บทที่48
ข้าจะไม่กลับมาสักสามวัน
เมื่อหนานกงจิ่นอวี่เดินทางกลับมาถึงจวนเจ้าเมืองในช่วงยามเย็นร่างสง่างามในชุดเกราะเรียบง่ายก้าวเข้ามาภายในเรือนไม้ที่คุ้นเคยสายตาของนางเหลือบมองไปยังห้องโถงเพียงครู่ ก่อนจะเห็นภาพที่คุ้นตา
เซี่ยอันอวี่ กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ท่าทางอ่อนล้า มือเรียวทั้งสองข้างกำลังทุบขาของตนเองเบา ๆ เพื่อคลายความเมื่อยล้าหลังจากที่เดินสำรวจเมืองมาทั้งวัน... ไม่ต่างจากเมื่อวานเลยแม้แต่น้อย
หนานกงจิ่นอวี่เพียงเลื่อนสายตามองแวบหนึ่งก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปยังห้องครัวโดยไม่เอ่ยถามสักคำว่าฮูหยินของตนทำอาหารไว้หรือไม่
ทุกอย่างเป็นไปตามความเคยชิน…
ไม่นานกลิ่นหอมของอาหารก็ลอยออกมาจากครัว หนานกงจิ่นอวี่เดินออกมาพร้อมกับถาดอาหารในมือก่อนจะวางลงบนโต๊ะอย่างเงียบ ๆ
เซี่ยอันอวี่ที่นั่งอยู่เงยหน้าขึ้นเห็นดังนั้นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้ากลับเผยรอยยิ้มบาง ๆ ออกมานางรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินมานั่งประจำที่โต๊ะอาหารอย่างรวดเร็วราวกับร่างกายจะลืมความเมื่อยล้าไปชั่วขณะ
“กินเถอะ” หนานกงจิ่นอวี่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสั้นตามนิสัย
เซี่ยอันอวี่พยักหน้ารับก่อนจะก้มหน้าก้มตาหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วคีบอาหารเข้าปากทันทีความหิวจากการเดินทั้งวันทำให้นางไม่สนใจสิ่งใดนอกจากอาหารตรงหน้า
แต่เพียงไม่นาน...หลังจากที่อาหารเพียงสองสามคำถูกส่งเข้าปาก เสียงของหนานกงจิ่นอวี่ก็ดังขึ้นทำลายความเงียบในบรรยากาศ
“...ข้าจะไม่กลับมาที่เมืองสักสามวัน”
เซี่ยอันอวี่ที่กำลังจะตักอาหารเข้าปากอีกคำถึงกับชะงักค้างตะเกียบในมือหยุดนิ่งกลางอากาศ ดวงตาคู่งามค่อย ๆเงยขึ้นมองหนานกงจิ่นอวี่อย่างช้า ๆ แววตาของนางเริ่มคลอไปด้วยน้ำตาริมฝีปากสั่นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยประโยคที่เต็มไปด้วยความเว้าวอน
“...อย่าบอกนะว่า...สามีท่านคิดจะทิ้งข้าแล้วหรือ...”
น้ำเสียงของเซี่ยอันอวี่สั่นเครือราวกับภรรยาผู้ถูกทอดทิ้งจริง ๆ ดวงตาแดงก่ำจวนเจียนจะหลั่งน้ำตาในอีกไม่กี่อึดใจ
หนานกงจิ่นอวี่เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นมุมปากของนางถึงกับกระตุกเล็กน้อย นางถอนหายใจออกมาเบา ๆก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นนิ่งปนตำหนิ
“...อย่าแสร้งแสดงท่าทางเช่นนั้นเลยไม่สมกับเป็นเจ้าแม้แต่น้อย”
สายตาคมกริบของแม่ทัพหญิงจ้องมองเซี่ยอันอวี่อย่างรู้ทันก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“ข้ารู้ว่าเจ้าเองก็รู้...ว่าข้าไม่มีทางหนีไปจากเมืองนี้แน่นอน”
สิ้นคำพูดนั้นเซี่ยอันอวี่ที่ยังทำท่าจะหลั่งน้ำตาก็เปลี่ยนสีหน้าในพริบตา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ค่อยๆ ปรากฏบนใบหน้าของนางแทนที่ความเศร้าหมองเมื่อครู่
“คิดเอาไว้อยู่แล้วว่าสามีต้องไม่ทิ้งข้าแน่นอน”
เซี่ยอันอวี่กล่าวพลางยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์เสียงหวานของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจ
แต่เพียงครู่เดียวสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ราวกับนึกบางอย่างขึ้นได้ดวงตาคู่งามเบิกกว้าง แสดงท่าทางตกใจจนเกินจริง นางยกมือแตะอกก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเว้าวอน
“...แล้วอย่างไรท่านจะไม่กลับบ้านถึงสามวันเชียวหรือ?”
ดวงตาคู่นั้นจ้องมองหนานกงจิ่นอวี่อย่างจับผิดก่อนที่ริมฝีปากแดงจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกแสร้ง ๆ
“อย่าบอกนะ...ว่าท่านคิดจะไปฉุดนางจิ้งจอกผู้ใดกลับมาบ้านอีก!”
นางทำท่าจะลุกขึ้นยืนอย่างไม่ยอมแพ้มือเรียวเท้าสะเอว ก่อนจะพูดต่อเสียงแข็ง
“บอกไว้ก่อนนะ...ว่าภรรยาหลวงเช่นข้าไม่ยอมง่าย ๆ หรอก!”
หนานกงจิ่นอวี่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับมุมปากกระตุกดวงตาคมกริบจ้องมองท่าทางโอเวอร์เกินเหตุของสตรีตรงหน้า ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆแล้วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นนิ่งปนเอือมเล็กน้อย
“...ดูเหมือนว่าวันนี้เจ้าอารมณ์ดีเกินไปนะเซี่ยอันอวี่”
สายตาของหนานกงจิ่นอวี่จับจ้องไปที่ใบหน้าของอีกฝ่ายพลางสังเกตท่าทีอย่างเงียบ ๆ
เซี่ยอันอวี่หัวเราะแห้ง ๆ ออกมาพลางรีบกลับมานั่งลงอย่างว่าง่ายนางหยิบตะเกียบขึ้นมาใหม่ก่อนจะตอบกลับอย่างรวดเร็วราวกับกลัวถูกตำหนิไปมากกว่านี้
“ข้าก็แค่...กลัวท่านเครียดเกินไปน่ะสิ เลยหยอกเล่นบ้างอะไรบ้าง”
ดวงตาของนางเป็นประกายขบขันก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องถามด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“ว่าแต่... ท่านจะออกสำรวจไกลขนาดนั้นเชียวหรือ?เหตุใดจึงต้องไปถึงสามวัน?”
เซี่ยอันอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยแววตาเริ่มเปลี่ยนจากความขี้เล่นเป็นความสงสัย นางวางตะเกียบลงช้า ๆพลางโน้มตัวเล็กน้อยเพื่อจ้องมองหนานกงจิ่นอวี่อย่างจับผิด
“...อย่าบอกนะว่าพบทอง ” นางหยุดไปนิดหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนคำพูด “เบาะแสสำคัญอะไรขึ้นมาแล้ว?”
ในใจของเซี่ยอันอวี่รู้สึกแปลกใจไม่น้อยตลอดหลายวันที่ผ่านมา หนานกงจิ่นอวี่ออกสำรวจแบบเช้าไปเย็นกลับเสมอไม่เคยพูดถึงการเดินทางไกลเช่นนี้มาก่อน
นางที่แม้จะไม่รู้วิถีชีวิตของคนในยุคนี้ดีนักแต่ก็พอเข้าใจว่าการสำรวจพื้นที่ควรจะค่อย ๆ ขยายระยะทางอย่างเป็นขั้นเป็นตอนไม่ใช่จู่ ๆ ก็เพิ่มระยะทางแบบกะทันหันเช่นนี้
ดังนั้น... เซี่ยอันอวี่จึงมั่นใจว่าหนานกงจิ่นอวี่ต้องมีข้อมูลบางอย่างที่สำคัญ ถึงได้ตัดสินใจออกเดินทางนานถึงสามวัน
หนานกงจิ่นอวี่ไม่ได้มีท่าทีปิดบังใดๆ นางตอบกลับไปอย่างตรงไปตรงมา ดวงตาคมยังคงจับจ้องอาหารตรงหน้าขณะคีบกับข้าวเข้าปากอย่างเรียบง่าย
“เป็นเช่นนั้นจริง...ข้าได้ข้อมูลสำคัญมา เลยตั้งใจจะออกไปสำรวจด้วยตนเอง”
เซี่ยอันอวี่เมื่อได้ยินดังนั้นดวงตาคู่งามก็เปล่งประกายทันที ใบหน้าแสดงความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิดนางเอนตัวเข้าหาอีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“...สำคัญมากหรือไม่?แบบนี้พวกเราจะรอดแล้วใช่หรือเปล่า?”
แววตาของเซี่ยอันอวี่เต็มไปด้วยความหวังนางแทบจะลืมความเหนื่อยล้าจากการเดินสำรวจเมืองไปโดยสิ้นเชิง
หนานกงจิ่นอวี่เหลือบมองอีกฝ่ายเพียงครู่ก่อนจะส่ายหน้าเล็กน้อยอย่างใจเย็นนางวางตะเกียบลงข้างชามข้าวแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่ยังคงราบเรียบตามแบบฉบับของนาง
“ยังไม่รู้แน่ชัด...ข้อมูลที่ได้มา เป็นบันทึกเก่าแก่ ข้าเองก็ไม่มั่นใจว่าสถานที่แห่งนั้น จะยังหลงเหลือสิ่งที่ข้าต้องการอยู่หรือไม่”
พูดจบนางก็คีบอาหารเข้าปากต่ออย่างไม่แสดงอารมณ์ใดเกินจำเป็น
เซี่ยอันอวี่แม้จะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้างเมื่อได้ยินคำตอบแต่นางก็ยังคงยิ้มออกมาเล็กน้อย ในใจของนางรู้ดีว่า... อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังมีความหวังแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม
ความหวัง... ดีกว่าการไร้หนทาง
เมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้านี้ที่ทุกอย่างดูมืดมนไร้จุดหมาย การมีข้อมูลสำคัญโผล่ขึ้นมาเช่นนี้ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ อย่างน้อยก็เป็นแรงใจที่ทำให้นางรู้สึกว่าตนเองอาจจะไม่ต้องจบชีวิตอยู่กลางทะเลทรายแห้งแล้งนี้
หนานกงจิ่นอวี่เงยหน้าขึ้นอีกครั้งก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความใส่ใจ
“ระหว่างที่ข้าไม่อยู่...จะมีเพียงเหยียนฟางที่ติดตามข้าไป ส่วนขุนพลอีกสามคนที่ข้าไว้วางใจจะยังคงประจำการอยู่ในเมือง”
สายตาของหนานกงจิ่นอวี่จ้องตรงไปยังเซี่ยอันอวี่พลางเน้นย้ำคำพูด
“หากเจ้าเกิดปัญหาหรือพบเจอเรื่องไม่ชอบมาพากล สามารถขอความช่วยเหลือจากพวกเขาได้ทุกเมื่อ”
เซี่ยอันอวี่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจแม้ใบหน้าจะยังคงประดับด้วยรอยยิ้มบาง ๆแต่น้ำเสียงกลับแฝงความกังวลเมื่อตอบกลับไป
“เข้าใจแล้ว...”
นางเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาฉายแววคาดหวัง
“...แล้วท่านมีเรื่องสำคัญอะไรที่อยากจะกำชับข้าอีกหรือไม่?แบบว่า... สิ่งที่ข้าควรรู้ไว้ เพื่อเป็นประโยชน์กับตัวข้า”
แม้เซี่ยอันอวี่จะพยายามรักษาท่าทีให้ดูสบายๆ แต่ในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความไม่สบายใจเมื่อรู้ว่าหนานกงจิ่นอวี่ต้องออกเดินทางหลายวัน
ถึงแม้จะมีขุนพลคอยดูแลอยู่ในเมืองแต่นางก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า... ความปลอดภัยของตนเองนั้นยังไว้ใจหนานกงจิ่นอวี่ได้มากกว่าผู้อื่นเสมอ