เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 110 ปรับเปลี่ยนเล็กน้อยแต่ประโยชน์มหาศาล

            “ข้ากำลังจะไปส่งจดหมายที่ค่ายทหารแทนท่านแม่ทัพ”ชายหนุ่มเคราเฟิ้มอวี้ฉือเงยหน้าขึ้นมาเห็นติงเหว่ยในชุดกระโปรงตัวเล็กเขาแค่รู้สึกว่าหน้าคุ้นๆ ก็เลยตอบออกมาโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งตั้งสติกลับมาได้ก็ดีใจจนกระโดดขึ้นมา“ไอ๊หยา แม่นางติง ท่านมาได้ยังไง? ข้ายังคิดว่าวันนี้จะไม่ได้กินกับข้าวอร่อยๆที่ส่งมาจากจวนเสียแล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้มารับแม่นางติง”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็ตระหนักขึ้นมาได้ในทันทีว่ามาพูดกันตรงนี้คงไม่เหมาะสมเท่าไร ดังนั้นเขาจึงใช้ขาข้างหนึ่งเตะไปที่ก้นขององครักษ์คนนั้นและก็ด่าออกมาว่า “เจ้าโง่เง่า ทำไมเจ้าถึงขวางแม่นางติงไว้ที่ด้านนอกประตูข้าไม่ต้องการสุนัขแบบเจ้า!”

            องครักษ์คนนั้นกำลังน้อยใจอย่างถึงที่สุดเขาพึมพำอย่างไม่พอใจ ใครจะไปรู้ว่าหญิงสาวที่แต่งตัวเหมือนชาวชนบทเช่นนี้จะมาจากไหนกันหากเขารู้ตั้งแต่แรกว่านางรู้จักกับแม่ทัพอวี้ฉือจอมขี้โมโหต่อให้เขาจะหล้าหาญสักแค่ไหนก็คงไม่ขวางหน้าเอาไว้หรอก!

            มีเพื่อนเพิ่มก็มีลู่ทางเพิ่มมีศัตรูเพิ่มก็มีกำแพงเพิ่ม

            ติงเหว่ยแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่อยากจะสร้างศัตรูง่ายๆเมื่อเห็นว่าอวี้ฉือหุ่ยทำเช่นนี้ก็รีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อหยุดเขาและพูดคลี่คลายสถานการณ์ว่า “ท่านแม่ทัพอวี้ฉือหุ่ยเข้าใจผิดแล้วต้องโทษข้าที่เมื่อครู่ไม่ได้พูดจุดประสงค์การมาให้ชัดเจนเสื้อนวมและรองเท้านวมคราวก่อนที่ท่านแม่ทัพกำชับเอาไว้ ตอนนี้ที่จวนทำเสร็จหนึ่งพันกว่าชุดแล้ววันนี้ข้าก็นำมาด้วย แล้วยังต้องรบกวนท่านแม่ทัพอวี้ฉือให้พาผู้ดูแลเฉิงไปส่งที่ขุนนางฝ่ายพลาธิการปกติข้าก็เตรียมของกินเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ที่บ้านอยู่แล้ว ครั้งนี้ข้านำมาด้วยเยอะมากหลังจากที่ท่านแม่ทัพจัดการเสร็จแล้วขอเชิญมากินอาหารด้วยกัน”

            “ตกลงข้าไปแน่นอน!”

            ใครๆก็ชอบฟังคำพูดดีๆ อวี้ฉือหุ่ยที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาในทันทีและก็ไม่พูดถึงเรื่องส่งจดหมายอีกต่อไปเขาพาเฉิงต้าโหยวและเรียกขบวนรถให้ไปที่ประตูหลังของศาลาที่ว่าการ

            ติงเหว่ยที่ถูกทิ้งไว้ก็หยิบไข่ต้มสองฟองออกมาจากแขนเสื้อนางยัดมันเข้าไปในมือขององครักษ์ที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วน“นี่คือของที่น้องสาวที่บ้านข้าให้ข้าเอาไว้กินรองท้อง ตอนนี้ยังร้อนอยู่เลยน้องชายคอยเฝ้าประตูก็ไม่ง่ายเลย ตอนที่ว่างแล้วก็กินอุ่นท้องสักหน่อยเถอะ”

            “อย่าเลยอย่าเลย แม่นาง...” ใบหน้าขององครักษ์แดงก่ำด้วยความรู้สึกผิดและเขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง

            ติงเหว่ยก็ไม่รอให้เขามีพิธีรีตองอะไรอีกนางยิ้มและโบกมือให้ก่อนจะเดินเข้าประตูใหญ่ไป

            ……

            ลุงอวิ๋นกำลังพาทหารนายหนึ่งถือเตาอั้งโล่เดินผ่านที่ระเบียงทางเดินพอดีจู่ๆ เมื่อเห็นติงเหว่ยกำลังมองไปรอบๆ เขาก็เดินเข้ามาหานางด้วยความดีใจ

            ติงเหว่ยไม่ได้เจอลุงอวิ๋นมาเดือนกว่าๆแล้ว ลุงอวิ๋นเองก็คิดถึงอันเกอเอ๋อร์มาก ทั้งสองคนคุยเรื่องอื่นกันอย่างสนุกสนานจนกระทั่งเดินมาถึงด้านหน้าห้องโถงก็ยังคุยไม่หมด

            กงจื้อหมิงที่กำลังคุยกับรองแม่ทัพในห้องโถงเมื่อเห็นว่าอากาศเย็นขึ้นเรื่อยๆ ลมและหิมะอาจพัดมาได้ตลอดเวลาเหล่าทหารยังไม่มีเสื้อคลุมใส่ ในสายตาของรองแม่ทัพนั้นพลันรู้สึกว่าเพราะเหตุใดเขาถึงไม่ร้อนใจ?

            หากจะพูดให้เป็นเรื่องใหญ่เมื่อถึงเวลาที่กำหนดแล้วยุทโธปกรณ์ยังมีไม่เพียงพอก็จะส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของทหาร หากจะพูดให้เป็นเรื่องเล็กอากาศหนาวเย็นทำให้รู้สึกไม่สบายตัว พวกเขาใส่เสื้อเพียงชั้นเดียวต่อให้ในบ้านของพวกเขาจะไม่ขาดแคลนเสื้อนวมทว่าเหล่าทหารกลับหนาวเย็นแล้วพวกเขาจะห่อตนเองเอาไว้แน่นๆ ได้อย่างไรกัน

            กงจื้อหมิงฟังคำบ่นของเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาเขาจิบชาขิงเข้าไปช้าๆ เมื่อนึกถึงหญิงสาวที่ทำให้เขาประหลาดใจหลายต่อหลายครั้งใบหน้าของเขากลับไม่มีความร้อนใจใดๆ รู้จักกันมานานขนาดนี้ถึงแม้บางครั้งนางจะมีอารมณ์โมโหเล็กๆ น้อยๆ บ้าง แต่เรื่องสำคัญนางก็ไม่เคยล่าช้าเลยแม้แต่ครั้งเดียวบางทีครั้งนี้อาจมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือว่าเขาจะหาข้ออ้างกลับไปดูสักหน่อยได้พอดี?

            เมื่อคิดเช่นนี้เขาก็เงยหน้าขึ้นดวงตาดำขลับที่เย็นชาของเขากวาดมองไปที่เหล่ารองแม่ทัพในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากพูดนั้นลุงอวิ๋นที่ยืนอยู่ข้างนอกก็พูดออกมาด้วยความดีใจว่า “นายน้อยท่านรีบดูเร็วเข้าว่าใครมา?”

            หลังจากได้ยินคำพูดเช่นนี้ทุกคนต่างก็หันไปมองทางประตูพวกเขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีส้ม กระโปรงสีขาวนวลผมเกล้าสูงด้วยปิ่นเงิน คิ้วเรียวงามและใบหน้าสวยหมดจดเต็มไปด้วยรอยยิ้มในขณะที่ดวงตาทั้งสองข้างของนางกะพริบราวกับซ่อนความฉลาดเฉลียวเอาไว้

            นี่คือหญิงสาวของผู้ใดเหตุใดถึงมาเดินในศาลาที่ว่าการได้?

            ทุกคนต่างก็ประหลาดใจในขณะที่พวกเขากำลังสงสัยอยู่นั้นก็เห็นท่านแม่ทัพใหญ่ลุกขึ้นมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความยินดี“เจ้ามาได้ยังไง? หรือว่าที่จวนมีเรื่องอะไรแล้วอันเกอเอ๋อร์ล่ะ?”

            “เฉิงต้าโหยวมาส่งเสื้อนวมและรองเท้านวมข้าก็เลยตามมาเดินเล่นด้วย ทุกอย่างในจวนเรียบร้อยดีอากาศหนาวข้าก็เลยไม่ได้อุ้มอันเกอเอ๋อร์มา” ติงเหว่ยตอบด้วยรอยยิ้มนางประเมินกงจื้อหมิงอย่างละเอียด เมื่อเห็นว่าน่าจะไม่ได้ผอมลงมากนางเองก็พอจะฝืนสบายใจได้บ้าง

            ทั้งสองถามและตอบคำถามอย่างสนิทสนมและเป็นธรรมชาติซึ่งทำให้รองแม่ทัพทุกคนรู้สึกคันยุบยิบเป็นอย่างมากราวกับว่าพวกเขามีกระต่ายตัวน้อยอยู่ในอ้อมแขน

            คงต้องบอกว่าตั้งแต่ที่กองทัพอี้จวินเริ่มจะทำการปฏิวัติครอบครัวจากตระกูลใหญ่ที่ถนัดในการวางเดิมพันกับทั้งสองฝ่ายเหล่าพ่อค้าใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์มากกว่าศีลธรรมนอกจากพวกเขาจะส่งเงินทองมาแล้วก็ยังมีสาวงามจำนวนนับไม่ถ้วนถูกส่งมาที่เฉียนโจว

            ท่านแม่ทัพใหญ่ไม่เคยชายตามองเลยแม้แต่ครั้งเดียวและก็แบ่งให้พวกเขาทั้งหมด ทำให้พวกเขาแอบคุยกันเป็นการส่วนตัวและยังเป็นห่วงว่าท่านแม่ทัพใหญ่มีโรคที่บอกใครไม่ได้เนื่องจากถูกวางยาพิษครั้งก่อนหรือท่านแม่ทัพใหญ่กลายเป็นพวกชอบไม้ป่าเดียวกันไปเสียแล้ว

            คิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะได้เห็นเขาปฏิบัติต่อหญิงสาวคนหนึ่งอย่างใกล้ชิดขนาดนี้พวกเขาใจหนึ่งก็โล่งใจ อีกใจหนึ่งก็ยิ่งอยากรู้มากขึ้นจนอยากจะก้าวไปข้างหน้าและถามสักสองสามประโยค

            ลุงอวิ๋นที่เห็นรองแม่ทัพเหล่านี้ที่ปกติมักจะฉลาดเฉลียวอยู่เสมอแต่ตอนนี้กลับนั่งอยู่บนเก้าอี้โดยไม่ขยับเหมือนห่านโง่ลุงอวิ๋นโกรธมากจนอยากจะเตะพวกเขาออกไป ช่างเป็นพวกที่ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ!

            ส่วนติงเหว่ยที่ได้ยินลุงอวิ๋นกระแอมไม่หยุดนางถึงตกใจเมื่อรู้ว่าในห้องโถงยังมีคนแปลกหน้าอยู่ด้วยดังนั้นนางก็เลยหน้าแดงขึ้นมา และก้าวเท้าไปยืนอยู่ข้างๆ กงจื้อหมิง

            โชคดีที่รองแม่ทัพหลายนายยังไม่โง่เขลากันไปเสียหมดไม่ต้องรอให้ท่านแม่ทัพมองมาพวกเขาก็รีบลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วและพูดด้วยรอยยิ้มแกนๆ ว่า “ท่านแม่ทัพ ในเมื่อยุทโธปกรณ์มาส่งแล้วพวกข้าน้อยก็จะรีบไปจัดการเดียวนี้”

            กงจื้อหมิงพยักหน้าแต่เขากลับยกมือขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้พวกเขามองไปที่ติงเหว่ย“คารวะแม่นางติงกันก่อน อาหารที่ส่งมาจากในจวนทุกวันล้วนเป็นนางที่ลำบากทำให้พวกเรา”

            “เอ่อ”เหล่าแม่ทัพตะลึงไปชั่วขณะจากนั้นก็ตระหนักได้ในทันที ไม่แปลกใจเลยว่าเมื่อครู่นี้ตอนที่ได้ยินลุงอวิ๋นตะโกนว่า“แม่นางติง” ไม่กี่คำ พวกเขาถึงรู้สึกคุ้นหูเล็กน้อยที่แท้ก็เป็นเพราะหญิงสาวที่มีใบหน้าเย็นชาผู้นั้นพูดถึงนายหญิงทุกวันที่มาส่งอาหารและนั่นก็คือแม่นางคนนี้นี่เองเมื่อคิดว่ากับข้าวเหล่านั้นถูกพวกเขาแบ่งไปมากกว่าครึ่งบางคนก็รู้สึกประหม่าเล็กน้อยและรู้สึกผิดจึงรีบยืนขึ้นเพื่อคำนับ

            “คารวะแม่นางติงขอบคุณสำหรับการดูแลของแม่นาง”

            ติงเหว่ยไหนเลยจะเคยเห็นทหารที่หยาบคายและหยิ่งยโสคำนับนางนางจึงรีบโบกมือเพื่อให้ลุกขึ้นและพูดด้วยรอยยิ้มว่า“ท่านแม่ทัพทั้งหลายเกรงใจข้าน้อยเกินไปแล้ว ยังไงข้าก็ต้องทำอาหารส่งให้นายน้อยอยู่แล้วก็แค่เพิ่มกับข้าวสักหน่อยก็เท่านั้น หากว่าท่านแม่ทัพชอบกับข้าวอะไรวันหลังให้อวิ๋นอิ่งมาบอกข้าได้เลยข้ารับรองว่าจะทำส่งมาให้ในวันรุ่งขึ้นอย่างแน่นอน”

            หากว่าเป็นตอนแรกรองแม่ทัพเหล่านี้ที่ได้ยินคำนี้ก็คงจะดีใจมากจนตอบออกไปแล้ว แต่เมื่อสักครู่เห็นว่าผู้บังคับบัญชาของตนปฏิบัติต่อหญิงสาวด้วยท่าทีสนิทสนมพวกเขาไหนเลยจะกล้าฝากไป

            “มิกล้ามิกล้า ที่ผ่านมาลำบากแม่นางแล้ว”          

            ติงเหว่ยเองก็ไม่เหมาะที่จะพูดมากไปกว่านี้นางนึกถึงสิ่งของที่อยู่ในรถสองสามคันก็เลยพูดออกมาว่า“วันนี้ข้าเอารากบัวรสเผ็ดกับไข่เค็มมาจากจวนจำนวนหนึ่ง หากว่าพวกท่านไม่รังเกียจ ตอนกลางวันก็ลองชิมของแปลกใหม่กันสักหน่อย”

            หลังจากพูดจบนางก็หันไปทางกงจื้อหมิง“นายน้อย โรงงานผ้าทำเสื้อนวมและรองเท้านวมเสร็จแล้วจำนวนหนึ่งข้าลองปรับเปลี่ยนอะไรเล็กน้อย เหล่าแม่ทัพก็อยู่ที่นี่ทั้งหมดพอดีเดี๋ยวให้คนเอามาให้ลองใส่สักหน่อย หากว่ารู้สึกสบายและสะดวก ในวันหลังอีกหลายหมื่นชุดก็จะเปลี่ยนเป็นแบบนี้ทั้งหมด”

            กงจื้อหมิงนึกถึงความคิดแปลกๆก่อนหน้านี้ของนาง เขาก็เริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมาจึงพยักหน้าส่งสัญญาณให้ลุงอวิ๋นไปสั่งการ

            ……

            ด้านหลังของศาลาที่ว่าการเฉิงต้าโหยวเพิ่งจะส่งมอบของให้ขุนนางฝ่ายพลาธิการเสร็จเมื่อได้ยินว่าด้านหน้าของศาลาที่ว่าการมีคำสั่งมาว่าให้จับทหารคนหนึ่งเปลี่ยนเป็นเสื้อนวมและกางเกงนวมในมือก็ถือรองเท้านวมอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรและรีบวิ่งไปทันที

            ฤดูหนาวกำลังใกล้เข้ามาแล้วเสื้อนวมป้องกันความหนาวสักชุดเป็นยุทโธปกรณ์ที่สำคัญที่สุดอย่างแน่นอนเมื่อเห็นทหารที่สวมชุดนวมแบบใหม่ถูกพาเข้ามา เหล่ารองแม่ทัพก็พากันล้อมเข้าไปดูคนนี้ลูบๆ ดูความหนา คนนั้นดูรอยเย็บ และพยักหน้าอย่างพึงพอใจเป็นครั้งคราว

            แม่ทัพที่รอบคอบคนหนึ่งเข้ามาดึงปกเสื้อที่สูงถึงสองชุ่นเต็มๆขึ้นมาดูแล้วก็พูดอย่างถูกใจว่า “ปกเสื้อนี้ทำได้ดีจับตั้งขึ้นมาแล้วลมหนาวก็ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้”

            ทหารนายนั้นที่ถูกจับมาเป็นนายแบบชั่วคราวเป็นคนซื่อๆบางทีเขาอาจจะคิดว่าเหล่าแม่ทัพไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นเมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็ดึงมือไปปลดผ้าคาดเอวออก แล้วก็พูดออกมาเสียงดังฟังชัดว่า“ท่านแม่ทัพ กางเกงตัวนี้ดีกว่าเสื้อคลุมอีก ถึงไม่ต้องใช้ผ้าคาดเอวก็ไม่หลุดลงมา”

            ติงเหว่ยกำลังจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อรัดขาของเขาเมื่อเห็นดังนี้ก็รีบหมุนตัวกลับไป

            แม่ทัพคนหนึ่งยกเท้าถีบไปที่ก้นของทหารคนนั้นและด่าด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าโง่ ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ!”

            ทหารนายนั้นถูก้นด้วยความเจ็บปวดเขายิ้มอย่างซื่อๆ แล้วก็ผูกผ้าคาดเอวเอาไว้ให้ดี แต่เมื่อครู่ตอนที่เตะออกไปรองแม่ทัพหลายคนก็เห็นกระดุมไม้ที่อยู่บนกางเกง ช่างสะดวกจริงๆ

            หลายคนมองหน้ากันไปมาและตั้งตารอคอยรองเท้านวมกับแถบผ้าคาดในมือของทหารคนนั้น

            กงจื้อหมิงรู้สึกขบขันและส่งสัญญาณให้ติงเหว่ยหันกลับมานางถลึงตาใส่เขาไปหนึ่งที ทำให้รอยยิ้มบนคิ้วของเขาชัดขึ้นอีกสามส่วน

            ติงเหว่ยขอให้ทหารคนนั้นนั่งบนเก้าอี้จากนั้นนางก็หยิบแถบผ้าคาดที่กว้างสองชุ่นมาพันรอบขากางเกงของเขาจนกระทั่งขาทั้งสองข้างของเขาถูกพันเสร็จเรียบร้อย นางก็พูดว่า “น้องชายใส่รองเท้าบุนวมเข้าไป ลองดูว่ากระฉับกระเฉงขึ้นหรือไม่?”

            ทหารคนนั้นกลับมีสีหน้าที่เหม่อลอยเขาถูกรองแม่ทัพคนหนึ่งตบไปหนึ่งฉาดให้มีสติขึ้นมา เขาก็เลยตะโกนออกมาว่า“ข้าคิดถึงท่านแม่!”

            ทุกคนที่ได้ฟังต่างก็ตกตะลึงจากนั้นก็หัวเราะเสียงดังออกมา“เจ้าโตเป็นหนุ่มขนาดนี้แล้วยังคิดถึงแม่อยู่อีก มิสู้กลับบ้านไปกินนมเถอะ!”

            ทหารนายนั้นถูกเยาะเย้ยจนหน้าแดงเขารีบแก้ตัวออกมาว่า “ไม่ใช่ ข้าไม่ได้คิดถึงแม่ข้าข้ารู้สึกว่าแม่นางท่านนี้ผูกขากางเกงให้ข้าเหมือนแม่ข้า ไอ๊หยา ไม่ใช่สิ คือ…”

            เขายิ่งอธิบายก็ยิ่งเละเทะไปหมดสุดท้ายเขาก็ร้อนใจจนแทบอยากจะไปนอนดิ้นเท้าเปล่าอยู่บนพื้น

            ติงเหว่ยกลับชอบนิสัยที่ตรงไปตรงมาของชายหนุ่มผู้นี้นางกดเขาให้นั่งลงกับเก้าอี้และยื่นรองเท้านวมให้เขาจากนั้นก็ช่วยพูดแก้สถานการณ์ให้เขาว่า “ข้าเข้าใจ น้องชายคนนี้บอกว่าแม่ของเขาก็ดูแลเขาอย่างใส่ใจเสมอ”

            “ถูกต้องเป็นอย่างที่แม่นางพูดเลย” ในที่สุดทหารนายนั้นก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเขาสวมรองเท้านวมเสร็จแล้วก็เดินวนไปมาสองสามรอบจากนั้นก็ตะโกนออกมาด้วยความประหลาดใจว่า “ไอ๊หยา รองเท้านวมช่างอุ่นจริงๆแล้วยังน้ำหนักเบาด้วย ข้ารู้สึกว่าสามารถวิ่งสิบลี้ในครั้งเดียวโดยไม่เหนื่อย”

            เหล่าแม่ทัพต่างก็พากันล้อมวงเข้ามาดูข้างหน้าและพิจารณารองเท้านวมคู่นั้นนอกจากส้นจะสูงไปสักหน่อยแต่อย่างอื่นก็ไม่เห็นมีอะไรแปลกไปดังนั้นก็เลยถามออกมาว่า “นี่เป็นหลักการอะไรกัน หรือเป็นเพราะใส่ปุยฝ้ายน้อยลงอย่างนั้นหรือ?”

            ติงเหว่ยส่ายหน้าและพูดด้วยรอยยิ้มว่า“ไม่ใช่ เป็นเพราะขากางเกงถูกมัดด้วยผ้าแถบทำให้เวลาเดินจะรู้สึกเบากว่าปกติข้าบังเอิญค้นพบเรื่องนี้ครั้งนี้ก็เลยลองใช้เศษผ้าที่เหลือตรงมุมมาลองทำเป็นแถบผ้าคาดดู”

            รองแม่ทัพหลายคนที่เห็นทหารคนนั้นกระโดดขึ้นลงอย่างมีความสุขก็ตะโกนออกมาว่าเขาอยากจะลองเหมือนกันปรากฏว่าลุงอวิ๋นก็ใช้ข้ออ้างว่ารองเท้านวมและแถบผ้าคาดอยู่ที่ด้านหลังของศาลาที่ว่าการแล้วก็ไล่คนออกไปสองสามคน

            จากนั้นทุกคนก็เริ่มรู้สึกตัวและรีบโค้งคำนับขอตัวออกไปด้วยความอับอายทหารนายนั้นช่างเป็นคนซื่อตรงจริงๆ เขาตั้งใจคำนับให้ติงเหว่ยโดยเฉพาะและพูดออกมาเสียงดังฟังชัดว่า “แม่นาง ข้าชื่อเฉิงเถี่ยหนิวขอบคุณท่านที่ทำเสื้อนวมและรองเท้านวมที่ดีขนาดนี้มาให้วันหน้าหากมีอะไรให้ข้าช่วย ท่านมาหาข้าที่ค่ายด่านหน้าได้เลย”

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน