บทที่ 13 ไม่จำเป็ ฉันจะไปเอง
หลังจากออกจากห้องผู้ป่วย หลิงอี้เดินตรงไปที่สนามหญ้าด้านนอกโรงพยาบาล และนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง
หิมะยังไม่ละลาย ผู้ป่วยที่เดินผ่านไปมาต่างรีบร้อน ไม่มีใครจะนั่งรับลมอยู่ข้างนอกในสภาพอากาศที่หนาวเย็นเช่นนี้
"ฉันจะให้โอกาสพวกนายอธิบายแค่ครั้งเดียว พวกนายควรคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ดี" รอบ ๆ ไม่มีใครอยู่ หลิงอี้พูดกับอากาศอย่างเรียบเฉย
แต่พอเขาพูดจบ ร่างหนึ่งก็รีบปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขาทันที นั่นคืออู๋เฉียน ผู้ที่ได้รับฉายาว่ายมทูตผู้มีชีวิต
"อาจารย์หลิง อย่าเข้าใจผิดไป พวกเราไม่ได้มีเจตนาร้าย" อู๋เฉียนค้อมตัวเล็กน้อย ท่าทางถ่อมตนอย่างที่สุด ถ้าคนนอกได้เห็นภาพเหตุการณ์นี้ คงจะใตายกันไปหมด
"ไม่เพียงแต่สืบหาข้อมูลภรรยาและลูกของฉัน แถมยังแอบสอดส่องอยู่ข้าง ๆ แบบนี้จะบอกว่าไม่มีเจตนาร้ายได้ยังไง?"
เมื่อได้ยินน้ำเสียงเ็าของหลิงอี้ ถึงแม้จะเป็วันที่อากาศหนาวเย็น แต่หยดเหงื่อเย็น ๆ ก็ผุดขึ้นเต็มหน้าผากของอู๋เฉียน
"อาจารย์หลิง เข้าใจผิดแล้วครับ ผมไม่ได้สะกดรอยตาม แต่เป็การปกป้องต่างหาก" อู๋เฉียนรีบอธิบาย "คุณหนูรู้ว่าอาจารย์หลิงยุ่งมาก เลยส่งผมมาคอยดูแลครอบครัวของอาจารย์โดยเฉพาะ คุณหนูก็รออยู่แถวนี้ ผมจะให้เธอมาขอโทษอาจารย์หลิงด้วยตัวเอง"
เมื่อเห็นว่าหลิงอี้ไม่ได้ปฏิเสธ อู๋เฉียนจึงรีบโทรหาหานรั่วเสวี่ย ไม่นานเธอก็ปรากฏตัวที่หน้าประตูโรงพยาบาล แล้ววิ่งเหยาะ ๆ มาหาหลิงอี้ พร้อมเอ่ยทักทายด้วยความเคารพว่า “อาจารย์หลิง”
หลิงอี้ไม่ได้ตั้งใจจะมาเอาเื่ ไม่งั้นคงไม่ให้โอกาสอู๋เฉียนได้อธิบาย เขาจึงโบกมือพูดว่า "เื่วันนี้ถือว่าฉันติดหนี้บุญคุณตระกูลหาน แต่หญ้าหนวดันั้นลืมไปได้เลย ฉันใช้ไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้าตระกูลหานมีเื่เดือดร้อน ฉันจะช่วยเหลือให้หนึ่งครั้ง"
ทั้งสองคนได้ยินดังนั้นต่างก็ยินดีจนปิดไม่มิด
ต้องรู้ไว้นะ นั่นคือบุญคุณของปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้!
แม้จะเป็แค่ครั้งเดียว แต่การไปมาหาสู่กันแบบนี้ก็จะสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อถึงตอนนั้น ตระกูลหานก็เท่ากับมีปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้คอยคุ้มครอง ผลประโยชน์มากมายขนาดนี้ พูดอย่างไรก็ไม่หมด!
ตระกูลจ้าวแห่งเมืองจิงโจวก็แค่ได้รับแสงสว่างจากอาจารย์จ้าว ถึงได้ก้าวขึ้นมาเป็ตระกูลผู้มีอำนาจในโลกนี้มิใช่หรือ?
เห็นทั้งสองคนค้อมตัวให้กับหลิงอี้ พร้อมเปล่งเสียงพร้อมกันว่า "ขอขอบคุณท่านอาจารย์หลิงแทนตระกูลหานด้วย"
หลิงอี้พยักหน้า รับการคำนับนั้นอย่างสงบนิ่ง
ไม่ใช่ว่าใครก็จะมีโอกาสได้รับความเมตตาจากจักรพรรดิเซียนที่กลับชาติมาเกิด
แม้ว่าทั้งตระกูลหานจะคุกเข่าคำนับเขา เขาก็รับไหว
"รู้หรือไม่ว่าคนพวกนั้นไปที่ไหน?" หลิงอี้ถามด้วยน้ำเสียงเ็า
"รู้ครับ ผมให้คนคอยจับตาดูพวกเขาตลอด" อู๋เฉียนโค้งคำนับพลางถาม "อาจารย์หลิง จะให้ส่งคนไปจัดการพวกเขาไหมครับ?"
"ไม่จำเป็ ฉันจะไปเอง"
------
ที่ชานเมืองหลู่อวี้ในเมืองเจียงโจว ภายในบ่อนการพนันใต้ดินที่ทรุดโทรม
หัวหน้าผมทองที่เพิ่งเข้าเฝือกที่ข้อมือขวาเสร็จ กำลังสูบบุหรี่พ่นควันพลางเล่นไพ่นกกระจอกกับพวกพ้อง
"แม่ง ยังหาตัวตนของไอ้แก่นั่นไม่ได้อีกเหรอ?" หัวหน้าผมทองะโด้วยความโกรธใส่ลูกน้องที่อยู่ด้านนอก
"ยัง… ยังครับ..." เสียงตอบกลับมาอย่างหวาดกลัว
"บ้าเอ๊ย! ถ้าฉันรู้ว่าเขาเป็ใคร ฉันจะต้องกำจัดตระกูลของเขาให้สิ้นซากแน่!"
แม้จะพูดแบบนั้น แต่เขาเองก็ไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูด โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงฝีมือของชายชราคนนั้น ข้อมือของเขาก็เริ่มปวดระบมขึ้นมาเป็ระลอก
"พี่ใหญ่ครับ หลิงอี้้าพบ" เสียงรายงานของน้องดังมาจากหน้าประตู
"บ้าเอ๊ย! ฉันยังไม่ทันไปหามัน แต่มันกลับกล้ามาหาฉันถึงที่นี่เลย? ให้มันเข้ามา..."
ไอ้ผมทองพูดค้างไว้กลางคัน แล้วถามว่า "เดี๋ยวก่อน มันมาคนเดียวเหรอ?"
"ใช่ครับ มาคนเดียว"
"งั้นให้มันรีบเข้ามาเลย!"
ม่านเหล็กม้วนถูกเปิดออก ลูกน้องคนหนึ่งนำพาหลิงอี้เดินเข้าไปในบ่อนการพนัน
"ไอ้หนู มาจ่ายเงินให้ฉันแล้วใช่ไหม?" ไอ้ผมทองเอนหลังพิงเก้าอี้พูดอย่างสบายอารมณ์ "ก่อนหน้านี้แกติดหนี้ฉันแสนหนึ่ง รวมค่ารักษาพยาบาลวันนี้ด้วย ฉันคิดแกล้านหนึ่งก็ไม่เกินไปนะ?"
หลิงอี้ไม่ตอบ แต่ย้อนถามกลับไปว่า "ตอนเที่ยงใครบ้างที่ไปก่อกวนภรรยาและลูกของฉันที่โรงพยาบาล?"
"โอ้ ฟังจากน้ำเสียงแล้ว มาเพื่อเอาเื่สินะ?" ไอ้ผมทองตบไพ่นกกระจอกลงบนโต๊ะดัง 'ปัง' "ไอ้หมาขี้เรื้อน นายคิดว่าฉันกลัวแกหรือไง?"
พอพูดจบ ลูกน้องในบ่อนก็รีบล้อมรอบหลิงอี้ทันที ท่าทางพร้อมจะลงไม้ลงมือกันทุกเมื่อ
ไอ้ผมทองคิดว่าหลิงอี้จะกลัวจนฉี่ราด เพราะก่อนหน้านี้เขาเป็คนขี้ขลาด แต่กลับพบว่าวันนี้เขาแตกต่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง
ไม่เพียงแต่ยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน ท่าทางยังดูสงบนิ่งอย่างมาก
"ไอ้หนู อย่าคิดว่าตอนกลางวันมีคนมาเป็ที่พึ่งให้เมียแก แกก็จะทำอะไรตามใจชอบได้"
ไอ้ผมทองคาดเดาว่าความมั่นใจของหลิงอี้มาจากคนแก่คนนั้น "ที่นี่เป็เขตของฉัน ฉันเล่นงานแกให้ตายก็ง่ายนิดเดียว! ถ้ารู้แล้วก็รีบคืนเงินมา ไม่งั้นฉันจะสับแกเป็ชิ้น ๆ แล้วเอาไปโยนให้หมากิน!"
หลิงอี้ส่ายหน้าอย่างผิดหวัง "ฉันให้โอกาสนายแล้ว แต่นายไม่รู้จักถนอมมันเสียเลย"
"ไอ้เวร มาทำเป็เท่ต่อหน้าฉัน นายคิดว่าตัวเองเป็ใคร?!" ไอ้ผมทองพลิกโต๊ะไพ่นกกระจอก ชี้นิ้วใส่หลิงอี้แล้วะโ "จัดการมันซะ!"
ได้ยินคำสั่งจากหัวหน้า พวกลูกน้องที่ล้อมรอบหลิงอี้ก็พุ่งเข้าจู่โจมทันที
หลิงอี้ยกมือขวาขึ้นตบทีละคน จัดการพวกนั้นได้อย่างง่ายดาย
ไม่ถึงครึ่งนาที พวกลูกน้องเ่าั้ก็ล้มระเนระนาดอยู่บนพื้น บ้างแขนหัก บ้างขาหัก ร้องครวญครางไม่หยุด
นอกจากหลิงอี้แล้ว ในบ่อนการพนันก็ไม่มีใครยืนอยู่อีกเลย -- ไอ้ผมทองถูกทำให้กลัวจนต้องคุกเข่าลงกับพื้น ความหวาดกลัวพุ่งขึ้นถึงขีดสุด
มันคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ทำไมหลิงอี้ที่แต่ก่อนต้องคลานเหมือนหมาต่อหน้ามัน จู่ ๆ ถึงได้กลายเป็คนหน้ากลัวขนาดนี้
เมื่อเห็นหลิงอี้เดินมาทางตัวเอง ไอ้ผมทองก็ใ "พี่อี้ ผมผิดไปแล้ว ผมจะให้เงินคุณหนึ่งล้าน พี่อี้ไว้ชีวิตผมด้วย!"
หลิงอี้ไม่สนใจคำวิงวอนของมัน คว้าผมสีทองของมันแล้วลากออกไปนอกประตู
ไอ้ผมทองใจนต้องล้วงมีดออกมาจากกระเป๋า แล้วแทงเข้าที่ท้องของหลิงอี้
น่าเสียดายที่มีดของเขาแทงไปได้เพียงนิดก็ถูกมือซ้ายของหลิงอี้คว้าจับไว้ จากนั้นเขาก็ออกแรงบีบมือที่กำมีดอยู่จนหัก
ตอนนี้ดีแล้ว มือทั้งสองข้างพังไปหมด!
ไอ้ผมทองใกลัวจนตัวสั่น รีบอ้อนวอนขอความเมตตา "พี่อี้ ทุกอย่างเจรจากันได้ ขอแค่คุณปล่อยผม รายได้ทั้งหมดในบ่อนผมยกให้คุณหมด!"
หลิงหยี่ทำเป็ไม่ได้ยิน ลากไอ้ผมทองออกมาจากบ่อน แล้วกดหัวมันไว้ ก่อนจะจับหน้ามันกระแทกเข้ากับกำแพงปูนของตึก
ตึกหลังนี้เป็ตึกเก่าอายุกว่าสิบปี สมัยนั้นผนังด้านนอกไม่นิยมทำให้เรียบ แต่จะฝังหินกรวดเต็มผนัง เมื่อััจะรู้สึกหยาบมาก
หลังจากที่หน้าของไอ้ผมทองโดนกระแทกเข้ากับกำแพง จมูกและหน้าผากก็แตก เืไหลออกมาทันที
ไอ้ผมทองดูเหมือนจะรู้ตัวถึงชะตากรรมอันเลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น มันรีบร้องขอความเมตตาด้วยเสียงอู้อี้ทันที "พี่อี้ ผมผิดไปแล้ว ผมยอมรับว่าผมผิดจริง ๆ ผมจะฉีกใบหนี้ของคุณเดี๋ยวนี้ ผมยอมเป็ทาสรับใช้คุณไปชั่วชีวิต!"
"นายผิดจริง แต่ไม่ใช่เพราะไม่ยอมฉีกใบหนี้" หลิงอี้พูดขึ้นในที่สุด "แต่เป็เพราะว่า เธอเป็คนที่สมบูรณ์แบบ แต่นายกลับด่าเธอด้วยคำหยาบคายแบบนั้น"
เขาไม่รอให้ไอ้ผมทองได้อ้อนวอนก็กดหัวมันแล้วลากไถไปตามผนังที่ขรุขระ!