การปะทะกันของทั้งสองฝ่ายดำเนินไปจนเป็นร้อยชั่วโมง แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าพวกสหพันธ์จะชนะ แม้ว่าจะสามารถทำลายเมฆทมิฬกลุ่มเล็กๆได้หลายกลุ่มแต่ว่ากลุ่มใหญ่เหมือนจะไม่เป็นอะไรเลย
นอกจากนี้เมฆทมิฬขนาดใหญ่ได้เริ่มโจมตีกลับแล้วเช่นกัน อานุภาพพลังคลื่นทมิฬรุนแรงกว่ากลุ่มเล็กมากนักทำให้พลังงานถูกใช้ไปกับการป้องกันเผาผลาญไปอย่างรวดเร็ว
ในฐานะผู้นำสหพันธ์ ไซน๊อตประเมินสถานการณ์เงียบๆ เขายืนอยู่บนยานบัญชาการขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายกับปลากระเบนซึ่งอยู่จุดศูนย์กลางของกองทัพ
นอกจากเขาแล้วผู้นำเผ่าพันธุ์คนอื่นๆก็ประเมินสถานการณ์อยู่เช่นกัน หากใครมีความคิดอะไรก็จะบอกกล่าวกับไซน๊อต
อำนาจสั่งการทั้งหมดอยู่ที่เขา!!
อย่างไรก็ตามในฐานะผู้นำเขาไม่สามารถออกคำสั่งโดยไม่ไตร่ตรองให้ละเอียด ชีวิตของคนอื่นๆอยู่กับเขา หากเขาสั่งให้กองทัพคนอื่นออกไปตายจะทำให้เผ่าพันธุ์นั้นมองเขาไม่เป็นมิตรแน่นอน
แต่ถ้าจำเป็นต้องเสียสละจริงๆเขาจะต้องนำคนของตนก้าวออกไปก่อนถึงจะสามารถให้กองทัพเผ่าพันธุ์อื่นตามไปได้
“สถานการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปพวกเราจะเริ่มเป็นฝ่ายเสียเปรียบ” ผู้นำเผ่าพันธุ์คนหนึ่งกล่าวขึ้นผ่านช่องสื่อสารหลัก
“ทำไมพวกมันถึงได้มากันเยอะขนาดนี้ แถมดูเหมือนว่าพวกระดับราชาจะมากันไม่น้อย” ผู้นำเผ่าพันธุ์อีกคนกล่าว
พวกเขารู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไรเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสเปคระดับราชา แม้ว่าระดับนายพลสามารถเอาชนะสเปคระดับราชาได้แต่ถ้าอีกฝ่ายมีกันเยอะเกินไปมันจะทำให้พวกเขาเสียเปรียบทันที
นอกจากสเปคระดับองครักษ์แล้วยังมีระดับเหนือกว่าคือระดับขุนพลและเหนือขึ้นไปอีกคือระดับราชา ยศนายพันสามารถต่อกรกับระดับขุนพลได้ส่วนนายพลสามารถต่อกรกับระดับราชาได้
อย่างไรก็ตามความแข็งแกร๋งในระดับเดียวกันทางฝั่งสหพันธ์จะแข็งแกร่งกว่า ดังนั้นหากพวกสเปคต้องการเอาชนะคนที่อยู่ในระดับเดียวกันจำเป็นต้องมีพวกอย่างน้อย 3-4 ตนเพื่อเอาชนะอีกฝ่าย
สเปคระดับราชามีลูกน้องระดับขุนพลอยู่หลายตน ระดับราชาเป็นระดับสูงสุดและปกครองระบบดาวหลายสิบไปจนถึงร้อยระบบดาว ยิ่งตนไหนครอบครองระบบดาวมากเท่าไรก็ยิ่งมีลูกน้องระดับขุนพลมากเท่านั้น เพราะระดับขุนพลจะเป็นตัวแทนคอยควบคุมระบบดาวแทนระดับราชา 4-5 ระบบดาว
การที่ระดับราชาบุกมาหลายร้อยตนแสดงให้เห็นว่าพวกมันคิดจะทำลายสหพันธ์ให้ได้!!
อย่างไรก็ตามสงครามครั้งนี้ยังอีกยาวไกลไม่มีใครรู้ว่ามันจะจบเมื่อใดและฝ่ายไหนจะชนะ ไม่ว่าใครต่างก็ต้องการเป็นผู้ชนะเพราะผู้แพ้หมายถึงความตาย!!
……
เป็นเวลากว่า 500 ชั่วโมงหรือ เกือบ 15 วันนับตั้งแต่เริ่มสงคราม โจและคนอื่นๆอยู่ในภาวะผ่อนคลาย พวกเขายังคงเฝ้าระวังจากสัญญาณสื่อสารจากแนวหน้า ตอนนี้สถานการณ์แนวหน้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก ทั้งสองฝ่ายยังคงยิงแลกกันไปมา อย่างไรก็ตามฝั่งสเปคได้สูญเสียกลุ่มเล็กๆไปหลายร้อยแต่ฝ่ายสหพันธ์ยังไม่มีใครถูกฆ่าแม้แต่คนเดียว ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรแต่ต้องไม่ลืมว่าพวกเขาจะเป็นแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนก่อนที่พลังงานจะหมดลง
แตกต่างจากเมฆทมิฬของพวกสเปคไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานใดๆ มันสามารถคงสภาพไว้ได้ตลอดมีแต่ก็เพียงถูกทำลายได้เท่านั้น
ดังนั้นการต่อสู้ยืดเยื้อในอวกาศไม่ใช่เรื่องดีสำหรับสหพันธ์
“หัวหน้าครับ ผมจับสัญญาณแปลกๆได้ครับ!!” ทันใดนั้นชายคนหนึ่งก็ตะโกนขึ้น
โจรวมถึงทุกคนหันไปสนใจชายหนุ่มคนนั้น
ไม่จำเป็นต้องรอให้โจกล่าวถามชายคนนั้นก็กล่าวต่อไปว่า “เมื่อสักครู่ผมลองปล่อยคลื่นตรวจจับสัญญาณดูปรากฏว่ามันมีคลื่นสัญญาณปริศนาตอบสนองกลับมา แต่ผมได้ลองติดต่อกลับไปทว่ามีแต่คลื่นสัญญาณเท่านั้นไม่มีเสียงตอบรับใดๆ”
โจลุกขึ้นและเดินที่ห้องบังคับการคนอื่นๆก็ตามมาเช่นกัน
“เปิดให้ผมดูหน่อย” โจกล่าวทันทีที่มาถึง
ไม่ช้าบนกระจกใสได้ปรากฏเส้นขีดจากนั้นมันก็เริ่มสั่นจนเส้นขึดได้งอสูงขึ้นจนเกือบแตะเส้นจำกัดด้านบน อย่างไรก็ตามเสียงที่พวกเขาได้ยินมีเพียงเสียงดังตืดยาวเป็นจังหวะเท่านั้นไม่มีเสียงพูดแต่อย่างใด สิ่งนี้สร้างความสงสัยให้กับทุกคน
“คลื่นนี้มาจากไหน?” โจเอ่ย
ไม่นานชายหนุ่มได้ทำการตรวจสอบก่อนจะกล่าวกับโจว่า “มาจากดาวเคราะห์เล็กๆที่อยู่อีกฟากของระบบดาวครับ”
“เปิดภาพให้ผมดู”
ไม่ช้าภาพก็ปรากฏขึ้นในรูปแบบโฮโลแกรม มันเป็นดาวเคราะห์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 3,600 กิโลเมตร มีสภาพแวดล้อมแห้งแล้งเป็นสีน้ำตาล เนื่องจากอยู่ไกลจากดาวฤกษ์จึงทำให้มันมีอุณหภูมิเย็นจัด ซึ่งข้อมูลบนจอภาพได้บอกว่าในตอนกลางวันจะมีอุณหภูมิอยู่ที่ -35 องศาเซลเซียส และตอนกลางคืน -178 องศาเซลเซียส
โจคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “ริน…พาหน่วยของคุณไปสำรวจดาวดวงนั้นกับผม”
“รับทราบค่ะ”
เนื่องจากกำลังอยู่ในหน้าที่เขาจึงไม่สามารถนำคนไปมากกว่านี้ได้ จึงพาไปเพียงหน่วยเดียว โดยการเดินทางจะใช้เพียงยานสำรวจหนึ่งลำเท่านั้น
“ถ้ามีเหตุการณ์ไม่ปกติหรือเร่งด่วนให้รายงานผมทันที” โจหันไปพูดกับมายด์
“ค่ะ!!”
จากนั้นโจและหน่วยของรินก็มุ่งหน้าไปยังดาวเคราะห์สีน้ำตาลที่อยู่อีกฟากหนึ่งของระบบดาว ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีในการเดินทางด้วยยานสำรวจขนาดเล็ก พวกเขาก็ได้มาถึงดาวเคราะห์สีน้ำตาลอันแห้งแล้ง
เมื่อมงอจากภายนอกมันเป็นดาวที่มีแต่หลุมจากการโดนอุกกาบาตพุ่งชนและมีภูเขาขนาดใหญ่หลายแห่ง มันไม่มีหญ้าหรือต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว นอกจากแรงดึงโดดที่เบาบางแล้วชั้นบรรยากาศก็เบาบางเช่นกัน
มันไม่น่ามีความเป็นไปได้เลยที่ดาวเคราะห์ธรรมดาซึ่งไม่มีอะไรเลยจะมีสัญญาณบางอย่างส่งออกมา บางทีอาจจะมีอารยธรรมโบราณก็เป็นได้?
พวกเขาได้ค้นพบอารยธรรมโบราณหลายแห่งตอนที่ออกไปตามหาพวกคนแคระจากนั้นก็ได้ส่งพิกัดไปให้ทางสหพันธ์ทำให้พวกเขาได้รับเครดิตมามากมายเพียงพอที่จะซื้อยานบัญชาการได้สองถึงสามลำเลยทีเดียว
ยานสำรวจค่อยๆลงจอดบนพื้นสีน้ำตาล