บทที่ 70
ตระกูลหลานแห่งตงหลิง
“เธอ!?”
อู๋ตี้ที่ถูกผูกไว้กับเก้าอี้นั้นเบิกตากว้างพร้อมกับมองด้วยความตกตะลึง เขาไม่ได้คาดคิดเลยว่า 2 คนที่เข้ามานั้นจะเป็นคน
ทั้งสองที่เดินเข้ามานั้น คนหนึ่งเป็นชายและอีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิง คนที่เป็นผู้ชายนั้นอายุราวๆ 40 ปี ใบหน้าของเขานั้นแสดงออกถึงความมั่นอกมั่นใจชัดเจนและทั่วทั้งงร่างก็เปี่ยมไปด้วยพลังที่ล้นหลามออกมาจนทะลุเสื้อผ้าสไตล์โบราณที่สวมอยู่ด้วย
ส่วนทางฝั่งผู้หญิง เธอนั้นดูเลอค่าที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้จะได้พบเจอเลย ทั้งสวยและรูปร่างดี แล้วไหนจะผมที่ทอดยาวสีน้ำตาลแดงซึ่งแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปอีก ด้วยการลงตัวกันอย่างไม่น่าเชื่อนี้ ทำให้เธอนั้นดูสวยในแบบที่หาได้ยากมากๆในเมืองนี้
อู๋ตี้ประหลาดใจมากๆที่ได้เจอพวกเขาทั้งสอง แต่ทั้งสองกลับไปได้ประหลาดใจอะไรเลยตอนเจออู๋ตี้
ทั้งสองฝ่ายนั้นต่างรู้จักกันดี คนหนึ่งคือหลานเสวี่ย เด็กสาวจากมหาวิทยาลัยตงหลิงที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยเขาไว้ในห้องประชุมขนาดเล็กแล้วก็เป็นคนที่พูดอะไรประหลาดๆกับเขาด้วย
อีกคนคือ จูเฉิง ผู้ที่เขาได้รู้จักตอนอยู่ที่ภัตตาคารบ้านไม้เก่า เขานั้นเป็นผู้จัดการสำนักงานที่เฉิงเป่ยและยังเป็น 1 ใน 4 ผู้จัดการแห่งตระกูลหลานอีก ถือเป็นชายคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งตงหลิงเลย
“เราเจอกันอีกแล้วนะ น้องชาย”
ในทันทีที่เขาเห็นอู๋ตี้ จูเฉิงก็เป็นฝ่ายทักทายก่อนด้วยรอยยิ้ม มันเหมือนกับเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ที่ไม่ได้เจอกันมานาน
อย่างไรก็ตาม อู๋ตี้นั้นยังไม่สามารถยืนขึ้นได้ซะทีเดียว แต่หลังจากที่เขาผ่านพ้นช่วงตกตะลึงมาได้ เขาก็ขมวดคิ้วถาม “คุณจู นี่มันหมายความว่ายังไงกันครับ? ทำไมคุณถึงเอาผมมามัดไว้ที่นี่!?”
อู๋ตี้งุนงงกับสถานการณ์ตรงหน้าเขาตอนนี้มากๆ เขาคิดว่าคนที่ลักพาตัวเขามานั้น่าจะเป็นคนจากตระกูลเย่ แต่ไม่คาดคิดเลยว่าจะเป็นจูเฉิงกับหลานเสวี่ยเช่นนี้ ทำไมคนพวกนี้ถึงจับเขามัดกันนะ?
“เรามาที่นี่เพื่อช่วยนาย” ในครั้งนี้ หลานเสวี่ยเป็นฝ่ายเปิดปากพูดเอง น้ำเสียงของเธอนั้นฟังแล้วนุ่มหูมากๆ แต่ก็รู้สึกห่างไกลเช่นกัน
ช่วยฉันเหรอ?
งงหนักกว่าเดิมอีก แต่ก่อนที่เขาจะได้เข้าใจอะไร ทันใดนั้นก็เกิดเสียงฝีเท้าจำนวนมากดังมาจากด้านนอก ครั้งนี้มันมีหลายเสียงชนิดที่ว่าไม่น่าจะมากันไม่กี่คน ข้างนอกนั้นน่าจะมีคนหลายคนกำลังวิ่งมาทางนี้อยู่แน่ๆ
ประตูเปิดออกอีกครั้ง และเหล่าชายชุดดำกว่าโหลก็วิ่งพรวดเข้ามา ท้ายสุดก็ตามด้วย ซูหลี่เหยาที่เต็มไปด้วยความโกรธ
เมื่อเห็นซูหลี่เหยา อู๋ตี้ก็เดาสุ่มสี่สุ่มห้าไว้ก่อน
ดูเหมือนว่าเขานั้นจะถูกเธอจับมาสินะ
ในขณะเดียวกันเมื่อมองกลับมายังฝั่งของหลานเสวี่ยและจูเฉิง จากเรื่องที่พวกเขาพูด นั่นคงเป็นเรื่องจริง พวกเขามาเพื่อช่วยจริงๆ
ถึงแม้ว่าจะยังไม่เข้าใจว่าทำไมจูเฉิงและหลานเสวี่ยถึงมาช่วยเขาและทั้งสองรู้จักที่ที่อันตรายแบบนี้ได้อย่างไร แต่ด้วยสถานการณ์แบบนี้ ชัดเจนแล้วว่าถามไปคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ
“พวกแกเป็นใคร! รู้หรือเปล่าว่าที่นี่ที่ไหนน่ะ!”
ซูหลี่เหยาเริ่มสวด ดวงตาแห่งความโกรธจ้องมองไปยังหลานเสวี่ยและจูเฉิงอย่างดุดัน
“นายหญิง สองคนนี้ไม่ใช่เล่นๆแล้วนะครับ” หลี่จุนที่ซึ่งยืนอยู่ข้างๆเธอนั้นก็รีบกระซิบข้างหูซูหลี่เหยาเพื่อเตือนไว้ก่อน
“หน็อยแน่ ไอ้พวกบ้า!”
แต่กระนั้นซูหลี่เหยาเองก็ไม่ได้สนใจอะไร เธอเหลือบมองหลี่จุนก่อนพูดขึ้นด้วยความโกรธ “มีคนตั้งเยอะตั้งแยะ ทำไมถึงปล่อยให้สองคนนี้หลุดเข้ามาได้ง่ายๆ!? นี่พี่เอาพวกขยะพวกนี้มาทำไมกันน่ะ!”
เมื่อซูหลี่เหยาเริ่มด่ากราด หลี่จุนก็ทำได้แค่เงียบปากไว้เท่านั้น แต่ถ้าหากมองดีๆ จะสามารถเห็นได้ว่าในดวงตาของเขานั้น มีความหวาดกลัวแฝงอยู่ยามที่มองหลานเสวี่ยและจูเฉิง
“ฮ่าๆๆ เธอคนนี้มาจากไหนน่ะ? ฉันไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย”
ทันใดนั้น จูเฉิงก็หัวเราะออกมาทันที แม้จะอยู่ต่อหน้าคนชายชุดดำกว่าโหล ตัวเขาเองก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสีหน้าตั้งแต่ต้นเลย
“ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนั้นก็ได้ เพราะต่อให้ที่นี่เป็นบ้านใหญ่ของตระกูลเย่ แม้จะต้องเดินฝ่าระยะทาง 3 ไมล์เข้ามา พวกเราก็ต้องทำเพื่อเข้ามาตามประสงค์ของนายหญิงของพวกเราอยู่แล้ว เอาล่ะ แล้วพวกนายล่ะว่ายังไง? ทำไมถึงยังกล้ามายืนพล่ามอยู่อีก?”
ในประโยคสุดท้ายนั้น น้ำเสียงของจูเฉิงเปลี่ยนมาเยือกเย็นประดุจฤดูหนาวที่มาเยือนก่อนถึงเวลา เสียงที่ดังกังวานนั้นแสดงออกถึงความแข็งแกร่ง และมันทำเอาคนที่ได้ยินหนาวสั่นไปตามๆกันเลย
แม้แต่ซูหลี่เหยาเองก็ยังต้องช็อกกับความแข็งแกร่งที่เปล่งออกมาจากตัวจูเฉิงเมื่อครู่จนอารมณ์โกรธของเธอมันหายไป แต่อย่างไรก็ตาม เธอไม่อาจจะยอมรับเรื่องที่อีกฝ่ายพูดได้เด็ดขาด
“ฉ-ฉันไม่สนหรอกว่าพวกแกจะเป็นใคร! แต่นายรุกล้ำเข้ามาในที่ส่วนตัวของฉัน! ฉันจะฟ้องพวกแก! จะเรียกตำรวจมาเดี๋ยวนี้เลย!”
“ทำเลยสิ” ทันใดนั้นน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกก็ดังมาตบท้าย และเจ้าของเสียงนั้นก็คือหลานเสวี่ยนั่นเอง
เธอชี้มายังอู๋ตี้ผู้ที่ถูกมัดอยู่ที่เก้าอี้ จากนั้นก็เริ่มพูดต่อ “ฉันเองก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าอะไรจะร้ายแรงกว่า ระหว่างบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวกับลักพาตัว อะไรมันจะร้ายแรงกว่ากัน!”
“ก-แก!!” ประโยคนี้ทำเอาซูหลี่เหยาพูดไม่ออกเลย
จูเฉิงยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง “ดีที่นายหญิงของฉันมีเมตตานะ เพราะถ้าฉันทำตามความโกรธของตัวเองเมื่อสมัยก่อนล่ะก็ คงต้องมารับผิดชอบกับการเก็บกวาดพวกเธอแน่ๆเลย ถ้าเป็นอย่างงั้นจริงๆ ฉันอาจจะเดินไปหาเธอ เตะรวบขาแล้วก็จับพวกเธอมาตัดลิ้นทีละคนคนซะ”
หลังจากที่หยุดพูดไป จูเฉิงก็แสยะยิ้มออกมาอย่างน่ากลัว แต่น้ำเสียงของเขากลับดูร้ายกาจและสยดสยองยิ่งกว่า
“หรือถ้าให้ฉันตัดแขนขาเธอออก เจาะลูกตาของเธอออกมา เททองแดงเดือดๆลงไปในหู แล้วก็ตัดจมูกพวกเธอทิ้ง แน่นอนว่าเธอจะไม่ได้ตายทันทีหรอกนะ อ่า...ไม่ได้สิ ฉันคงจะทำแบบนั้นไม่ได้ ฉันทำไม่ได้ ได้แค่คิด เพราะฉันวางมือมาตั้งหลายปีแล้วนี่นา”
ฟังสิ่งนี้จบ ทุกๆคนต่างก็ขนลุกสั่นกันไปหมด นี่มันโหดร้ายมากๆเลยนะสำหรับการกระทำกับมนุษย์คนหนึ่งน่ะ!
เสียงของซูหลี่เหยาเริ่มจะสั่นเทาขึ้นมา เธอหันไปทาง หลี่จุน “พวกนี้เป็นใครน่ะ? ขนาดรู้ถึงความน่ากลัวของตระกูลเย่แล้วแท้ๆ แต่กลับทำตัวหยิ่งผยองอยู่ได้”
หลี่จุนแสดงสีหน้าที่ขมขื่นออกมาและพูดด้วยเสียงเบา “นายหญิงครับ พวกเขามาจากตระกูลหลาน 1 ใน 4 ตระกูลใหญ่ของตงหลิง ผู้หญิงตรงนั้นคือ นายหญิงคนล่าสุดของตระกูล ในขณะที่ผู้ชายคนนั้นคือ จูเฉิง 1 ใน 4 ผู้จัดการแห่งตระกูลหลาน อดีตเป็นผู้จัดการสถาบันเฉิงเป่ย จูเฉิงนั้นแข็งแกร่งมากๆ พูดได้เต็มปากเลยว่า เขาเป็นคนที่ไม่ควรมีเรื่องด้วยมากที่สุดจริงๆ”
ในตอนนี้ซูหลี่เหยาเข้าใจแล้ว ถึงความแข็งแกร่งของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งมันมากกว่าตระกูลเย่อย่างมาก ตระกูลเก่าแก่กว่าศตวรรษแห่งตงหลิง ตระกูลหลาน!
“ไม่ใช่ว่าทั้ง 4 ตระกูลก็แข็งแกร่งเท่ากันหรือไง? ทำไมเราต้องกลัวพวกนั้นล่ะ?”
อย่างไรเสียซูหลี่เหยาก็ยังพยายามไม่เชื่อนัก
หัวใจของหลี่จุนตกไปอยู่ที่ตาตุ่มกับคำถามของเธอ
“นายหญิงยังไม่รู้สินะครับ ถึงแม้ว่าพวกเราจะเป็น 1 ใน 4 ตระกูลใหญ่ของตงหลิง แต่อิทธิพลของตระกูลหลานนั้นแผ่กว้างและแข็งแกร่งกว่าพวกเรามากนัก และในตอนนี้ มีข่าวลือด้วยว่าตระกูลอันดับ 1 จาก 4 ตระกูลอย่างตระกูล ฉา นั้นต้องการจะแต่งงานกับตระกูลหลานอีกด้วย หากทั้ง 2 ตระกูลนี้รวมกันได้ล่ะก็ พวกเราก็ไม่มีอะไรเทียบได้เลยครับ”
หลังฟังคำพูดของหลี่จุนเสร็จ ซูหลี่เหยาก็เริ่มลุกลี้ลุกลนขึ้นมาแล้ว
“ล-แล้วแบบนี้จะทำยังไงต่อล่ะ? มีวิธีอะไรไหม?”
ในทันที จู่ๆดวงตาของซูหลี่เหยาก็มองเห็นแผนอันชั่วร้ายขึ้นมาและเธอไม่รอช้าที่จะพูดขึ้น “ในเมื่อมากันแค่ 2 คน ถ้าเกิดพวกเราฝังมันไว้ที่นี่ ก็จะไม่มีใครรู้เรื่องนี้แล้ว”
ซูหลี่เหยาน่ะก็เป็นพวกที่หัวรุนแรงคนหนึ่งเลย เพราะงั้นจึงไม่น่าแปลกใจหากเธอจะพูดอะไรที่ฟังดูโหดร้ายออกมา
แต่หลี่จุนที่ฟังก็ได้แต่ช็อก เขารีบส่ายหัวรัวๆก่อนจะห้ามเธอเอาไว้ “ไม่ได้นะครับ! ถ้าขนาดคนพวกนี้มาถึงที่นี่ได้ ยังไงตระกูลหลานก็ต้องรับรู้การเคลื่อนไหวอยู่แล้วและถึงเราจะทำได้ แต่ในตงหลิงแห่งนี้ก็ไม่มีอะไรพ้นหูพ้นตาตระกูลหลานหรอก เมื่อไหร่ที่เรื่องแดงขึ้นมา พวกเราไม่รอดแน่ ท่านหญิงน้อย ช่วยใจเย็นก่อนเถอะครับ ถ้ายังไงเดี๋ยวผมจะหาทางจัดการเรื่องนี้ให้”
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เธอได้เห็นอารมณ์บนใบหน้าของ หลี่จุน และด้วยความที่เธอไม่ใช่คนโง่ เธอจึงเข้าใจและตอบรับการเสนอแนะของเขาด้วยการพยักหน้ายอมรับ
ด้วยการอนุญาตนี้ หลี่จุนก็เดินไปด้านหน้าเขาโค้งช้าๆให้จูเฉิงและหลานเสวี่ยพร้อมกับพูดด้วยความสุภาพ
“นายหญิงแห่งหลาน นายท่านจู ผมคือ หลี่จุน 1 ใน 4 เสาหลักแห่งตระกูลเย่และผู้นำคนปัจจุบันของคฤหาสน์มังกรมรกตครับ”
จูเฉิงเหลือบมองไปยังเขาและยิ้มให้ “แบบนี้แหละที่อยากฟัง โอ้ นายคงจะเป็นผู้นำคนใหม่ของคฤหาสน์มังกรมรกตสินะ ยังหนุ่มยังแน่นเลยนะเนี่ย โอเค เป็นคนหัวไวใช้ได้เลยนี่ เพราะงั้นฉันจะไม่พูดไร้สาระกับนายละกัน ถ้าพวกนายยอมปล่อยน้องชายของฉันไปวันนี้ ฉันก็จะปล่อยพวกนายไป ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ฉันจะคิดเสียว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
จูเฉิงนั้นอยู่เหนือกว่าอย่างมากๆ เพราะงั้นเขาจึงไม่ได้สนใจหลี่จุนเท่าไหร่นัก คุณรู้อะไรไหม? เรื่องนี้น่ะ ตำแหน่งเสาหลักแต่ละคนของตระกูลเย่น่ะ จริงๆแล้วมันเทียบเท่า 4 ผู้นำแห่งตระกูลหลานเลยนะ
“นายท่านจู...นี่…”
แต่เดิมแล้วหลี่จุนนั้นคงปล่อยคนพวกนี้ไปแล้ว แต่ครั้งนี้มันไม่ได้ง่ายแบบนั้น
“ผมเกรงว่าพวกเราจะไม่สามารถปล่อยชายคนนี้ไปได้ แต่สำหรับคุณและนายหญิงหลาน ผมจะส่งพวกคุณกลับด้วยมาตรฐานสูงสุดของการขนส่ง”
“อะไรนะ?” จูเฉิงเหลือบมองอีกฝ่ายอีกครั้ง และคราวนี้แววตาของเขาก็เปี่ยมไปด้วยความดุร้ายอยู่ด้วยพร้อมกับพูดด้วยเสียงเยือกเย็น “นายหมายความว่ายังไง? การที่ฉันและนายหญิงมาที่นี่ในวันนี้ก็เพราะพาน้องชายกลับไป นายยังจะกล้าที่จะไม่ยอมปล่อยตัวเขามาอีกเหรอ?”
ในการเผชิญหน้ากับจูเฉิงที่โกรธเกรี้ยว หลี่จุนผู้ที่ต้องผ่านแรงกดดันมานานนั้นก็เริ่มที่จะไม่เกรงกลัวอะไรแล้วตอนนี้
“นายท่านจู พวกเราไม่สามารถปล่อยเขาไปได้จริงๆ เขาไม่ใช่เพียงแต่เป็นอาชญากรที่ตระกูลเย่ต้องการ แต่ยังเป็นคนที่ฆ่าลูกน้องผมถึง 2 คนอีกด้วย เพราะงั้นแล้วต่อให้ผู้นำแห่งตระกูลหลานมาในวันนี้ ผมก็จะยืนยันว่าจะไม่ปล่อยเขาไปครับ!”
หลี่จุนพูดอย่างมั่นใจ
แต่ครั้งนี้จากสถานการณ์ที่เคยเป็นเสมือนทุ่งข้าวสาลีก่อนหน้านี้ ในตอนนี้บรรยากาศต่างๆมันเปลี่ยนไปแบบชัดเจนแล้ว