เหล่านักศึกษาแต่ละคนดูเหมือนจะพอใจกับคำตัดสินของเสียงส่วนใหญ่ แม้บางคนจะยังมีแววลังเลในแววตา แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยขัด ต่างคนต่างแยกย้ายกลับไปทำหน้าที่ของตน บ้างก็ไปค้นหาข้อมูล บ้างก็ถอยหายเข้าเรือนพัก ปล่อยให้เรือนใหญ่เหลือเพียงสองร่างที่ยังยืนเผชิญหน้ากันอยู่
ก้านพลูยังคงยืนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น แววตาเต็มไปด้วยความขัดแย้งและไม่พอใจ เธอมองอรอย่างไม่ลดละ ไม่ใช่แค่เพื่อเอาคำตอบ แต่เหมือน้าให้เธอกลับคำตัดสินเสียเดี๋ยวนั้น
“ทำไมมึงถึงตัดสินใจแบบนั้น?”
เสียงของก้านพลูแข็งกร้าว เขาคว้าแขนอรไว้แน่นราวกับจะดึงเธอกลับมายืนเผชิญหน้ากันกลางบ้านอย่างไม่อาจปล่อยผ่าน
“กูมีเหตุผลของกู” อรตอบเรียบ ๆ แต่อารมณ์ภายในพลุ่งพล่าน
“เหตุผลอะไร? คนตายทั้งคนเลยนะเว้ยอร! มึงจะปล่อยให้เื่นี้เงียบหายไปเฉย ๆ อย่างนั้นเหรอ?”
“กูไม่ได้จะให้มันเงียบ...แค่ขยายเวลาในการบอกความจริงไปก็แค่นั้น”” เสียงอรมั่นคง
“แต่มันไม่ใช่เื่เล็ก ๆ นะเว้ย! พวกเรากำลังเสี่ยงจะโดนข้อหาอำพรางคดี!”
“แล้วตอนนี้คนร้ายอยู่ไหนล่ะ? สาเหตุการตายคืออะไร? มึงจะไปบอกอาจารย์…แล้วไงต่อ? อาจารย์ก็ต้องแจ้งตำรวจ ตำรวจต้องลงพื้นที่ สอบสวน หาพยาน แล้วเพื่อน ๆ จะทำยังไง”
เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนจะเอ่ยต่อ
“โปรเจกต์ที่เราเตรียมตัวกันมาจะพัง พวกเราจะถูกเรียกตัวกลับมหา’ลัย เพื่อน ๆ หลายคนอาจหมดอนาคต มึงคิดเหรอ...ว่าทุกคนจะยอมแลกแบบนั้น?”
ก้านพลูนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาสั่นไหวเหมือนจะโต้แย้ง แต่ไม่มีคำพูดใดหลุดจากปาก
“แต่มันไม่ถูกต้องนะเว้ย...” เธอเอ่ยเบา ๆ อย่างไม่ยอมแพ้
“แล้วความถูกต้องคืออะไรล่ะ?” อรถามกลับ ดวงตาแน่วนิ่ง
คำนั้นทำเอาก้านพลูเงียบไปในทันที ความถูกต้อง...อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกับความเหมาะสมเสมอไป และในตอนนี้ พวกเธอกำลังยืนอยู่กึ่งกลางของเส้นแบ่งนั้น...
แอ๊ดดดด
เสียงโต้เถียงกระแทกกระทั้นดังสะท้อนก้องไปทั่วเรือนใหญ่ จนประตูห้องด้านในถูกเปิดออกช้า ๆ ร่างของพ่อท่านก้าวออกมาด้วยสีหน้านิ่งขรึม สายตาเรียบเฉียบที่ทอดมานั้นเพียงพอจะทำให้ทั้งอรและก้านพลูหยุดชะงักในทันที
ไม่มีคำพูดใดหลุดจากปากของท่าน มีเพียงความเงียบที่กดทับบรรยากาศรอบตัว ทั้งสองจึงค่อย ๆ ถอนหายใจ หันหลังแยกย้ายกันไป เงียบงันคนละทิศทาง ต่างคนต่างปล่อยให้เวลาพัดผ่าน เพื่อให้สติกลับคืนมาอีกครั้ง
อรอาบน้ำแต่งตัวเงียบ ๆ ก่อนที่จะออกมาสูดอากาศข้างนอกเรือน เธอเดินลัดเลาะมาทางป่ากล้วยด้านหลังหมู่บ้าน สถานที่ที่เงียบสงบเพียงพอจะปล่อยความคิดให้ล่องลอย หญิงสาวหยุดยืนกลางทางเดินแคบ ๆ ใต้ร่มเงาของต้นกล้วย พลางทอดสายตาเหม่อลอย
หัวใจของเธอยังคงหนักอึ้ง เธอเลือกทำตามเสียงส่วนใหญ่ เธอเลือกที่จะปกป้อง ‘โอกาส’ ของคนอื่น
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนที่น้ำเสียงที่คุ้นเคยจะเอ่ยขึ้นอย่างแ่เบา
“เครียดหรอ?”
อรหันขวับ “ยา!…เมื่อคืน…เป็ยังไงบ้าง?”
เยาทำหน้าสงสัย ขมวดคิ้วเล็กน้อยราวไม่เข้าใจคำถาม “เมื่อคืน?”
“ยาจำไม่ได้เหรอ?” อรถามกลับทันควัน
“หมายถึงอะไร?”
บทสนทนาเงียบลงฉับพลัน ทั้งคู่จ้องตากัน ความสงสัยพุ่งสูงขึ้นในบรรยากาศที่ชื้นอับของป่ากล้วย
“เมื่อคืนยาไปนอนที่ไหนมา?” อรจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย
“กูก็นอนอยู่บนเรือนน่ะสิ”
อรนิ่งงัน “ห้ะ?... แต่เมื่อคืน…” เธอกลืนน้ำลายแทบไม่ลง
“เมื่อคืนกูไม่ได้ออกไปไหน…”
ความสงสัยในใจของอรเริ่มทวีขึ้นทุกขณะเมื่อได้ฟังคำตอบจากยา ทั้งที่เมื่อคืนเหตุการณ์วุ่นวายถึงขั้นโกลาหลเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา แต่คนตรงหน้ากลับยืนยันว่าเธอนอนอยู่บนเรือนไม่ได้ออกไปไหนเลย ซึ่งแทบเป็ไปไม่ได้…เพราะอรมั่นใจว่าร่างของทั้งสองได้ัักันในเมื่อคืน
อรยืนนิ่ง อึ้งอยู่กับความเงียบที่กดดัน ร่างทั้งสองยืนจ้องหน้ากันอย่างไร้ถ้อยคำใด อากาศรอบตัวเหมือนหนักอึ้ง ราวกับเวลาถูกหยุดชะงัก อรสูดลมหายใจลึก ช้า ๆ ราวกับกำลังรวบรวมความกล้า ก่อนค่อย ๆ ก้าวเข้าไปหายาที่ยืนอยู่ตรงหน้าโดยไม่ขยับหนี เพียงแค่รอให้อรเข้าใกล้ มือข้างหนึ่งของอรเริ่มยื่นออกไปััแขนยาอย่างเบามือ
'นะโม พุทธัสสะ สัจจัง เวราโหนตุ เม'
อาคมที่อรท่องในใจอย่างใจเย็น แต่หนักแน่น แววตาทั้งคู่ยังคงจ้องมองกันนิ่งก่อนที่อรจะค่อย ๆ เป่าลมอาคมจากปากออกไปตรงหน้าของยา
แต่ร่างนั้นกลับนิ่งเฉย
แต่สิ่งที่อรไม่ทันคาดคิด กลับปรากฏขึ้นด้านหลังของยา กลุ่มควันดำขมุกขมัวลอยคละคลุ้ง กระจัดกระจายออกเป็หลายกลุ่ม กลุ่มิญญาสัมภเวสีไร้รูปโฉม พวกบาปหนาที่ไม่อาจปรากฏให้เห็นเป็ร่างชัดเจน พวกมันลอยเกาะไปทั่วร่างของยาอย่างเงียบเชียบ
“ยา...” อรเอ่ยเสียงเบา พลางมองใบหน้าของคนที่เธอกำแขนไว้แน่น มือบีบจนเกิดรอยนิ้วมือแดงเต็มแขน แต่ยากลับไม่สะทกสะท้าน ยังคงยืนนิ่งมองอรด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะสะบัดมือออกด้วยความรำคาญ
“ยาไปทำอะไรมา?!”
“อะไรของมึง”
“เมื่อกี้...”
อรชะงักกับคำพูดที่จะเอ่ยออกมาในวินาทีนั้น เธอรู้ดีว่ายาเป็เพียงเด็กหญิงธรรมดาที่มาจากกรุงเทพฯ สิ่งลี้ลับที่เกิดขึ้นในบ้านของเธอคงเป็เื่แปลกและน่ากลัวสำหรับยา หากอรบอกไป อาจทำให้ยากลัวก็เป็ได้
เธอจึงเลือกที่จะไม่พูดต่อ
ยาเลือกที่จะเป็ฝ่ายเดินจากไป ปล่อยให้อรยืนจมอยู่กับความคิดของตัวเองเพียงลำพังในความเงียบ
อรยืนนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่บางอย่างจะแล่นวาบเข้ามาในหัว อรชะงักเล็กน้อย แล้วรีบจ้ำอ้าวกลับไปยังเรือนใหญ่ทันที เธอมุ่งตรงเข้าสู่ห้องพระ มือผลักบานประตูเปิดออกอย่างมั่นคง ดวงตากวาดมองไปรอบห้องอย่างแน่วนิ่ง
ห้องพิธีที่เต็มไปด้วยเครื่องรางอาถรรพ์ วัตถุอาคมที่มีไว้ป้องกันและผนึกสิ่งชั่วร้าย แต่กลับไม่มีสิ่งที่เธอกำลังตามหา
ทั้งที่...มันควรจะอยู่ตรงนี้
อรถอนหายใจเฮือกเบา พลางเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักข้างหิ้งพระอย่างช้า ๆ ก่อนหยิบแผ่นโลหะบาง ๆ ออกมาจากภายในเธอจุดธูปและเทียนปักลงในกระถางเบื้องหน้า เปลวไฟเล็ก ๆ สั่นไหวใต้แสงสลัว ขณะที่บรรยากาศในห้องเงียบสงัด
มือเรียวค่อย ๆ หยิบเข็มเล่มหนึ่งขึ้นมา แล้วจรดปลายเข็มลงบนแผ่นโลหะ อักขระโบราณถูกสลักลงอย่างบรรจง ทีละตัว ทีละเส้น ด้วยความแม่นยำราวกับท่องจำมาทั้งชีวิต เมื่อทุกอักขระครบถ้วน เธอหยิบสายหนังมาม้วนแผ่นโลหะให้แน่น ผูกไว้ด้วยความมั่นคง
ตะกรุดมหาอุด
ร่างบางค่อย ๆ บริกรรมคาถาปลุกเสกตะกรุดด้วยความแน่วแน่ เสียงคาถาพึมพำแ่เบาแต่เต็มเปี่ยมด้วยพลัง ผู้มีอาคมกล่าวบทสวดลงบนตะกรุดด้วยจิตใจมั่นคง พลางร้อยสายหนังจนตะกรุดกลายเป็สร้อยคอชิ้นงดงามที่เปี่ยมไปด้วยอาถรรพ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์
เมื่อพิธีเสร็จสิ้น อรลุกขึ้นช้า ๆ ก้าวไปเปิดประตูออกมา ทว่า กลับพบพ่อท่านยืนหยัดอยู่หน้าประตูห้อง
“เพิ่นมีกรรม…ข่อยต้องซอยเพิ่น” อรกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉย แต่หนักแน่น มองหน้าพ่ออย่างไม่ลดละ
สองพ่อลูกยืนนิ่งเงียบสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนที่พ่อท่านจะถอยเท้าออกไป ราวกับเป็การบอกเป็นัยว่า อนุญาตให้ลูกสาวเดินทางต่อได้
อรลงจากเรือนใหญ่ เดินตรงไปยังเรือนเล็กทั้งสองหลัง ที่นั่นมีเหล่าเพื่อน ๆ บ้างนั่งอยู่บนเรือน บ้างคงออกไปหาเหล่าชาวบ้านเพื่อรวบรวมข้อมูล แต่คนที่อรตามหากลับไม่มีอยู่ที่นี่เสียแล้ว
เหล่านักศึกษาต่างพากันดำเนินกิจวัตรประจำวันไปจนล่วงเข้าสู่ยามเย็น เหล่าชาวบ้านเองก็ไม่ต่างกัน ต่างช่วยกันทำอาหารจานโต ๆ มาส่งให้เหล่านักศึกษาเป็ประจำทุกเช้าเย็น เช่นเดียวกับอรที่ไม่เคยเห็นยาร่วมอยู่กับเพื่อน ๆ เลยสักครั้ง
สิ่งที่อรเห็นเมื่อเช้า กลุ่มควันสัมภเวสีลอยคลุ้งเกาะติดตัวของยาเป็ภาพที่น่าสะพรึง ิญญาเ่าั้ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิด เหมือนจะเกาะกินร่างของยาอย่างไม่ลดละ รวมทั้งร่างหญิงแก่ผมหยิกที่อรเห็นเมื่อคืนนี้อีก
'ยาไปทำอะไรมา?'
คำถามนั้นก้องอยู่ในใจอร เหตุใดเหล่าิญญาจึงตามติดร่างกายยาได้มากมายถึงเพียงนี้?
“กรี๊ดดดดดดดดดดดด”
เสียงกรีดร้องแหลมสูงของหญิงสาวคนหนึ่งดังลั่นทั่วโรงครัว ทุกสายตาหันขวับไปยังต้นเสียงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
เด็กสาวชาวบ้านที่คอยดูแลเื่อาหารการกิน จู่ ๆ ก็ล้มลงกับพื้น ดิ้นทุรนทุรายราวกับถูกบางสิ่งเล่นงาน เสียงกรีดร้องแทบฉีกอากาศ มือไม้ปัดป่ายไปทั่ว ทำให้ของที่วางอยู่ตรงหน้า ทั้งหม้อชามข้าวปลาอาหาร ล้มระเนระนาดอย่างไม่เป็ท่า บรรยากาศพลันปกคลุมด้วยความตื่นตระหนก
เหล่าชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างรีบกรูกันเข้ามาคว้าแขนเด็กสาวไว้ทันที แต่แรงของเด็กสาวกลับมหาศาลเกินตัว จนผู้ใหญ่คนหนึ่งเอาไว้ไม่อยู่
เธอสะบัดแขนอย่างบ้าคลั่ง ร่างกายเกร็งแน่น ก่อนจะกระโจนพุ่งไปทางอรที่ยืนอยู่ไม่ไกล ชาวบ้านอีกสองสามคนที่มีกำลังบึกบึนจึงรีบเข้าช่วยกันคว้าตัวไว้ เสียงกรีดร้องยังไม่หยุด ร่างเล็กดิ้นเร่า ๆ จนเส้นเืปูดโปนขึ้นตามแขนและคอ อรยืนนิ่ง สีหน้าเคร่งขรึม สายตาไม่ละไปจากเด็กคนนั้นแม้แต่น้อย…
“มึงเป็ไผ?” อรเอ่ยถามเสียงเรียบ แววตาคมกริบจ้องตรงไปยังเด็กสาวที่กำลังดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง
เธอค่อย ๆ ก้าวเท้าเข้าใกล้ น้ำเสียงแน่วแน่แต่เต็มไปด้วยแรงกดดันบางอย่างที่ทำให้ใครต่อใครต้องเงียบสงัด
“กรี๊ดดดดดด! อย่ามายุ่งเื่ของกู!!”
เสียงแผดร้องตอบกลับมาอย่างเกรี้ยวกราด ร่างเล็กสั่นกระตุก หัวโยกซ้ายขวาอย่างไร้การควบคุม
“กูถามว่า มึงเป็ไผ!” อระโกร้าว เสียงของเธอชัดเจนจนทุกคนรอบข้างสะดุ้ง
“กรี๊ดดดดดดดดด!!!”
“พามันไปลานพิธี! ไผก็ได้ ไปบอกพ่อแน่ว่ามีเด็กถึกผีเข้า!”
คำสั่งหนักแน่นของอรทำให้ชาวบ้านรอบข้างรีบขยับตัวทันที ราวกับรู้หน้าที่
ชายฉกรรจ์สองคนรีบเข้าประคองร่างเด็กสาว พยายามพาเธอไปยังลานพิธีอย่างทุลักทุเล ขณะที่อีกบางส่วนรีบวิ่งไปยังบ้านอาจารย์สุเทพเพื่อแจ้งเหตุ
ชาวบ้านและเหล่านักศึกษาที่เหลือต่างก็กรูกันไปที่ลานพิธี บ้างไปด้วยความเป็ห่วง บ้างก็ไปด้วยความอยากรู้
“กรี๊ดดดดดดดด ปล่อยกู!!!”
เสียงกรีดร้องของเด็กสาวยังคงดังลั่น ไม่หยุดหย่อนจนใครที่อยู่ใกล้ก็อดขนลุกไม่ได้
ก้านพลูที่เพิ่งมาถึงลานพิธีถึงกับชะงักเมื่อเห็นภาพตรงหน้า เธอรีบสาวเท้าเข้าไปหาอรทันที มือเล็กคว้าแขนอรไว้แน่นราวกับหาที่พึ่งทางใจ
ขณะเดียวกัน ชาวบ้านที่ไปเตรียมของพิธีกลับมาแล้ว ต่างพากันวางเครื่องประกอบพิธีอย่างคล่องแคล่วลงบนแคร่ไม้ไผ่ ทั้งขันธ์ห้า ธูป เทียน ด้ายสายสิญจน์ และมีดอาคม ทุกอย่างจัดวางเข้าที่เหมือนเคยชิน
“แล้วพ่อล่ะ?” อรถามเสียงเบาโดยไม่ละสายตาจากเด็กสาว
“พ่อเว้าบอกให้เพิ่นจัดการโลดจ๊ะ” ชาวบ้านคนหนึ่งตอบพร้อมยื่นพานธูปเทียนให้อย่างนอบน้อม
คำตอบนั้นชัดเจน พ่อท่านไม่ได้มา แถมยังให้เธอเป็ผู้ทำพิธีเองเต็มตัว อรสูดลมหายใจลึก ไม่ให้ใจสั่นไหว เธอเคยช่วยพ่อทำพิธีมาแล้วหลายครั้ง ไล่ผี ผูกยันต์ ผูกดวง แก้เคราะห์สารพัด แต่ครั้งนี้…เป็ครั้งแรกที่เธอต้องทำคนเดียว ที่นี่
ไม่มีเวลาให้ลังเล อรหยิบธูป เทียนขึ้นมาจุด ปักลงผืนดิน วาจาเอ่ยเรียกบอกเ้าที่เ้าทาง มือเลื่อนไปหยิบมีดอาคมที่วางอยู่บนพาน พร้อมปัดเป่าอาคมลงบนนั้น
ปลายมีดค่อย ๆ ถูกจี้ลงบนศีรษะของเด็กสาว
"นะโมพุทธายะ
อะระหัง สัมมาสัมพุทธัสสะ
ิญญามารินทร์ จงสลาย
อะภิวาเทมิ ธาตุธัมมะ
นะโมพุทธายะ
ธัมมะเทวะ ภะคะวา”
“กรี๊ดดดดดดดดด”
อาคมถูกท่องอย่างต่อเนื่อง สลับกับเสียงกรีดร้องเ็ปที่ดังทะลุผ่านความเงียบของลานพิธี เหล่าชาวบ้านและนักศึกษาต่างมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อสายตา เสียงกรีดร้องนั้นดังจนหลายคนต้องยกมือขึ้นปิดหู
“มึง...ฮือออ...ไม่ใช่...ไม่...ไม่ใช่คาถานี้...”
ก้านพลูที่ยืนไม่ไกลจากอร สะท้านด้วยความกลัวจนตัวสั่น ทำให้อรต้องชะงัก เด็กสาวตรงหน้าได้ยินคำพูดจึงหยุดการแสดงที่เคยกรีดร้องลงไปทันที
แท้จริงแล้วเสียงกรีดร้องนั้นเป็เพียงฉากหนึ่งที่ถูกแสดงขึ้นมาเพื่อตบตาเท่านั้น
“ฮึ ฮึ...”
เสียงหัวเราะเ็าที่อรคุ้นเคย ดังก้องกังวานอยู่ในหูเธอราวกับเพิ่งได้ยินมาไม่นานนัก เสียงนั้นมาจากเด็กสาวตรงหน้า เสียงที่ยังคงตามหลอกหลอนอรมาั้แ่ เมื่อคืน
เด็กสาวตรงหน้าหัวเราะลั่นทั้งที่ร่างยังถูกชายหนุ่มยื้อไว้แน่น ราวกับหยามเหยียดอาคมของอรอย่างไม่เกรงกลัว แม้สายตาเธอจะแผดเผาด้วยความโกรธและเด็ดเดี่ยว แต่เด็กสาวกลับยิ่งหัวเราะเยาะอย่างท้าทาย
อรมองร่างนั้นด้วยอารมณ์ที่เดือดพล่าน ก่อนก้าวเดินอย่างมั่นคงไปหยิบม้วนสายสิจญ์ที่ตั้งอยู่บนแท่นพิธี มือสองข้างค่อย ๆ ดึงสายสิจญ์ออกจากม้วน แล้วพันมันรอบศีรษะของเด็กสาวอย่างช้า ๆ แเี เปี่ยมด้วยพลังอาคมที่เต็มเปี่ยมในทุกัั ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังเหตุการณ์นั้นด้วยความตึงเครียดและหวาดหวั่น…
“โอม อาคูรี รามี
หมัญญา อาลี ภติมันต์
ยะทามะ พาทา ทุติยัมปิ
ภาคะมณี สุวะชันต์ รามี
หมัญญา อาลี ราติมันต์
ยะทามะ โอม!”
เสียงอาคมดังก้องเต็มลานพิธี ร่างของเด็กสาวตรงหน้าเริ่มดิ้นทุรนทุราย แววตาเต็มไปด้วยความทรมานรุนแรงจนคนจับแทบควบคุมไม่อยู่ ลมพายุปะทะเข้ามาอย่างแรง ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายเข้าหน้าเข้าตาผู้ที่อยู่บริเวณนั้น
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด!”
เสียงกรีดร้องแหลมคมดังก้องไปทั่วก่อนจะค่อย ๆ เงียบลง
“ฮึ ฮึ...” เสียงหัวเราะเ็าของเด็กสาวลอยขึ้นมาก่อนที่บรรยากาศจะเริ่มสงบ
“ฮืออออ…ไออร…”
‘ชู่ววววววววววว…’