจ็บใจ เขาเจ็บปวด... อาการแบบนี้มันเรียกว่าอะไรกัน องค์แดริสแทบอยากจะหัวเราะเยาะตัวเองเมื่อนึกไปว่าเขาอาจจะกำลังเกิดอาการหึงหวงขึ้นมา ช่วงนี้มีบ่อยครั้งที่เขาคิดจะเรียกหาพระสนมคนโปรด แต่แล้วคำพูดคำหนึ่งที่ฝังติดแน่นอยู่ในหัวก็เข้ามาหยุดทุกอย่างไว้
แดริส...
นานแล้วเหลือเกินที่ไม่มีใครเรียกเขาด้วยชื่อนั้น นานจนแทบจะลืมไปแล้วว่าตัวเองมีชื่อนั้นอยู่ นอกจากแม่นมเจนที่ไม่ได้เรียกชื่อนี้มาหลายปีแล้ว ก็คงไม่มีใครกล้าเอ่ยเรียกชื่อนั้นขึ้นมาเฉยๆ อย่างแน่นอน
นางเป็นใครมาจากไหนกันถึงได้กล้าเรียกเขาแบบนั้น ชื่อที่มีเพียงพ่อแม่และน้องสาวของเขาเท่านั้นที่เอ่ยเรียกได้ หรือนางจะหลงระเริงเหลิงในอภิสิทธิ์ความสนิทสนมที่เขามอบให้เป็นพิเศษขึ้นมา
จะด้วยเพราะเหตุใดก็ตาม แต่อีกด้านหนึ่งในหัวใจนั้นเขากลับดีใจเหลือเกิน นึกว่าหัวใจของตัวเองจะหยุดเต้นเสียแล้ว ตอนที่ได้ยินหญิงสาวเรียกชื่อของตัวเองออกมาแบบนั้น ในใจที่รู้สึกว่าแห้งผากเหี่ยวเฉาตายไปแล้ว ราวกับได้หยดน้ำพร่างพรมลงมาให้รู้สึกชุ่มชื่นมีชีวิตชีวาขึ้น แม้จะเพียงเล็กน้อยแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า พระองค์ได้รู้สึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาอย่างแท้จริง หลังจากไม่ได้สัมผัสความรู้สึกนี้มาเนิ่นนานเกือบสิบปี
นางช่างเป็นสตรีที่น่าทึ่งเหลือเกิน
ฟีออน...
...เจ้าต่างหากผู้หญิงใจร้าย ใจร้ายเหลือเกินที่ไม่เคยให้โอกาสลองมองหัวใจของข้าบ้างเลย...
ที่พำนักของพระราชอาคันตุกะในเขตทิศตะวันตก หลังอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหญิงต่างแดนเป็นกรณีพิเศษตามรับสั่งของฝ่าบาทจนจบมื้อเย็นแล้ว คาอูลก็ขอตัวลากลับไปพักผ่อน
“ปกติแล้วพวกท่านไม่ได้ผลัดเวรกันเฝ้าฝ่าบาทตลอดเวลาหรือ”
“พวกกระหม่อมจะมาตอนเช้าและกลับหลังเสวยมื้อค่ำ บางครั้งก็อยู่จนกว่าจะเข้าบรรทมพ่ะย่ะค่ะ นอกนั้นจะเป็นหน้าที่ของกองทหารองค์รักษ์ที่ปกติก็จัดเวรยามตลอดเวลาเพื่อดูแลความปลอดภัยอีกชั้น”
“อย่างนี้พวกท่านก็เหมือนคนสนิท ผู้ช่วยที่คอยไปทำโน่นนี่ให้ฝ่าบาทมากกว่าสินะ ขออภัยที่ถามมากความ ข้าเพียงแค่สงสัยเพราะสิบปีก่อนตอนเจอกันที่คาบันเน่ย์ฝ่าบาทยังไม่มีกองทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์น่ะ”
“พ่ะย่ะค่ะ ทรงตั้งกองนี้ขึ้นเมื่อเก้าปีก่อนนี่เอง ถ้าจำไม่ผิดน่าจะหลังกลับมาจากการประชุมทวีปที่คาบันเน่ย์ครั้งนั้น”
“งั้นหรือ...ก็น่าหรอกนะ” แม้คาอูลจะสงสัยในคำพูดนั้นขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรออกไป
“จริงหรือเปล่าที่ข้าได้ยินมาว่า มีเพียงข้าเท่านั้นที่ฝ่าบาททรงให้คนสนิทแบบพวกท่านมาคอยอำนวยความสะดวกให้”
“ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ เพราะดูเหมือนเพื่อนร่วมกองของกระหม่อมจะยังทำงานอยู่กับฝ่าบาททุกคน นั่นอาจแสดงให้เห็นว่าทรงใส่ใจที่จะดูแลองค์หญิงมากกว่าใครๆ”
“ฮึฮึฮึ” เสียงหัวเราะที่ฟังดูน่ากลัวไม่น้อยดังรอดออกมาจากหญิงสาว “จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง ถ้าบอกว่าฝ่าบาทส่งท่านมาคอยสอดแนมข้า ข้ายังจะเชื่อมากกว่าอีก”
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ ไม่มีรับสั่งเรื่องแบบนั้นแน่นอน กระหม่อมเพียงมาคอยดูแลอำนวยความสะดวกเรื่องต่างๆ และถวายการอารักขาเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ อีกอย่างฝ่าบาทเสด็จมาส่งองค์หญิงถึงที่พักด้วยพระองค์เอง นี่อาจเป็นนิมิตหมายที่ดีนะพ่ะย่ะค่ะ”
“ฮึ.. นั่นเป็นเพราะข้าเหมือนพี่สาวข้ามากต่างหาก”
คาอูลเพียงเงยมองพระพักตร์ของเจ้าหญิงมาโมเนตอย่างแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ทูลอะไรกลับ เมื่อมองนายทหารที่นิ่งงงไปแล้วหญิงสาวก็นึกขึ้นมาได้ ดูท่า...องค์แดริสคงไม่ได้เปิดปากบอกใครเรื่องมารีอาร์จริงๆ
แต่นั่นก็แปลกอยู่ดีที่อยู่ๆ พระองค์ก็ส่งนายทหารหนุ่มรูปร่างหน้าตาดี ชาติกำเนิดสูงส่งมีความสามารถเช่นนี้มารองรับหญิงสาวโดยเฉพาะ และเมื่อนึกย้อนถึงที่มาได้นั่นเอง
“อย่างนี้นี่เอง...ให้ตายเถอะ จะเอาแบบนี้ใช่ไหม”
“มีปัญหาอะไรที่ทรงทำให้ไม่พอพระทัยหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านคาอูล ท่านอายุเท่าไหร่นะ”
“ยี่สิบสี่พ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านสมรสแล้วรึยัง”
“ยังพ่ะย่ะค่ะ แต่ว่ากระหม่อมมีคนรักแล้วพ่ะย่ะค่ะ” แม้เจ้าหญิงไม่ได้มีทีท่าว่าจะสนใจเขาอะไรแบบนั้น แต่อย่างไรคาอูลก็อยากจะกล่าวไว้ให้เป็นที่รู้ชัดเจน
“งั้นหรือ แล้วทางครอบครัวของท่านหรือฝ่าบาททราบหรือไม่ว่าท่านมีคนรักอยู่แล้ว”
“ทางครอบครัวของกระหม่อมทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ ส่วนทางฝ่าบาทกระหม่อมคิดว่าทรงทราบเช่นกัน เพราะคนรักของกระหม่อมเองก็ทำงานอยู่ใกล้ชิดกับฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ วันนี้นางก็อยู่ในขบวนเสด็จที่มาต้อนรับและมาส่งองค์หญิงด้วยเช่นกัน”
มาโมเนตนึกย้อนภาพกลับในหัว ในคณะรับเสด็จที่เป็นหญิงสาวดูเหมือนจะมีแค่นางกำนัลเท่านั้น พวกที่เป็นข้าหลวงก็ดูเหมือนจะมีแต่แก่แล้ว กับหญิงอัปลักษณ์มีบาดแผลน่าสะพรึงจนนางจำติดตาได้เป็นอย่างดี
“นางเป็นนางกำนัลหรือ แต่ปกตินางกำนัลแต่งงานไม่ได้ไม่ใช่หรอกเหรอ หรือตอนนี้ที่นี่เลิกกฎเกณฑ์นั้นแล้ว”
“นางไม่ใช่นางกำนัลพ่ะย่ะค่ะแต่เป็นข้าหลวง ข้าหลวงที่เป็นสตรีจะสามารถสมรสได้ตามปกติเหมือนข้าหลวงที่เป็นชายพ่ะย่ะค่ะ”
คาอูลเห็นสีหน้าแปลกใจของหญิงสาวสูงศักดิ์จากต่างแดน ที่ราวกับพยายามนึกให้ออกมาว่าเขาหมายถึงใคร คณะเสด็จไม่ได้มีจำนวนมากขนาดนั้นที่จะทำให้จำไม่ได้ และส่วนมากก็เป็นบุรุษเสียมากกว่า
“หากทรงกำลังนึกย้อนดูอยู่ล่ะก็ นางมีเอกลักษณ์จุดเด่นที่บาดแผลบนใบหน้าพ่ะย่ะค่ะ ใครเห็นนางต่างก็...”
“จริงหรือ!” ไม่ทันที่คาอูลจะได้พูดจบหญิงสาวก็ร้องเสียงหลงถามอย่างตกใจเลยทีเดียว “อะ...ขออภัย ข้ามิได้ตั้งใจลบหลู่ เพียงแต่มันชวนให้ตกใจเท่านั้น เพราะบาดแผลนั่นเลยทำให้ข้าจำหน้าของนางได้ดีทีเดียว”
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเข้าใจ ใครที่ได้พบนางหรือรู้เรื่องนี้ต่างก็แสดงอาการเหมือนองค์หญิงทั้งนั้น กระหม่อมเริ่มจะชินเสียแล้ว”
“นางเป็นบุตรสาวของคนใหญ่คนโตหรือเศรษฐีจนพวกท่านถูกจับหมั้นกันหรือ”
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ บิดาของนางเคยรับราชการในวังก็จริงแต่ลาออกไปนานแล้ว นางเติบโตมาแบบชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ข้ากับนางคบหากันด้วยความรักของเราเอง”
มาโมเนตรู้สึกทึ่งไปเลยเมื่อได้ฟังเช่นนั้น และเมื่อได้เห็นใบหน้าแลดูอ่อนเยาว์ของชายหนุ่มที่อมยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างอ่อนโยนนั้น มันช่างชวนให้นึกถึงความรักความละมุนละไมซึ่งชายหนุ่มมีต่อหญิงสาวผู้นั้นเหลือเกิน
“ก่อนหน้าที่ใบหน้าของนางจะเป็นเช่นนั้น พวกท่านคงรักกันมากแล้วสินะ แม้จะเป็นเช่นนี้แล้วพวกท่านก็ยังคงรักกัน ช่างเป็นความรักที่น่าชื่นชมเหลือเกิน”
เมื่อองค์หญิงสรุปเอาเองขึ้นมาเช่นนั้น คาอูลจึงต้องรีบแก้ไขความเข้าใจผิดที่ดูเหมือนจะไม่สิ้นสุดเสียที
“ตอนพบนางครั้งแรกใบหน้าของนางก็เป็นเช่นนี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่นางก็มีความน่ารักในแบบของนางเอง ในแบบที่ไม่เหมือนใคร”
เกิดความเงียบขึ้นอยู่นานชั่วครู่เลยทีเดียว เมื่อองค์หญิงยังได้แต่นิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออก “...ท่านทำให้ข้าทึ่งจริงๆ”
“หากพระองค์ได้รู้จักนาง ก็จะทรงเลิกแปลกพระทัยอย่างแน่นอน หากไม่มีอะไรแล้ว กระหม่อมขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
“จริงสินะ ท่านยังไม่ได้ทานมื้อเย็นเลย ขออภัยหากข้ารั้งท่านไว้นานเกินไป”
คาอูลส่ายหน้าตอบทันที “หามิได้พ่ะย่ะค่ะเป็นหน้าที่ของกระหม่อมอยู่แล้ว กระหม่อมจะมาใหม่ในวันพรุ่งนี้หลังเวลามื้อเช้าพ่ะย่ะค่ะ”
“ขอบคุณท่านมากสำหรับวันนี้ ท่านคาอูล”
คาอูลทำความเคารพแล้วจากลาไปในที่สุด เจ้าหญิงมาโมเนตผู้ซึ่งตีเจตนาขององค์แดริสได้อย่างแตกฉาน ได้เพียงมองตามแผ่นหลังนั้นไปจนลับสายตา
...ส่งคนน่าสนใจมาให้หม่อมฉันจนได้นะเพคะ ใจคอจะไม่ให้โอกาสหม่อมฉันแล้วสินะ ฝ่าบาท...
เห็นได้ชัดว่าแม้คาอูลจะบอกยอมรับออกมาว่ามีคนรักแล้ว และเป็นที่รับรู้ของครอบครัวและฝ่าบาทก็ตาม แต่เหตุผลที่เขายังมายืนอยู่ต่อหน้าหญิงสาวได้แบบนี้ก็มีอยู่อย่างเดียว
หากหญิงสาวผู้นั้นไม่ใช่บุตรสาวของขุนนางใหญ่ที่โดนบังคับจับหมั้น ดูจากองค์ประกอบโดยภาพรวมของนางแล้ว นั่นก็น่าจะแปลได้ว่านางไม่เป็นที่ยอมรับนั่นเอง จึงจัดส่งมาให้มาโมเนตได้ดูตัวถึงที่
ถึงจะต้องยอมรับก็เถอะว่าคาอูลคนนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย ชายหนุ่มแบบไหนกันที่จะทำสีหน้าอ่อนโยนด้วยความรักกับหญิงสาวอัปลักษณ์แบบนั้นได้ หากไม่ใช่พวกชอบของแปลกแล้ว นางผู้นั้นก็คงมีดีอะไรบางอย่าง จนกลบลบจุดบกพร่องอันเด่นชัดบนใบหน้าออกไปได้อย่างแน่นอน
อุทยานเขตทิศใต้ หลังจากเหล่านางในพิเศษทั้งหลายย้ายออกไปแล้วที่แห่งนี้ก็แลดูเงียบสงบเข้าเข้าขั้นวังเวง ฟีออนเดินมาอย่างเรื่อยเปื่อยเพื่อจะไปยังโรงครัวใหญ่ทานอาหารมื้อเย็น
หญิงสาวยังรู้สึกหงุดหงิดเจ้าเหนือหัวที่ทรงเอาแต่พระทัยเหลือเกิน ตอนนี้นางไม่รู้แล้วว่าจะต้องรับมืออย่างไร และนี่ก็เป็นเรื่องสำคัญมากขนาดที่จะบอกใครไม่ได้สักคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับท่านคาอูล
ไม่สิ...ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว หรือนางควรจะบอกกับท่านคาอูลเพื่อให้เขาช่วยร่วมแก้ไขปัญหา
ไม่ใช่...การบอกท่านคาอูลคงไม่ใช่ทางแก้ปัญหาแน่นอน ท่านคาอูลเป็นทหาร ทหารแห่งจีโอเนสนั้นล้วนได้ถวายสัตย์สาบานว่าจะจงรักภักดีด้วยชีวิต หากท่านคาอูลเกิดรู้ขึ้นมาว่าองค์แดริสต้องการตัวนาง มีหวังเขาคงได้บอกลากับนางแน่หากเขาคิดว่าองค์ราชาและอาณาจักรต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ
ถ้าอย่างนั้นแล้วการที่นางยังเอาแต่ปฏิเสธฝ่าบาทแบบนี้ล่ะ มันคือการไม่จงรักภักดีหรือไม่
คิดวนไปมาแล้วหญิงสาวก็ได้แต่ถอนใจส่ายหน้า ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่อย่างแน่นอน ชีวิตของนางสามารถมอบให้องค์กษัตริย์ได้ หากเกิดเหตุฉุกเฉินอันตรายอันใด หญิงสาวก็คิดว่าจะทำทุกอย่างเพื่อองค์เหนือหัวโดยไม่คำนึงถึงชีวิตตนเอง และนางก็ไม่มีวันคิดคดทรยศอะไรก็ตามที่จะทำให้เกิดภัยกับบ้านเมืองแน่
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นหัวใจของนางก็ยังเป็นของนาง หญิงสาวมีสิทธิ์ที่จะมอบมันให้กับคนที่นางรัก หากฝ่าบาทต้องการความรู้ความสามารถของนาง เพื่อให้นางช่วยเหลือเรื่องราวภายในวังหลัง ฟีออนก็ยินดีปฏิญาณตนถวายชีวิตมอบให้กับราชินีคนใดก็ตาม ที่จะก้าวขึ้นมาบนตำแหน่งนั้นและทำงานอย่างจริงจังตั้งใจ
นึกไปนึกมาแล้วก็ช่างไร้ประโยชน์ เพราะตอนนี้หญิงสาวยังคิดต่อไม่ออกว่าจะทำอย่างไรกับคำขอนั้นของฝ่าบาทดี อยู่ๆ มือขวาก็เลื่อนเข้าไปจับข้อมือซ้ายของตนเอง เมื่อสัมผัสได้ถึงสร้อยข้อมือไข่มุกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ขอบแขนเสื้อที่ข้อมือแล้ว ฟีออนก็อมยิ้มขึ้นมา ทว่าเมื่อนึกได้ถึงข้อเท็จจริงบางเรื่องของเจ้าของสร้อยข้อมือ อมยิ้มบนใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นความบึ้งชาเหนื่อยอ่อนดังเดิม
ป่านนี้เขาคงอยู่เอาใจเจ้าหญิงคนสวยจนเพลินไปแล้ว ตั้งแต่วันนั้นมาก็ยังไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีกเลย ดูเหมือนคุณฟิลิฟป้าจะเล่าเรื่องที่ท่านคาอูลชวนนางไปพบบิดามารดาต่อหน้าทุกคนให้คุณข้าหลวงใหญ่บลูเบลล่าฟัง ถึงได้คอยจ้องจับผิดและเข้มงวดกับฟีออนมากขึ้นแทบไม่ปล่อยให้คลาดสายตา
ในขณะที่นึกถึงไม่ทันไรนั่นเอง คนที่อยากพบอยู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นให้ได้พบที่อีกมุมหนึ่งบนทางเดินในอุทยาน บทจะไม่เจอก็ไม่ได้เจอเสียเลย พอจะเจอขึ้นมาก็แลดูปุบปับง่ายดายเหลือเกิน
ดูเหมือนคาอูลจะมองเห็นฟีออนแล้วเช่นกัน ชายหนุ่มจึงได้รีบวิ่งตรงเข้ามาหานางในทันที
“ฟีออน”
“ท่านคาอูล”
แม้จะคิดโน่นนึกนี่ไว้มากมาย แต่สุดท้ายเมื่อหยุดอยู่ตรงหน้ากันและกันแล้ว คำพูดทั้งหลายก็ดูเหมือนจะหายหดหมดไปทันที
“เอ่อ... เจ้ากำลังมีงานมีธุระต้องไปทำที่ไหนรึเปล่า”
หมู่นี้ฟีออนเองก็ดูจะยุ่งมาก แม้คาอูลจะอยากพบนางแค่ไหน แต่ก็ดูเหมือนได้แต่สวนกันไปกันมาตลอด พบในขบวนเสด็จก็ไม่มีโอกาสได้พูดคุย ตั้งแต่วันนั้นมานางจะรู้สึกแย่มากไหมนะ ที่โดนท่านพ่อของเขาพูดจาตัดเยื่อใยเช่นนั้น คาอูลเป็นกังวลแทบแย่แล้ว
“เปล่าค่ะ ข้ากำลังจะไปทานอาหารที่โรงครัวใหญ่” หญิงสาวส่ายหน้าแล้วตอบ ก้มหน้าอยู่เล็กน้อยเพราะยังรู้สึกเขินอายพิกลที่จะมองหน้าอีกฝ่ายตรงๆ
“ดีเลยข้าเองก็เพิ่งได้เลิกงานออกมา ว่างแล้วเหมือนกัน”
“ค่ะ...”
ฟีออนตอบออกมาแค่นั้นซ้ำยังไม่หันมามองหน้าชายหนุ่ม จนคาอูลขมวดคิ้วกับความเงียบนี้เลยทีเดียว
“ค่ะ...ค่ะแล้วยังไง แค่นี้หรือ ข้าคิดถึงเจ้าจะแย่แล้ว หันหน้ามาคุยกันบ้างสิ เจ้าอาย ข้าเองก็เขินเหมือนกันนั่นแหละ” ชายหนุ่มประท้วงโดยการยกสองมือขึ้นไปสัมผัสบนใบหน้าเต็มแก้มสองข้างของหญิงสาว แล้วจับให้ฟีออนหันใบหน้ากลับมา แต่เมื่อนางหันมาแล้วกลับกลายเป็นคาอูลที่นิ่งสนิทไปแทน
เคยนึกไว้อยู่แล้วและนึกไม่ผิดจริงๆ อาจเพราะคำพูดของเจ้าหญิงมาโมเนตที่ทำให้อยู่ๆ คาอูลก็เพิ่งนึกเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง หากได้พบกันก่อนใบหน้านี้จะมีแผลงั้นหรือ ดูท่าแล้วหากนางไม่มีแผล ฟีออนก็คงจะไม่มีทางหลุดรอดมาถึงเขาหรอก
สองมือใหญ่ของชายหนุ่มที่วางทับบนแก้มปิดรอยแผลนั้นไปจนหมด หากมองเพียงแค่โครงหน้าตั้งแต่หน้าผาก คิ้วสองข้าง ดวงตากลมโตบ้องแบ้ว สันจมูก จรดลงมาจนถึงเรียวปากบางที่ดูอวบอิ่มนั่นแล้วล่ะก็ หญิงสาวก็ดูจิ้มลิ้มพริ้มเพราไม่น้อยหน้าไปกว่านางในพิเศษคนใดของฝ่าบาทเลย อาจยกเว้นให้พระสนมจานิสต้า ที่บังเอิญสวยแปลกมนุษย์มนาไปสักคน แต่สำหรับเขานั่นสุดแสนจะเพียงพอแล้วจริงๆ ต่อให้สวยกว่านี้หากไม่ใช่ฟีออนเขาก็คงไม่มีวันสนใจ
หญิงสาวเองก็ดูจะแตกตื่นตกใจไปไม่น้อยเมื่อถูกสัมผัสถึงเนื้อถึงตัวขนาดนี้
“ต่อให้หน้าเจ้าไม่มีแผล ข้าก็จะทำให้มันมีแผลเองแน่ๆ”
“หะ...หา ท่าน...ท่านจะทำร้ายข้าเหรอ”
“ถ้ามันจะทำให้ผู้ชายคนอื่นไม่สนใจเจ้าล่ะก็ ข้าจะทำแน่ๆ ล่ะ”
“โธ่ ขนาดหน้าเป็นแบบนี้ข้าก็แย่พอแล้วนะคะ”
“นั่นหมายถึงถ้าเจ้าไม่มีแผลพวกนี้ต่างหาก ข้าจะทำร้ายเจ้าได้ยังไงกันล่ะ ข้าต้องปกป้องคนรักของข้าต่างหาก”
เมื่อกลับเข้าประเด็นเดิมเท่านั้นเอง ความเงียบอันชวนให้ใจเต้นเล็กๆ ก็กลับมาอีกครั้ง
“ทะท่านคาอูล... คือข้า เอ่อ...หิวแล้วค่ะ” หญิงสาวที่รู้สึกใจเต้นตุบตับพยายามเอ่ยหาเรื่องอื่นขึ้นมาพูดขึ้น เมื่อชายหนุ่มไม่ยอมปล่อยใบหน้าของนางเสียที
“นั่นสิข้าก็หิว กำลังจะแอบไปแวะดูเจ้าสักหน่อยเชียว โชคดีเหลือเกินได้ว่างตรงกันบ้างเสียที เอาล่ะไปกันเถอะ”
ทว่าก่อนจะปล่อยมือจากใบหน้าของหญิงสาว ชายหนุ่มก็ทดแทนความคิดถึงตลอดสิบกว่าวันนี้มานี้ด้วยการเหลียวมองสำรวจซ้ายขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครในละแวกนั้นคาอูลก็พลันก้มลงจูบที่หน้าผากของหญิงสาวในทันที
ฟีออนได้แต่นิ่งอึ้งไปตกใจจนร้องไม่ออก คาอูลรีบหันหลังกลับปล่อยมือแล้วเปลี่ยนไปจับข้อมือของหญิงสาวจูงออกไปด้วยกันแทน
“ไปกันเถอะ เดี๋ยวโรงครัวจะปิดเสียก่อน” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นทั้งที่ไม่ได้หันใบหน้ากลับมา
หลังฟีออนตั้งสติได้และมองมือของชายหนุ่มที่จับลากพาตัวนางเดินไปแล้ว ความอุ่นวาบแปลกๆ ที่เกิดขึ้นตรงข้อมือนั้นก็ทำเอาหญิงสาวอมยิ้มขึ้นมาเมื่อรู้สึกได้ว่ามันเริ่มลามล้นมาที่หัวใจ เพียงแค่ได้พบหน้ากัน อารมณ์ขุ่นมัวที่เกิดจากฝ่าบาทก็มลายหายไปหมดราวกับไม่เคยเกิดขึ้น
หากฝ่าบาททรงใช้คำว่าเลือก ฟีออนก็อยากจะเชื่อว่าตนเองนั้นเลือกได้ถูกแล้วจริงๆ