บทที่ 32 เซิ่งจิ่งอวี้เปิดแผลใจตัวเองเพื่อช่วยซูเหวินยวน
ยายแก่เกาเช็ดน้ำตาอย่างร้อนรน กล่าวว่า “ฝ่าบาท ในบัญชีรายชื่อพวกบ่าวที่เป็นบ่าวรับใช้เก่าแก่มีเบี้ยหวัดเพียงหนึ่งตำลึง คนครัวในจวนได้ห้าตำลึง แม้แต่สาวใช้ก็ได้สองตำลึง แต่พวกบ่าวไม่เคยปริปากบ่น ไม่ได้ใส่ใจ ขอเพียงได้รับใช้ท่านอ๋องอย่างดีก็พอแล้วเพคะ”
คำพูดนี้ยิ่งทำให้ดูภักดีมากขึ้น ไม่สนใจเงินทอง ขอเพียงได้ทำอาหารให้เซิ่งจิ่งอวี้
บัญชีรายชื่อเล่มนี้อยู่ในมือของฮ่องเต้ พระองค์พลิกไปมาแล้วก็ปิดลง
ฮองเฮากล่าวด้วยความเมตตาว่า “ฝ่าบาทเพคะ บ่าวรับใช้เก่าแก่กลุ่มนี้รับใช้ในจวนมาหลายปี เบี้ยหวัดไม่เคยขึ้นเลยสักครั้ง แต่ยังคงรับใช้อย่างสุดความสามารถ เห็นได้ถึงความจงรักภักดีนะเพคะ
พวกนางเพียงแค่ต้องการตอบแทนพระคุณของน้องหญิงอวี้เฟยเท่านั้น เหตุใดจะไม่ทรงอนุญาตเล่าเพคะ อีกทั้งยังเป็นคนเก่าแก่ในจวน เรื่องอาหารการกินของจิ่งอวี้ พวกนางก็คุ้นเคยดีอยู่แล้ว”
ฮ่องเต้นึกถึงอวี้เฟยที่ตายไปแล้วก็ถอนหายใจออกมา ล้มเลิกความคิดที่จะลงโทษพวกนาง แล้วหันมาตำหนิซูเหวินยวนเล็กน้อยในใจ
คนเก่าแก่ที่รับใช้ในจวนมานานหลายปี นางแค่ขึ้นเบี้ยหวัดให้สักหน่อย จะไม่ทำให้พวกนางยอมสยบได้อย่างไรกัน
นางยังเด็กนัก ยังไม่ฉลาดพอที่จะจัดการเรื่องราวในจวนได้ดีพอ
“ในเมื่อเป็นคนที่อวี้เฟยทิ้งไว้ หากพวกเจ้าจากไป นางคงนอนตายตาไม่หลับ ชายาเฉินอ๋อง คนในจวนก็ไม่ได้มีมาก ไม่จำเป็นต้องมีถึงสองห้องครัว ถ้าเจ้าชอบคนครัวพวกนั้น ก็รวมไว้ที่เดียวกัน แต่เบี้ยหวัดต้องเท่าเทียมกัน”
ฮ่องเต้ยื่นบัญชีรายชื่อคืน และนับเป็นคำตัดสินสำหรับเรื่องนี้ยายแก่ทั้งหลายต่างถอนหายใจโล่งอกพร้อมกัน
ยายแก่เกาไม่ได้รู้สึกสะใจเช่นนี้มานานแล้ว นางรีบมองไปทางซูเหวินยวนอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง
ฮองเฮาก็ยินดีเช่นกัน คิดจะมาเป็นใหญ่ในจวนเฉินอ๋องรึ ยังอ่อนหัดนัก!
เซิ่งจิ่งอวี้ก็คิดว่าซูเหวินยวนคงหมดหนทางแล้ว กำลังจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่กลับเห็นซูเหวินยวนลุกขึ้นยืนอย่างสงบ
นางเดินไปข้างฮ่องเต้ รับบัญชีรายชื่อคืน แล้วยื่นสมุดบัญชีอีกเล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นสมุดบัญชีที่เปิดค้างไว้อยู่แล้ว
“เสด็จพ่อประสงค์จะใช้พวกนาง ลูกไม่มีความเห็น แต่ขอเสด็จพ่อทอดพระเนตรบัญชีเล่มนี้ให้จบก่อน แล้วค่อยตัดสินพระทัยเพคะ”
ฮ่องเต้รับมาอย่างไม่ใส่ใจนัก แค่คิดว่าจะพลิกดูไม่กี่หน้าพอเป็นพิธี เรื่องนี้ก็จะได้จบ ๆ ไป
ก็แค่บ่าวยักยอกเงิน ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ส่วนใหญ่มักจะทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งแล้วปล่อยผ่านไป เหตุใดต้องจริงจังด้วย
ซูเหวินยวนก็มองออกถึงท่าทีของฮ่องเต้เช่นกัน จึงกล่าวเสริมว่า
“หลายปีมานี้พวกนางไม่ได้รับการขึ้นเบี้ยหวัดก็จริง แต่เงินที่ยักยอกไป ไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ เลยนะเพคะ”
ฮ่องเต้พลิกดูอย่างไม่ใส่ใจนัก ยังไม่ทันอ่านจบ ก็มีคำให้การหลายฉบับถูกยื่นเข้ามาอีก
“เมื่อวานบ่าวรับใช้หลายคนถูกตี วันนี้หม่อมฉันจึงได้ตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่าผู้ที่ลงมือคือคนรับใช้ทั้งจวน ยกเว้นคนในห้องครัวเหล่านั้น หลายปีที่ผ่านมา พวกนางได้หักเบี้ยหวัดของทุกคน
อีกทั้งยังหลอกลวงเบื้องสูงเบียดบังอาหารการกิน คนในจวนเหล่านี้ หากอยากจะกินอะไรดี ๆ ก็ต้องหาทางติดสินบนพวกนาง! ทุกคนต่างมีความแค้นในใจ จึงได้ลงมือกับพวกนางเพคะ”
เช้านี้ ซูเหวินยวนไม่ได้รอเฉย ๆ
นางได้สั่งให้คนรับใช้ที่ทำงานคล่องแคล่วว่องไวหลายคน ไปสอบสวนเรื่องเลวร้ายที่พวกนางทำมาตลอดหลายปีจนหมดสิ้น
“พวกนางยอมไม่รับเบี้ยหวัดก็ยังไม่อยากไป เสด็จพ่อทรงคิดว่าเป็นเพราะต้องการตอบแทนบุญคุณจริง ๆ หรือเพคะ”
ฮ่องเต้ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เมื่ออ่านสมุดบัญชี แต่เมื่อได้อ่านคำให้การแต่ละฉบับ ก็เริ่มมีโทสะมากขึ้น
เป็นแค่บ่าวรับใช้ กลับกล้าทำชั่วในจวนมานานหลายปีเชียวรึ!
ยายแก่เกาไม่ต้องให้ใครเตือน รีบปฏิเสธทันทีว่า “ใส่ร้ายเพคะ! เป็นการใส่ร้ายทั้งสิ้น! ฝ่าบาทจะทรงเชื่อง่าย ๆ ไม่ได้นะเพคะ พระชายาไม่พอใจพวกบ่าวอยู่แล้ว จึงนำคำให้การปลอม ๆ มาใส่ร้ายพวกบ่าวเพคะ”
คนที่เหลือต่างก็ปฏิเสธเสียงแข็ง หากยอมรับเรื่องนี้ พวกนางจะไม่มีอะไรให้แก้ตัวอีก
ฮ่องเต้อ่านคำให้การด้วยความลำบากใจ ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างพูดไปคนละทาง หากจะสืบสวน คงต้องใช้เวลาสักหน่อย
เป็นแค่เรื่องของคนรับใช้ในจวน เหตุใดต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ นี่พวกนางเห็นเขาที่เป็นฮ่องเต้ว่างงานเกินไปแล้วกระมัง
ส่วนสมุดบัญชี ฮ่องเต้เพียงแค่ปรายตามองแวบเดียว แล้วก็วางลง
ท่าทีของฮ่องเต้ทำให้ซูเหวินยวนร้อนใจ การพิสูจน์คำให้การไม่ใช่เรื่องยาก แค่ส่งคนไปที่จวนเฉินอ๋องก็พอ
แต่กว่าจะไปกว่าจะกลับ ฮ่องเต้คงจะไม่ประทับรอยู่ที่นี่หรอกกระมัง
ฮองเฮาก็มองเห็นสถานการณ์ที่ตึงเครียด จึงเสนอความคิดว่า “ในเมื่อเรื่องนี้ยังเป็นที่ถกเถียง ก็สืบสวนให้กระจ่างก่อนค่อยว่ากัน ฝ่าบาทเสด็จกลับไปพักผ่อนก่อนเถิดเพคะ เรื่องนี้ให้หม่อมฉันจัดการเอง”
ซูเหวินยวนมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก หากปล่อยให้ฮองเฮาเป็นผู้สืบสวน เรื่องนี้คงถูกปิดบังไปอย่างเงียบ ๆ
ในอนาคต หากพวกยายแก่เการะมัดระวังตัวมากขึ้น นางก็จะหาข้อผิดพลาดไม่ได้ และก็จะไล่พวกนางไปไม่ได้เช่นกัน!
ฮ่องเต้เองก็อยากจะกลับเช่นกัน กำลังจะทำตามคำแนะนำ ก็ได้ยินเซิ่งจิ่งอวี้ซึ่งเงียบมาตลอดถอนหายใจยาว
พระองค์เกือบจะลืมเขาไปแล้ว หลังจากเข้ามาเขาก็ช่วยซูเหวินยวนไปเพียงประโยคเดียว หลังจากนั้นก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีก
“จิ่งอวี้ เจ้าคิดว่าเรื่องนี้ควรทำอย่างไรดี พระชายาพูดเช่นนี้ แต่แม่เฒ่าพวกนี้ไม่ยอมรับ กลับกล่าวหาว่าพระชายาใส่ร้าย”
เซิ่งจิ่งอวี้ยิ้มขื่น “ตอนแรกลูกก็ไม่เชื่อเช่นกัน พวกนางเป็นคนที่พระมารดาส่งมา ลูกย่อมต้องเชื่อใจพวกนางอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เสด็จพ่อทอดพระเนตรอยู่ล้วนเป็นสิ่งที่ลูกได้ยินมากับหู คนรับใช้ในจวนทุกคนสามารถเป็นพยานได้พ่ะย่ะค่ะ”
ถึงแม้เซิ่งจิ่งอวี้จะออกมายืนยันด้วยตัวเอง แต่ฮองเฮาก็ยังรู้สึกว่าหลักฐานไม่เพียงพอ
“อาจจะเป็นเพราะคนในจวนเกรงกลัวเจ้า พระชายาถามอย่างไร พวกเขาก็ตอบตามนั้นไปก็ได้!”
ฮองเฮากล่าวหาซูเหวินยวนอีกกระทงหนึ่ง ว่านางข่มขู่ให้การเท็จ
ฮ่องเต้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เซิ่งจิ่งอวี้เหลือบมองแวบหนึ่ง แล้วกล่าวต่อไปว่า
“ก็ยังมีสมุดบัญชีไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ บัญชีเก่าหลายปีขนาดนี้ พระชายาต้องใช้เวลาสืบสวนอยู่หลายวัน เรื่องนี้ต้องขอบใจพระชายา ลูกถึงได้รู้ว่า คนรับใช้ในจวนเห็นว่าลูกตาบอด ก็ทำตามอำเภอใจ เพราะถึงอย่างไรลูกก็มองไม่เห็น พวกนางคิดจะปกปิดอย่างไร ก็ปกปิดไปตามนั้น”
เมื่อคำว่า "ตาบอด" หลุดออกมา ทุกคนก็ตกตะลึง
เซิ่งจิ่งอวี้หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องนี้มาตลอด ไม่ค่อยมีครั้งไหนที่ทรงเอ่ยถึง
ฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นก็ทรงรู้สึกสงสารขึ้นมาทันที โทสะก็พลุ่งพล่านขึ้นสมุดบัญชีที่ถูกวางไว้ข้าง ๆ ถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้ง
คนอื่นจะโกงกินอย่างไรก็ได้ แต่คนในจวนเฉินอ๋องจะทำไม่ได้เด็ดขาด!
เพียงเพราะเซิ่งจิ่งอวี้มองไม่เห็น!
สีหน้าของฮองเฮาเริ่มบึ้งตึง พระนางเข้าใจแล้วว่าเซิ่งจิ่งอวี้กำลังเข้าข้างซูเหวินยวนอีกครั้ง
“พวกเจ้ายอมรับหรือไม่ หากไม่ยอมรับ ข้าจะส่งคนไปสืบสวนทันที หากสืบพบ จะประหารชีวิตทั้งหมด!”
ฮ่องเต้โกรธจนเข้าไปเตะพวกนางหลายครั้ง
ซูเหวินยวนกลับไปอยู่ข้างกายเซิ่งจิ่งอวี้ ในใจก็รู้สึกไม่ดีเช่นกัน
น้ำเสียงของเซิ่งจิ่งอวี้เมื่อกล่าวถึงเรื่องตาบอดของตัวเอง แม้จะฟังดูไม่ใส่ใจ แต่การเปิดแผลใจตัวเองเช่นนี้ ย่อมต้องรู้สึกไม่สบายใจแน่นอน
วันนี้ไม่น่าให้เซิ่งจิ่งอวี้มาด้วยเลย
เมื่อคนเหล่านั้นเห็นฮ่องเต้โกรธมาก และจะสืบสวนให้ถึงที่สุด ก็ไม่คิดจะปิดบังอะไรอีกต่อไป
“ฝ่าบาท พวกบ่าวเพียงแค่หลงผิดชั่ววูบเพคะ...”
“ฝ่าบาทไว้ชีวิตด้วยเพคะ บ่าวยอมรับ หลายปีมานี้บ่าวยักยอกเงินไปบ้าง แต่นางเป็นคนให้หม่อมฉันเพคะ!”
“เงินของบ่าวก็เช่นกัน อีกอย่างบ่าวเอาไปไม่มาก แล้วก็ไม่เคยเรียกรับเงินจากคนรับใช้ในจวนด้วยเพคะ”
พวกนางเริ่มสาดโคลนใส่กัน ไม่นานนักก็สารภาพทั้งหมด คำให้การที่ซูเหวินยวนยื่นถวายไปไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย
เห็นหรือไม่ว่า เป็นเรื่องง่ายเพียงใด เพียงแค่ฮ่องเต้ใส่ใจกับเรื่องนี้ให้มากหน่อย เขาถามเพียงคำเดียวก็สามารถสอบสวนให้กระจ่างได้แ
ฮ่องเต้โกรธจนแทบระงับอารมณ์ไม่อยู่ “เช่นนี้แล้วพวกเจ้ายังมีหน้ามาพูดถึงเรื่องตอบแทนบุญคุณอีกหรือ นี่คือการตอบแทนบุญคุณของพวกเจ้าหรือ!”