God diary บัญญัติเทพพิชิตโลก

    โอเอซิส

    "นั่น ตรงนั้นมีอีกฝูงยิงเลยๆ"
    เสียงตะโกนเรียกบอกตำแหน่งให้กันทราบดังประสานเคล้ากับเสียงปืนที่ระงมไม่ขาดสาย แต่ละกลุ่มแต่ละกองเกวียนไม่มีใครว่างเว้นจากหน้าที่ต่างชักปลอกกระสุนออกสลับยัดลูกเข้าไปใหม่ ประทับปืนขึ้นบ่าลั่นไกออกไปไม่เว้นจังหวะ ฝูงกิ้งก่ายักษ์พากันแตกตื่นอีกทั้งยังได้รับบาดเจ็บหนักสาหัตไปตามๆกัน วิ่งแตกฝูงไต่ถอยร่นออกไปคนละทิศละทาง บ้างหายเข้าไปในซอกหิน บ้างก้าวเท้าเหยียบพลาดร่วงหล่นลงมาดิ้นตะกายกับพื้น มันทำท่าจะลุกขึ้นยืนตั้งหลักเตรียมพุ่งเข้ามาใส่ พยายามพลิกตัวจากที่นอนหงายท้องหมุนขยับปรับองศา แต่ไม่ทันได้ลุกก็ถูกซัดซ้ำเป่าเข้าสมองในระยะเผาขนโดยเหล่าคนงานที่อยู่ใกล้บริเวณที่มันตกลงมา
    การกระหน่ำยิงของบรรดาขบวนลูกหาบ ดำเนินต่อไปอย่างนั้นกินเวลาเกือบ10นาที กระทั่งไม่เหลือตัวเป้าหมายที่ปีนป่ายแฝงตัวอยู่ตามหน้าผาให้ยิงอีกต่อไป พวกมันพากันไต่หนีหลบออกไปจากช่องเขากันทั้งหมด ผ่านทางช่องทางลับตรงมุมใดมุมหนึ่งก็อาจไม่ทราบได้
    คำสั่งหยุดยิงถูกประกาศออกมาจากหัวหน้าคณะเดินทางคล็อกครัช ทั้งหมดล็อกเซฟป้องกันอย่างที่เคยซ้อมเอาไว้ แต่ไม่วายลดความระแวงจากรอบๆข้าง ต่างยังคงชำเลืองมองด้วยความผวาอยู่เช่นนั้น รีอาร์และทาร่าวางถุงหอกกระโดดลงไปเช็คความเรียบร้อยในขบวนสัมภาระ ปล่อยหัวหน้าคณะและคุณหนูลิซาน่าให้อยู่กับกับชาล์เรียสไคลม์บนเกวียนบัญชาการ 
    ทั้งคู่ส่งสัญญามือสอบถามไปยังพลสังเกตการณ์เพื่อขอคำรายงาน ไม่มีปัญหา คนในขบวนทั้งหมดไม่มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัตแต่อย่างใด อาจมีบางส่วนที่ล้มจนได้แผลถลอกจากสถานะการณ์ชุลมุนบ้างเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นทั้งจำนวนไพร่พลกับรายการสินค้าก็ไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย
    รีอาร์เป็นคนแรกที่กลับมารายงานหัวหน้ากอง หลังจากนั้นไม่นานทาร่าที่แยกตัวออกไปสำรวจอีกด้านก็ตามมาสบทบ ทั้งกองขบวนเกวียนวุ่นอยู่กับสถานที่เดิมตรวจสอบความเรียบร้อยยืนยันสถานะโดยใช้เวลาไม่นานนัก หลังสำรวจทุกซอกทุกมุมจนเป็นที่มั่นใจแล้วว่าไม่มีเจ้าพวกกิ้งก่าหลงเหลืออยู่แล้ว หัวหน้าคณะเดินทางจึงสั่งให้เคลื่อนขบวนต่อไปได้ ทิ้งซากสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ไว้เบื้องหลังนับร้อยตัว พื้นดินตรงจุดนั้นเจิงนองเต็มไปด้วยเลือดของพวกมัน
    การเดินทางตลอดระยะทางต่อจากนี้ เต็มไปด้วยการระแวดระวังภัยอย่างเข้มงวด ไม่มีซอกมุมใดรอดพ้นสายตาของหน่วยสำรวจและบรรดาลูกจ้าง สายตานับร้อยๆกราดมองไปริบบริเวณในทุกๆย่างก้าวที่ล่วงล้ำเข้าไป
    บรรยายกาศหนักอึ้งแม้จะมีอากาศจากภายนอกถ่ายเทลงมาภายในซอกเขาตลอดเส้นทาง เสียงล้อไม้เสียดสีผสมกับเสียงไล่ต้อนทาร์ซของพลขับมีมาให้ได้ยินอยู่ทุกขณะ พวกเขาเคลื่อนที่เร็วในระดับหนึ่งแต่ก็เป็นไปด้วยความมีระเบียบเรียบร้อย พลประจำตำแหน่งทุกฝ่ายต่างปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างดีเยี่ยม 
    ณ กองเกวียนบัญชาการที่อยู่แนวหน้าสุด หัวหน้าคณะเดินทางคล็อกครัชได้รับปืนจากรีอาร์มาถือประจำมือไว้ เขากอดมันแน่นวางนิ้วชี้ประจำไกอยู่ตลอดไม่ยอมปล่อย ส่ายหน้ามองไปรอบทิศด้วยความระมัดระวังตื่นตัวทุกวินาที 
    "เฮ้ ท่านหัวหน้า"  
    "เฮ้ยย"
    บุรุษพเนจรเดินเข้ามาจับไหล่ของคล็อกจากทางด้านหลังเหมือนจะเย้าหยอก เจ้าตัวสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจเผลอลากปืนหันขึ้นมาประทับเล็งใส่เขา ชายหนุ่มชูสองมือขึ้นเสมอหูยิ้มเยาะพลางขอร้องอย่างใจเย็น
    "โอ้ยย พ่อหนุ่มเจ้าอย่าเล่นแบบนี้สิใจคอข้ายิ่งไม่ดีอยู่"
    พร้อมกับพูดเขาถอนให้ใจยาวโล่งอกออกมา อีกฝ่ายกัดฟันหัวเราะและส่ายหน้า
    "หึหึหึ ท่านหัวหน้าดูเครียดเกินไปแล้วขอรับ วอนท่านผ่อนคลายลงได้ แล้ว แถวนี้ปลอยภัยไม่มีพวกมันอยู่รอบๆแน่นอนข้ารับรอง"
    หลังฟังคำบอกเล่า หัวหน้าคณะเดินทางก็เหลือบมองรอบข้างเอียงคอเล็กน้อยสังเกตุเห็นทัศนียภาพที่แปลกตาไปกว่าเมื่อครู่ ริมผาทั้งหมดสองข้างทางเต็มไปด้วยพืชสีเขียวขจีตั้งพุ้มสลับกับสีม่วงและแดง ตามโขดหินกินพื้นที่เกือบทั้งหมดมีมอสขึ้นประหนึ่งพรมปูพื้นฉาบราบยาวตลอดทั้งผนังทั้งสองด้าน มองไม่เห็นเงาหรือมุมใดที่จะให้ใช้ในการเกาะปีนป่ายสำหรับไว้แฝงกายซุ่มโจมตีเหมือนก่อนหน้านี้ที่เข้ามา 
    "พ่อหนุ่มสถานที่มัน..เปลี่ยนไปมากขนาดนี้เชียวหรือ" 
    "เท่าที่วิเคราะห์ดูและเคยได้ยินตามคำบอกเล่ามา ที่แห่งนี้มีอีกชื่อเรียกว่านครแห่งโอเอซิส ยิ่งเราเข้าไปลึกมากเท่าไร เงาของโขดหินด้านบนก็จะยิ่งปกคลุมช่องเขามากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นสถานที่ที่แสงอาทิตย์ไม่สามารถส่องลงมาถึงได้ทั้งหมด ไม่แปลกอะไรที่จะมีพวกพืชตระกูลเฟรินซึ่งอาศัยสารอาหารของแร่ธาตุตามซอกหินเกิดและเจริญเติบโตอยู่ขอรับ"
    "หมายความว่ายิ่งเราเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ พื้นที่รอบๆสองข้างทางก็จะยิ่งชื้นเป็นป่ารกชัดขึ้นทุกขณะสินะ"
    "ขอรับหรือ บางทีอาจจะมากกว่านั้น.."
    ในระหว่างที่ทั้งคู่กำลังสนทนากันอยู่ ก็มีเสียงน้ำไหลดังมาจากไกลๆ และค่อยๆชัดขึ้นมาตามลำดับ 
    "นี่มันเสียงน้ำเหรอ?" ทาร่ากล่าว
    ทุกคนนิ่งเงียบอยู่สักพักนึงพยายามจับสำเนียงเสียงรอบข้าง 
    "ไม่ผิดแน่ ข้างหน้านี่ต้องมีแหล่งน้ำอยู่ คงเป็นแอ่งขนาดใหญ่เสียด้วย"  
    รีอาร์ร้องตอบมาทำหน้าตาตื่นเต้น ไคลม์ยืนพิเคราะห์ซักพักจึงเอ่ยขึ้นบ้าง
    "น้ำตก"
    "ว่าไงนะ?" หัวหน้าคณะถามย้ำมา
    "เสียงแบบนี้คิดว่าคงเป็นคงจะเป็นแอ่งน้ำตกแน่นอนขอรับ"
     ไคลม์ตอบ
    "มีน้ำตกอยู่ในที่แบบนี้ได้ยังไงกัน?" ทาร่าสงสัย
    "ใครสนกันละ พอดีเลยน้ำในขบวนของพวกเราก็เหลือน้อยเต็มที แวะเติมกันหน่อยดีไหมขอรับนายท่าน"
    รีอาร์เสนอ หัวหน้าคณะเดินทาง หันมองหน้าบุรุษพเนจรเพื่อขอความเห็น อีกฝ่ายพยักหน้าตอบกลับเห็นด้วยกับความคิดของรีอาร์
    "ดีเหมือนกัน พวกเราจะพักทานอาหารกลางวันกันที่นั่น นี่ก็เลยเวลามามากแล้ว"
    เมื่อได้รับการยืนยันจากผู้นำขบวน คำสั่งนั้นก็ถูกถ่ายทอดออกไปโดยสัญญาณมือ ฝ่ายส่งสัญญาณของกองบัญชาการเป่าแตรบอกให้ลูกกองขบวนกลุ่มอื่นๆได้ทราบถึงเป้าหมายที่จะทำเบื้องหน้า ทุกคนแปลสัญญาณนั้นได้จากผลของการได้ศึกษารูปแบบสัญญาณเสียง ซึ่งหัวหน้ากองเป็นคนถ่ายทอดให้ตั้งแต่ก่อนเดินทาง ทั้งหมดมีอาการแช่มชื่นเมื่อรู้ว่าจะได้พักผ่อนทานอาหารกลางวันในสถานที่ที่เป็นน้ำตก ต่างเร่งฝีเท้าเพิ่มความเร็ว หมายจะไปให้ถึงจุดที่ตั้งใจ
    ลึกเข้าไปอีกชั้น หลังผ่านตรอกที่คดเคี้ยวหักศอกเป็นมุมทะแยง ออกมาได้ ก็พบเข้ากับกำแพงเขียวชะอุ่มเต็มไปด้วยพรมมอสสีเขียวสลับม่วงแดงยาวตั้งแต่พื้นสูงขึ้นเกือบจรดปลายหน้าผา พืชพรรณนานาชนิดงอกเจริญเติบโตอยู่บนชะง่อนหินทึบรกตาไปหมด มีไม้ยืนต้นจำนวนมากมายพร้อมกับละอองหมอกสีขาวที่ทอประกายรุ้งอยู่เป็นจุดๆ เบื้องหน้ากองขบวนสินค้า ม่านสีเงินอร่ามขนาดใหญ่กำลังไหลกราดลงมาอย่างบ้าคลั่ง มวลของเหลวจำนวนหลายล้านตันปะทะเข้ากับโขดหินเบื้องล่างส่งเสียงดังซ่าๆ ระงมซอกเข้าที่มีลักษณะเป็นเวิ้งกำแพงสูงเหนือขึ้นไปจากขบวนเกวียนเกินกว่า50เมตร 
    ธารน้ำตกขนาดใหญ่ไหลลงมารวมกันเป็นแอ่งกว้าง ปูทางลำธารยาวคดเป็นเส้นหักลงใต้ดินดูคล้ายกับอุโมงค์ลึงลงสู่แก่นใจกลางโลก หินทรายส่องแสงระยิบอยู่บนกำแพงศิลาธรรมชาติรับกับรุ้งกินน้ำอันเป็นผลมาจากละอองของน้ำตกสะท้อนแสงอาทิตย์ที่ส่องทะลุร่มไม้ใหญ่ซึ่งตั้งเงาเสมือนหลังคาให้นับร้อยๆต้น มันคือป่าชื้นน้ำอย่างดีที่สวมสูทเขียวขจีในรูปลักษณ์ของพรมมอสสุดแสนงามตา
    "แม่เจ้าโว้ย นี่มันโลกไหนกันวะเนี่ย" 
    บรรดาลูกขบวนตะโกนออกมาด้วยความทึ้งระคนดีใจ พวกเขาไม่เคยเห็นป่าอะไรที่งดงามได้มากมายถึงเพียงนี้ ร่มไม้สูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขา แตกเป็นเส้นสยายยาวสานกันราวกับตาข่ายบดบังแผ่นฟ้าเบื้องบน ตามลำต้นตั้งแต่โคนเกือบจรดปลายยอดถูกประดับด้วยกล้วยไม้ ดอกนานาชนิด ออกช่อสลับสีหลากหลายรัดรอบต้นราวกับถูกห่มไว้ด้วยผ้าแพรอย่างดี มันสวยงามวิจิตรเสียจนทำให้ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางของทุกคนหายเป็นปริทิ้งเพียงแค่ได้สัมผัสมอง
    "โอ้โห ดอกไม้ละท่านพ่อ ดอกไม้เต็มไปหมดเลย หนูอยากได้มาทำมงกุฏจังคะ"
    ลิซาน่ากระโดดชี้นิ้วไปยังดอกไม้เบื้องหน้าขบวนเกวียน เธอตื่นเต้นมากกว่าใครๆในรถคันนั้น คล็อกครัชเดินมาลูบหัวตาจ้องมองไปรอบๆด้วยความตะลึงไม่ต่างจากคนอื่นๆ 
    "งดงามจริงๆ อย่างกะคนละโลกกับเมื่อกี้เลย"  หัวหน้าคณะอุทาน
    "มาเร็วๆ ตั้งค่ายกันให้เป็นระเบียบแบบทุกที น้ำในกระเป๋าถุงของใครใกล้จะหมดวิ่งไปกอกที่แอ่งน้ำตกได้เลย เสร็จแล้วช่วยกันขนถุงเก็บน้ำใหญ่ในกองขบวนเสบียงออกมาเติมแบกขึ้นไปเก็บไว้ด้วย" 
    หนึ่งในบรรดาคนงานระดับหัวหน้ากองตะโกนสั่ง ทุกคนไม่รอช้าภายหลังเคลื่อนขบวนเข้ามาเสร็จสรรพ ทำการจัดวางแบบค่ายกลตั้งกองเรียบร้อยดีแล้ว ก็พากันขนถุงผ้าขนาดใหญ่สีน้ำตาลเข้มอันสร้างมาจากกระเพาะของสัตว์เช่นเดียวกับถุงน้ำแบบพกพาออกมาเติมบรรจุจนเต็มนับร้อยกว่าถุง เมื่อทั้งหมดเสร็จสิ้นภาระกิจก็ต่างนำเสบียงอาหารจากกองเสบี่ยงเบิกออกมาแจกจ่าย พากันตั้งโต๊ะก่อกองไฟจัดเตรียมหุงหากับข้าวพร้อมสำหรับทานมื้อกลางวัน 
    กลุ่มของหัวหน้าขณะเดินทางอันประกอบไปด้วย คล็อกครัช รีอาร์ ทาร่า ลิซาน่าและไคลม์ ทั้งหมดตั้งโต๊ะอยู่ใต้โคนต้นไม้ใหญ่อันอุดมไปด้วยดอกกล้วยไม้ป่าหลากสีส่งกลิ่นหอมพุ้งกระจายอยู่ตลอดเวลา ห่างออกไปไม่ถึง2เมตร เป็นแอ่งน้ำตกตื้นสีใสจนมองเห็นใต้บ่อเป็นทรายขาวชัดถนัดตา ทั้งสี่ร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน ครั้งนี้ไม่มีการกางเต้นเพื่อบังแดดเพราะมีหลังคาธรรมชาติที่สานกันอยู่เบื้องบนเป็นเสมือนโดมใหญ่ ไคลม์ถักมงกุฏจากดอกกล้วยไม้ป่ามอบให้กับลิซาน่า เด็กหญิงรับมาสวมที่หัว เธอยิ้มชอบใจและวิ่งนำไปอวดกับทุกคนรอบขบวนเกวียน 
    "ที่นี่ช่างร่มรื่นดีเหลือเกิน เหมาะสำหรับเก็บตุนเสบี่ยง น้ำและฟืนได้มากโขทีเดียว"
    "จริงขอรับนายท่าน ตั้งแต่เกิดมาข้าไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย ถึงจะเรียกว่าโอเอซิสก็เถอะ แต่นี่มันเหมือนกับพวกเราหลุดเข้ามาอีกโลกเลย ข้าแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองว่ามีที่แบบนี้อยู่กลางทะเลทรายด้วย"
    รีอาร์ตอบกลับเจ้านาย
    "คงเป็นเพราะฝูงกิ้งก่าด้านนอกนั่นแหละ เลยไม่มีใครได้รับรู้ว่ามีที่แบบนี้อยู่ในแผนที่ด้วย เห็นแต่คนลือกันว่าเป็นเขาวงกตทะเลทราย ไม่ยักรู้จริงเพราะไม่เคยมีใครเข้ามาเห็นนี่เอง"
    ทาร่าเสริมมาอีกคนในระหว่างเคี้ยวข้าว
    "แล้วนี่พวกเจ้าสั่งให้คนงานไปหาฟืนเตรียมไว้หรือยัง ได้ข่าวในคลังใกล้จะหมดเต็มทีแล้วนิ ไม้แถวนี้เยอะแยะถือโอกาสตุนไปให้เต็มรถเลย"
    "เรียบร้อยขอรับนายท่าน ข้าแบ่งคนออกไปแล้ว นอกจากไม้ที่จำเป็นสำหรับเชื้อไฟพวกเรายังจะได้เห็ดป่ากับพืชสมุนไพรยาอีกเพียบเลย มิหนำซ้ำปลาในลำธารของที่นี่ ก็เหมาะจะเอามาเผาแกล้มเหล้าให้กับพวกเราคืนนี้ด้วย"
    รีอาร์บุ๋ยปากไปทางกลุ่มคนงานที่กำลังสนุกกับการกระตุกเบ็ดขึ้นจากน้ำคนแล้วคนเล่า ฝูงปลาตัวขนาดเท่าขาถูกดึงขึ้นมาราวกับกระชากเล่น ขนมปังฉีก เศษชินเนื้อส่วนมันที่ถูกแบ่งออกมาก่อนการย่างไฟเหมาะจะใช้เป็นเหยื่อสำหรับตก การดวลเบ็ดในครั้งนี้ของทุกคนแทบจะไม่ต้องรอให้มันกินเหยื่อเลย
    "โห ตัวใหญ่น่ากินแหะ ยังกับปลาทะเลเลย อิแบบนี้ต้องเอามาแล่สดจิ่มซอสกับสมุนไพรบดถึงจะได้รสชาติ พูดแล้วปรี้ยวปากจัด สงสัยคืนนี้คงต้องเปิดไอ้ขวดแพงๆอีกซัก2-3ขวดดีไหมขอรับท่านหัวหน้า"
    ไคลม์เย้ามาทีเล่นทีจริง คล็อกหัวเราะลั่นพยักหน้าเห็นดีด้วย ทั้งสามนั่งดื่มด่ำกับบบรยายกาศรอบข้างพร้อมกับรสชาติอาหารโอชาจานใหม่ที่พวกลูกน้องตกมาได้ยกเข้ามาเสริฟ ปลาย่างร้อนๆสุกกำลังดีพอกเกลือทั้งตัวส่งกลิ่นหอมนอนเรียงอยู่บนจานกว่า3ตัว มีไขมันสีน้ำตาลใสไหลออกมาพอเรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี
    !!โครมมม ตูมมม!!
    "หนี เร็ว หนี แฮ็กๆๆ มันมาทางนี้แล้ว..พวกเรารีบหนีเร็ว"
    เสียงดังโครมครามป่าแตกแว่วมาจากทิศทางด้านขวา กลุ่มคณะที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ออกไปเก็บฟืนจากรีอาร์ก่อนหน้านี้ วิ่งหน้าตื่นหอบกระส่ายมาอย่างไม่คิดชีวิต 
    ตัวอะไรซักอย่าง ขนาดใหญ่โตราวกับภูเขาย่อมๆเคลื่อนตามพวกเขามาอย่างรวดเร็วจากทางด้านหลัง ป่าแตกออกเป็นทาง ต้นไม้ขนาดใหญ่สูงเสมอปลายผนังเขาหักโค่นล้มระเนระนาดเรียงแถวมาด้วยแรงชนของมัน
    "เห้ยๆๆๆ ล้อกันเล่นเล่นใช่ไหมเนี่ย" 
    รีอาร์ลุกยืนเกือบจะพร้อมกับทุกคนบนโต๊ะ สบถร้องตะโกนด้วยความตกใจสุดขีด ทั้ง4ตาโตตะลึงพรึงเพลิดกับสิ่งที่พวกลูกขบวนลากติดมาด้วย
    (โปรดติดตามตอนต่อไป)
    บทประพันธ์ : มังกรขาวเล่าเรื่อง