ครู่ใหญ่ต่อมา รถของผมก็เลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณหน้าทางเข้าคอนโดที่ผมพักอยู่ แต่ในขณะที่ผมกำลังจะทาบบัตรสแกนเพื่อเปิดรั้วกั้นอัตโนมัติ เสียงของคนข้างๆ ก็ทำให้ผมต้องชะงัก
“เดี๋ยวค่ะ...”
เอลลี่โพล่งขึ้นมา สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน แววตาที่เคยดูผ่อนคลายกลับเต็มไปด้วยความประหลาดใจแกมสับสนขณะจ้องมองไปยังอาคารเบื้องหน้า
“โห... เจ้าหน้าที่ระดับสูงเขาพักในที่แบบนี้กันจริงๆ เหรอคะเนี่ย ฉันเริ่มสงสัยแล้วว่าคุณได้เงินเดือนเท่าไหร่กันแน่”
เอลลี่ถามพลางยื่นหน้ามาทางกระจกสายตาจับจ้องยอดตึกระฟ้าเบื้องหน้าด้วยความทึ่ง ผมเห็นท่าทางแบบนั้นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะตอบกลับไปสั้นๆ ทั้งรอยยิ้ม
“เป็นความลับครับ...”
“แหม... ชักอยากรู้ขึ้นมาจริงๆ แล้วสิคะ”
เอลลี่เปรยขึ้นพลางหลิ่วตาเหลือบมองผมด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ ก่อนจะลองสุ่มตัวเลขออกมา “ห้าหมื่น?”
เธอนิ่งไป สายตาจดจ้องรอคอยปฏิกิริยาตอบโต้จากผมอย่างไม่ลดละ ผมทำเพียงส่ายหน้าช้าๆ ให้กับความขี้เล่นของเธอโดยไม่ได้เอ่ยคำใดตอบกลับไป
“หกหมื่น?” เอลลี่ยังคงสนุกกับการทายตัวเลขไม่เลิก
ผมไม่ได้ตอบอะไร ทำเพียงส่งยิ้มบางๆ กลับไปขณะหักพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้าสู่ลานจอดของคอนโดอย่างช้าๆ
“ยังไม่ใช่อีกเหรอคะ... งั้นสุดท้ายแล้วกัน หนึ่งแสน?” เธอถามย้ำด้วยสายตาที่เป็นประกายอย่างคาดหวัง ดูเหมือนว่าตอนนี้การได้รู้ตัวเลขรายได้ของผมจะกลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจกว่าการหาที่พักสำหรับเธอไปเสียแล้ว
“ผมบอกแล้วไงครับว่ามันเป็นความลับ... ไม่ต้องพยายามหลอกล่อเลย ผมไม่หลงกลคุณหรอก” ผมตอบพลางหัวเราะร่าขณะดับเครื่องยนต์
“คุณนี่นะ...” เอลลี่เปรยขึ้นพร้อมกับถอนหายใจออกมาเล็กน้อยอย่างไม่จริงจังนัก ท่าทางกระฟัดกระเฟียดเล็กๆ ของเธอดูขัดกับลุคซีอีโอผู้สุขุมที่ผมเคยรู้จักมา
ไม่กี่นาทีต่อมา ผมก็พาเอลลี่ก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามาภายในห้องของผมแล้ว
“ห้องนี้คุณเช่า... หรือว่าซื้อขาดคะ”
เอลลี่ถามด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าสายตาคมกริบของเธอกลับกวาดมองไปรอบๆ เพื่อประเมินทุกรายละเอียด ตั้งแต่การตกแต่งไปจนถึงระดับความเนี้ยบของพื้นที่ ราวกับเธอกำลังใช้ทักษะนักธุรกิจวิเคราะห์ตัวตนของผมผ่านสถานที่แห่งนี้
“ความ” ผมเพิ่งจะอ้าปากเตรียมจะกวนประสาทต่อ แต่เอลลี่กลับสวนขึ้นมาทันควันอย่างรู้ทัน
“ความลับอีกแล้วใช่ไหมคะ! อะไรของคุณเนี่ย... จะมีความลับเยอะไปถึงไหน”
เธอพูดพลางถอนใจอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะก้าวฉับ ๆ เข้าไปในห้องโดยไม่รอให้เจ้าของบ้านอย่างผมอนุญาต สายตาซุกซนของเธอเริ่มออกสำรวจไปตามมุมต่างๆ ราวกับกำลังตามหาความลับของผม
“อย่าลืมนะครับว่าผมไม่ได้อยู่คนเดียว... อย่าเที่ยวทำอะไรตกไว้ หรือไปขยับตำแหน่งข้าวของของน้องสาวผมเข้านะครับ” ผมรีบพูดดักคอไว้ก่อนที่เธอจะทำอะไรไปมากกว่านี้
เอลลี่ชะงักฝีเท้าแล้วหันขวับมา “ฉันก็พอจะมีมารยาทอยู่นะคะคุณ... พูดเหมือนฉันเป็นพวกชอบรื้อค้นไปได้”
เธอพูดพึมพำส่งท้ายอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะค่อยๆ ลดความเร็วในการเดินลง
“ผมคงไม่บอกว่าให้ตามสบายหรอกนะ... แต่จะขอเตือนว่าอย่าทำตัวสบายจนเกินไปล่ะ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายพลางเดินไปทรุดตัวลงบนโซฟาหน้าทีวี
“ตอนนี้คุณกำลังอาศัยที่ซุกหัวนอนของผมอยู่ เพราะฉะนั้นต่อให้คุณจะมีเงินล้นฟ้ามาจากไหน แต่นาทีนี้มันไม่มีความหมายแล้วล่ะครับ”
เอลลี่หลุดขำออกมาเล็กน้อยพลางส่ายหน้า “เล่นเอาฉันไปต่อไม่เป็นเลยนะคะ... คุณนี่เป็นพวกพูดตรงจนน่าหมั่นไส้จริงๆ”
พูดจบเธอก็เดินตามมานั่งลงบนโซฟาเดี่ยวอีกตัวใกล้ๆ กัน ก่อนจะเอ่ยถาม “แล้วสรุปว่า... คืนนี้คุณจะให้ฉันนอนห้องไหนคะ?”
“นี่มันเพิ่งจะหกโมงเช้าเองนะครับคุณ... ชิงถามเรื่องที่นอนไม่เร็วไปหน่อยเหรอ” ผมแสร้งเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะแกล้งตีหน้าตายแล้วเอ่ยต่อ “อีกอย่าง... บางทีผมอาจจะเปลี่ยนใจไม่ให้คุณนอนที่นี่แล้วก็ได้นะ ใครจะรู้”
ผมทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงกวนเพื่อดูปฏิกิริยา ทว่าทันทีที่สิ้นคำพูดของผม เอลลี่กลับไม่ได้ดูตกใจเลยสักนิด เธอกระตุกยิ้มที่มุมปากราวกับล่วงรู้ความคิดของผมล่วงหน้า
“สายไปแล้วค่ะ... คืนนี้ฉันจะนอนที่นี่ และต่อให้เป็นคุณก็ห้ามฉันไม่ได้หรอกค่ะ”
ผมถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายพลางชี้นิ้วไปยังทิศทางต่างๆ ภายในห้อง “ห้องนั้นคือห้องของน้องสาวผม... ส่วนห้องนี้ก็ห้องนอนของผม เสียใจด้วยนะครับคุณผู้หญิง ห้องนอนเต็มหมดแล้ว เหลือก็แต่โซฟานุ่มๆ ตัวที่คุณกำลังนั่งอยู่นี่แหละครับ”
“คุณนี่ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเอาซะเลยนะคะ ที่คิดจะปล่อยให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ นอนโซฟาแบบนี้”
เธอตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยไร้อารมณ์ ทว่าดวงตากลับพราวระยับเหมือนกำลังสนุกที่ได้ปั่นประสาทผมเล่น
“หรือว่า... คุณอยากจะนอนเตียงเดียวกับผมล่ะ?” ผมแกล้งโยนหินถามทางไปอย่างนั้นพลางหัวเราะในลำคอ “ผมไม่ถือหรอกนะ พอดีเลยจะได้อุ่นอุ่นขึ้นมาหน่อย ช่วงนี้อากาศยิ่งหนาวๆ อยู่ด้วย”
ผมคิดว่าเธอจะแสดงท่าทีรังเกียจหรือด่ากราดกลับมา แต่ผิดคาด
“เอาแบบนั้นก็ได้นะคะ จะเป็นไรไป...”
เอลลี่สวนกลับมาทันควันพร้อมกับโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับบนใบหน้าสวยขณะที่ดวงตาของเธอจ้องลึกเข้ามาในตาของผมอย่างท้าทาย ราวกับจะบอกว่าคนอย่างเธอไม่เคยกลัวคำขู่ขี้ประติ๋วแบบนี้
ผมรีบยกมือขึ้นเป็นเชิงปรามทันที “เดี๋ยวๆ... ผมพูดเล่นนะคุณ คุณนี่ก็นะ... รู้ตัวบ้างไหมเนี่ยว่าเป็นผู้หญิงน่ะ ห่วงเนื้อห่วงตัวบ้างสิครับ”
“หึ...” เอลลี่ส่งเสียงหัวเราะในลำคออย่างผู้ชนะ เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยด้วยความมั่นใจเกินร้อย ขณะมองอาการเลิ่กลั่กของผมด้วยสายตาเหยียดหยามแบบขำๆ “นึกว่าแน่ที่ไหนได้... สุดท้ายคุณก็เก่งแต่ปากนี่นา”
“โห... ได้ทีแล้วเอาใหญ่เลยนะครับ”
ผมบ่นพึมพำอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นจากโซฟาแล้วก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอ ผมเอื้อมมือไปคว้าจับต้นแขนของเอลลี่ไว้หลวมๆ พยายามทำเสียงเข้มใส่
“ไปเลยครับ... ในเมื่อเก่งนักก็เชิญออกไปจากห้องผมเดี๋ยวนี้เลย”
“ไม่... ไป!” เอลลี่ลากเสียงตอบพลางพยายามยื้อขืนตัวเอาไว้ มืออีกข้างของเธอพยายามแงะมือผมออกจากต้นแขนอย่างสุดกำลัง “ปล่อยฉันนะ! ถ้าไม่ปล่อยฉันจะกรี๊ดให้คนช่วยจริงๆ ด้วย!”
เห็นผมยังไม่ยอมลดละ เธอก็ตัดสินใจใช้ไม้ตายสุดท้ายด้วยการคว้าแขนผมไปแล้วงับเข้าเต็มแรง
“โอ๊ย! อะไรของคุณเนี่ย!”
ผมร้องออกมาด้วยความเจ็บจนต้องรีบสะบัดแขนออกทันที พอเป็นอิสระแทนที่จะสำนึกผิด เอลลี่กลับขำออกมาอย่างผู้ชนะ ท่าทางอารมณ์ดีของเธอขัดกับรอยฟันที่ทิ้งไว้บนแขนผม
“เล่นเป็นเด็กไปได้... คุณโตแล้วนะครับ” ผมบ่นพึมพำพลางยกมืออีกข้างขึ้นมาลูบจุดที่โดนเธองับจนแดงเป็นรอยฟัน
ผมส่ายหน้าให้ความซนของเธออย่างเหลือเชื่อ ก่อนจะหันหลังกลับเดินหนีไปอีกทางพร้อมกับบ่นอุบอิบคนเดียวเบาๆ “ให้ตายสิ... ต้องไปฉีดยาป้องกันบาดทะยักไหมเนี่ย”
“เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะคะ? ฉันได้ยินนะ!” เอลลี่ร้องถามไล่หลังมาด้วยน้ำเสียงสูงปรี๊ดที่แฝงความทีเล่นทีจริง รอยยิ้มขี้แกล้งยังคงประดับอยู่บนใบหน้าเหมือนเธอจะสนุกที่ได้เห็นผมเสียอาการ