กลางดึกเซียวอวี้นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง หวนรำลึกถึงคัมภีร์โบราณฝึกจิตวิชานั้นอยู่ในหัว
การฝึกกายใน่แรกเสร็จสิ้นลมปราณพลุ่งพล่านไปทั่วร่าง ถึงเวลาเริ่มฝึกบำเพ็ญตนแล้ว
คัมภีร์โบราณฝึกจิตวิชานี้เรียกว่า ‘คัมภีร์ลมหายใจต้นกำเนิดแห่งจักรพรรดิหยกผสานปราณ’เป็คัมภีร์โบราณขั้นสูงสุดวิชาหนึ่งเมื่อชาติก่อนเซียวอวี้อาศัยคัมภีร์โบราณวิชานี้ฝึกฝนอย่างราบรื่นเรื่อยมาจนกลายเป็จักรพรรดิเซียนที่อายุน้อยที่สุดในโลกเซียนพิภพ
“ลมปราณเข้าสู่ร่างเรียกว่าชีวิตจิตออกจากร่างเรียกว่าตาย เข้าใจปราณจิต ชีวิตนิรันทร์ รักษาความว่างเปล่าเพื่อหล่อเลี้ยงปราณจิต...”
ไม่เหมือนกับการฝึกฝน‘เคล็ดวิชากายเดียวไร้เริ่มต้นาาผาน’ เซียวอวี้ฝึกฝน ‘คัมภีร์ลมหายใจต้นกำเนิดแห่งจักรพรรดิหยกผสานปราณ’เรียกได้ว่าช่ำชองรู้ลู่ทางเป็อย่างดี เขาเข้าใจปรุโปร่งนานแล้ว
เซียวอวี้ท่องเคล็ดลับในใจดำดิ่งสู่ห้วงมหาสมุทรแห่งจิตสำนึก ค่อยๆ ฝึกบำเพ็ญเพียรเพียงไม่นานก็รับรู้ถึงพลังต้นกำเนิดเส้นเล็กๆ ที่ควบรวมอยู่ในร่างกลายเป็ปราณแท้อันบริสุทธิ์ไหลผ่านสิบกว่าจักรวาล[1]ทันที
เมื่อปราณแท้ในร่างกายยิ่งเยอะขึ้นจิตใจของเซียวอวี้ก็ยิ่งสงบขึ้นด้วยเช่นกันเขารู้ว่าตอนนี้มาถึง่หัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดแล้ว
ปัง!
ปัง!
ปัง!
ไม่รู้ว่าผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดทั่วทั้งกายของเซียวอวี้ปักหลักมั่นคงราวกับต้องมนตร์ตรึงร่างภายในกายเกิดเสียงดังคล้ายเสียงคั่วข้าวโพดติดกันแปดครั้ง แต่ละครั้งเส้นลมปราณทั่วร่างกระตุกเกร็งไปชั่วขณะความเ็ปเช่นนี้ทำให้เขาขมวดคิ้วมุ่นโดยไม่รู้ตัว
ทั้งแปดครั้งดังขึ้นต่อเนื่องในชั่วพริบตาเขาเหงื่อไหลย้อยราวกับฝนตกเปียกชุ่มไปทั่วทั้งตัวแต่ทันใดนั้นเองมวลอากาศหนาทึบก็พวยพุ่งออกมาจากกลางศีรษะ ราวกับกลุ่มเมฆเรืองรองผ่านไปเนิ่นนานก็ยังไม่สลายไป
เส้นลมปราณพิเศษแปดเส้นของเขาถูกปราณแท้ปะทะแหวกออกอย่างง่ายดายราวกับถางหญ้าเหี่ยวแห้งทลายขอนไม้ผุพัง ก้าวเข้าสู่ขั้นก่อนกำเนิดมวลอากาศที่ปกคลุมเหนือศีรษะอย่างหนาแน่นเป็ปรากฏการณ์ที่มีเฉพาะเวลาสำเร็จขั้นก่อนกำเนิดปราณทั้งห้ากลับมารวมที่จุดกำเนิดฟ้า[2]!
ความเ็ปทั่วกายค่อยๆเลือนหายไป เซียวอวี้รู้สึกถึงลมในช่องอก จึงเปิดปากพ่นลมออกมาทันทีมวลอากาศที่โถมซัดสาดออกมาจากปาก ปรากฏเป็ระลอกคลื่นกลางอากาศอยู่ชั่วครู่ เส้นผมดำขลับของเขาราวกับธารน้ำตกทั่วทั้งร่างเปล่งแสงทอประกายสีทองวาววับบางๆ อยู่หนึ่งชั้นราวกับเทพเ้าองค์หนึ่ง
“ปราณทั้งห้ารวมกันที่จุดกำเนิดฟ้าข้า...ก้าวเข้าสู่ขั้นก่อนกำเนิดแล้ว!”
แปดเส้นลมปราณเชื่อมต่อกันสำเร็จขั้นก่อนกำเนิด!
สีหน้าของเซียวอวี้มีความยินดีเป็บ้าเป็หลังแม้กระทั่งตัวเขาเองยังคิดไม่ถึงว่าจะสามารถก้าวสู่ขั้นก่อนกำเนิดได้เร็วขนาดนี้กลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่ง
เดิมทีเขาคิดว่าอย่างน้อยต้องฝึกบำเพ็ญเพียรสามวันถึงจะสามารถผสานเส้นลมปราณทั้งแปดได้ไม่ว่าอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าแค่สั้นๆ เพียงคืนเดียว ก็จะบรรลุขั้นก่อนกำเนิดแล้ว
“ดูเหมือนว่ากายผู้พิชิตาจะลึกลับยิ่งกว่าที่ข้าจินตนาการไว้เสียอีกอาศัยประสบการณ์ฝึกบำเพ็ญเพียรนับล้านปี ผนวกกับกายเนื้อของกายผู้พิชิตาไม่ว่าอย่างไรต้องไปได้ไกลยิ่งกว่าชาติก่อนแน่”
รับรู้ปราณวิสุทธิ์ฟ้าดินมวลอากาศเย็นสบายบริสุทธิ์ค่อยๆ ไหลเข้าไปภายในร่างกายทีละน้อยถูกเส้นลมปราณแต่ละเส้นดูดซับอย่างรวดเร็ว กลายเป็ปราณแท้เคลื่อนตลบ
เซียวอวี้ประหลาดใจระคนยินดีแต่ก็ยังไม่ลืมสร้างเสถียรภาพในการบำเพ็ญเพียร บัดนี้เส้นลมปราณทั้งแปดผสานรวมกันภายในเส้นลมปราณว่างเปล่า ้าพลังต้นกำเนิดจำนวนมากมาเติมเต็ม
จิตใจค่อยๆสงบลง เขาเข้าใจการโคจรเคล็ดวิชาอย่างถ่องแท้นานแล้ว เพียงชั่วขณะก็จมดิ่งสู่สมาธิขั้นลึกบรรลุไปถึงขั้นดวงจิตและลมหายใจรวมกันเป็หนึ่ง ผสมผสานกลมเกลียวราวกับวสันตฤดู
ผ่านไปเพียงหนึ่งก้านธูป[3] เหนือศีรษะของเขาพลันมีลำแสงพลังต้นกำเนิดปรากฏปราณวิสุทธิ์ฟ้าดินไร้ที่สิ้นสุดกันเป็ลำแสงพุ่งทะลุเข้าไปในร่างกายของเขาในชั่วพริบตา ร่างกายเขาดูดซับพลังงานอย่างบ้าคลั่งราวกับวาฬั์ดูดน้ำ
“ลำแสงพลังต้นกำเนิด!”
ผ่านไปครึ่งชั่วยามเซียวอวี้หยัดกายขึ้นอย่างเชื่องช้า ลำแสงพลังต้นกำเนิดเหนือศีรษะนั้นก็หายไปด้วยเขาผ่อนลมหายใจออกยาวๆ แววตาเป็ประกายเล็กน้อย พึมพำขึ้น “บ้าจริง ร่างกายของข้าช่างเอาแต่ใจยิ่งนัก ระดับความเข้ากันได้ที่มีต่อพลังต้นกำเนิดสูงจริงๆข้าเกือบปรับตัวตามไม่ทันแล้ว”
แม้จะพูดเช่นนี้แต่ใบหน้าของเขากลับฉีกยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
เพิ่งเริ่มฝึกบำเพ็ญเพียรอย่างจริงจังจุดเริ่มต้นก็ดีขนาดนี้แล้ว เซียวอวี้ตั้งตารอคอยว่าการฝึกตนในอนาคตจะสร้างความน่ายินดีแบบไหนให้กับเขา
เพียงแต่เขารู้ดีว่าตันเถียนของกายผู้พิชิตาแข็งดั่งก้อนศิลา ขั้นก่อนกำเนิดยังจัดการได้แต่อยากจะทะลุไปถึงขั้นลูกกลอนนิลก็คงลำบากแล้ว
นี่เป็อุปสรรคใหญ่อย่างหนึ่ง!
ขั้นก่อนกำเนิดยังห่างจากขั้นลูกกลอนนิลหนึ่งหมื่นแปดพันลี้แต่เดินหนึ่งมองไปถึงก้าวที่ร้อย[4] เซียวอวี้มีวิธีการอันน่าทึ่งอยู่ในใจเขาจะทลายตันเถียนแล้วรวบรัดเป็ลูกกลอนนิลด้วยวิธีที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน!
ยังพอมีเวลาอยู่บ้างกว่าจะรุ่งสางสองชั่วยามที่เหลือเซียวอวี้ศึกษาหมัดวัชระพยัคฆ์คำรามไปรอบหนึ่งปรับปรุงวิทยายุทธ์ขั้นมนุษย์ระดับล่างวิชานี้ให้ดียิ่งขึ้น
แม้คนอื่นดูแล้วยังคงเป็วิทยายุทธ์ขั้นมนุษย์ระดับล่างวิชาหนึ่งแต่อานุภาพที่เซียวอวี้สำแดงออกมา ยิ่งใหญ่กว่าหลายเท่า
“หืมที่นี่ก็คือสถานที่ที่คุณชายหกสกุลเซียวพักอยู่สินะ เก่าทรุดโทรมมากจริงๆสู้ที่พักของข้ายังไม่ได้เลย”
ยามเช้าในวันต่อมาเซียวอวี้กำลังสนทนาเป็เพื่อนท่านแม่แก้เบื่อ ก็มีเสียงฝีเท้าดังลอยมาจากภายนอกสักพักน้ำเสียงเหลาะแหละเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
เซียวอวี้ขมวดคิ้วมุ่นทันควันทำท่าทางให้ท่านแม่วางใจ ผลักประตูเดินออกไป
คนหนุ่มสาวแปลกหน้าสามสี่คนยืนอยู่ในลานทำหน้าวางอำนาจบาตรใหญ่ แต่งกายผิดไปจากคนของจวนโหว หวังซานมองพวกเขาด้วยสีหน้าหวาดระแวง ทำได้เพียงแสดงท่าทางขุ่นเคืองแต่มิกล้าเอื้อนเอ่ยวาจา
“บ่าวไพร่ที่ไหนเหตุใดจึงไร้มารยาทเช่นนี้ประมุขตระกูลไม่สั่งสอนหรือว่าต้องเคาะประตูก่อนเข้าเรือน” เซียวอวี้ยืนอยู่หน้าห้องสีหน้าเยียบเย็น
ผู้คนเ่าั้ล้วนสีหน้าแปรเปลี่ยนหนึ่งในนั้นหัวเราะเยาะเย้ยพลางกล่าว “คุณชายหกช่างน่าเกรงขามยิ่งนักน่าเสียดายพวกเราไม่ใช่คนของจวนสกุลเซียว ท่านทำอะไรพวกเราไม่ได้หรอก วันนี้คุณชายของข้าจัดงานเลี้ยงต้อนรับคุณชายหกที่หออวิ๋นเย่ว์จำไว้ว่าต้องมาร่วมงานให้ตรงเวลา”
“โอ๊ะ”
เซียวอวี้เดินเข้ามาพลันเงื้อมือ สะบัดฝ่ามือตบเข้าใส่อย่างกะทันหัน เสียงดังชัดทำให้คนอื่นตะลึงงันคนที่เมื่อครู่เพิ่งกล่าววาจาเย้ยหยันกระเด็นออกไปสองหมี่ราวกับหุ่นไล่กาเห็นได้ว่าพลังของฝ่ามือนี้มากมายเพียงใด
“เ้า!”
คนคนนั้นล้มลงกับพื้นใบหน้าซีกหนึ่งบวมเป่ง หยาดโลหิตรินไหลจากปากและจมูกเสียงแหบแห้งคำรามลั่นด้วยความโกรธขึ้ง “เ้ากล้าตบข้าเ้ารู้หรือไม่ว่าคุณชายของข้าคือใคร”
คนอื่นที่เหลือระส่ำระสายเริ่มก่อหวอดเตรียมตอบโต้ถูกเซียวอวี้ปรายตามองด้วยความเยียบเย็นจนใยืนอึ้งอยู่ที่เดิมเขายิ้มเ็าพลางเอ่ยขึ้น “หมาแมวที่ไหนกล้ามาทำตัวหยาบช้าที่นี่คิดว่าข้ารังแกได้ง่ายๆ อย่างนั้นรึ”
“เซียวอวี้เ้าคอยดูเถอะ คุณชายของข้าคือคุณชายสามมู่หรง ไม่นึกเลยว่าเ้าจะกล้าตบข้าคุณชายของข้าไม่ให้อภัยเ้าแน่” คนที่ถูกตบสีหน้าเคียดแค้นอาฆาตแผดเสียงคำรามลั่น
“พลั่ก!”
เซียวอวี้สีหน้าเรียบนิ่งครานี้ไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงวาดฝ่ามือผ่านอากาศตบใส่อีกฉาดพละกำลังหนาวสะท้านกระแทกลงบนใบหน้าของเขา ละอองเืสาดกระเซ็นเป็ลมหมดสติทันที
“นี่มัน...!”
ตึงๆๆๆๆ...
คนอื่นที่เหลือปิดปากเงียบสนิทราวจักจั่นในฤดูหนาวต่างใรีบร่นถอยไปหลายก้าวโดยเฉพาะเมื่อเห็นฝ่ามือที่เซียวอวี้เพิ่งสำแดงฤทธิ์ไปเมื่อครู่ส่วนใหญ่ต่างเผยสีหน้าหวาดผวา ลงมือผ่านอากาศนี่เป็วิธีที่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นก่อนกำเนิดมี
“บอกสหายมู่หรงข้าจะไปถึงเที่ยงตรง” เซียวอวี้โบกมือไล่พวกเขาออกไป
“ขอรับคุณชายหก” คนเ่าั้หวาดกลัวลนลานก้มหน้าไม่กล้าปากมากอะไรอีก แบกคนที่หมดสติ กระวีกระวาดจากไป
รอจนคนเหล่านี้จากไปแล้วแววตาของเซียวอวี้พลันมืดหม่นลง
“คุณชายสามมู่หรงเ้าลูกผู้ลากมากดีแห่งสกุลมู่หรงคนนั้นน่ะหรือ เขามาหาข้าทำไมกัน” เซียวอวี้หรี่ตาลง คิดขึ้นได้ฉับพลันราวสายฟ้า
หวังซานเผยสีหน้ากังวลและกระวนกระวายใจเอ่ยด้วยเสียงแ่เบา “คุณชายคุณชายมู่หรงผู้นั้นค่อนข้างวางตัวระรานในเมืองเหลียงโจว ท่านจะไปงานเลี้ยงจริงๆหรือ”
เซียวอวี้คลี่ยิ้ม“ในเมื่อเขาเชิญ ข้าจะไม่ไปได้อย่างไร”
หวังซานอ้าปากค้างอยากจะเกลี้ยกล่อมเซียวอวี้ให้คิดทบทวน แต่เหลือบมองคุณชายที่มีสีหน้าเรียบนิ่งก็ไม่กล้าปริปากสุ่มสี่สุ่มห้าอีก
เขารู้สึกมาตลอดถึงความน่าเกรงขามจากตัวคุณชายของตนที่ทำให้ผู้คนยำเกรงยิ่งัันานวันเข้า ก็ยิ่งรู้สึกมากขึ้น
“ลุงหวังไม่ต้องเป็ห่วงถึงแม้ตระกูลมู่หรงจะเป็ญาติของจักรพรรดิ แต่สุดท้ายแล้วมู่หรงจั้นเป็...เอ่อ เป็ผู้ช่วยของพ่อข้านะ” เซียวอวี้เห็นหวังซานสีหน้าเต็มไปด้วยความร้อนใจจึงอดยิ้มไม่ได้
หากจะพูดว่าในเมืองเหลียงโจวยังจะมีสกุลใดสามารถต่อกรกับสกุลเซียวได้นั่นก็อาจจะเป็ตระกูลมู่หรงที่มีอิทธิพลหยั่งรากฝังลึกนั่น
เดิมทีตระกูลมู่หรงมีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าสกุลเซียวตลอดมาอีกทั้งบุตรสาวคนโตของมู่หรงจั้นก็อภิเษกให้กับองค์รัชทายาทของราชวงศ์ปัจจุบันกลายเป็พระชายาในองค์รัชทายาทแต่น่าเสียดายที่ประมุขสกุลเซียวในยุคนี้อย่างเซียวฉีสยงมีอัจฉริยภาพและแผนการอันลึกล้ำถูกสถาปนาเป็ก้วนจวินโหว[5] มากด้วยอิทธิพลล้นฟ้าต่อให้เป็ตระกูลมู่หรงเองก็ไม่อยากหาเื่ใส่ตัวเช่นกัน
ตามปกติทั้งสองตระกูลมีความสัมพันธ์ดียิ่งมู่หรงจั้นเป็ผู้ช่วยของเซียวฉีสยง รองผู้บัญชาการกองทัพเขี้ยวหมาป่าสามแสนนายก็เลยสมัครสมานกลมเกลียวไร้ความขัดแย้งเสมอมาร่วมกันปกปักรักษาทางตอนใต้แทนราชวงศ์
คุณชายสามมู่งหรงที่จัดงานเลี้ยงต้อนรับเซียวอวี้ในคราวนี้ก็คือบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลมู่หรงพี่สาวทั้งสองคนของเขาทยอยแต่งงานออกไปผนวกกับมู่หรงจั้นเพิ่งจะได้ลูกชายเมื่ออายุมาก เลยรักใคร่ตามใจมู่หรงเยี่ยสุดขีดทำให้เขามีนิสัยเที่ยวเกะกะระรานเรียกได้ว่าเป็ลูกผู้ลากมากดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองเหลียงโจว
“จุ๊ได้ยินว่าความสัมพันธ์ของมู่หรงเยี่ยและเซียวตงหลิวดียิ่งนักตู้อวิ๋นเย่ว์คิดยืมดาบฆ่าคน[6]ข้าอย่างนั้นรึ”เซียวอวี้หรี่ตาลง พลันฉายแสงเยียบเย็น
[1] จักรวาล ในที่นี้คือการหมุนเวียนลมปราณผ่านเส้นลมปราณตูและเส้นลมปราณเริ่นแบ่งเป็สองอย่างคือมีจุลจักรวาล (จักรวาลน้อย)กับมหาจักรวาล
[2]ปราณทั้งห้าจะมาจากอวัยวะทั้งห้า ได้แก่ หัวใจ ตับ ม้าม ปอด และไตโดยจุดกำเนิดฟ้าอยู่ใต้สะดือลงไปสามนิ้ว อยู่แนวกึ่งกลางช่องท้อง
[3] คือหน่วยนับเวลาแบบโบราณของจีน เท่ากับเวลา 30นาที
[4] อุปมาถึงการมีปณิธานอันยาวไกล
[5] ก้วนจวินโหว เป็บรรดาศักดิ์ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตกโดยมอบให้กับผู้ที่สร้างคุณูปการอันโดดเด่นในกองทัพ
[6] ยืมดาบฆ่าคนหมายถึงใช้กำลังของผู้อื่นกำจัดศัตรู