บทที่ 123 ยิ้มได้น่าหมั่นไส้นัก
“ขอบคุณที่ท่านมาเยี่ยมข้า” ในตอนนี้มีคนคอยนึกถึงเขาอยู่ ฉินชูรู้สึกตื้นตันใจเล็กน้อย
“ข้าดูเจ้าออก ตอนนี้เจ้าไม่ค่อยสบายใจใช่หรือไม่” เฉียนหลิงอู่รับกาน้ำชาที่ฉินชูรินให้นาง ก่อนรินน้ำชาให้ฉินชูหนึ่งถ้วย
ฉินชูพยักหน้า “ข้าไม่ค่อยสบายใจสักเท่าไร”
“พูดออกมาเถอะ หากเกี่ยวโยงถึงความลับ ข้าเฉียนหลิงอู่ขอสาบาน ว่าจะไม่ให้ผู้อื่นรู้เป็นอันขาด” เฉียนหลิงอู่กล่าว
เมื่อเห็นเอ้อพั่งพาคนนำสุราอาหารมาให้ ฉินชูจึงไม่ได้กล่าวอะไร
รอจนเอ้อพั่งและศิษย์รับใช้ที่นำสุราอาหารมาส่งเดินจากไปแล้ว ฉินชูจึงบอกเล่าเรื่องของตัวเอง เขาคิดว่าเฉียนหลิงอู่ไม่มีทางทรยศเขา ราชวงศ์เฉียนและสำนักชิงหยุนเป็นพันธมิตรกันแล้ว ไม่มีเหตุผลที่นางต้องทรยศเขาอีก
หลังจากฟังฉินชูบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองจนจบ ดวงตาของเฉียนหลิงอู่ก็ชื้นแฉะเล็กน้อย
ฉินชูผ่อนลมหายใจออก พอบอกเล่าเรื่องที่เก็บไว้ในใจออกมา ในใจก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นบ้าง
“ในเมื่อเรื่องกลายเป็นแบบนี้แล้ว พวกเราก็ได้แต่แบกรับไว้ ไม่มีเส้นทางใดที่เดินผ่านไปไม่ได้!” เฉียนหลิงอู่กล่าวกับฉินชู
ฉินชูดื่มสุราหนึ่งคำ “แต่ก่อนข้าคิดว่าทุกอย่างล้วนไม่สำคัญ เพราะข้าตัวคนเดียวดูแลตัวเองก็พอ มีชีวิตอยู่ได้ก็อยู่ต่อไป หากใครอยากเอาชีวิตข้า ข้าก็ไม่สนใจ เพราะข้าคิดว่าชีวิตนั้นไร้ค่า แต่หลังเห็นภาพเหตุการณ์อันน่าเวทนานั่น ข้ากลับไม่คิดเช่นนั้นอีก ใครอยากเอาชีวิตข้า ข้าก็จะสังหารคนผู้นั้นเสีย!”
“ใช้ชีวิตให้ดี ใครทำให้เจ้าอยู่ไม่สุข ข้าก็จะช่วยเจ้าสังหารคนผู้นั้นด้วย” เฉียนหลิงอู่กล่าว
“ได้พูดคุยกับท่าน ในใจข้ารู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาก มา! เรามาดื่มกัน” ฉินชูชูถ้วยสุราไปทางเฉียนหลิงอู่ จากนั้นจึงดื่มจนหมดในทีเดียว
“แบบนี้ถึงสมกับเป็นเจ้า ในความทรงจำของข้า เจ้าเป็นคนมีจิตใจฮึกเหิมเสมอ ทั้งไม่เคยย่อท้อ แบบนี้สิถึงถูกต้อง!” เมื่อเห็นว่าสภาวะอารมณ์ของฉินชูเปลี่ยนไป เฉียนหลิงอู่ก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นเช่นกัน ยามเห็นฉินชูที่ไม่สบายใจ ภายในใจนางเองก็รู้สึกกดดันยิ่งนัก
“จริงสิ การชุบตัวในน้ำโอสถของท่านเป็นอย่างไรบ้าง ราบรื่นดีหรือไม่?” ฉินชูมองเฉียนหลิงอู่พร้อมเอ่ยถาม
เฉียนหลิงอู่พยักหน้า “ราบรื่นมาก แม้สายเลือดตระกูลเฉียนของเราจะไม่ใช่ตระกูลสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็แกร่งกว่าตระกูลทั่วไปมากนัก ยามฝึกฝนร่างกายจะมีข้อได้เปรียบระดับหนึ่ง แต่ยามนี้ผลลัพธ์จากการชุบตัวในน้ำโอสถตามสูตรโอสถฉบับที่สองไม่ค่อยเด่นชัดเท่าไรแล้ว”
“เช่นนั้นก็ถึงเวลาเปลี่ยนเป็นแบบที่สาม” ฉินชูกล่าว
“ได้ ข้านำวัตถุดิบมาแล้ว ไว้จัดการให้ข้าด้วย” เฉียนหลิงอู่กล่าว
ฉินชูรู้สึกผิดคาด “ท่านคิดจะชุบตัวในน้ำโอสถที่นี่หรือ? เชื่อถึงเพียงนี้เชียวว่าข้าเป็นคนดี?”
“เจ้าไม่ใช่คนดีหรืออย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น เจ้ากล้าคิดเรื่องบ้าตัณหากับข้าหรือ?” ใบหน้าขาวนวลของเฉียนหลิงอู่ขึ้นสีแดงเรื่อ
“ไว้ข้าจะจัดการให้ท่านเอง แต่ข้าคงอยู่ที่สำนักชิงหยุนอีกไม่นานนัก เพราะข้าต้องไปเข้าร่วมงานประลองชนรุ่นใหม่ของสี่สำนักใหญ่” ฉินชูกล่าว
“ข้าจะไปพร้อมเจ้า” เฉียนหลิงอู่มองฉินชูพร้อมกล่าว
ฉินชูรู้สึกดีใจนัก มีหญิงงามเคียงข้างย่อมเป็นเรื่องดี อย่างน้อยก็เจริญตา!
“ที่ข้ามาในครั้งนี้ หลักๆ ก็มาเพื่อเยี่ยมเจ้า นอกจากนั้นก็งานประลองสี่สำนักใหญ่ในครั้งนี้ แท้จริงแล้วเป็นการต่อสู้แข่งขันระหว่างกลุ่มอิทธิพลใหญ่ในเขตพื้นที่แห่งนี้ สำนักดาบโลหิต ตำหนักราชันย์หมาป่า และศาลาดาวฤกษ์หมายจะกำจัดสำนักชิงหยุน คงเริ่มจากกำจัดสำนักชิงหยุนก่อน จึงค่อยเป็นราชวงศ์เฉียนของเรา แล้วสามสำนักก็จะแบ่งแยกดินแดนแห่งนี้ ครั้งนี้สำนักชิงหยุนมีการตระเตรียม ทางราชวงศ์เฉียนของเราก็เตรียมไว้แล้วเช่นกัน หากจะต้องสู้ก็สู้ได้” เฉียนหลิงอู่กล่าวกับฉินชู
“เช่นนั้นก็สู้เลย” ฉินชูไม่คิดมากกับเรื่องนี้อย่างแท้จริง
“ยังจะพูดว่าเช่นนั้นก็สู้เลยอีก... เจ้าไหวหรืออย่างไรกัน? หากไม่ใช่เพราะเกรงว่าเจ้าจะถูกคนสังหาร ข้าจะรีบร้อนมาหาหรือ?” เฉียนหลิงอู่มองฉินชูอย่างไม่สบอารมณ์
ฉินชูหัวเราะเบา ที่นางคอยเป็นห่วงข้า ในใจก็รู้สึกดีใจไม่น้อย เขารู้ว่าที่เฉียนหลิงอู่กล่าวมาเป็นความจริง ในบรรดาชนรุ่นใหม่เขาไม่หวั่นเกรงต่อผู้ใด แต่หากสำนักใหญ่ทั้งสี่เปิดศึกชุลมุน เขาก็เป็นเพียงคนเห็บหมัดเท่านั้น หากผู้ฝึกตนขั้นเทียนหยวนลงมือ เขาก็ไร้ซึ่งทางต้าน
ทั้งสองคนพูดคุยสนทนากัน ฉินชูบอกเล่าเรื่องราวในช่วงวัยเยาว์ของตน เฉียนหลิงอู่ก็เล่าเรื่องราวในอดีตของตนเช่นกัน นางเป็นธิดาองค์เล็กของจักรพรรดิเฉียนองค์ก่อน นางอายุน้อยกว่าเฉียนหลิงเทียนมาก แต่เนื่องจากพรสวรรค์ค่อนข้างดี จึงฝึกฝนได้อย่างรวดเร็ว เลื่องชื่อตั้งแต่อายุยังน้อย
“ข้าอยากจะบอกเจ้าเรื่องหนึ่ง เฉาเทียนเป็นคนของสำนักดาบโลหิต เรื่องนี้เสด็จพี่เป็นคนบอกข้า มันเป็นคนไร้ยางอายยิ่งนัก ไว้มีโอกาส ข้าจะสังหารมันเสีย” เฉียนหลิงอู่กล่าว
“ท่านมีคนที่โกรธแค้นด้วยหรือ?” ฉินชูหัวเราะเบา
“เจ้านั่นไร้ยางอายเกินไป ตัวเองก็ไร้ความสามารถ ยังจะมีความคิดมิบังควรอีก” ใบหน้าเฉียนหลิงอู่ฉายประกายเย็นเยียบ
“หน็อย! คงไม่ใช่ว่ามีความคิดมิบังควรกับท่านกระมัง? เช่นนั้นต้องเอาให้ตาย ต้องฆ่าให้ตายเท่านั้น!” ฉินชูตบโต๊ะขึ้นเสียง
“เจ้านั่นดิ้นรนได้อีกไม่นานแล้ว ผู้ติดตามคนหนึ่งที่อยู่ข้างกายก็ถูกเสด็จพี่ของข้าควบคุมไว้ จึงได้รู้เรื่องบางอย่างมา หากเหตุการณ์วุ่นวายครั้งนี้สิ้นสุดลง ก็ถึงวันตายของมันแล้ว จริงสิ ลืมบอกเจ้าไปอย่าง เฉาเทียนเป็นคนของสำนักหมื่นดาบ สำนักดาบโลหิตในเขตพื้นที่ของเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของสำนักหมื่นดาบ” เฉียนหลิงอู่กล่าวกับฉินชู
“ความสัมพันธ์ซับซ้อนเช่นนี้ ข้าไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ควรสู้ก็ต้องสู้ ไม่ต้องสนใจอะไรมาก” ฉินชูกล่าว
“เจ้าซื่อเกินไป ข้าจะบอกให้เจ้าฟังอย่างละเอียด สำนักดาบโลหิตเป็นสาขาแยกของสำนักหมื่นดาบ สำนักหมื่นดาบแข็งแกร่งมาก อีกทั้งศาลาดาวฤกษ์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ดาราเหมันต์ ส่วนตำหนักราชันย์หมาป่า ยังคงเป็นตำหนักราชันย์หมาป่า แต่เป็นสาขาแยกของตำหนักราชันย์หมาป่า ครั้งนี้ทั้งสามฝ่ายคงลงมือพร้อมกัน เพื่อยึดครองพื้นที่ของพวกเรา ส่วนสาเหตุจะเป็นอะไรก็ยังตรวจสอบไม่ได้ แล้วสายสืบที่เราจับตัวได้ ก็มีตำแหน่งฐานะไม่สูงพอ” เฉียนหลิงอู่กล่าวกับฉินชู
“อืม ข้าเข้าใจแล้ว ครั้งนี้พวกเรายึดหุบเขาเทียนเซียงได้ก่อน ให้พวกเขาไสหัวไปจากหุบเขาเทียนเซียงเสีย” ฉินชูกล่าว
“เจ้าเป็นห่วงความปลอดภัยของจื่อหลวนหรือ?” เฉียนหลิงอู่มองฉินชูพร้อมเอ่ยถาม
ฉินชูพยักหน้า “นางดีต่อข้ามาก ข้าย่อมต้องคิดเผื่อนางบ้าง นี่คือหลักการที่ข้ายึดมั่น”
“ไม่ใช่ว่าเจ้าชอบนางกระมัง?” เฉียนหลิงอู่มองฉินชูพร้อมเอ่ยถาม
“พูดเหลวไหลอะไรกัน ข้าเพียงได้พบนางไม่กี่หน สิ่งที่ข้าคิดในตอนนี้คือจะพัฒนาพลังตบะเช่นไร จริงสิ ข้าได้ยินแต่ชื่อองค์หญิงหลิงอู่ เหตุใดถึงไม่เคยได้ยินเรื่องราชบุตรเขยเล่า?” ฉินชูรินสุราให้เฉียนหลิงอู่หนึ่งถ้วยก่อนเอ่ยถาม
“เจ้าคิดอะไรของเจ้า! หากข้ามีสวามี ครั้งก่อนจะปล่อยให้เจ้าเข้าไปในเรือนไม้หรือ? ต่อให้บริสุทธิ์ใจก็ไม่สามารถอยู่ร่วมในห้องเดียวกันได้ ตอนนี้ข้าเพียงรับผิดชอบตัวเองก็พอแล้ว” เฉียนหลิงอู่ยื่นมือไปเคาะศีรษะฉินชูทีหนึ่ง
“ที่แท้ยังอยู่ตัวคนเดียว ท่านใช้กำลังรุนแรงถึงเพียงนี้ ทั้งยังเย็นชาหยิ่งทะนง คาดว่าคงไม่ผู้ใดกล้ามาสู่ขอท่านกระมัง? เมื่อครู่นี้ข้ายังนึกว่าเฉาเทียนดูแคลนราชบุตรเขย จึงมีความคิดมิบังควรกับท่าน ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง” ฉินชูยิ้มพร้อมกล่าว
“เจ้ายิ้มได้น่าหมั่นไส้นัก! ในใจเจ้ามีความคิดชั่วร้ายอะไรใช่หรือไม่?” เฉียนหลิงอู่มองฉินชูพร้อมกล่าว