บทที่ 27 อาหารมัดใจอาจารย์
ตอนนี้ลู่จิ่วอันยังไม่แน่ใจว่าตนเองท้องหรือไม่ แต่เมื่อเธอได้ยินคุณป้าพูดแบบนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าใครเป็คนที่ปล่อยข่าวลือ
“ฉันยังไม่ท้องหรอกนะคะคุณป้า!” เธอส่งรอยยิ้มให้คุณป้าข้างบ้านพร้อมกับพูดโดยแสร้งว่าซาบซึ้งใจ “ไม่รู้เหมือนกันว่าใครกันเป็คนปล่อยข่าวลือ ฉันคงต้องไปขอบคุณสักหน่อยแล้ว คนอื่นคงเห็นว่าฉันไม่คู่ควรกับเซี่ยอวิ้นหนิง แล้วฉันก็รู้ด้วยว่าตัวเองมีบุญได้แต่งงานกับเขา แบบนี้ก็ยิ่งต้องรีบท้อง พวกปีศาจสาวรอบตัวจะได้ไม่มาวอแวผู้ชายของฉันจริงไหมล่ะคะ? ”
คุณป้าข้างบ้านฟังคำพูดของลู่จิ่วอันก็รู้ในทันทีว่าข่าวซุบซิบนินทาพวกนั้นมีต้นตอมาจากใคร?
หลานสาวของผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์ชอบช่างเซี่ย คนกว่าครึ่งในศูนย์อนุรักษ์ต่างก็รู้เื่นี้ดี
ก่อนหน้านี้ตอนที่เซี่ยอวิ้นหนิงยังโสด กู้เจียวเจียวก็เอาแต่ตามตอแยไม่ห่าง แต่อย่างน้อยตอนนั้นพวกเขาก็ยังโสดทั้งคู่
แต่ตอนนี้เซี่ยอวิ้นหนิงแต่งงานแล้ว ไม่ว่าลู่จิ่วอันจะดีจะร้ายอย่างไร เธอก็เป็ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขา
คู่แต่งงานใหม่กำลังอยู่ใน่ปรับตัว เวลาแบบนี้ดันมีคนพูดลับหลังว่าลู่จิ่วอันไม่ได้ตั้งท้องลูกของเซี่ยอวิ้นหนิง ไม่เท่ากับเอามีดไปแทงระหว่างกลางพวกเขาหรืออย่างไร?
ช่างจิตใจหยาบช้าจริง ๆ!
“แม่หนู เธอคิดได้แบบนี้ ป้าก็สบายใจ รีบตั้งท้องเร็ว ๆ เข้าล่ะ ชีวิตคู่ของพวกเธอจะได้ไม่สั่นคลอน”
ลู่จิ่วอันยิ้มพร้อมกับพูดด้วยความเขินอาย “คิดจะท้องก็ท้องได้เสียเมื่อไรกันล่ะคะคุณป้า มันขึ้นอยู่กับวาสนาต่างหาก”
“เธอกับช่างเซี่ยต้องมีวาสนาต่อกันอยู่แล้ว ส่วนเื่ลูกไม่จำเป็ต้องรีบมีก็ได้ เธอก็อย่ากังวลไปเลยนะ! ปล่อยให้เป็ไปตามธรรมชาติ! ทำใจให้สบาย ลูกตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์จะต้องมาเกิดแน่ ๆ! ”
“ขอให้สมพรปากนะคะคุณป้า”
หลักจากลู่จิ่วอันออกจากบ้านของคุณป้า เธอก็หิ้วตะกร้าไปยังบ้านของช่างไม้เฉิน
“ลุงเฉินคะ”
เมื่อช่างไม้เฉินได้ยินเสียงเรียกก็สวมผ้ากันเปื้อนออกมาจากบ้าน และเอ่ยถามอย่างมีความหวัง “แม่หนู เธอเอาปลาทอดกรอบมาให้ฉันแล้วเหรอ! ”
ลู่จิ่วอันเปิดผ้าลายดอกสีฟ้าออก ช่างไม้เฉินมองดูปลาทอดกรอบสีสวยงาม ก็แทบอดใจไม่ไหวอยากลิ้มรสสักตัว
ปลาทอดทั้งกรอบและชุ่มฉ่ำ พร้อมแตกละเอียดเพียงแค่กัดลงไปเบา ๆ
“แม่หนู เธอนี่ฝีมือดีจริง ๆ”
นอกจากนี้ลู่จิ่วอันก็ยังยื่นซอสเห็ดอีกหนึ่งชามให้ช่างไม้เฉิน
“ลุงเฉิน ซอสนี้ไว้ใส่ตอนกินบะหมี่นะคะ ฉันเพิ่งทำมาสด ๆ เลย”
“งั้นไม่เกรงใจแล้วนะ ต่อไปถ้าอยากซ่อมอะไรก็มาหาได้ทุกเมื่อเลยนะ ลุงจะซ่อมให้เอง”
“ขอบคุณมากเลยนะคะคุณลุง”
หลังเสร็จธุระแล้ว ลู่จิ่วอันก็ถือตะกร้าไม้ไผ่เพื่อไปที่อนามัย
เมื่อหมอเสิ่นอีิที่อนามัยเห็นลู่จิ่วอันก็กล่าวทักทายอย่างอบอุ่น “ลู่จิ่วอัน เธอมีธุระอะไรงั้นเหรอ?”
“หมอเสิ่น ฉันอยากได้ขวดน้ำเกลือสักสองสามขวดค่ะ”
ลู่จิ่วอันทำซอสเห็ดไว้จำนวนเยอะ หากเปิดฝาทิ้งเอาไว้แบบนั้นก็คงจะไม่ได้
อีกอย่างในศูนย์อนุรักษ์ก็คงหาซื้อกระป๋องกับขวดโหลไม่ได้ ลู่จิ่วอันจึงนึกถึงขวดน้ำเกลือขึ้นมา
ยุคสมัยนี้ขวดน้ำเกลือยังใช้แบบขวดแก้วที่ปิดด้วยจุกยาง ใคร ๆ ต่างก็ใช้ขวดแบบนี้บรรจุซีอิ๊วเอย น้ำส้มสายชูเอย ซอสมะเขือเทศเอย
“ฉันมีอยู่สองสามขวดพอดี เธอเอาไปสิ”
เสิ่นอีิรู้ว่าลู่จิ่วอันเพิ่งมาอยู่ที่ศูนย์อนุรักษ์ได้ไม่นาน และมีของอีกมากมายที่จำเป็ต้องซื้อ
“ขอบคุณนะคะหมอเสิ่น”
ลู่จิ่วอันกลับบ้านพร้อมขวดแก้ว เธอเริ่มจากล้างด้วยน้ำสะอาดหนึ่งรอบ ตามด้วยใช้น้ำเดือดฆ่าเชื้อโรคทั้งด้านนอกและด้านใน
เธอคว่ำขวดแก้วลงกับโต๊ะเพื่อรอให้ขวดเย็นลง จากนั้นก็เทน้ำที่อยู่ข้างในออกมา
ลู่จิ่วอันนำใบปาล์มที่ตนเองตัดกลับมาตากภายใต้แสงแดด รอจนไอน้ำบนใบปาล์มแห้งสนิทจึงลงมือทอเสื่อใบปาล์มแบบเรียบง่าย
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จแล้ว ก็ใช้กระดาษกับปากกาของเซี่ยอวิ้นหนิงจดรายการที่เธอใช้จ่ายในแต่ละวัน
ถึงแม้ตอนนี้เธอจะยากจน แต่ก็สามารถทำงานหาเงินได้ เธอไม่มีวันเอาเปรียบเงินของเซี่ยอวิ้นหนิงแม้แต่เฟินเดียว
‘เปิ๋นฉ่าวกังมู่’ เป็ตำราสมุนไพร ลู่จิ่วอันมีความจำเป็เลิศ เธอนั่งอ่านตำราอย่างใจจดใจจ่อ
จนกระทั่งเซี่ยอวิ้นหนิงกลับถึงบ้านหลังจากเลิกงาน หญิงสาวก็ยังคงนั่งอ่านหนังสือท่ามกลางแสงแดดอยู่ภายในลานบ้าน
“จิ่วอัน ลุงเฉินให้ผมเอานี่มาให้”
เมื่อลู่จิ่วอันได้ยินเสียงผู้เป็สามีก็พบว่าเวลาล่วงเลยไปมากแล้ว และเธอก็ยังไม่ได้ทำอาหารกลางวัน
“ขอฉันดูหน่อยซิว่าลุงเฉินให้ของดีอะไรมา”
ที่เซี่ยอวิ้นหนิงถืออยู่คือขนมถวนจื่อ*[1]ไส้ข้าวเหนียวห่อผัก ชาวบ้านบางคนที่หมู่บ้านตระกูลลู่ก็มักจะทำขนมชนิดนี้ใน่เทศกาล
ขนมถวนจื่อไม่ได้มีรสหวานเหมือนกับขนมข้าวเหนียวนึ่งสุก แต่ให้รสเค็มอร่อยกำลังดี
ข้าวเหนียวนึ่งสุกคลุกเคล้ากับเครื่องต้มยำและถั่วลิสงป่น บ้านไหนที่มีฐานะดีก็จะใส่เนื้อแดดเดียวปรุงสุกลงในข้าวเหนียวด้วย
ปั้นเป็ลูกกลมหรือหั่นเป็สี่เหลี่ยม จากนั้นนำไปชุบแป้งบาง ๆ แล้วทอดในน้ำมันจนเป็สีเหลืองทอง กินแล้วกรอบนอกนุ่มใน ให้เนื้อััที่เข้มข้น
“ฉันจะไปทำกับข้าวเดี๋ยวนี้แหละ”
ไฟในเตายังไม่มอด ลู่จิ่วอันจึงเติมฟืนเพื่อเพิ่มกำลังไฟ
เธอตักแป้งมาครึ่งชาม เติมน้ำลงไปเล็กน้อย ผสมแป้งกับน้ำให้เป็เนื้อเดียวกัน จากนั้นต้มน้ำในหม้ออะลูมิเนียมให้เดือด แล้วจึงเทแป้งที่ผสมแล้วลงไป
โรยเกลือลงในหม้อเล็กน้อย ตามด้วยใส่ต้นหอมสับ
ซุปเกอต่าทังหอมกรุ่นก็เป็อันเสร็จเรียบร้อย
ลู่จิ่วอันยกชามมาให้สามี จากนั้นก็แบ่งส่วนที่เหลือลงในชามสองใบ
เธอหยิบชามใส่ปลาทอดกรอบจากในตู้และวางลงตรงหน้าเซี่ยอวิ้นหนิง
“คุณกินก่อนได้เลย ฉันจะออกไปข้างนอกแป๊บหนึ่ง”
เซี่ยอวิ้นหนิงไม่รู้ว่าลู่จิ่วอันยังโกรธอยู่ก็ถามขึ้น “คุณจะไปไหน ให้ผมไปด้วยไหม?”
“คุณกินข้าวไปเถอะ ไม่ต้องห่วงฉันหรอก”
ลู่จิ่วอันนำซุปเกอต่าทัง ปลาทอดกรอบและซอสเห็ดที่ตนทำเองใส่ในตะกร้า จากนั้นก็หิ้วตะกร้าออกจากบ้านไป
เซี่ยอวิ้นหนิงตามภรรยาตนไปจนถึงลานหน้าบ้านของเผยเสวี่ยซงโดยไม่สนว่าเธอจะเห็นด้วยหรือไม่
“อาจารย์คะ”
ลู่จิ่วอันเรียกหาอาจารย์ ทว่าคนที่ออกมาไม่ใช่เผยเสวี่ยซงแต่กลับเป็เสิ่นอีิ
“คุณก็อยู่ด้วยเหรอคะ?”
ลู่จิ่วอันยิ้มและพูดขึ้น “หมอเสิ่น ฉันเห็นว่าขาของอาจารย์าเ็คงทำอาหารไม่สะดวก ก็เลยทำอาหารกลางวันมาให้ค่ะ”
เสิ่นอีิรับตะกร้าจากลู่จิ่วอันพลางถามอย่างสงสัย “แม่หนู ฉันได้ยินว่าเธออยากเรียนวิชาแพทย์กับเหล่าเผยงั้นเหรอ?”
“หมอเสิ่น ฉันยังสอบไม่ผ่านเลยค่ะ!” ลู่จิ่วอันเสริมต่อ “แต่ฉันก็จะไม่ยอมแพ้ค่ะ”
เสิ่นอีิหยิบของในตะกร้าออกมาทีละอย่าง เขาเห็นปลาทอดกรอบจึงลองชิมดูก็พบว่าทั้งกรอบและหอมอร่อย
“เหล่าเผย ฉันขอบอกเลยนะ ทักษะในการทำปลาทอดกรอบขนาดนี้ แกต้องรับแม่หนูนี่เป็ลูกศิษย์ให้ได้!” เสิ่นอีิกระตุ้นเผยเสวี่ยซงที่ยังไม่ตัดสินใจ เขาเอ่ยอย่างเ้าเล่ห์หวังจะแย่งตัวลู่จิ่วอัน “ถ้าแกไม่รับ งั้นฉันรับนะ!”
เผยเสวี่ยซงเดินมายังลานบ้านทีละก้าวโดยใช้ไม้เท้า อารมณ์ของเขาอ่อนลงเมื่อเห็นอาหารกลางวันบนโต๊ะที่ลู่จิ่วอันนำมาให้
“แกคิดว่าฉันจะรับใครเป็ลูกศิษย์ก็ได้หรือไง? ถ้าสอบไม่ผ่าน ต่อให้ยิ่งใหญ่มาจากไหนฉันก็ไม่รับทั้งนั้น!”
เสิ่นอีิสนุกกับการขโมยตัวลูกศิษย์ เขาพูดขึ้นอย่างช้า ๆ “จิ่วอัน เอาอย่างนี้ดีไหม เธอไม่ต้องเรียนแพทย์แผนจีนกับเหล่าเผย แล้วมาเรียนแพทย์แผนตะวันตกกับฉันแทนไหมล่ะ?”
[1]ขนมถวนจื่อ คือขนมที่ทำจากแป้งข้าวเหนียว นวดด้วยน้ำร้อน ปั้นกลม