TREE WORLD
ปฐีวินาศโลก
By : Jackmysoul
แจ็ก มายโซล : เขียน
บทที่ 7
ความลับสุดยอด (1)
วันนี้เป็อีกวันที่ผมลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความเปี่ยมหวัง
ปกติแล้วจะดีดตัวเองลุกจากเตียงทันทีที่รู้สึกตัว โงหัวขึ้นมาให้ทันก่อนอาทิตย์ขึ้น เป็ผู้นำครอบครัวนี่ครับต้องทำตัวให้สมกับเป็ตัวอย่างที่ดีแก่ลูกๆ ผมจึงต้องเป็คนแรกที่เร่งออกตัว บริหารร่างกายให้พร้อมเสมอสำหรับการฝึกฝนอันหนักหน่วงประจำวัน เพื่อฝึกทักษะเฉพาะตนและเป็โค้ชให้กับทีมสมาชิกในครอบครัวเพื่อเตรียมความพร้อมพวกเขา ให้สามารถรับมือกับทุกสถานการณ์ไม่ว่าปัญหาจะเล็กหรือใหญ่
เริ่มจากวิ่งจ๊อกกิ้งในสวนสาธารณะเพื่ออบอุ่นร่างกายแล้วกลับมาเล่นเวทต่อด้วยการปีนผาเทียม และตบท้ายด้วยการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้
อย่างหลังนี่ผมให้ความสำคัญเป็อันดับต้นๆมันเป็สิ่งท้าทายสำหรับครอบครัวนักกีฬาเล็กๆของพวกเรา มันแสดงถึงศักยภาพแห่งความแข็งแกร่งของสภาพร่างกายและชั้นเชิงในการเอาตัวรอด รวมถึงความสามารถในการปกป้องช่วยเหลือผู้อ่อนแอกว่า
กว่าผมจะวอร์มอัพเสร็จพวกลูกๆก็เริ่มฝึกทักษะยุทธ์กันไปแล้ว
ที่ห้องโถงกลางบ้านเป็สนามฝึกซ้อมบ่มเพาะความแข็งแกร่ง เสริมสร้างความคล่องตัวของร่างกายโดยเฉพาะประกอบไปด้วยอุปกรณ์การกีฬาครบครัน แต่เน้นไปทางด้านการยุทธ์ในระยะประชิดซะมากกว่ารอบๆผนังห้องจึงประดับไปด้วยอาวุธซ้อมและอาวุธจริง เช่น กระบี่ กระบอง พลอง ดาบ มีดโล่ ตะขอ ทวน ง้าวมากกว่าร้อยชนิด
ห้องโถงนี้ผมเน้นสถาปนิกและวิศวกรออกแบบให้เป็รูปโดมครึ่งวงกลมตกแต่งให้คล้ายผนังถ้ำหิน ติดปุ่มจับยึดต่างรูปแบบที่นักปีนผาเทียมนิยมเล่นกันกระจายไปเต็มทั่วผืนท้องฝ้าของทรงโดมแน่นอนว่าต้องเสริมอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยอย่างสายรัดนิรภัย (HARNESS)และอุปกรณ์ปีนเขาชนิดต่างๆ เช่นคลิปปิ้งเกียร์ (Climbing Gear) อย่างครบถ้วยเพียงพอ
ขณะที่ผมปีนไต่ผาเทียมที่ว่าได้กว่าครึ่งทางซึ่งเป็จุดสูงสุดของฝ้าทรงโดม กลับหัวมองลงไปตามเสียงอึกทึกด้านล่างนักบู๊สองคนกำลังปะทะกันดุเดือด เหมือนกำลังจะแย่งชิงกันเป็แชมป์เหรียญใดเหรียญหนึ่งแต่ดูเหมือนเป็การรุกไล่ฝ่ายเดียวซะมากกว่า
เด็กชายตัวเล็กในชุดฝึกเทควันโดกำลังระดมอัดกำปั้นเตะฝ่าเท้าฟาดใส่คู่ต่อสู้อย่างไม่เปิดโอกาสให้หายใจ
นี่คือ‘จอสส์ สเปนเซอร์’ลูกชายคนเล็กครับ เขาเพิ่ง 13 ขวบถึงยังเด็กตัวยังเล็ก แต่ก็ถือเป็นักสู้ฝีมือดี เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้หลายแขนงมีดีกรีถึงขั้นแชมป์เยาวชนมาร์เชียลอาร์ต(การแข่งขันกีฬาศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแห่งชาติ)
แล้วคนที่ถูกจอสส์ไล่ต้อนอยู่นั่นคือ‘ฟิวท์ สเปนเซอร์’ลูกคนโต พี่ชายของจอสส์นั่นแหละฟิวท์กำลังขึ้นปี4ที่มหาวิทยาลัยออฟคอร์สผมแน่ใจว่าเขาอยากเป็นักวิทยาศาสตร์มากกว่านักบู๊ ดูท่าร่างการออกอาวุธของเขาสิคนไม่เป็มวยยังดูออก ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยช่องโหว่อาจเพราะมัวแต่ห่วงขยับแว่นสายตาขึ้นลง หรือโดนผมบังคับให้ขึ้นเวทีต่อสู้ เลยไม่มีจิติญญาที่จะฝึกซ้อมก็เป็ได้
“อย่าแกล้งน้องอย่างนั้นสิฟิวท์”ผมส่ายหัวะโบอกขณะที่ฟิวท์โดนน็อคลงไปกองกับพื้น ผมมักจะประชดเขาเช่นนี้เสมอ
แล้วคนที่ปีนหน้าผาเทียมบนฝ้าผนังโดมนำหน้าผมไปจนเข้าเส้นชัยล่วงหน้าไปก่อนก็คือเจท สเปนเซอร์ ภรรยาผมนั่นแหละ
“โธ่ฟิวท์...ไม่เอาน่ามัวแต่ทำตัวเป็กระสอบทรายให้น้องอย่างนั้น ไม่น่ารักเอาซะเลย”เธอยิ้มหัวเราะเล็กๆพร้อมส่ายหัวอีกคนเมื่อเห็นฟิวท์โดนเตะคว่ำลงไปอีกรอบ
“ผมพยายามอยู่ครับแม่...โอ้ย!!”ฟิวท์พยายามลุกขึ้นมาสู้อีกรอบ แต่จอสส์เหลือบมองมันเหมือนไม่อยู่ในสายตา แค่สะกิดเท้าเบาๆก็จับพี่ชายตัวเองทุ่มใส่ผนังห้องแต่งตัวจนร่างทะลุผ่านออกไปเป็ช่องใหญ่สิ่งของภายในห้องนั้นล้วนแตกหักกระจัดกระจายพร้อมเสียงโครมครามต่อเนื่อง
ดีที่ฟิวท์อยู่ในชุดป้องกันเต็มอัตราศึกจึงไม่ได้รับาเ็สาหัสอะไรจะมีแค่รอยฟกช้ำเล็กน้อยตามประสาผู้ฝึกยุทธ์
ขณะนอนหายใจรวยรินจมกองเสื้อผ้าอยู่นั่นฟิวท์รีบตะเกียกตะกายอีกครั้ง แต่กองผ้ารุงรังกลับพันแขนขาไม่พ้นตัวการยันกายให้รีบลุกขึ้นยืนจึงไม่ใช่เื่ง่ายสำหรับเขา ไม่ใช่เพื่อ้าจะสู้ต่อแต่เป็แค่การยกฝ่ามือลอดผ่านกองเสื้อเพื่อส่งสัญญาณยอมแพ้ให้ทัน ก่อนที่จะโดนจอสส์ตามเข้ามากระทืบซ้ำอีกรอบ
“นายแพ้เป็ครั้งที่เท่าไหร่แล้วฟิวท์”เห็นว่าการประลองยุติลงจึงหยุดมือ ไม่รู้ว่าจอสส์ตั้งใจเยาะเย้ยถากถางหรือไม่แต่คำพูดก็พาไปพลางยื่นมือไปช่วยดึงพี่ชายผู้อ่อนแอขึ้นมาจากกองผ้า แต่สีหน้าฟิวท์บูดบึ้งไม่ใยดีเร่งปัดมือทิ้งอย่างบอกบุญไม่รับ
“เว้ย...พ่อคนเก่ง พ่อแชมป์เยาวชน...ฮึ... ถ้าฉันไม่ใส่ชุดเกราะหนาเทอะทะแบบนี้นายได้เจ็บตัวแน่..ฮึ่ม”ฟิวท์แค่นเสียงกระแนะกระแหน และพูดแก้ต่างให้ตัวเองแบบสีข้างเข้าถู ขณะค่อยๆยันกายขึ้นมาในชุดป้องกันที่น่าอึดอัดอย่างยากลำบากไม่พ้นคำว่าทุลักทุเล
จะว่าไปการที่ฟิวท์รอบครอบจัดแจงตัวเองให้อยู่ในชุดกระสอบทรายทุกครั้งย่อมเป็ผลดีแก่ทั้งคู่ ถึงแม้เป็การฝึกซ้อมประจำวันความปลอดภัยก็ต้องมาเป็อันดับแรก ฟิวท์อาจจะคิดถูกแล้ว เลือกที่จะป้องกันมากกว่าโจมตีแม้รูปกายจะสูงใหญ่กว่าดูเหมือนจะได้เปรียบขนาดไหนก็ตาม เป็ห่วงแค่จังหวะฝีมือ เพราะขนาดก่อนที่จอสส์จะได้แชมป์เยาวชนฟิวท์ก็ไม่เคยประสบกับคำว่าชัยชนะหรือฝากรอยแผลให้จอสส์ได้เลยสักครั้งเดียว
.....
ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ผมต้องพาครอบครัวไปที่นั่นโดยเมียผมเป็โชเฟอร์ขับรถให้เป็ประจำส่วนผมตั้งหน้าตั้งตาแก้ปัญหาและตอบคำถามเหล่าผู้บริหารของบริษัทผ่านแท็บเล็ตถึงผมจะมีวันหยุดแต่งานที่บริษัทไม่มีวันหยุดนี่นา
ฟิวท์มัววุ่นวายกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเองเห็นบอกว่าเป็โปรเจคที่ต้องรีบทำส่งอาจารย์และเป็ต้นแบบวิทยานิพนธ์สำหรับใช้ในการจบการศึกษาอุปสรรคสำคัญตอนนี้ไม่ใช่ระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือกลไกทางวิศวกรรมอันซับซ้อน
แต่ตัวปัญหามันคือจอสส์!ที่ดูจะสร้างความปั่นป่วนกวนใจสม่ำเสมอ มันคอยชี้จี้จุดสงสัยตลอดเวลาว่าเ้าของเล่นเครื่องนี้ของฟิวท์ทำอะไรได้บ้าง ไม่แค่พูดเปล่า ด้วยความอยากรู้อยากเห็นผสมกับความนึกสนุกจนเกินเลยนิ้วมือยังซุกซนลอบถอดถอนชิ้นส่วนเล็กจิ๋วออกมาส่องดูรายละเอียดให้ชัดเจนบ้างล่ะเสียบสลับสายเชื่อมสัญญาณไม่ตรงตามตำแหน่งเดิมบ้างล่ะ... อันเป็เหตุให้เครื่องไม่สมประกอบจนเกิดขัดข้องโดยที่ตัวเ้าของเครื่องเองก็ยังไม่รู้ตัวว่าเกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นมาแล้ว
แค่มองดูจากภายนอกก็เหมือนปกติทุกอย่างแต่ถึงรู้ก็ไม่ง่ายเลยที่จะตรวจเช็คแก้ไขให้กลับมามีสภาพเดิม เพราะนี่คือเครื่องที่ประกอบขึ้นมายังเป็ขั้นทดสอบลองผิดลองถูกซึ่งถือว่าอยู่ใน่ต้องทดลองแก้ไขอีกมาก ดังนั้นอุปกรณ์และระบบของมันยังไม่ตอบโจทย์ใดไม่มีข้อมูลสะสมมากพอจึงจัดเก็บรายละเอียดได้อย่างมึนงงซับซ้อนและไร้ระเบียบจนเกินไปไหนเลยจะมีปัญญาไปจับผิด...
ระหว่างกำลังเซ็ทระบบป้อนข้อมูลลงในแท็บเล็ตฟิวท์ลูบคาง พลางคิดในใจ หากขับไล่จอสส์ไปอย่างไม่ใยดี คงไม่พ้นต้องลงไม้ลงมือกันคิดถึงเมื่อเช้าแล้วห้องแต่งตัวยังพังพาบยับเยินอยู่เลย กำปั้นที่อัดมานั่นก็ไม่ใช่เบาๆจึงไม่อยากมีปัญหากับมันกับเื่เพียงเท่านี้ นึกเสียว่ายังไงคงต้องซ้อมมวยกับมันไปอีกนานนี่คงไม่ใช่ท่าทีที่ดี ถ้าเกิดไม่มีใครคิดจะออมมือให้กันอีกต่อไป
เมื่อคาดการณ์ดังนั้นแล้วฟิวท์ก็ขมวดคิ้วมุ่น ไม่พ้นต้องเป็ฝ่ายเก็บอาการหัวเสียเอาไว้เงียบๆ บ่อยครั้งต้องรกสมองเปลืองเวลา หาวิธีสลัดให้พ้นการพัวพันจากตัวแสบเ้าปัญหานี่อย่างนุ่มนวลซะก่อน ไม่งั้นคงไม่ได้เริ่มลงมือทำงานอย่างจริงจังเสียที
ผมพักสายตาจากแท็บเล็ตหลังแก้ปัญหาของบริษัทผ่านพ้นไปแล้วก็ลอบเหลือบมองสองพี่น้อง ถึงรู้ว่าพวกเขากำลังจะหงุดหงิดใส่กันก็จริงแต่ยังไม่มีใครลงมือก่อน ผมจึงรอดูท่าทีอย่างสุขุมไม่้าเข้าไปสอดแทรกโดยไม่จำเป็
แต่ก็ไม่รู้ว่าทั้งคู่ตกลงกันอีท่าไหนฟิวท์กระซิบข้างหูไปไม่กี่คำ จู่ๆจอสส์รับข้อเสนอ แล้วก็กลายมาเป็ผู้ช่วยอาสาของฟิวท์ไปอย่างงุนงงและดูเหมือนจะลงตัวพอใจกันได้ทั้งสองฝ่าย
สุดท้ายอย่างน้อยชั้นเชิงการแก้ปัญหาของฟิวท์วิธีนี้ ก็อาจทำให้เ้าตัวปัญหาเลิกวุ่นวายซุกซนได้บ้างรู้จักสงบเสงี่ยมลงชั่วคราว ก็ในเมื่อรับคำเป็ผู้ช่วยก็สมควรให้ความร่วมมือถึงไม่มีความรู้ความสามารถแต่ก็ไม่ถึงกับต้องลงมือก่อกวนอีกต่อไป
ด้วยเส้นทางบังคับเราต้องขับรถผ่านหน้าอนุสรณ์อนุสาวรีย์ทรีเวิลด์นั่นทุกครั้งจนเห็นมรดกโลกชิ้นนี้เป็แค่วัตถุสามัญไปแล้วชื่อเสียงของมันกลายเป็เื่ชินชาสำหรับคนทั้งหลายในเมืองนี้อย่างช่วยไม่ได้...เมื่อผ่านเส้นทางหลักปลายทางของมันก็คือจุดหมาย นั่นคือหลุมยุบขนาดใหญ่ที่แสงสว่างส่องลงไปไม่ถึงเป็สถานที่ที่พวกเราต้องมาคอยเฝ้าสังเกตการณ์เป็ประจำสม่ำเสมอ
รถสปอร์ตเปิดประทุนพอร์ช 918 สไปเดอร์จอดนิ่งสนิทหน้าสถานีตำรวจ ทั้งที่มีป้ายประกาศเป็ที่ห้ามจอดไม่ใช่เพราะพื้นที่บริเวณนี้คับแคบ จนต้องมาเบียดบังสถานที่ราชการแต่บริเวณรอบปากหลุมรัศมี500เมตรถูกกำหนดให้เป็เขตอันตรายเพราะไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าปากหลุมจะทรุดตัวและขยายขอบเขตออกไปเมื่อใด แต่ก็มีคนไม่กลัวกฎหมายแต่กลัวจะอดมักง่ายอย่างผมฝ่าฝืนป้ายสัญญาณตลอดมา จนเ้าหน้าที่ทั้งหลายก็ต่างเอือมระอากันไปเอง
ดังนั้นจึงไม่มียานพาหนะชนิดใดเข้ามาเทียบจอดในบริเวณนี้นอกจากรถของผมที่มาพร้อมความดื้อด้าน
หลุมยุบนี้ผุดขึ้นมาในสมัยใดไม่แน่ชัดแต่การที่ผมได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่เมืองนี้เมื่อหลายสิบปีก่อนก็เป็เพราะมัน...แล้วสถานีตำรวจแห่งนี้ก็ไม่แน่ว่าเกิดมาก่อนหลุมยุบหรือไม่แต่ทางรัฐเองก็ไม่คิดจะย้ายสถานีไปไหน ทั้งๆที่อยู่ในรัศมีไม่ปลอดภัยคิดว่าส่วนหนึ่งเพื่อวางกำลังคอยควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินอะไรบางอย่าง
หลุมยุบนี้นับว่าเป็หลุมยุบที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์กว่าหลุมยุบหลุมอื่นๆที่เคยเกิดขึ้นในโลกไม่ใช่ว่ามันเป็แค่หลุมยุบที่ใหญ่โตมโหฬารไม่ใช่แค่ว่ามันเป็หลุมยุบที่หาก้นหลุมไม่เจอ แต่เป็หลุมยุบประหลาดที่มีเหล่าผู้คนทยอยกันป่ายปีนขึ้นมาจากหลุมแทบจะตลอดเวลาไม่ใช่ว่าผู้คนเหล่านี้เป็นักท่องเที่ยวหรือนักปีกเขาที่ปีนลงไปสำรวจหลุมยุบเล่นๆแต่ผู้คนเ่าั้คือเหล่านักเดินทางที่ปีนขึ้นมาจากโลกเบื้องล่างบางคนปีนขึ้นมาเพื่อหนีตาย บางคนปีนขึ้นมาเพื่อค้นหาอนาคตใหม่ยังโลกเบื้องบน แต่ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตามหลุมยุบนี้ยังมีผู้คนเหล่านักเดินทางพากันป่ายปีนขึ้นมาตลอดวันตลอดคืน ไม่รู้จบรู้สิ้นอย่างน่าพิศวงและยากเกินกว่าที่ชนพื้นถิ่นของโลกใบนี้จะทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้
“เห็นอะไรมั้ย”เมียผมถาม ทั้งๆที่เธอก็เห็นผู้คนหลากหลายทยอยปีนขึ้นมาจากหลุมยุบนั้น ผมรู้นั่นไม่ใช่ประเด็น
“ไม่...ทุกอย่างยังปกติ”ผมตอบ พร้อมกับมองไปรอบๆเพื่อสำรวจพวกหน่วยเฝ้าระวังของรัฐบาลที่แฝงตัวเป็นักท่องเที่ยวปะปนแเีไปกับเหล่าฝูงชน
อย่างไรก็ตามในสายตาของผม กลิ่นอายของพวกมันแสดงตัวออกอย่างชัดเจนจนเป็จุดสังเกตเนื่องด้วยพวกมันแต่ละคนเป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่ไม่ถนัดในการกลบเกลื่อนร่องรอยเอาเสียเลยอีกทั้งบางคนยังไม่ตั้งใจจะปกปิดอาวุธประจำกายของตนเพียงแค่ห่อหุ้มมันไว้ด้วยผ้าคลุมเนื้อหยาบอย่างรีบลวกเท่านั้น
ทุกครั้งผมต้องคอยระวังตัวสังเกตพวกมันเพื่อประเมินสถานการณ์เพราะสัญชาติญาณบอกว่าคนพวกนี้ไม่น่าไว้วางใจ ถึงแม้ผมรู้ว่าพวกมันจะได้ชื่อว่าเป็เ้าหน้าที่จากภาครัฐแต่ผมก็ถือพวกมันเป็บุคคลต้องสงสัยด้วยเช่นกันเข้าข่ายกลุ่มบุคคลอันตรายที่พร้อมจะเป็ผู้ก่ออาชญากรรมเสียเอง
หน่วยเฝ้าระวังที่ว่าผมก็ไม่รู้หรอกว่ามีชื่อเรียกเป็ทางการว่าอย่างไรรู้เพียงว่าเป็หน่วยงานลับๆของรัฐบาล มีหน้าที่สำรวจตรวจสอบและแจ้งเตือนภัยถึงความผิดปกติหรือภัยพิบัติอันจะเกิดจากหลุมยุบนี้ หรืออีกนัยหนึ่งเป็หน่วยงานที่คอยจับตาและแจ้งข่าวสารเื่เวิร์มโดยเฉพาะ
ผมสงสัยเหลือเกินทำไมหน่วยงานนี้ถึงต้องเลือกแต่คนหน้าตาโเี้มาร่วมทีมโดยเฉพาะเ้าหัวโล้นร่างั์ที่สะพายดาบคู่นั่นจะดูดุร้ายมากที่สุด ถึงแม้อาวุธของมันจะถูกปกปิดห่อหุ้มไปด้วยผ้าคลุมคลุกฝุ่นแต่ทว่าในสายตาคนทั่วไปแม้ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ยังดูออกว่ามันไม่ได้เป็แค่ไม้ตีสุนัขอย่างแน่นอนเพียงแค่มันปรากฏกายก็สร้างความกดดันหวั่นวิตกแก่คนรอบข้างอย่างไม่อาจจะข่มกลั้นความหวาดกลัวได้
เบนเคยบอกผมว่าไอ้หมอนี่แหละที่เป็หัวหน้าหน่วย ใครๆก็เรียกมันว่า “โกไลแอท”
“ไอ้โล้นั์นั่นมันโหดมากฉันเคยเห็นมันอัดพวกคนเถื่อนทีเดียวหัวกระจุยคากำปั้นทางที่ดีอย่าไปแหยมกับมันจะดีกว่า โย่...” คำเตือนของเบนยังลอยวนเวียนฝังหัวผมอยู่
อ้อ..เบนโครเวอร์ เป็ชื่อจริงของจ่าเฉยน่ะนะ ผมน่าจะเคยบอกไปแล้ว?
แทบทุกครั้งที่ผมกับครอบครัวมาที่นี่พวกมันจะคอยจับตาจ้องมองพวกผมเป็พิเศษ แล้วแววตาดุดันที่น่าสะอิดสะเอียนนั่นช่างกวนใจผมซะจริงไม่รู้ว่าพวกผมไปทำอะไรให้พวกมันไม่พอใจ แต่ยังเคราะห์ดีที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าการสร้างความรำคาญให้กับเรา
“ฉันไม่ถูกชะตากับพวกนี้เลย”เจทกระซิบเบาๆด้วยรอยยิ้ม เหมือนเธอแสร้งคุยเื่สัพเพเหระ โดยที่ไม่หันไปมอง
“ผมก็เหมือนกัน”ผมตอบอย่างที่เคยตอบเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วแสร้งมองผ่านไปรอบๆแอบสำรวจพวกมันเหมือนที่มันแอบสำรวจพวกเรา จนกระทั่งดูเหมือนพวกมันจะรู้ตัวแล้วค่อยๆถอยห่างออกไป
“ไปกันเถอะ”ผมบอก จะพาทุกคนกลับไปที่รถ
“อีกเดี๋ยวครับ”แต่ฟิวท์กลับออกตัวประวิงเวลากับผม
“.....! ”
เขา้าต่อเวลาเพื่อทดสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ยังทำงานค้างคาอยู่ผลการทดสอบยังไม่คืบหน้า ซ้ำร้ายยังมีจอสส์คอยทำหน้าที่เป็ตัวถ่วงกัดกินเวลาถึงมันจะดูตั้งใจจริงจังกับตำแหน่งผู้ช่วยก็เถอะ...
แต่ผมไม่เห็นด้วยที่จะอยู่ที่นี่นานเกินไปถึงพวกหน่วยเฝ้าระวังจะยังไม่ลงมือกับใครโดยไม่จำเป็ แต่เท่าที่ผ่านมาก็มีข่าวแง่ลบของพวกมันออกมามากเกินไปและมั่นใจได้เลยว่าพวกมันยังวนเวียนอยู่แถวนี้
ความตั้งมั่นของฟิวท์ถูกเจทจับตามองอย่างสนอกสนใจ จนเธอเองต้องร่วมเอ่ยปากขอร้องอีกคนพร้อมบอกเหตุผลว่าสิ่งที่ฟิวท์กำลังทดสอบอยู่นั้นเป็เครื่องตรวจสอบปฏิกิริยาการเคลื่อนที่ของเวิร์ม หากเขาทำสำเร็จจะเป็ประโยชน์มหาศาลกับคนทั้งโลกในอนาคต
นี่คือความคิดของลูกชายคนโตที่ทำให้ผมตกตะลึกและรู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมาบ้าง หากเขาทำสำเร็จได้จริงจะต้องเป็ประโยชน์กับคนทั้งโลกอย่างแท้จริง
ผมยอมลงทุนโดยการอยู่นิ่งเฉยไม่คัดค้านทางหนึ่งผมต้องจัดการงานที่ยังค้าง ตระเตรียมปรับแก้ไขแผนงานในการขยายโรงให้เสร็จทันก่อนเจรจาต่อรองราคาผลประโยชน์กับตัวแทนจากสถาบันการเงินในวันพรุ่งนี้อีกทางเปิดโอกาสให้ฟิวท์พิสูจน์ความสามารถได้เต็มที่ จนไม่รู้เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด...
แต่จนแล้วจนรอดฟิวท์ก็แค่ค้นพบอีกเพียงหนึ่งวิธีที่ไม่ถูกต้องเท่านั้น...มันคือความจริงที่ว่า ขนาดนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะระดับโลกรวมหัวกันยังค้นไม่พบแม้สักเสี้ยวความลับของเวิร์ม นับประสาอะไรกับนักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบ...
พึ่บพั่บ!
ผมสะดุ้งและตกตะลึงเล็กน้อยหลังจากจู่ๆเกิดเสียงสันดาปดังผิดปกติลอยมาตามลม ผ่านไปไม่นาน...
ฟิวท์ก็เดินคอตกอกต่ำกลับมาที่รถขณะผมสตาร์ทรถรอสีหน้าเขาหมองลงมีคราบเขม่าเปรอะเปื้อนและทรงผมยุ่งเหยิงหลุดลุ่ยจนดูน่าขันผมแทบหุบรอยยิ้มไม่ทัน บอกได้เลย นั่นคือผลกระทบเล็กๆน้อยๆอันเกิดจากการทดลองที่ผิดพลาด
ส่วนจอสส์ที่อาสาไปเป็ผู้ช่วยเดินตามหลังฟิวท์มาติดๆรอยยิ้มไม่เป็ธรรมชาติของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าเช่นกัน รู้ว่าจอสส์กำลังรักษาอารมณ์ไม่ให้ดูแย่แต่มันก็ยังดูจ๋อยลงไป ในมือยังช่วยแบกอุปกรณ์ตรวจสอบการเคลื่อนไหวของเวิร์มส่วนที่เป็เศษซากกลับมาด้วยขณะที่ยังพบเห็นกลุ่มควันไฟสีเทาอ่อนๆและกลิ่นเหม็นไหม้จางๆ ที่หลงเหลือจากร่องรอยการลัดวงจรของมัน
เจทแค่เห็นสีหน้าลูกชายก็รู้คำตอบโดยไม่ต้องสอบถามผลลัพธ์หรือความคืบหน้าแต่วูบหนึ่งในใจพลางคิดไปว่า
‘ฟิวท์น่าจะเปลี่ยนไปทำโปรเจคอื่นที่เป็ไปได้มากกว่านี้จะดีกว่า’
แต่ถึงอย่างไรก็ต้องเก็บท่าทีนี้ไว้ในใจยังไงผู้เป็แม่ก็ยังหลงเหลือความคาดหวังในอนาคตอีกยาวไกลเพราะนี่เป็เพียงบทเริ่มต้นไม่ใช่บทสรุป หากท้อแท้ล้มเลิก นั่นต่างหากจึงเป็ความล้มเหลวที่แท้จริง
เธอสงบคำพูดเตือนตัวเองระมัดระวังการกระทบที่จะเผลอไปซ้ำเติมหรือปั่นทอนกำลังใจ ได้แต่มองดูอยู่ใกล้ๆและไม่เคยคิดจะหยุดยั้งความมุ่งมั่นของลูกชาย ด้วยการเอ่ยประโยคไร้สาระใดๆออกมา