“เฮ้อ... ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากช่วยนาย” โคลนเดินกลับไปนั่งพลางถอนหายใจ “แต่ฉันคนเดียวจะช่วยอะไรนายได้ พวกนั้นมีกันเต็มหมู่บ้าน”
‘อีกอย่าง...ถ้าฉันช่วยเ้าหมีั์นี้แล้วดันพลาดท่าโดนฆ่าตายจะทำยังไง ที่จริงถ้าเ้านี้มันรอสักสองสามวันก็ต้องมีผู้เล่นคนอื่นมาช่วยบ้างแหละ พวกนั้นจะตายกี่รอบก็ได้ แต่ฉันนะ เฮ้อ...’ เขาคิดไปเครียดไป
‘ฉันควรรีบไปจากที่นี่แล้วเดินทางเข้าเมืองให้เร็วที่สุด หากเ้านั่นออนไลน์เมื่อไหร่ก็ต้องไปที่เมืองแน่นอน หากฉันดักรออยู่ในเมืองก่อนแล้ว การหาตัวเ้านั่นคงไม่ใช่เื่ยาก’
‘หากเป็เ้านั่น แม้จะไม่ได้พูดข้อมูลส่วนตัวอะไร เพียงแค่เห็นหน้าของฉันก็ต้องเข้าใจเื่ราวได้ทันที เ้านั่นต้องมีวิธีพาฉันออกไปจากที่นี่ ถ้าไม่ช็อกตายไปซะก่อน ฮ่า ๆ’ โคลนนึกถึงสีหน้าของตัวเขาอีกคนเมื่อเจอหน้ากัน
สำหรับผู้เล่นทั่วไปหากมีความท้าทายหรือการผจญภัยอยู่ตรงหน้าก็ต้องวิ่งเข้าใส่อยู่แล้ว แต่สำหรับโคลน ตัวเขาไม่ได้มีเป้าหมายในการเข้ามาเล่นสนุกในเกมเหมือนคนอื่น ที่เขาเข้ามาก็เพราะไม่มีทางเลือกอื่น เป้าหมายของเขามีเพียงอย่างเดียว คือการมีชีวิตรอดต่อไปให้ได้
“ทำไมนายไม่หนีไป แล้วก็ใช้ชีวิตของนายให้สนุกล่ะ เคยลองคิดที่จะออกไปผจญภัยในเส้นทางของตัวเองดูไหม” โคลนถาม NPC ตรงหน้า
“เ้าพูดเื่อะไร!” เฮนรี่ตอบทันควัน “ภรรยาข้า ลูกสาวข้า พ่อตาข้า พี่น้องในหมู่บ้านข้าถูกจับ แต่เ้าบอกว่าให้ข้าหนีไปเล่นสนุกเรอะ นี่เ้ายังเป็มนุษย์อยู่รึเปล่า”
“จ้า ๆ เ้ามนุษย์” โคลนรีบยกมือยอมแพ้ “จะบอกอะไรให้ถ้าโลกนี่เหลือแค่ฉันกับนาย นายน่ะห่างไกลคำว่ามนุษย์ที่สุดแล้ว เชอะ” ชายหนุ่มแอบนินทาให้พอได้ยินแค่เขาคนเดียว
‘ภรรยาข้า ลูกสาวข้า’ โคลนเลียนแบบท่าทาง ‘บิดานายเถอะ ทุกอย่างก็เป็แค่ข้อมูลเท่านั้น ฉันรึอุส่าห์แนะนำเส้นทางชีวิตที่ดีกว่าให้ ก่อนที่นายจะตายด้วยน้ำมือของไม่มอนสเตอร์ก็ NPC ตัวอื่น’
‘ยอมตายเพื่อเศษเสี้ยวข้อมูลเรอะ? มีแต่พวก NPC อย่างนายเท่านั้นแหละที่จะทำ’
‘จะว่าไป NPC นี่สามารถเกิดขึ้นมาใหม่เหมือนผู้เล่นไหมนะ’ จู่ ๆ โคลนก็นึกสงสัยขึ้นมา
‘ถ้าหากตายแล้วถูกลบทิ้งไปเลย คนพวกนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับฉันเลยสิ’
‘เอ๋? นี่ฉันกลายเป็ตัวอะไรที่ไม่ต่างไปจาก NPC แล้วหรือ’ โคลนคิดพลางมองไปที่เฮนรี่ ชายร่างั์กำลังเปลี่ยนผ้าพันแผลที่โชกไปด้วยเื ใบหน้านั้นแฝงไว้ด้วยความเศร้าและกังวล ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากำลังคิดถึงเื่ของคนในหมู่บ้าน
“เฮ้อ... เอาล่ะ ๆ พอดีฉันก็ไม่ได้รีบร้อนหรือมีธุระอะไร จะลองช่วยดูก็ได้ แต่บอกไว้ก่อนว่าคงช่วยอะไรได้ไม่มาก ถ้าหากมีอันตรายอะไรขึ้นมาฉันจะวิ่งหนีโดยไม่ลังเล” โคลนฝืนใจพูดออกไป ที่จริงแล้วโคลนนั่นไม่ได้้าทำให้ตัวเองเสี่ยงชีวิตเลย การเสี่ยงชีวิตคือสิ่งสุดท้ายที่เขาจะทำ แต่การปล่อยให้ NPC ตัวนี้ถูกลบไปโดยไม่ลองช่วยเหลือก็ดูจะโหดร้ายไปหน่อย สถานการณ์ที่เขากำลังเผชิญอยู่ทำให้เขาเข้าใจถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ดียิ่งกว่าใครทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้เขาจึงใจอ่อนขึ้นมา
“เอ๊ะ เ้าจะช่วยข้าเรอะ” เฮนรี่พูดด้วยความดีใจ
“ฉันบอกว่าจะลองดูก่อน” โคลนตอบ
“ยินดีด้วย ผู้เล่น รับภารกิจ ช่วยเหลือเฮนรี่”
“จ๊าก!” โคลนยังไม่คุ้นชินกับเสียงสังเคราะห์สักที มันเป็เสียงแหลมของผู้หญิงที่ชอบดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เขาไม่ชอบเสียงที่อยู่ดี ๆ ก็ดังขึ้นมาในหัวแทนที่จะเป็หู
“โอ้ เขารับภารกิจกันแบบนี้หรอกหรือ” เมื่อหายใโคลนจึงเรียกหน้าต่างภารกิจขึ้นมา
“ไม่ใช่แค่ช่วยเหลือ แต่ยังต้องคุ้มครอง นี่ฉันกลายเป็พี่เลี้ยง NPC ไปแล้วหรือ” โคลนเกาหัวแกรก ๆ
“เอาล่ะ ก่อนจะไปช่วยใคร ฉันว่าพวกเราควรจะพักผ่อนเอาแรงเสียก่อน รอให้ถึงเช้าค่อยคิดหาทางกันอีกที” โคลนพูด
“แต่วะ...” เฮนรี่แค่อ้าปากเตรียมจะพูด โคลนก็ขัดขึ้นทันที
“และอีกอย่างสภาพนายในตอนนี้คงช่วยเหลือใครไม่ได้หรอก เอาตามที่ฉันว่าแหละ”
เมื่อเห็นโคลนพูดตัดบท เฮนรี่ก็ขัดอะไรไม่ได้ และอีกอย่างสภาพของเขาก็ไม่พร้อมจริง ๆ
เมื่อจัดการเื่ยุ่ง ๆ เสร็จเรียบร้อยโคลนก็เริ่มสำรวจระบบของเกมทันที สิ่งแรกที่เขาพบคือซากศพของ NPC ทั้งสองยังคงอยู่ เป็ไปได้ว่าอาจต้องใช้เวลานานกว่าปกติ หรือมันอาจจะสมจริงถึงขนาดที่ว่าต้องรอให้มันย่อยสลายไปเองตามธรรมชาติก็ได้
อย่างที่สอง เกมนี้คงไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการ Drop (ตก) ของอุปกรณ์ แต่จะใช้ระบบการ Loot (ปล้น) เอาจากศพหรือคนนั่นเอง โดยโคลนสังเกตจากที่เขาสามารถหยิบดาบจากศพของ NPC มาใช้งานได้ และโคลนยังได้ทดลองขอยืมขวานของเฮนรี่มาใช้งานอีก ผลก็คือเขาสามารถใช้งานได้ปกติ ในส่วนของอุปกรณ์สวมใส่นั้นลำบากหน่อยเพราะขนาดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ด้วยความงกของโคลนเขาจึงปล้นรองเท้าจากศพ NPC ทั้ง ๆ ที่ใส่ไม่ได้ แต่นั่นก็ทำให้เขาค้นพบความวิเศษของช่องเก็บของ มันสามารถปรับเปลี่ยนขนาดของอุปกรณ์สวมใส่ให้พอเหมาะกับเ้าของได้ และด้วยสิ่งนี้เองทำให้เขามีรองเท้าคู่ใหม่ใส่ แต่เขาไม่ได้ปล้นชุดสวมใส่อย่างอื่นจาก NPC เพราะมันเป็แค่ชุดผ้าธรรมดา แถมเปื้อนเือีกต่างหาก
อย่างที่สาม เขาพบเหรียญทองในกระเป๋าของเ้าหน้าบาก แต่ไม่พบในศพของเ้าผอม ทำให้โคลนสันนิษฐานว่าผู้เล่นสามารถปล้นทุกอย่างจากศพมาใช้ได้ โดยจะได้อะไรก็ขึ้นอยู่กับว่าศพนั้นมีอะไร ช่างเป็เกมที่ยุ่งยากและสมจริงอะไรเช่นนี้
อย่างที่สี่ ตัวเขานั้นเลื่อนเป็เลเวลสองมานานแล้ว แต่ด้วยความวุ่นวายทำให้เขาไม่มีเวลาจะเข้าไปตรวจสอบ เมื่อเขาเข้าไปดูก็พบว่าค่าสถานะทุกอย่างไม่ว่าจะเป็ STR AGI VIT INT LUK เพิ่มขึ้นมาอย่างละหนึ่งหน่วย รวมของเดิมด้วยกลายเป็ว่าตอนนี้เขามีค่าสถานะทุกอย่างอย่างละสองหน่วย และมีแต้มโบนัสเหลืออีกห้าแต้มให้เขานำไปใช้ เมื่อโคลนเห็นดังนั้นก็ไม่คิดอะไรให้มากความ เขาใช้แต้มที่มีทั้งหมดไปกับค่า VIT ทันที
จะมีประโยชน์อะไรถ้าฉันโจมตีได้รุนแรงแต่ฉันโดนตีตาย... จะมีประโยชน์อะไรถ้าฉันรวดเร็วว่องไวแต่ฉันโดนตีตาย... จะมีประโยชน์อะไรถ้าฉันโชคดีแต่ฉันโดนตีตาย... ค่า HP เท่านั้นคือสิ่งที่เขาให้ความสำคัญ เพราะเมื่อไหร่ที่เขาตาย เขาอาจจะไม่ได้กลับมาอีกเลย
อย่างสุดท้าย ทุกชีวิตบนโลก The World Must Survive ดำรงอยู่ได้ด้วยการกินอาหาร
“จ๊อก...” จู่ ๆ เสียงปริศนาก็ดังขึ้น
“เอิ่ม... การต่อสู่ก่อนหน้านี้ฉันใช้พลังไปเยอะทีเดียว...” โคลนเกาแก้มแก้เขิน “นายพอจะมี...อาหารเหลือบ้างไหม” สุดท้ายเขาก็ถามออกไปจนได้
“ข้าไม่ได้นำมันติดตัวมา แถวนี้ปกระต่ายป่าเยอะจะตาย” เฮนรี่พูดขึ้น
“กระต่ายตัวที่มีขนปุกปุยสีขาวน่ะเหรอ ข้าอยากลองชิมมานานแล้ว” โคลนกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
“เอาล่ะ พวกเราไปล่ากระต่ายกันเถอะ” โคลนดูจะตื่นเต้นมาก
“ไม่ใช่พวกเรา แต่เป็เ้า” เฮนรี่ชี้ไปที่แผล
“ข้าเหรอ? แต่ข้าล่าสัตว์ไม่เป็นี่” โคลนชี้มาที่ใบหน้าตัวเอง
“หืม? เ้าล่าสัตว์ไม่เป็แต่กลับสังหารมนุษย์ไปสองคน ไม่ฟังดูตลกไปหน่อยหรือ” เฮนรี่แสดงสีหน้าที่บ่งบอกว่าไม่เชื่อ
“ข้าล่าสัตว์ไม่เป็จริง ๆ” โคลนยืนยัน
“เ้าคงไม่คิดจะให้คนาเ็หนักออกไปล่าสัตว์ แล้วตนเองนอนี้เีอยู่หรอกนะ” เฮนรี่ส่งสายตาดูถูก
“เชอะ... ข้าไปเองก็ได้ ก็แค่ล่าสัตว์ ไม่เห็นมีอะไรยาก” โคลนแบกท้องที่ว่างเปล่าออกไปจากบริเวณที่พักชั่วคราว
“โอ้ย...~” โคลนเดินไปะโไป สายตาก็ส่อง หูก็กางเต็มที่ ถ้ามีกระต่ายหรือตัวอะไรเคลื่อนไหวเขาก็จะเห็นหรือได้ยินแน่นอน ถึงแม้จะเป็่กลางคืน แต่แสงจันทร์คืนนี้ค่อนข้างสว่าง ประกอบกับสายตาของเขาเริ่มคุ้นชินกับความมืดจึงทำให้พอจะมองได้ไม่มากก็น้อย
“โอ้ย...~” เขาใช้เวลาเดินเกือบหนึ่งชั่วโมงก็ไม่พบสัตว์ป่าสักตัว แต่โคลนพยายามต่อไปอย่างไม่ลดละ
“แถวนี้กระต่ายเยอะจะตาย” โคลนเลียนแบบเสียง “เยอะกับผีน่ะสิ เดินมาเป็ชั่วโมง ไม่เจอสักตัว” โคลนบ่นไปใช้มือแหวกโพรงหญ้าไป
“หรือว่าเขาไม่ได้หากระต่ายกันแบบนี้กันน่ะ” เมื่อใช้เวลาค้นหานานเกินไปเขาก็เริ่มฉุดคิดขึ้นมา
“แล้วต้องทำอย่างไร? ปกติถ้าสัตว์ได้ยินเสียงมนุษย์ก็จะต้องออกมาไม่ใช่หรือ ตอนเด็ก ๆ ฉันเคยไปที่ศูนย์ปศุสัตว์เขตเจ็ดมาก่อน เพียงแค่เ้าหน้าที่ส่งเสียงเรียก มอมอ ฝูงวัวก็เดินมาทันที” เขานึกย้อนไปถึงอดีต
“อ๋อ ฉันจำได้แล้ว! สัตว์แต่ละตัวก็ต้องใช้เสียงที่ต่างกัน อย่างถ้าเป็ไก่ก็ต้องใช้เสียง กุ๊ก ๆ ถ้าเป็หมูก็ต้องใช้เสียง อู๊ด ๆ” โคลนตบมือดังฉาด คลี่ยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ
“แย่ละสิ! ฉันไม่ได้ถามเฮนรี่มาก่อนด้วยว่าต้องใช้เสียงอะไรเรียกกระต่าย”
“บ้าจริง เ้านั่นก็ช่างสะเพร่าไม่ยอมบอกเราก่อนออกมา คงต้องกลับไปถามก่อน” เมื่อคิดได้โคลนก็เดินกลับทันที
แต่ระหว่างเดินกลับที่พักอย่างเงียบ ๆ โคลนดันเหลือบไปเห็นกระต่ายตัวหนึ่งวิ่งตัดหน้าเขาไป ชายหนุ่มคิดว่าตนเองนั้นโชคดีเหลือเกินที่บังเอิญพบกระต่ายระหว่างเดินทางกลับทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ส่งเสียงเรียกสักครั้ง
เขาวิ่งไล่ตามกระต่ายไป ถึงตัวมันจะเล็กแต่ก็ไวเอาเื่ ชายหนุ่มต้องใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะจับตัวมันได้ แต่กระต่ายตัวเดียวนั้นคงไม่เพียงพอตุ่์สองคน เขาจึงวางแผนจะมาล่าต่อหลังจากถามเื่เสียงกับเฮนรี่
โคลนเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กลับมาทางที่พัก เมื่อเฮนรี่เห็นชายหนุ่มกลับมาก็ได้แต่ถามออกไป
“เ้าหายไปไหนมาตั้งนาน หลงทางหรือ” เฮนรี่ถาม
“จิ๊ ๆ นายเห็นฉันเป็เด็กหรือยังไง ทางแค่นี้ฉันจำได้อยู่แล้ว” โคลนส่ายนิ้วปฏิเสธ
“เพียงแต่ฉันลืมถามนายไปว่าเสียงที่ใช้เรียกกระต่ายมันคือเสียงอะไร ทำให้เสียเวลาไปตั้งนาน แต่ดูนี่สิ” ชายหนุ่มยกกระต่ายขึ้นมาโชว์
“ฉันสามารถจับกระต่ายได้โดยไม่พึ่งเสียงเรียกด้วย” โคลนชี้ไปที่กระต่าย
“เสียงเรียก? เ้าพูดเื่อะไร” เฮนรี่ขมวดคิ้ว
เมื่อโคลนเล่าให้ฟังถึงเื่ราวที่เกิดขึ้น เฮนรี่ก็ได้แต่อ้าปากค้างในความปัญญาอ่อนของคนตรงหน้า มีที่ไหนใช้เสียงะโล่าสัตว์ป่า อย่างดีก็มีแต่ใช้เสียงกวางล่อพวกสัตว์กินเนื้อ นี่ใช้เสียงกระต่ายเรียกกระต่ายเนี้ยนะ มันเอาอะไรคิด ตอนนี้เขาเชื่อแล้วว่าชายตรงหน้าที่สังหารมนุษย์ไปสองคนไม่รู้วิธีการล่าสัตว์จริง ๆ จึงสอนวิธีที่ถูกต้องไป เมื่อโคลนได้ฟังก็ทำหน้าเหมือนิญญาออกจากร่างไปเลย
เนื่องจากใช้เวลานานเกินไปทั้งสองจึงตกลงแบ่งกระต่ายกันคนละครึ่ง เฮนรี่จัดแจงเติมฟืนที่ใกล้มอด จากนั้นจึงเริ่มย่างกระตาย
ไม่นานกลิ่นหอมก็โชยไปทั่วบริเวณ โคลนนั่งมองเฮนรี่ทุกขั้นตอนพลางสูดกลิ่นหอมของเนื้อย่างอย่างหยุดไม่ได้
“เสร็จรึยัง?”
“ยัง”
“….”
“….”
“เสร็จรึยัง?”
“ยัง”
“….”
“….”
“เสร็จ...” ยังไม่ทันพูดจบ เฮนรี่พูดขัดทันที “เลิกกวนข้าได้แล้ว ขั้นตอนย่างไฟนั้นสำคัญ ข้าต้องใช้สมาธิ”
“โอ้ สำคัญอย่างไร ไหนเล่าให้ฉันฟัง” ตากลมโตรอฟังอย่างตั้งใจ เมื่อเฮนรี่เห็นดังนั้นก็ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ ‘ข้าคงจะเจอกับพวกลูกขุนนางเข้าให้แล้ว’ เขาคิดในใจ
“การย่างอาหารให้รสชาติออกมาดีนั้นขึ้นอยู่กับไฟ อย่างแรกหากไฟแรงเกินไปก็จะทำให้เนื้อสุกไม่ทั่วกัน เราควรลดไฟโดยการเอาฟืนออก
อย่างที่สองอย่าให้เปลวไฟััโดนเนื้อเพราะจะทำให้สูญเสียความชุ่มชื้นและรสชาติจะไม่สมบูรณ์ ให้ใช้ความร้อนที่ได้จากไฟเท่านั้น
อย่างที่สามพลิกด้านอย่างสม่ำเสมอเพื่อกระจายความร้อนอย่างทั่วถึง และอย่างสุดท้ายเคล็ดลับสำคัญที่สุดที่จะทำให้รสชาตินั้นออกมาสมบูรณ์แบบ มันคืออัญมณีแห่งโลกอาหาร มันคือเวทมนตร์วิเศษของสรวง์!” พูดจบเฮนรี่ก็แบมือออกมาทันที โคลนรีบชะเง้อหน้าไปดูอย่างรวดเร็ว ก้อนเล็กสีขาวพูนอยู่ทั่วมือของเฮนรี่ โคลนไม่รอช้าหยิบเข้าปากทันที
“แหวะ! ถุย ๆ ๆ”
“เวทมนตร์กับผี รสชาติกินไม่ได้เลย” โคลนพูดไปอ้วกไป
“ฮ่า ๆ แน่นอนว่ารสชาติมันแย่มาก ถ้าใช้ผิดวิธี” เฮนรี่หัวเราะสะใจ
“โอ้... แล้วมันใช้อย่างไร” ชายหนุ่มเซ้าซี้
“ข้าได้ใช้มันไปก่อนหน้านี้แล้ว อย่างแรกคือข้าโรยมันลงไปบนฟืนเพื่อลดการเกิดควัน เพราะควันจะทำให้กลิ่นของเนื้อผิดเพี้ยนไป รสชาตินั้นสำคัญก็จริง แต่กลิ่นนั้นสำคัญยิ่งกว่า อาหารที่อร่อยที่สุดบนโลกนี้ไม่ใช่อาหารที่รสชาติดีที่สุด หากแต่เป็อาหารที่กลิ่นดีที่สุดจำเอาไว้ให้ขึ้นใจ ส่วนอีกอย่างข้าใช้มันโรยไปทั่วตัวของกระต่าย” เฮนรี่พูดพลางยกกระต่ายเสียบไม้ขึ้นมาดมกลิ่น
“ว่าไงนะ นายเอาของรสชาติเลวร้ายแบบนั้นไปทาใส่อาหารของพวกเราเหรอ” โคลนพูดขึ้นอย่างขุ่นเคือง เฮนรี่ไม่ยอมพูดอะไร เขามักจะตอบโต้อีกฝ่ายด้วยการกระทำมากกว่าคำพูด กระต่ายถูกฉีกออกเป็สองส่วนแล้วโยนไปทางโคลน
“โอ้ย ร้อน ๆ ๆ” โคลนโยนเนื้อกระต่ายไปมา เขาเป่าจนมันเย็นลงจากนั้นก็ใช้ฟันฉีกเนื้อเข้าปากไปคำหนึ่ง
“หงับ ๆ ๆ ๆ หึมมม... หงับ ๆ ๆ ๆ อาหย่อยยาก” โคลนเคี้ยวไปชื่นชมไป
“อร่อยสุด ๆ นี่มันเนื้อวิเศษอะไรกันเนี้ย!! หงับ ๆ สุดยอด” ไม่นานเนื้อกระต่ายก็หมดลง เขาลูบพุงไปมาราวกับ้ากินอีก
“เฮ้หมีั์ แล้วเม็ดสีขาวนั่นคืออะไร ฉันขอเก็บไว้ใช้บ้างได้ไหม” โคลนพูดพลางดูดนิ้ว
“มันคือเกลือ” พูดเสร็จก็โยนถุงผ้าผูกปากขนาดเล็กไปให้ชายหนุ่ม โคลนรับมาถูที่แก้มอย่างทะนุถนอม จากนั้นจึงใส่เข้าไปในช่องเก็บของอย่างทะนุถนอม