เที่ยงแท้ดั่งผืนปฐี
สายนทีวาดเส้นเป็สีขาว
เงินทองคือเกียรติอันสกาว
ส่องสว่างพร่างพราวดั่งกองกูณฑ์
หมู่ไม้ไพรวัลย์อันคดเคี้ยว
เป็ดวงใจดวงเดียวไม่สิ้นสูญ
อากาศกลับหนักหนาน่าอาดูร
ยิ่งเพิ่มพูนจนอึดอัดขัดเคืองใจ
อันพระพายสายน้ำน่ายินยล
จึงจารจดเป็กลอักษรไว้
ผู้ใดรู้แจ้งแถลงนัย
ข้ายินดีแต่งให้เป็ภรรยา...
ฝูมี่อิงแอบถอนหายใจก่อนจะระบายรอยยิ้มอ่อนหวานพร้อมกล่าวต้อนรับผู้มาเยือนนางผายมือเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเมื่อชายหนุ่มทั้งสามผู้เป็แขกนั่งแล้วจึงโบกมือสั่งสาวใช้ให้รินชา
“ชาดี” คุณชายในชุดสีครามพรูลมหายใจกรุ่นกลิ่นชาแรกฤดูออกมาฝูมี่อิงจดจำจากเสี่ยวเหลียนสาวใช้คนสนิทของตนว่าเขาคือเหยียนกั๋วชินบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของเหยียนจงชิ่ง เ้ากรมอาญา หนึ่งในคุณชายที่บิดาของนาง‘เล็งๆ ไว้’
“นี่คือชาปี้หลัวชุนจากต้งถิงใช่หรือไม่”คุณชายในชุดสีม่วงเข้มปักลายเมฆาสีม่วงอ่อนจางเกือบขาวฝีมือประณีตเสียจนราวกับเมฆาเ่าั้จะสามารถเคลื่อนคล้อยไปกับสายลมได้คนนี้คงจะเป็บุตรเ้ากรมคลังกระมัง
“มิผิดทางเจียงซูเพิ่งส่งมาเป็เครื่องบรรณาการเมื่อต้นฤดูฝ่าาจึงพระราชทานให้ท่านพ่อมาบ้าง” นางตอบเรียบเรื่อย ไม่หนักไม่เบาไม่ช้าไม่เร็ว ไม่เปิดเผยอารมณ์
“ชาต้งถิงปี้หลัวชุนกรุ่นกลิ่นท้อและสาลี่จางๆช่างเหมาะสมกับคุณหนูฝู ทั้งสดชื่นทั้งอ่อนหวาน”ชายหนุ่มคนสุดท้ายนี้ไม่ได้แต่งกายด้วยผ้าแพรเนื้อดีเลิศอย่างคุณชายอีกสองคนทว่าการตัดเย็บค่อนข้างประณีต รูปแบบดูรัดกุม เกี้ยวบนศีรษะทำจากเงินผสมไร้ลวดลายนี่คงเป็คุณชายหูจากสระมรกตแห่งต้าหลี่ หนึ่งในพรรคใหญ่ในยุทธภพกระมังไม่น่าเชื่อว่าเพียงกลอนบทเดียวจะดึงดูดผู้คนให้เดินทางไกลมาได้ถึงเพียงนี้
เ้าของริมฝีปากแดงอิ่มคลี่ยิ้มน้อยๆค้อมศีรษะรับคำชม คุณชายเหยียนเห็นดังนั้นก็เกรงว่าชายไร้หัวนอนปลายเท้าผู้นั้นจะทำคะแนนไปมากกว่านี้จึงรีบเข้าเื่
“คุณหนูฝูคงทราบแล้วว่าวันนี้พวกเราทั้งสามคนไม่ได้มาลิ้มลองชา”
นางพยักหน้าเบาๆ ทีหนึ่งสบตาชายหนุ่มที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับนางทั้งสามคนก่อนจะกล่าว“คุณชายทั้งสามมาเพื่อถอดปริศนาคำกลอนที่หน้าสำนักใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว” พวกเขาพูดพร้อมกัน
“เช่นนั้นก็จับไม้ติ้วเลือกลำดับเถิดเ้าค่ะ”ว่าแล้วก็โบกมือบอกเสี่ยวเหลียนที่ถือติ้วไม้ไผ่บอกลำดับว่าผู้ใดจะได้เป็ผู้ทายก่อนลำดับแรกปรากฏว่าเป็บุตรเ้ากรมคลัง
“เชิญคุณชายหยางตอบ”
“แน่นอนว่ากลอนบทนี้กล่าวถึงลักษณะบุรุษที่คุณหนูฝูจะเลือก”เมื่อหยางหนิงอวี้มองเห็นดวงตากลมโตสีดำราวน้ำหมึกคู่นั้นมองเขาอย่างใคร่รู้ก็อดรู้สึกประหม่าไม่ได้“บุรุษผู้นั้นจักต้องหนักแน่น มีเกียรติและฐานะเหมาะสมกับคุณหนูท้ายที่สุดคือรักเดียวใจเดียวไม่ผันแปรดังเช่นสายลมสายน้ำ”
ฝูมี่อิงมองนิ่งๆ เหมือนรอให้เขาพูดต่อแวบหนึ่งเขาคิดว่านางมองได้ทะลุไปถึงความนึกคิดของเขาแล้ว แต่จะเป็ไปได้อย่างไร?หยางหนิงอวี้เรียกสติตนเอง
“แน่นอนว่าลักษณะเ่าั้ข้าหยางหนิงอวี้มิได้ด้อยไปกว่าผู้ใดในต้าเหลียง”
สิ้นเสียงประกาศก้องนั้น บุรุษทั้งสามต่างลุ้นว่าถูกหรือไม่เหยียนกั๋วชินแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้คราวนี้เขาได้ลำดับที่สามจึงได้แต่ภาวนาขอให้สองคนที่เหลือตอบผิด เขาจึงจะมีโอกาส
“ยังไม่ถูกเ้าค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้หยางหนิงอวี้ชะงักค้าง
“หา ข้าอุตส่าห์ไปขอคำชี้แนะจากศิษย์พี่คำตอบนี้ก็ยังไม่ถูกต้องอีกหรือ”
“ที่แท้ก็เป็ศิษย์พี่ของคุณชายที่เป็ผู้ให้คำตอบ”
หูหลีเฟิงแกล้งพูดไม่จริงจังทว่ากลับแทงใจผู้ฟังยิ่งนัก
“เอ่อ…” หยางหนิงอวี้จนคำพูด ไม่น่าปากไวเลย
ฝูมี่อิงเห็นท่าทางอึกอักของเขาจึงหาทางลงให้“เช่นนั้นก็เป็ศิษย์พี่ท่านที่ตอบผิด”
“นั่นสินะ” ว่าแล้วก็หัวเราะชอบใจ เป็ศิษย์พี่ต่างหากที่ตอบผิดคิดได้ดังนั้นความรู้สึกขายหน้าของเขาก็พลันลดลง แต่ดูสายตาอีกสองคนที่เหลือนั่นไม่ใช่กำลังเยาะเย้ยเขาว่าไร้ความสามารถแม้แต่จะคิดคำตอบเองอยู่หรือ
“เชิญคุณชายหู”
“ตามที่คุณชายท่านนั้นว่าไว้ข้าเพียงขอเพิ่มคุณลักษณะของบุรุษผู้นั้นอีกสักสองข้อ”
“คุณชายหูเชิญว่า”
“นอกจากหนักแน่นไม่ผันแปรมีเกียรติและฐานะเหมาะสมแล้วยังต้องมีความโปร่งใสไร้เล่ห์เหลี่ยมดุจสายนทีอันพิสุทธิ์และต้องไม่คิดทรยศต่อเ้าด้วยใช่หรือไม่”
ท่าทีของเขาทั้งขึงขังทั้งมั่นใจแต่แล้วก็ได้คำตอบจากคนงามว่า “ยังไม่ใช่เ้าค่ะ”
คุณชายหูมีท่าทีไม่ยอมรับอยู่บ้างยิ่งมองแววขบขันจากั์ตาของหยางหนิงอวี้แล้วยิ่งขัดใจพื้นเพเขาเป็ชาวยุทธ์ย่อมสันทัดในการใช้กำลังมากกว่าเล่นคำต่ออักษรอันไร้ประโยชน์นี่เ้าคนแซ่หยางนั่นมองจากการแต่งกายก็รู้ว่าเป็ลูกผู้ดีมีชาติตระกูลย่อมต้องถูกกวดขันเื่ร่ำเรียนเขียนอ่านมากกว่าเขาอยู่แล้วแต่ทั้งที่เป็เช่นนั้นก็ยังตอบไม่ถูก ยิ่งไม่น่าละอายมากกว่าหรือ?
“คำตอบของคุณชายหูดูเหมือนจะครบถ้วนแล้วทว่ายังขาดไปหนึ่งข้อ ตรงท่อน ‘อากาศกลับหนักหนาน่าอาดูรยิ่งเพิ่มพูนจนอึดอัดขัดเคืองใจ’”
อืม จริงด้วยบุรุษทั้งสองที่ตอบก่อนหน้าคิดคุณชายเหยียนผู้นั้นดูท่าว่าจะมีความละเอียดรอบคอบดี
“ตรงนี้ข้าขอถอดความว่าครั้นเมื่อมีเหตุให้ไม่เข้าใจกัน บุรุษผู้นั้นจะต้องรีบชี้แจงอย่าปล่อยให้ความไม่เข้าใจนั้นกลายเป็ความขัดเคืองใจใช่หรือไม่”
ฝูมี่อิงนิ่งอึ้ง กะพริบตาปริบๆไม่นึกเลยว่าสองวรรคที่นางแต่งออกไปมั่วๆ นั่นจะมีคนตีความได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้บุรุษทั้งสามพร้อมทั้งสาวใช้จวนราชครูเมื่อเห็นท่าทางราวกับไม่อยากเชื่อของนางกลับเข้าใจไปว่าคำตอบนั้นถูกต้องแล้วมีเพียงเสี่ยวเหลียนที่ยกยิ้มบางๆ คุณชายเหยียนเผยแววตาทั้งยินดีทั้งคาดหวังในสายตาของคู่แข่งอีกสองคนดูแล้วช่างน่าหมั่นไส้ยิ่งนัก
“ยังไม่ใช่เ้าค่ะ”
คำตอบจากเ้าของเสียงหวานนั้นทำให้เหยียนกั๋วชินแทบไม่เชื่อหูตนเอง“คุณหนูฝู ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าคำตอบนั้นเป็เช่นไร”
ฝูมี่อิงไม่ได้ใกับคำถามนั้นเนื่องจากสามวันมานี้มีผู้คนมากมายถามคำถามนี้กับนาง ทั้งคนในครอบครัว เครือญาติแม้กระทั่งลูกศิษย์ในสำนักศึกษา แต่ผู้ที่ได้รับคำตอบกลับมีไม่กี่คนแน่นอนว่าจะไม่ใช่บุรุษสามคนนี้
“เื่นั้นบอกไม่ได้เ้าค่ะ”
“คุณหนูฝูมิใช่พวกเราเจตนาอาจหาญจะถามหาคำตอบตรงๆ แต่เพียงอยากให้เ้าช่วยชี้แนะ”คราวนี้เป็หยางหนิงอวี้ พร้อมกับคุณชายหูที่พยักหน้าสำทับ
หากนางยังปิดบังคุณชายทั้งสามคงไม่ยอมเลิกราโดยง่ายสินะ เช่นนั้นนางจะยอมบอกใบ้สักเล็กน้อยก็แล้วกัน
“วิธีหาคำตอบนั้นข้าล้วนเขียนไว้ในบทกลอนแล้ว หากคุณชายทั้งสามค้นพบคำตอบที่ถูกต้องเมื่อใดจวนสกุลฝูก็ยินดีต้อนรับ”
นั่นเท่ากับว่านางเปิดโอกาสให้ชายผู้หนึ่งกลับมาตอบคำถามนี้ได้หลายครั้งคุณชายหูถึงกับหัวเราะออกมา
“มิใช่เ้ากำลังท้าทายพวกเราอยู่หรือ”
“ั้แ่เขียนกลอนบทนี้ออกไปข้าก็ได้ท้าทายบุรุษทั่วหล้าแล้ว”
ได้ยินดังนั้นคุณชายหูยิ่งหัวเราะชอบใจ“ที่แท้สตรีฉีหลินก็เก่งกล้าถึงเพียงนี้”
“แน่นอน ไม่อย่างนั้นจะมีแม่ทัพหญิงปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ต้าเหลียงหรือ”คุณชายหยางกล่าวเกทับ
บทสนทนาพลันเบนออกจากความเคร่งเครียดคุยกันอยู่ราวหนึ่งถ้วยชา[1]ก็ได้เวลาส่งแขกคุณชายหูและคุณชายหยางจากไปด้วยรอยยิ้มส่วนคุณชายเหยียนนั้นทำหน้ามุ่งมั่นพร้อมกล่าวกับนางว่าจะไม่ยอมแพ้
สำหรับสตรีผู้หนึ่งแล้วบุรุษอย่างเหยียนกั๋วชินนั้นช่างน่าเสียดายที่จะปล่อยไปแต่ถ้านางคิดเสียดายจริงคงไม่เลือกเดินหมากเช่นนี้
สามวันก่อนนางติดคำกลอนปริศนาที่แต่งขึ้นไว้ที่หน้าสำนักศึกษาของบิดาหนึ่งเพื่อเปิดโอกาสให้คนทุกชนชั้นสามารถเข้าร่วมการทดสอบได้ สองคือเมื่อประกาศให้ทุกคนรับรู้ บิดาของนางก็ยากที่จะเล่นลูกไม้ส่วนเหตุผลสุดท้ายคือเพื่อซื้อเวลา
เดิมทีนางควรจะได้หมั้นหมายกับคุณชายเหยียนไปั้แ่ต้นฤดูเหมันต์แต่เพราะนางเล่นลูกไม้ต่างๆ กับบิดาจึงรั้งเวลามาได้หลายเดือนเช่นนี้การต่อกรกับจิ้งจอกเฒ่าแห่งต้าเหลียงเล่นเอาเืตาแทบกระเด็นกลอนปริศนาบทนี้เปรียบเป็แรงเฮือกสุดท้ายและถือเป็สิ่งตัดสินชะตากรรมของนางในอีกห้าสิบปีนับจากนี้
การเป็แม่เป็เมียที่ดีหาใช่หนทางที่นาง้า…
ฝูมี่อิงหันกลับเข้าจวนเมื่อคล้อยหลังแขกทั้งสาม
ตอนนี้คือปลายยามเซิน[2]ได้เวลาที่นางต้องเข้าห้องหนังสือเพื่อเตรียมบทเรียนที่จะสอนลูกศิษย์ในวันพรุ่งนี้หากเป็ยามปกตินางคงได้ขลุกตัวอยู่กับตำราเ่าั้ั้แ่ยามอุ้ย[3]แต่เวลานี้ไม่ใช่ยามปกติ นางจำเป็ต้องรับแขกั้แ่หลังมื้อเที่ยงสละเวลายามบ่ายเพื่อบุรุษที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเ่าั้ คิดๆไปแล้วก็ให้รู้สึกท้อว่าเมื่อใด่เวลาไม่ปกตินี้จึงจะสิ้นสุดลง
คิดแล้วได้แต่ถอนหายใจเป็นางเองที่แกว่งเท้าหาเสี้ยน หาเหาใส่หัว โทษผู้ใดมิได้
แต่หากเป็ดังที่นางหวังไว้…จะให้นั่งปั้นหน้ายิ้มรับแขกอีกสักหลายเดือนนางก็ยินดี!
ณ อีกฟากหนึ่งของเมืองหลวง
แสงสนธยาร้างลาไปแล้วแต่ตรอกซูปี้แห่งนี้กลับสว่างไสวราวกลางวันด้วยแสงจากโคมแดง มิผิดที่นี่คือย่านเริงรมย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหลวง ทั้งร้านสุรา เรือนร้องรำหอคณิกาล้วนครึกครื้นไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาโดยเฉพาะหอจิ่วเมิ่งที่ขึ้นชื่อเื่สาวงามเพียงฟังเสียงหวานขับขานลำนำครั้งหนึ่ง ก็หวนคะนึงหาไปถึงเก้าวัน ยิ่งฝีไม้ลายมือเื่นั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงได้ลิ้มรสเพียงครั้งก็ต่างเก็บไปฝันถึงเก้าคืน สมชื่อจิ่วเมิ่ง (เก้าความฝัน)ยิ่งนัก
หยางหนิงอวี้จ้ำอ้าวมาถึงก็ถามหาเซี่ยเจียเหยียนทันทีผิงกู่ (ท่านอาผิง)ผู้ดูแลหอจิ่วเมิ่งได้ยินแล้วจึงพาเขาไปที่ห้องชิวอวี่บนชั้นสอง
ภายในมีบุรุษสามคนคอยท่าอยู่พร้อมเหล่าหญิงงามดาวเด่นที่กำลังปรนนิบัติคุณชายเ่าั้
หยางหนิงอวี้ไม่รอช้า ก้าวเข้ามาทรุดตัวลงนั่งตรงหน้าเซี่ยเจียเหยียนศิษย์พี่ของเขา
“เมื่อบ่ายเ้าไปหาหญิงงามมามิใช่หรือแล้วทำไมทำหน้าบูดเป็ตูดมาอย่างนั้นล่ะ” เซี่ยเจียเหยียนคุณชายรองแห่งจวนซีผิงโหวเอ่ยทักทายนั่นยิ่งทำให้สองตาของหยางหนิงอวี้ฉายแววอาฆาตออกมา
“เซี่ยเจียเหยียน เ้าคนไม่เอาไหนทำข้าอับอายต่อหน้าคุณหนูฝูและเ้าชาวยุทธ์หน้าเหม็นนั่น”
“เ้าว่าใครหน้าเหม็น”
เสียงที่ดังขึ้นโดยพลันนั่นทำให้คุณชายหยางชะงักกึกหันไปมองหน้าหูหลีเฟิงที่กำลังเคี้ยวกับแกล้มอย่างไม่สบอารมณ์“เ้า…เ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
“เอ๋ ทั้งสองคนรู้จักกันแล้วหรือ ดีจริงๆดีจริงๆ” เสียงรื่นเริงของบุรุษอีกคนดังมาจากมุมห้อง เป็เซี่ยซู่เหยียนบุตรบุญธรรมแห่งจวนซีผิงโหวนั่นเอง
“ดีตรงไหนแค่เห็นหน้าเ้านี่ก็ชวนให้อยากสำรอกอาหารออกมาแล้ว”
“เฮอะ หน้าเ้าชวนให้บรรยากาศดีตายล่ะ”
“เอาน่าๆ รู้จักกันแล้วก็สนิทกันไว้เถอะ”เซี่ยซู่เหยียนว่า แต่สองตากลับไม่มองทั้งสองคนแม้แต่น้อยมัวแต่ส่งสายตาหยอกเย้าอยู่กับสาวงามในอ้อมกอดซ้ายขวา
“นั่นสิ ไหนๆก็อับอายต่อหน้าคุณหนูสกุลฝูกันทั้งสองคนแล้วพบกันเช่นนี้นับเป็วาสนาอย่างหนึ่งนะเ้าคะ”
หวงอวิ๋นเหยา หญิงงามอันดับหนึ่งควบตำแหน่งเ้าของหอจิ่วเมิ่งแห่งนี้กล่าวโดยที่ปลายนิ้วเรียวงามทั้งสิบยังพร่างพรมบนพิณฉินก่อเป็ลำนำทำนองหวานไม่ขาดตอน “ชิวเอ๋อร์ รินเหล้าให้คุณชายหยางเถอะ”
“เ้าค่ะ”คณิกาแรกรุ่นนางนั้นจึงผละจากเซี่ยเจียเหยียน หันไปปรนนิบัติผู้มาใหม่
เมื่อได้รับการเอาอกเอาใจจากสาวงามหยางหนิงอวี้ก็อารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง ส่วนเซี่ยเจียเหยียนเริ่มทำหน้าไม่พอใจ
“หนิงอวี้เ้ากล้าแย่งชิวเอ๋อร์ไปจากศิษย์พี่”
“เฮอะ ศิษย์พี่ปู่เ้าน่ะสิเพราะเ้าสัญญาว่าจะบอกคำตอบของกลอนปริศนานั่นหรอก ข้าถึงจำใจเรียกในเมื่อคำตอบไม่ถูกต้อง ก็ถือว่าข้อตกลงเป็โมฆะ”หยางหนิงอวี้บ่นกระปอด-กระแปด“อีกอย่าง ถ้าจะหาความข้าเื่ชิวเอ๋อร์เ้าก็สมควรไปหาเื่แม่นางอวิ๋นเหยานู่น ใช่ไหมจ๊ะ ชิวเอ๋อร์คนดี”
เซี่ยเจียเหยียนหันรีหันขวางไปเห็นน้องชายบุญธรรมที่เอนกายกึ่งนั่งกึ่งนอนรับการปรนนิบัติจากสาวงามถึงสองคนก็ย่นจมูก
“พี่รองถึงท่านจะมองด้วยสายตาเช่นนั้นข้าก็ไม่คิดแบ่งมู่เอ๋อร์กับหรงเอ๋อร์ให้ท่านหรอก”ไม่ว่าเปล่าแถมยังยักคิ้วให้อีกสองที “ท่านไปอ้อนวอนพี่อวิ๋นเหยาเถอะ”
“เออ เ้ามันน้องชายสุดที่รักของนางนี่พี่รองคงได้แต่นั่งเหงาอยู่กลางวงสุรา มองดูพวกเ้าเสพสุขรื่นเริงอยู่ที่นี่แล้ว”
เซี่ยซู่เหยียนไม่รู้สึกละอายสักนิดซ้ำยังหัวเราะออกมาอย่างไม่ปิดบังชายหนุ่มที่เหลืออีกสองคนก็ต่างขบขันกับสองพี่น้องต่างสายเืนี่
“คุณชายรองโปรดอย่าขุ่นเคืองจัดหาคนมาต้อนรับไม่พอถือเป็ความผิดของอวิ๋นเหยา คืนนี้ให้อวิ๋นเหยาดูแลท่านเถอะ”
“เ้าอยากให้ข้าตายศพไม่สมบูรณ์หรือ?”
ได้ยินดังนั้นทั้งโต๊ะก็ะเิเสียงหัวเราะออกมา
ทุกคนล้วนเป็สหายของนางดังนั้นจึงทราบฐานะที่แท้จริงของหวงอวิ๋นเหยา รวมถึงผู้ที่จะทำให้คนที่ล่วงเกินนางตายอย่างศพไม่สมบูรณ์
“เอาเถอะๆ ในเมื่อคืนนี้์ลิขิตให้ข้าต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวข้าก็จะไม่ฝืนชะตานั้น” เซี่ยเจียเหยียนแกล้งตัดพ้อ“แต่สรุปก็ยังไม่มีใครไขปริศนาคำกลอนบทนั้นออกสินะ”
“เฮ้อ ข้าอุตส่าห์เดินทางไกลพันลี้กลับได้พบหน้าสาวงามเพียงไม่ถึงครึ่งก้านธูป[4]”คุณชายหูถอนหายใจ ไม่อยากจะคิดว่ากลับไปต้าหลี่แล้วเขาจะโดนท่านประมุขบ่นว่าอย่างไรบ้าง
“คำตอบของเหยียนกั๋วชินยังไม่ถูกต้องในใต้หล้านี้ยังจะมีบุรุษที่เอาชนะนางได้หรือไม่หนอ” หยางหนิงอวี้รำพึง
“แม่นางอวิ๋นเหยาเ้าไม่ลองไขปริศนานี้เป็วิทยาทานแก่บุรุษทึ่มทื่อเช่นพวกเราบ้างหรือ”
ได้ยินเซี่ยเจียเหยียนพูดเช่นนั้นหวังหักหน้าตนก็ยกยิ้ม“คุณหนูฝูแต่งกลอนนี้เพื่อทดสอบบุรุษ เหตุใดหญิงสาวเช่นข้าต้องสอดมือยุ่งด้วยเล่ามิสู้ให้เสี่ยวเหยียนลองแก้คำกลอนนี้ดูล่ะเ้าคะ”
“เอ๋ เกี่ยวอะไรกับข้าข้าไม่ได้อยากจะแต่งภรรยาเสียหน่อย”
“เสี่ยวเหยียน พูดเช่นนี้เ้าไขปริศนาออกแล้ว?”
เขายกยิ้มหน้าระรื่นั์ตาคมฉ่ำเยิ้มด้วยฤทธิ์สุราที่สาวงามทั้งสองป้อนให้ในสายตาหวงอวิ๋นเหยาพบว่าน่ารักน่าเอ็นดูแต่ในสายตาบุรุษด้วยกันกลับชวนหมั่นไส้ไม่น้อย
“พวกท่านเดาไม่ออกจริงหรือนางอุตส่าห์เขียนบอกวิธีไขปริศนาไว้แล้วแท้ๆ”
หยางหนิงอวี้กับหูหลีเฟิงหันมาสบตากันคำนี้ฝูมี่อิงเพิ่งบอกพวกเขาเมื่อบ่ายนี้เอง “เซี่ยซู่เหยียน เ้ารีบบอกคำตอบมา”
“บอกพวกเ้าพวกเ้าก็แย่งกันไปเอาหน้ากับคุณหนูฝูน่ะสิ” หันไปพูดกับหยางหนิงอวี้
“ดูท่าแล้วท่านคงเล่นลิ้นข่มพวกเราไปอย่างนั้นไม่น่าจะรู้คำตอบจริงๆ”
“คุณชายหูถึงจะออกปากยั่วข้าเช่นนี้ก็ไม่ได้ผลหรอกนะ”ว่าแล้วก็หันไปงับเมล็ดถั่วที่มู่เอ๋อร์แกะให้
เซี่ยเจียเหยียนส่ายหน้าให้กับท่าทางไม่ทุกข์ไม่ร้อนของน้องชาย“น่าจะไม่รู้จริงๆ นั่นแหละ”
“อืม ถ้ารู้คงบอกออกมาแล้ว เมามายถึงขนาดนี้น่าจะเก็บความลับไม่อยู่แล้ว”
“เอ๋คุณชายสามเมาแล้วจะเก็บความลับไม่ได้อย่างนั้นหรือ”
“คุณชายหูไม่คุ้นเคยจึงไม่รู้น้องชายผู้นี้ของข้าคอแข็งราวกับทองแดงแต่เมื่อถึงจุดที่เมามายแล้วก็ไม่อาจปิดบังเื่ใดได้อีก”
“ใช่ๆ ขนาดว่าแอบซ่อนหนังสือภาพวังวสันต์[5]ไว้ที่ใดก็บอกจนหมด”
“ขนาดนั้นเลยหรือ”
เ้า…เ้าพวกน่าตายนี่
เซี่ยซู่เหยียนพลันลุกขึ้นมานั่งตัวตรงพูดเสียงขรึม
“หรงเอ๋อร์ช่วยไปหยิบกระดาษกับหมึกพู่กันมาที”ว่าแล้วก็กระดกเหล้าลงไปอีกหนึ่งจอก
“บิดาจะแสดงให้พวกเ้าเห็นเองว่าสิ่งใดเรียกว่าปัญญา สิ่งใดเรียกว่ารู้แจ้ง!”
ทั้งสามพลันหรี่ตา กระตุกยิ้มเ้าเล่ห์แม้แต่หวงอวิ๋นเหยายังต้องนำแขนเสื้อขึ้นปิดปากกลั้นขำ
เมาแล้วจริงด้วย
เมื่อได้กระดาษกับพู่กันมาก็แค่นหัวเราะออกมาคำหนึ่งก่อนจะเขียนๆ วาดๆ ลากๆ พู่กันพร้อมทั้งเชิดหน้าอธิบายตำแหน่งคำและวิธีอ่านท่าทางหยิ่งผยองราวพญาอินทรีมองฝูงมดต่ำต้อย
“โอ้ ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ซู่เหยียนโปรดรับการคารวะจากข้า” หยางหนิงอวี้แสร้งทำท่าทีจริงจัง
เซี่ยซู่เหยียนหัวเราะฮ่าๆออกมาเสียงดังรับการคารวะสุราจอกแล้วจอกเล่าจากชายทั้งสามรวมถึงสาวๆ จนเมามายหลับไปเมื่อล่วงผ่านยามโฉ่ว[6]โดยไม่รู้เลยว่ากระดาษแผ่นนั้นได้ปลิวหายจากหอจิ่วเมิ่งไปติดอยู่ข้างกระดาษคำกลอนหน้าสำนักศึกษาของท่านราชครูแห่งต้าเหลียงพร้อมลงชื่อ‘เซี่ยซู่เหยียน’ กำกับตรงมุมขวาล่างของกระดาษให้เสร็จสรรพ
[1]หนึ่งถ้วยชา หมายถึง ระยะเวลาประมาณ 15-30 นาที
[2]ยามเซิน หมายถึง เวลา 15.00- 16.59 น.
[3] ยามอุ้ย หมายถึง เวลา 13.00- 14.59 น.
[4]1 ก้านธูป ประมาณ 1 ชั่วโมง
[5]หนังสือภาพวังวสันต์ คือ หนังสือกามสูตร
[6] ยามโฉ่ว หมายถึง เวลา 01.00- 02.59 น.