แสงอรุณยามเช้าสาดส่องมาที่ร่างๆหนึ่งเด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงนอนทอดกายอยู่บนเตียงไม้ไผ่แบบง่ายๆใบหน้าคมคายนั้นสงบนิ่งแลดูสง่างามดุจเทพนักรบแห่ง์ผู้ยิ่งใหญ่หลงไป๋นอนแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อนล่วงมาเป็วันที่สามแล้ว
ภายในจิตสำนึกของหลงไป๋
เขาพยายามดันร่างขึ้นด้วยความยากลำบากอาการเวียนหัวยังรบกวนเขาอย่าหนัก หลังจากลุกขึ้นมาได้แล้ว เขาพยายามสงบจิตใจและทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น
ก่อนหน้านี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ ข้าจำได้ว่าข้ากำลังต่อสู้อยู่กับตงซู แต่จู่ๆร่างกายมันก็เกิดร้อนขึ้นมาวูบวาบประหนึ่งถูกไฟแผดเผาจากนั้นสติของข้าก็ได้ดับวูบไปเสียอย่างนั้น
พอคิดได้ถึงตรงนี้หลงไป๋ก็พลันเหลียวมองไปรอบๆตัวกลับพบเพียงละอองหมอกขนานเล็กหยาดน้ำค้างพร่างพรมไปทั่วบริเวณ เขาค่อยๆเดินสำรวจไปเบื้องหน้าพร้อมกับร้องะโหาหลงชิงซวนหากแต่ก็ไม่มีเสียงใดตอบสนองกลับมาแม้เพียงนิดมีเพียงละอองหมอกขาวที่ล่องลอยในอากาศราวกับว่าจะหยอกล้อกับเขาเท่านั้น
หลงไป๋เดินไปอย่างไร้จุดหมายไม่รู้ว่าเนิ่นนานเพียงใดที่เขาเดินฝ่าหมอกขาวนี้มาในที่สุดเขาก็ได้พบกับอาคารหลังหนึ่ง เป็อาคารโบราณที่มีขนาดมหึมาประดับไว้ด้วยลวดลายของัจำนวนมาก บ้างปรากฏอยู่ตามฝาผนัง ราวบันไดหรือแม้กระทั้งทางเดินถูกสลักไว้ด้วยลวดลายของัพสุธาร่างั์เอาไว้อย่างงดงามแต่ที่เด่นชัดที่สุดคงหนีไม่พ้นประตูบานมหึมาที่ถูกสลักไว้ด้วยลวดลายัทองเพียงตัวเดียวที่กำลังจดจ้องมายังผู้ที่อยู่เบื้องหน้าประตูราวกับกำลังกลืนกินคนผู้นั้นลงทั้งเป็
หลงไป๋ที่ขณะนี้ได้แต่ยืนตะลึงงันกับสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่และัทองตัวมหึมาเบื้องหน้านั้นพลันค่อยๆย่างเท้าเข้าไปสู่บานประตูั์ทีละน้อยๆ กว่าเขาจะได้สติรู้สึกตัวมือของเขาก็ได้ัักับบานประตูไปเสียแล้วเสียงประตูลั่นดังเอี๊ยดอ๊าดปลุกให้หลงไป๋ตื่นจากภวังค์
แสงสว่างจ้าปรากฏตรงหน้าของหลงไป๋ภาพเบื้องหน้าของเขากลับสร้างความตกตะลึงยิ่งกว่าเหตุการณ์เมื่อครู่เมื่อสิ่งที่หลงไป๋เห็นอยู่เบื้องหน้าคือห้วงดาราสุดแสนกว้างใหญ่ไพศาลดวงดาวน้อยใหญ่ส่องแสงสว่างระยิบระยับ หลงไป๋ทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยังจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง
ตอนนั้นเองที่เสียงเสียงหนึ่งได้ดังขึ้นมันเป็เสียงเก่าแก่โบราณและทรงพลังอำนาจอย่างถึงที่สุด ดวงดาวนับหมื่นนับพันคล้ายหม่นแสงลงราวกลับทำความเคารพผู้เป็เ้าของเสียง
“โชคชะตาของผู้ปลุกสายโลหิตแห่งั เส้นทางนับหมื่นพันเบื้องหน้า สุดแล้วแต่เ้าจะไขว่คว้าเลือกสรรขอต้อนรับ สายโลหิตแห่งข้า สู่ห้วงความรู้แห่งบรรพชน”
“ห้วงความรู้...แห่งบรรพชน นี่คือการปลุกพลังของสายเือย่างนั้นหรอเนี้ย”
หลงไป๋พอได้ยินเสียงเก่าแกลึกลับกล่าวออกมาเช่นนั้นก็พอจะคาดเดาเื่ราวได้บ้างแล้วแท้ที่จริงตัวเขานั้นได้เข้าสู่่เวลาของการปลุกพลังสายเืขึ้นมาเื่นี้มิใช้เื่แปลกประหลาดอันใดเพราะในโลกใบนี้ล้วนมีผู้ที่สามารถปลุกพลังของสายโลหิตขึ้นมาได้ในตระกูลหลงของเขาเอาก็มีเื่เล่าของเหล่าบรรพบุรุษมากมายที่พอหลังจากปลุกพลังของสายโลหิตขึ้นมาได้ก็ออกท่องเที่ยวสร้างชื่อให้กับตนเอง
เพียงแต่หน้าเสียดายที่ยิ่งเวลาผ่านสายเืที่ได้รับมายิ่งเจือจางทำให้ผู้ที่สามารถปลุกพลังขึ้นมาได้นั้นมีน้อยยิ่งกว่าน้อยเขาไม่รู้ว่าเนิ่นนานเท่าใดแล้วที่ตระกูลหลงไร้ผู้ที่สามารถปลุกพลังได้ที่แน่ๆคือในยุคของประมุขตระกูลสามรุ่นสุด ท้ายก็ยังไม่มีผู้ใดทำได้และตอนนี้เขาทำมันได้แล้ว
“ห้วงความรู้ แห่งบรรพชนมีจิติญญาวีรชนมากมายสถิตอยู่ จิติญญาเ่าั้จะเป็ผู้เลือกว่าเ้ามีสิทธิ์และมีความสามารถมากพอที่จะรับสืบทอดพลังของพวกเขาเ่าั้หรือไม่”เสียงเก่าแก่ส่งเสียบราบเรียบแต่เต็มไปด้วยพลังออกมาอีกครั้ง
หลงไป๋พอได้สติก็รีบกล่าวกับเ้าของเสียงด้วยน้ำเสียงย่ำเกรงออกมาว่า
“ขอท่านบรรพชนได้โปรดชี้แนะผู้น้อยหลงไป๋ สมควรกระทำเช่นใด” หลงไป๋เอ่ยถามออกไปเพราะเขาเองก็ไม่รู้จริงๆว่าควรจะทำเช่นใดดีจึงเอ่ยถามเผื่อจะได้รับรู้แนวทางไว้บ้าง
“ทำจิตใจของเ้าให้สงบอย่าได้ขัดขืนต่อต้านใดใด”ตอนนั้นเองจู่ๆพลังลมปราณจำนวนมหาศาลก็ไหลทะลักเข้ามาในร่างของหลงไป๋อย่างกะทันหันเส้นลมปราณภายในร่างคล้ายกับกำลังจะแหลกสลายความเ็ปรุนแรงเข้ารุมเร้าหลงไป๋จนต้องส่งเสียงร้องครวญครางออกมา
ตอนนี้สติของเขากำลังจะหลุดลอยเขากัดลิ้นของตนเองไว้เพื่อไม่ให้เขาหมดสติลงไปกระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นกร๊อบแกร๊บ ิัทั่วร่างเริ่มปริแตกอย่างช้าๆหากเป็เช่นนี้ต่อไป ร่างกายของเขาจะต้องแตกออกเป็เสี่ยงๆแน่ๆในขณะที่หลงไป๋กำลังส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเ็ปอยู่นั้นเขาไม่ได้สังเกตเลยว่ารอบๆร่างของเขาปรากฏเงาร่างจำนวนมากมาย พร้อมกับพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
“พร์แห่งัเพลิง นี่มันโชคชะตาชัดๆเขาจะต้องเป็ผู้สืบทอดของข้าผู้นี้ ฮ่าๆๆๆ” เงาร่างนั้นส่งเสียงหัวเราะกังวาลออกมาหากหลงไป๋ได้ยินมันแล้วละก็จะรับรู้ได้ในทันที่ว่ามันมากพอที่จะทลายูเาลำธารได้อย่างง่ายดาย
“หึด้วยเปลวเพลิงกระจอกงอกง่อยของเ้านะหรือ กายาัพสุธา มีเพียงข้าเท่านั้นที่คู่ควรกับร่างนี้”เสียงหนึ่งสำทับขึ้น
“เ้า... หนอยยยย”
ในขณะที่เ้าของเสียงทั้งสองกำลังจะเริ่มปะทะกันนั้นเสียงหนึ่งก็ได้ดังขึ้น น้ำเสียงนั้นนิ่งสงบหากกลับทรงพลังจนสามารถหยุดทุกผู้คนเบื้องหน้าได้แม้แต่สองคนเมื่อครู่กำลังอยู่ในโทสะ กลับยืนสงบนิ่งราวเด็กน้อยผู้หนึ่งเท่านั้น
“หยุดการกระทำของพวกเ้าเสีย”เ้าของเสียงเอ่ยออกมาแ่เบา ก่อนจะกล่าวต่อขึ้นมาว่า“เด็กน้อยผู้หนึ่งกลับสามารถร่างสถิตที่ทรงพลังแข็งแกร่งเช่นนี้ได้นับเป็เื่น่าอัศจรรย์แห่งยุคสมัย ตัวข้าจะเป็ผู้มอบพลังให้แก่เขาเอง จากชะตาชีวิตของเขาแล้วสิ่งที่บรรพชนเช่นเราพอจะช่วยเหลือได้ก็คงมีเพียงเท่านี้ต่อจะนี้คงต้องปล่อยให้เด็กน้อยคนนี้เป็ผู้เลือกเดิน”
ตูมมมม
ทันใดนั้นลมปราณมหาศาลก็ได้ทะลักออกมาจำนวนมหาศาลแต่ก่อนที่มันจะไหลทะลักเข้าไปในร่างของหลงไป๋ที่ดิ้นทุรนทุรายอยู่มันกลับค่อยรวมตัวตัวกันเป็ก่อนผลึกสีขาวส่องสว่างก่อนจะลอยเข้าไปยังจุดตันเถียนของหลงไป๋เ้าของเสียงราบเรียบพลันขยับนิ้วมือมาแตะที่หน้าผากของหลงไป๋ก่อนที่ตัวหนังสือสีทองจำนวนมหาศาลจะไหลทะลักเข้าสู้ห้วงความทรงจำของเขาเวลาผ่านไปเนิ่นนาน
เงาร่างหลายร่างต่างพากันจากไปแต่มีกลับมีเงาร่างอีกจำนวนไม่น้อยที่เลือกจะอยู่ต่อและผลัดเปลี่ยนกันถ่ายทอดวิชายุทธ์ลงไปในความทรงจำของหลงไป๋จากนี้วิชายุทธ์เหล่านี้จะได้รับการสืบทอดหรือไม่ล้วนขึ้นอยู่กับความสามารถของหลงไป๋แล้ว หลัง
จากนั้นร่างของหลงไปก็ค่อยๆสลายไปจากห้วงแห้งความรู้ของบรรพชน
จิติญญาบรรพชนทั้งหลายในคราแรกล้วนแล้วแต่อยากจะให้หลงไป๋เป็ผู้สืบทอดโดยตรงของตนแต่เมื่อการที่คนผู้นั้นเอ่ยออกมาเช่นนั้น แล้วมีหรือที่เขาจะกล้าขัดขืนเพียงหวังให้วิชายุทธ์ของตนได้ปรากฏบนพิภพก็ดีมากแล้วนึกแล้วตัวของพวกเขาเองก็ยังสั่นไม่หาย การปรากฏตัวของคนๆ นั้นน่าหวาดหวั่นจนเกินไป
ผู้ที่ได้ชื่ออว่า ”จักรพรรดิ”
................................................................................................................................................................................
ท่ามกลางแสงตะวันที่สาดส่องเข้ามาถ้ำช่วยปลุกให้หลงไป๋ได้ตื่นขึ้นมา หนังตาของเขาหนักอึ้งเขาค่อยๆขยับตัวอย่างช้าๆพอลืมตาขึ้นมากลับไม่พานพบผู้ใดอีกสายตามองสำรวจไปรอบพบว่าที่ทีเขาอยู่สมควรเป็ถ้ำแห่งหนึ่งภายไม่ถ้ำมีขนาดที่ไม่เล็กจนเกินไปแต่ก็ไม่ถือกับใหญ่มากนักในถ้ำมีสิ่งของที่จำเป็อยู่ครับครันหลงไป๋ขยับลุกขึ้นจากเตียงไม้ไผ่ก่อนจะพบว่าเนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยคราบของเหลวหนืดสีดำส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณเขาจึงรีบรุดออกจากถ้ำไปด้วยความรวดเร็ว แต่พอวิ่งมาถึงหน้าปากทางเข้าถ้ำเขาถึงกับต้องหยุดชะงักเพราะเบื้องหน้าเป็หน้าผาสูงชันยากต่อการปีนป่ายทำให้เขาต้องค่อยๆหาเส้นทางลงไปด้านล่างไม่นานเขาก็ได้พบกับเส้นทางเดินคดเคี้ยวที่ลัดเลาะลงไปสู่เบื้องล่างได้
หลงไป๋ทอดหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเขาพบเจอลำธารสายใหญ่เบื้องหน้าหลงไป๋รีบะโลงน้ำและทำความสะอาดร่างกายและเสื้อผ้าของตนเองหลังจากที่เขาจัดการกับเนื้อตัวของเขาเสร็จแล้วจึงค่อยมีสติแจ่มใสขึ้น
“นี่ข้าอยู่ที่ไหนกันนะดูจากสภาพของป่าก็ไม่ได้ดูห่างไกลจากเมืองชายแดนสักเท่าใดนักหากแต่ถ้ำเมื่อครู่กลับซุกซ่อนอยู่มิดชิดอีกทั้งไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านปูหายไปไหนเสียแล้ว คงไม่มีเื่อันใดที่ข้าทำได้อีกในตอนนี้”
หลงไป๋ไม่ได้คิดอันใดมากนักเพราะหลงชิงซวนมักจะหายตัวไปเช่นนี้เสมอจึงตัดสินใจเดินทางกลับไปยังถ้ำที่เขาจากมา เมื่อกลับมาถึงภายในถ้ำหลงไป๋ตัดสินใจนั่งฝึกฝนลมปราณของเขาต่อ แต่เมื่อสำรวจดูภายในร่างกายของตนเองแล้วกลับสร้างความตกตะลึงให้กับเขาเป็อย่างมากเมื่อเขาพบว่าภายในร่างของเขานั้นอัดแน่นไว้ด้วยลมปราณมหาศาลประกายแสงจากอัญมณีของเขามีมากถึงห้าร้อยชิ้นแล้ว นั่นหมายความว่าตอนนี้เขากลับบรรลุถึงลมปราณก่อตั้งขั้นที่ห้าแล้ว
“นะ...นี่มัน เกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่”หลงไป๋เต็มไปด้วยสงสัยมากมาย แต่แล้วความทรงจำของเขาก็พลันหวนคืนมา
“หรือว่า...ห้วงความรู้แห่งบรรพชน! จริงสิข้าเข้าไปในนั้นและก็....ปลุกพลังแห่งสายเื”
หลงไป๋ตะลึงงันไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวของเขาเองในที่สุดสิ่งที่เขาไขว่คว้าตามหามาแสนนาน แม้จะไม่ได้มากมายแต่การที่เขาสามารถปลุกพลังแห่งสายเืก็นับเป็ของขวัญจากสรวง์ที่ดีที่สุดแล้ว
การปลุกพลังแห่งสายดลหิตคือสิ่งใดกันมันคือก็ได้รับการยอมรับจากสายเืบรรพบุรุษเมื่อทำการปลุกพลังแห่งสายโลหิตขึ้นมาได้แล้ว คนผู้นั้นจะได้รับพลังลมปราณมหาศาลทำให้เกิดการเลือนระดับพลังลมปราณได้อย่างรวดเร็วทั้งยังทำให้การบ่มเพาะลมปราณภายหลังจากการปลุกพลังนั้นเป็ไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นแต่สิ่งสำคัญที่สุดของการปลุกพลังคือการได้รับการสืบทอดเคล็ดวิชาจากบรรพชนนั่นเองทำให้ผู้ที่สามารถปลุกพลังแห่งสายโลหิตนั้นมีพลังและความสามารถมากกว่าผู้อื่น
ในโลกในนี้สามารถแบ่ง ระดับเคล็ดวิชาออกเป็ห้าระดับคือเคล็ดวิชาระดับพื้นฐาน เคล็ดวิชาระดับมนุษย์ เคล็ดวิชาระดับเซียนเคล็ดวิชาระดับราชัน และเคล็ดวิชาระดับจักรพรรดิโดยในแต่ละระดับก็ยังสามารถแบ่งออกเป็ ระดับสูง กลาง ต่ำ อีกด้วย
หลงไป๋ที่ได้รับการสั่งสอนมาจากหลงชิงซวนย่อมรับรู้เื่ราวเหล่านี้ดีเขาจึงเพ่งจิตเข้าไปในห้วงความทรงจำของเขก่อนจะพบกับตำราเล่มหนึ่งที่ส่องสว่างลอยล่องอยู่ในอากาศบนตัวตำราถูกสลักไว้ด้วยตัวอักษรสีทองเปล่งประกายสวยงามว่า เคล็ดวิชา“เพลงกระบี่บรรพชน” พอหลงไป๋เอื้อมมือไปแตะที่ตำราตัวตำราหลันแตกกระจายออกเป็เสี่ยงๆก่อนที่ตัวหนังสือสี่ทองจำนวนมากจะค่อยๆลอยเข้าสู่หว่างคิ้วของเขาจนเมื่อเวลาผ่านไปสองชั่วยามหลงไป๋จึงได้ลืมตาขึ้นจากภวังค์
“เพลงกระบี่บรรพชนนี้สุดแสนพิสดารยากต่อการเรียนรู้ฝึกฝนอย่างแท้จริง หากมิใช่ว่าเราปลุกพลังแห่งสายโลหิตได้แล้วละก็ต้องให้ได้ตำรามาวางอยู่เบื้องหน้าคงได้แต่โง่งมแล้ว”
เพลงกระบี่บรรพชนเป็เพลงกระบี่ที่สุดแสนพิสดารทุกกระบวนท่าล้วนเป็ท่าสวนกลับไม่มีท่าจู่โจมก่อนใดใดทั้งสิ้นทุกคราล้วนต้องรอให้อีกฝ่ายจู่โจมถึงสามารถตอบโต้กลับได้ หลงไป๋พอคิดถึงตรงนี้ย่อมรู้สึกอึกอัดเป็ธรรมดาโดยที่เขาหารู้ไม่ว่าเพลงกระบี่บรรพชนนี้ถูกคิดค้นมาโดยบรรพชนผู้ล่วงลับหลังจากนำจิติญญาเข้าสู่ห้วงความรู้แห่งบรรพชนย่อมไร้ซึ่งกาลเวลาไร้วันเกิดดับหากไม่ปรารถนา ทำให้เหล่าบรรพชนจำนวนมากต่างใช้การประลองเพื่อฆ่าเวลาและหาความสำราญให้กับตนเองการประลองนั้นบางครั้งเป็เพียงการต่อสู้ตัวต่อตัวแต่บางครั้งกลับเป็การตะลุมบอนของเหล่าจิติญญานับพันและตอนนั้นเองที่เพลงกระบี่บรรพชนถือกำเนิดขึ้น เพลงกระบี่บรรพชนชุดนี้ มีความพิสดารอยู่ที่การตั้งรับ และสวนกลับทำให้ไร้ซึ่งกระบวนท่าจู่โจมใดใด ขอเพียงอีกฝ่ายลงมือจู่โจมเมื่อเผชิญหน้ากับเพลงกระบี่บรรพชนนี้แม้มิอาจได้รับชัยชนะก็รับรองได้ว่าจะไม่มีวันปราชัย
เพลงกระบี่นี้จึงเป็สุดยอดแห่งเคล็ดวิชาสายตั้งรับอย่างแท้จริงและยังถือได้เป็เพลงกระบี่ที่เหล่าจิติญญาของบรรพชนใช้รักษาศักดิ์ศรีของตนอย่างแท้จริงเช่นเดียวกัน
หลงไป๋เก็บเคล็ดวิชาดังกล่าวไว้ในความทรงจำก่อนจะเดินสำรวจไปยังส่วนอื่นๆของถ้ำเพราะก่อนหน้านี้เขายังไม่มีโอกาสสำรวจมันอย่างละเอียดเลยหลงไป๋เดินมาจนถึงด้านในสุดของถ้ำปรากฏโต๊ะหินอ่อนสีเท่าเรียบง่ายตัวหนึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะมีจดหมายหนึ่งฉบับพร้อมกล่องไม้ยาวสีดำสนิทกล่องหนึ่งวางอยู่บนจดหมายเขียนไว้ด้วยคำว่า
“คำสั่งเสียของผู้ชราหลงชิงซวน”