‘หลินซูลี่’ นอนมองเพดานที่มุงด้วยใบจากอย่างคุ้นเคย บ้านหลังนี้เป็บ้านดินที่ค่อนข้างเก่าและทรุดโทรม ก็จะไม่ให้เธอคุ้นเคยได้ยังไง ในเมื่อเธอเคยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้นานถึงห้าปี ก่อนที่เธอจะได้ย้ายกลับไปอยู่กับครอบครัว
หลินซูลี่คิดทบทวนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้อย่างละเอียดอีกครั้ง เธอจำได้ว่าเธอกำลังเปลี่ยนปฏิทินตั้งโต๊ะอันใหม่เหมือนเช่นทุกปีเพราะวันนั้นเป็วันเริ่มต้นของปี 2017 และยังเป็วันเกิดอายุครบ 60 ปีของเธอด้วย มื้อเช้าเธอทำบะหมี่และไข่ต้มกินเพื่อความเป็สิริมงคล จากนั้นเธอก็มานั่งเขียนรายการสินค้าที่จะสั่งเข้ามาขายในร้านมินิมาร์ทของตัวเอง เพราะข้างนอกฝนตกหนักทำให้ไม่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการที่ร้านของเธอ แต่ไม่นานก็มีวัยรุ่นประมาณสามถึงสี่คนเดินเข้ามาหาเธอที่เคาน์เตอร์เก็บเงิน จากนั้นภาพตรงหน้าก็วูบดับไปโดยที่หลินซูลี่ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเหตุการณ์ต่างๆ มันเกิดขึ้นเร็วมาก
หลินซูลี่เป็เพียงหญิงชราที่อาศัยอยู่ตัวคนเดียวเพราะเธอหย่ากับสามีั้แ่เธออายุได้แค่ยี่สิบห้าปี ซึ่งเป็่เวลาหลังจากที่เธอกับสามีแต่งงานกันได้แค่สองปีเท่านั้น ก็เท่ากับว่าเธอใช้ชีวิตตามลำพังมานานถึง 35 ปีแล้ว ตอนที่เธอหย่ากับสามีเธอจำได้ว่าชีวิตของเธอแทบจะตั้งหลักไม่ได้ เธอไม่มีที่ไป เธอไม่มีบ้านให้กลับ เงินเก็บที่มีก็ถูกสามีเอาไปใช้จนหมด ตอนนั้นหลินซูลี่แทบไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อแล้ว วันๆ เธอเอาแต่นั่งร้องไห้ ข้าวปลาไม่ยอมกิน สภาพของเธอช่างน่าสงสาร แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สามีสุดที่รักสงสารเธอเลยแม้แต่น้อย เขายังบอกให้เธอรีบเก็บของออกไปจากบ้าน เพราะเขาเตรียมที่จะรับภรรยาใหม่เข้ามาอยู่ด้วยกัน และนั่นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็เพื่อนสนิทที่เธอไว้ใจมากที่สุด
ขณะที่หลินซูลี่กำลังรื้อตู้เสื้อผ้าใบสุดท้ายอยู่นั้น เธอก็เผลอไปทำกล่องเก็บของที่เป็สมบัติเก่าของพ่อหล่นลงมาจากหลังตู้พอดี ซึ่งกล่องใบนั้นหลินซูลี่ไม่เคยเปิดออกดูเลยั้แ่เธอแต่งงานและย้ายเข้ามาอยู่บ้านสามี ที่เธอต้องหอบหิ้วมันมาด้วยก็เพราะแม่เลี้ยงไม่อยากให้เธอทิ้งสมบัติของเธอไว้ให้เกะกะบ้านของนางอีก ในกล่องเก็บของใบนั้นมีทั้งเงิน โฉนดร้านค้าที่ต่างจังหวัด และจดหมายที่พ่อของเธอแอบซ่อนเอาไว้
หลินซูลี่อ่านจดหมายฉบับนั้นเธอถึงได้รู้ว่าหลังจากที่แม่ของเธอเสียชีวิต แม่เลี้ยงก็บังคับให้พ่อของเธอแต่งงานด้วย เพราะตอนนั้นแม่เลี้ยงกำลังท้อง นางต้องรีบจัดงานแต่งงานให้เร็วที่สุด และพ่อของเธอก็คือตัวเลือกที่เหมาะสม ตอนนั้นหากพ่อของเธอไม่ทำตาม คาดว่าชีวิตของเธอกับพ่อก็คงจะจบสิ้นไปนานแล้ว เพราะครอบครัวเดิมของแม่เลี้ยงนั้นถือได้ว่าเป็ผู้มีอิทธิพลมากที่สุดในเมืองหลวงเลยทีเดียว
พ่อของหลินซูลี่ยอมตกลงที่จะแต่งงานกับแม่เลี้ยง แต่ก็มีเงื่อนไขว่าพ่อจะไม่ยอมส่งเธอให้ไปอยู่กับญาติคนไหน หรือไม่ยอมยกเธอให้ไปเป็บุตรบุญธรรมของใคร ท่านจะเลี้ยงเธอด้วยตัวเอง ถึงแม้ในใจจะไม่ยินยอม แต่แม่เลี้ยงก็ได้แต่ต้องยอมรับเงื่อนไข เพราะหากไม่ทำอย่างนั้น ท้องของนางก็จะโตขึ้น และทุกคนก็จะรู้ว่านางท้องไม่มีพ่อ
ตอนนั้นหลินซูลี่เพิ่งมีอายุได้แค่สองขวบ หลังจากพ่อกับแม่เลี้ยงแต่งงานกันได้ไม่นานแม่เลี้ยงก็คลอดบุตรสาวออกมาหนึ่งคนชื่อว่า ‘หลินเว่ยฉิง’
ความเป็อยู่ภายในบ้านของหลินซูลี่และพ่อไม่ค่อยดีนัก พ่อต้องทำตามคำสั่งของแม่เลี้ยงทุกอย่าง และหลินซูลี่ก็มีสถานะไม่ต่างจากการเป็คนรับใช้ของบ้าน ผิดกับน้องสาวที่ใช้ชีวิตเยี่ยงคุณหนู
ตอนที่หลินซูลี่เพิ่งเข้าเรียนระดับชั้นมัธยมปลายปีหนึ่ง พ่อก็มาจากไปเพราะอุบัติเหตุ หลังจากนั้นชีวิตความเป็อยู่ในบ้านของหลินซูลี่ก็ยิ่งแย่ลง ข้าวที่เคยได้กินวันละสองมื้อ กลับเหลือเพียงแค่วันละหนึ่งมื้อ แต่เพราะหลินซูลี่เป็คนหัวอ่อนและขี้กลัว เธอจึงได้แต่ต้องทำตามคำสั่งของแม่เลี้ยงและน้องสาว โดยไม่ปริปากบ่น
และในโรงเรียนมัธยมแห่งนี้เองที่หลินซูลี่ได้รู้จักกับ ‘เฉินเฮ่าจง’ เพื่อนเรียนที่อยู่ในชั้นเรียนเดียวกันและเขายังเป็ลูกชายเพียงคนเดียวของคุณครูประจำชั้นอีกด้วย
เฉินเฮ่าจงเป็คนรูปหล่อและเรียนเก่ง ด้วยเพราะรูปลักษณ์ที่ดูดีและฐานะของครอบครัวที่ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีกว่าคนอื่น ทำให้เฉินเฮ่าจงมีนิสัยเย่อหยิ่งและถือตัวอยู่บ้าง มีนักเรียนหญิงมาตามจีบเขามากมาย แต่เฉินเฮ่าจงพอใจในรูปร่างและหน้าตาของหลินซูลี่ เขาจึงมาขอคบกับเธอ และสาวน้อยหลินซูลี่ผู้โหยหาความรักมาตลอดก็ตอบตกลงที่จะคบกับเขาแต่โดยดี
หลินซูลี่กับเฉินเฮ่าจงแอบคบกันโดยที่ไม่มีใครรู้อยู่พักใหญ่ แต่ก็ไม่สามารถรอดพ้นจากสายตาของเพื่อนสนิทอย่าง ‘ฟางซินเยว่’ ไปได้ ความลับจึงไม่เป็ความลับอีกต่อไป
หลินซูลี่ถูกแม่เลี้ยงใช้ไม้เรียวตีจนจับไข้ เพราะแม่เลี้ยงให้เหตุผลว่านางส่งเธอไปเรียนหนังสือ ไม่ได้ส่งเธอให้ไปให้ท่าผู้ชาย แต่ความเป็จริงแล้วเป็เพราะหลินเว่ยฉิงก็แอบชอบเฉินเฮ่าจงอยู่เช่นเดียวกัน หลินเว่ยฉิงจึงใช้ข้ออ้างนี้บอกให้แม่ทำโทษพี่สาว
หลินซูลี่ใช้ชีวิตอย่างลำบากอยู่ในบ้านจนแทบจะทนไม่ไหว แต่เพราะได้กำลังใจจากเฉินเฮ่าจง เธอถึงมีแรงที่จะสู้กับปัญหา ถึงแม้ชีวิตในแต่ละวันจะผ่านไปอย่างไม่ค่อยดีนัก แต่เมื่อนึกถึงคนรักก็ทำให้เธอมีแรงที่จะสู้ต่อ
แม่เลี้ยงมีอำนาจของครอบครัวเดิมคอยหนุนหลัง และนางยังรู้จักกับพ่อแม่ของเฉินเฮ่าจงเป็การส่วนตัว ดังนั้นแม่เลี้ยงจึงพาหลินเว่ยฉิงเข้าไปตีสนิทกับพ่อแม่ของเฉินเฮ่าจงได้อย่างแเี ซึ่งพ่อแม่ของเฉินเฮ่าจงก็ดูจะพอใจหลินเว่ยฉิงมากอยู่เหมือนกัน เฉินเฮ่าจงกับหลินเว่ยฉิงจึงเริ่มสนิทสนมกันมาั้แ่ตอนนั้น
เมื่อหลินซูลี่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีสุดท้าย เธอกับเฉินเฮ่าจงสัญญากันไว้ว่าจะแต่งงานกันหลังจากเรียนจบ แต่โชคร้ายที่เธอถูกส่งตัวให้ไปใช้ชีวิตในชนบทเสียก่อน ครั้งนั้นแม่เลี้ยงเสนอชื่อของเธอไปโดยไม่ต้องคิดทบทวน ส่วนเฉินเฮ่าจงก็ไปขออนุญาตกับครอบครัวว่าจะตามหลินซูลี่ไปอยู่ที่ชนบทด้วย แต่ครอบครัวของเฉินเฮ่าจงไม่ยอม พวกเขาขู่ว่าหากเฉินเฮ่าจงไม่เชื่อฟัง ก็ให้ถือว่าต่อไปพวกเขาจะไม่มีลูกชายที่ชื่อเฉินเฮ่าจงอีก
หลินซูลี่จึงเดินทางไปใช้ชีวิตที่ชนบทเพียงคนเดียว ซึ่งเธอก็เพิ่งมารู้เมื่อวันที่ต้องออกเดินทางว่าฟางซินเยว่ก็ถูกส่งไปอยู่ชนบทที่หมู่บ้านเดียวกันกับเธอ
หลินซูลี่ติดต่อกับเฉินเฮ่าจงผ่านทางจดหมาย ่แรกพวกเขาเขียนจดหมายถึงกันเดือนละหนึ่งฉบับ ทำอย่างนี้อยู่ได้แค่ไม่กี่เดือน จากนั้นก็จะเป็เธอที่เขียนจดหมายไปหาเขาอยู่ฝ่ายเดียว และนี่เวลาก็ผ่านมาสองปีแล้วที่เธอไม่เคยได้รับจดหมายตอบกลับจากเขาเลย
หลินซูลี่พลิกตัวไปดูปฏิทินที่แขวนไว้บนผนังก็เห็นว่าปีนี้คือปี 1975 ก็เท่ากับว่าปีนี้เป็ปีที่สองที่เธอได้มาอยู่ที่หมู่บ้านหลีสือ และที่หมู่บ้านแห่งนี้มียุวชนที่ถูกส่งมาใช้แรงงานอยู่ด้วยกันสี่คน ด้วยเพราะความที่เธอเป็คนค่อนข้างเก็บตัว หลินซูลี่จึงไม่คุ้นเคยกับเพื่อนยุวชนชายทั้งสองคนนั้นมากนัก ทำให้เธอจำชื่อของพวกเขาไม่ได้เลยสักคน เพื่อนเพียงคนเดียวของหลินซูลี่ก็คือฟางซินเยว่