หลังจากจัดการสังหารทุกคนหมดแล้วนั้น ฉินจุนก็ได้เก็บเอาสินาของเขามันมีทั้งแหวนมิติ กำไรมิติ หรือถุงมิติก็มี ทั้งสามอย่างไม่มีได้มีความแตกต่างกันมากนอกซะจากความจุ ถ้าในทั้งสามชิ้นที่เป็สมบัติอยู่ในระดับเดียวกันนั้นถุงมิติจะจุได้มากกว่านั้นเองรองลงมาก็กำไรแล้วก็แหวนตามลำดับ
หลังจากที่ฉินจุนสังเกตเห็นสินาก็ตาลุกวาวขึ้นมาทันทีมันมีถุงมิติกำไรมิติและแหวนมิติเกือบยี่สิบชิ้นกันเลยที่เดียว อันที่จริงด้วยการโจมตีของฉินจุนนั้นของทั้งหมดนี้มันต้องโดนทำลายไปด้วยแล้ว เพราะถึงมันจะเป็สมบัติที่มีระดับสูงเพียงใดแต่ก็เป็สิ่งที่เอาไว้เก็บของมันเลยมีความเบาะบางมากกว่าสมบัติที่เอาไว้ต่อสู้มากทีเดียว
"เอาไว้ไปดูทีหลังก็แล้ว ข้าต้องจัดการทุกคนในสำนักพิษมารซะก่อน"
ฉินจุนพูดกับตัวเองจากนั้นเขาก็ได้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ากวาดตาลงมองความวุ่นวายเบื้องล่าง แล้วพูดกับตัวเองว่า
"ขอโทษด้วยนะ พวกเ้าหลายคนยังเล็กนักและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความบาดหมางครั้งนี้ แต่ข้าก็ไม่อาจปล่อยพวกเ้ารอดชีวิตไปได้เช่นเดียวกัน ข้าจะทำให้พวกเ้าจากไปแบบไม่ทรมานก็แล้วกัน ชีวิตหน้าที่เป็ชีวิตใหม่ของพวกเ้าก็ขอให้พบเจอแต่ความสุขเถอะ"
ฉินจุนมองความวุ่นวายเบื้องล่าง มีคนนับหมื่นต่างวิ่งหนีกันอย่างไม่คิดชีวิต เขาได้ทำการะเิพลังปราณอันยิ่งใหญ่ ที่ผู้มีระดับต่ำกว่าระดับปราการ์นั้นไม่สามารถทนได้ออกมา พลังปราณนี้มันครอบคลุมอาณาบริเวณของสำนักทั้งหมดทำให้ความวุ่นวายเบื้องล่างสงบลงในทั้นที
ความเงียบงันเข้าครอบคุมพื้นที่ ฉินจุนััได้ว่าทั่วทั้งสำนักไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต ถ้าถามว่าทำไมเขาไม่ใช้พลังทำลายล้างสูงๆนั้น คำตอบก็ง่ายนิดเดียวเขากลัวว่าจะทำให้สมบัติ วิชา รวมถึงสมุนไพรต่างๆในสำนักพิษมารนั้นเสียหายนั้นเอง เพราะยังไงสำนักพิษมารก็เป็สำนักใหญ่มันคงจะมีทรัพยากรการบ่มเพาะมากกว่าตระกูลของเขาแน่นอน ถึงแม้ตระกูลของเขาจะร่ำรวยเงินทองและหินิญญาเป็อันดับต้นๆในทวีปแต่ของบ้างอย่างใช่ว่ามีเงินก็จะหาซื้อได้
ฉินจุนกวาดตามองซากศพมากมายเขาใช่ความคิดในการเผาศพเ่าั้ทั้งหมด จากนั้นเขาก็สำรวจสำนักพิษมารทันที
ที่แรกที่เขามาถึงนั้นมันคือหอคำภีร์หรือหอที่เอาไว้เก็บวิชานั้นเอง ที่นี้เป็หอคอยมีความสูงห้าชั้นแต่ละชั้นเต็มไปด้วยวิชามากมาย ชั้นที่ห้าชั้นสุดท้ายมีม่านพลังขวางกันเอาไว้แต่ม่านพลังแค่นี้ไหนเลยจะขวางฉินจุนได้เขาทำลายมันลงแล้วเดินเข้าไปข้างในนี้มีชั้นวางหนังสือแค่ห้าชั้นเท่านั้นแต่ละชั้นมีหนังสือเพียงห้าเล่มเท่านั้นฉินจุนไม่ได้สนใจว่ามันจะเป็วิชาสายมารหรืออะไรเขาเก็บมันเขามาไว้ในถุงมิติทั้งหมดแบบไม่ตรวจสอบเลยด้วยซ้ำ
โลกนิรันดร์แห่งนี้นั้นไม่ได้สนอยู่แล้วว่าใครจะบ่มเพาะสายไหน เพราะโลกแห่งนี้มันวัดกันที่พลังใครกำปั้นใหญ่กว่าก็จะเป็ผู้กำหนดนั้นเอง เพราะแบบนี้ สำนัก นิกาย หรือราชวงศ์ที่บ่มเพาะวิธีมารนั้นก็เป็แค่ผู้บ่มเพาะคนหนึ่งเท่านั้นในสายตาของคนอื่นๆ
"วิชาก็ได้แล้วต่อไปก็สวนสมุนไพริญญาไปดูซิว่ามีอะไรดีไหม" ฉินจุนพูดออกมา
พอเขามาถึงก็ต้องอึ้งเพราะมันมีแต่สมุนไพริญญาที่ผู้บ่มเพาะวิชาประเภทพิษ้าทั้งนั้น ไม่รู้ว่าจะเอาไปปรุงยาอะไรได้บ้างแต่ถ้าไม่ได้ก็แค่ขายซะก็สิ้นเื่
จากนั้นเขาก็ไปที่ห้องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็ที่เก็บอาวุธ สมบัติ และอื่นๆอีกมากมายทำให้เขารู้ว่าถ้าเป็เงินทองหรือหินิญญานั้นตระกูลของเขามีมากกว่าชนิดที่สำนักพิษมารนั้นเทียบไม่ติด แต่ถ้าเป็ทรัพยากรในการบ่มเพาะแล้วล่ะก็ตระกูลของเขาเมื่อเทียบกับสำนักพิษมารแล้วนั้นไม่ต่างอะไรจากยาจกดีๆนี้เอง
"ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อตระกูลเลย แต่จะว่าก็ไม่ได้เพราะตระกูลเราไม่มีใครใช้วิชาพิษเลยนี้นะ ไว้ค่อยเอาพวกมันออกไปประมูลก็แล้วกันคงจะได้หินิญญามามากอยู่ พอถึงตอนการย้ายรากฐานตระกูลไปที่เมืองอื่นมันก็ต้องใช้เงินมากซะด้วย" ฉินจุนวางแผนอะไรหลายอย่างในหัว
"นี้เรายังไม่ได้นับรวมทรัพย์สมบัติส่วนตัวของไอ้พวกเฒ่านั้นเลยนะเนี้ย เฮ้อถ้าอยากร่ำรวยเร็วๆเนี้ยก็ต้องปล้นจริงๆสินะ เหมือนที่เคยได้ยินมาจากไหนสักที่นี้แหละ"
"เอาล่ะรวบรวมของครบแล้วได้เวลากลับไปตระกูลแล้วล่ะมั้ง ส่วนเื่ของตระกูลหูก็ปล่อยให้เหล่าลูกหลานจัดการไป นี้ถือเป็การหาประสบการณ์ที่ดีมากๆอีกด้วยแถมยังมีรางวัลอีกตั้งหาก จะให้เราที่เป็บรรพบุรุษเข้าไปจัดการก็ใช่เื่" ฉินจุนบ่มพึงพันออกมา
จากนั้นฉินจุนก็ได้จากไป ทิ้งเอาไว้แค่ความเงียบเสมือนไม่มีคนอยู่ที่นี่ ทั้งๆทีเมื่อประมาณสองก้านธูปที่แล้วนั้นยังมีคนเป็หมื่นคนอยู่เลย กว่าจะมีคนรู้ว่าสำนักพิษมารที่เคยเป็กองกำลังระดับสูงได้หายไปแล้วก็คงต้องใช้เวลาอีกสักพักนึงละมั้ง แต่ที่แน่ๆของมีค่าทุกอย่างในสำนักนั้นได้ถูกฉินจุนขุดรากถอนโคนไปหมดแล้วชนิดที่ว่าสำนักสะอาดเอี่ยมอ่องกันเลยที่เดียว