“พี่ลี้ เหตุใดบุรุษผู้นั้นเขาถึงได้โศกเศร้าถึงเพียงนี้เล่า?”
“ศพในโลงนั่น!อาจจะเป็ฮูหยินของเขาก็เป็ได้”
“อย่างนั้นหรือ”
ขบวนแห่ศพกำลังจะผ่านหน้าฟานอวี้กับหลิวลี้ไปยังสุสานฟานอวี้เกิดเห็นภาพสตรีที่นอนอยู่ในโลงศพ นางท้องแก่ใกล้คลอดแต่นางกับลูกยังไม่ตาย ทำไมพวกเขาถึงคิดว่านางกับลูกในท้องตายแล้วละ?
“เดี๋ยวก่อนเ้าค่ะ!ไม่ทราบว่าศพที่อยู่ในโลง ตายแล้วหรือเ้าคะ?”
“เ้าถามบ้า ๆหากนางไม่ตายพวกข้าจะใส่นางไว้ในโลงศพทำไมกัน!”
เหล่าผู้คนที่เดินขบวนมาส่งศพได้ยินคำถามของฟานอวี้เกิดความไม่พอใจกัน
“แต่ว่านางกับลูกยังไม่ตายนะเ้าค่ะทำไมพวกท่านถึงใจร้ายฝังนางกับลูกทั้งเป็เช่นนี้เล่า?”
“เ้า....รู้ได้เช่นไรว่า....ในโลงคือสตรีมีครรภ์?”
สามีของหญิงมีครรภ์ที่นอนในโลงศพถามฟานอวี้อย่างสงสัยด้วยเสียงสะอื้น
“ข้าเป็หมอข้าััได้ว่านางยังไม่ตายให้ข้ารักษานางกับลูกได้หรือไม่เ้าคะ?”
“เ้าสามารถช่วยชีวิตฮูหยินกับลูกของข้าได้จริงหรือ?”
“ข้าจะพยายามสุดความสามารถเ้าค่ะ”
เหล่าผู้คนที่เดินตามมาส่งศพไม่เชื่อว่าฟานอวี้จะสามารถช่วยคนตายให้ฟื้นขึ้นมาได้
“อย่าไปเชื่อนางนะขอรับนางอาจจะเป็พวกต้มตุ๋น ฮูหยินไม่มีลมหายใจแล้วนายท่านและพวกข้าก็เห็นกันอย่างชัดเจน”
บ่าวรับใช้ชายคนหนึ่งกล่าว
“ถ้าพวกท่านไม่เชื่อ!ก็ขอให้ข้าได้ลองรักษานางกับลูกดูก่อนเถิด หากนางไม่ฟื้นขึ้นมาพวกท่านค่อยคิดบัญชีกับข้าทีหลังก็ได้ข้าทั้งสองหนีพวกท่านไม่รอดหรอกเ้าค่ะ เช่นนี้ดีหรือไม่เ้าคะ?”
“ได้ข้าจะให้เ้ารักษาฮูหยินกับลูกของข้า เปิดฝาโลงออกเดียวนี้!”
บ่าวติดตามเปิดฝาโลงออกทันที!!!
ฟานอวี้รีบจับชีพจรของหญิงท้องแก่พบว่าชีพจรยังเต้นอยู่แต่เต้นเบามากนางพกหูฟังแพทย์กับเข็มทองติดตัวเสมอโดยเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อของนางฟานอวี้ใช้หูฟังแพทย์ฟังเสียงหายใจและการเต้นของหัวใจอีกที
จากนั้นใช้มือคลำที่ท้องนางคลำไปคลำมาสักพัก ฟานอวี้ใช้เข็มทองเจาะสกัดจุดที่ท้องของนางปรากฏว่าหญิงที่นอนในโลงศพกลับมีเสียงหายเร็วเสียงดังและลืมตาฟื้นขึ้นมาทำเอาผู้คนที่เฝ้ามองการรักษาใสุดขีด
“ฮูหยินของข้าเ้ายังไม่ตาย ขอบคุณ์”
สามีสวมกอดนางทันที
“ขอบคุณแม่นางมากขอรับที่ช่วยชีวิตนางและลูกของข้า”
“ข้าเต็มใจเ้าค่ะ”
“เหตุใดแม่นาง...เอ่อ...ท่านหมอถึงได้ทราบว่าฮูหยินกับลูกข้ายังไม่ตายละขอรับ?”
“นางเห็นสิ่งที่ทำให้ใสุดขีดเลยทำให้มือของทารกในครรภ์ไปกดทับตรงบริเวณขั้วปอดของนางเลยทำให้นางหายใจไม่สะดวกและสลบไปข้าก็เลยใช้เข็มทองกระตุ้นให้ทารกเอามือออกจากขั้วปอดของนาง นางถึงได้ฟื้นขึ้นมานะเ้าค่ะ”
สามีของหญิงท้องแก่ได้ฟังคำอธิบายของฟานอวี้ก็เข้าใจและขอบคุณฟานอวี้อย่างตื้นตัน
“ขอบคุณท่านหมอมากขอรับข้าขอทราบแซ่ของท่านได้หรือไม่?”
“ข้าแซ่อวี้นามว่าฟานอวี้เ้าค่ะ เรียกข้าว่าหมออวี้ก็ได้เ้าค่ะ”
“ขอบคุณท่านหมออวี้อีกครั้งขอรับ”
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะท่านรีบพาฮูหยินของท่านกลับเรือนพักผ่อนเถิดข้าขอตัวก่อน”
จากนั้นขบวนแห่ศพก็เปลี่ยนทิศทางที่กำลังจะไปสุสานกลับไปจวนของนายท่านและฮูหยินทั้งสองทันทีส่วนฟานอวี้กับหลิวลี้ก็เดินทางกลับโรงเตี๊ยมเพื่อพักผ่อนก่อนออกเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงแคว้นเว่ย
เช้าวันต่อมา ฟานอวี้และผู้ติดตามทานอาหารเช้าเสร็จก็รีบออกเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงของแคว้นเว่ยทันทีพวกเขาใช้ระยะเวลาถึง 5 วันด้วยม้าเร็วแต่ก็มีแวะพักข้างทางบ้าง เพราะอยากให้ม้าได้หยุดพักด้วยไม่อยากให้พวกมันเหนื่อยจนเกินไป! ตลอดเส้นทางที่พวกเขาเดินทางจากแคว้นเหลียงมาถึงแคว้นเว่ยก็ไม่ได้มีการสับเปลี่ยนม้าเลย
ณ แคว้นเว่ย พวกเขามาถึงทางเข้าประตูเมืองหลวงมีเหล่าทหารตรวจตราผู้คนที่ผ่านเข้าออกอย่างเคร่งครัดมีนายทหารนายหนึ่งเข้ามาสอบถามพวกเขา
“พวกเ้ามาจากแคว้นใดและมาทำอะไรที่เมืองหลวงแคว้นเว่ย ดูจากการแต่งกายของพวกเ้าไม่เหมือนชาวบ้านที่นี่?”
ฟานอวี้กลัวเหตุการณ์จะซ้ำรอยเหมือนตอนที่จะขอเข้าพบพี่ชายใหญ่แต่เหล่าทหารกลับไม่ยอมให้นางและพวกพบนางเลยออกโรงเอง ะโลงจากหลังเ้าเสี่ยวไป๋และเดินไปหาทหารเพื่อเอ่ยแจ้งให้ทราบ
“เรียนใต้เท้าพวกข้าเป็ชาวแคว้นลู่เ้าค่ะ ได้ยินมาว่าแคว้นเว่ยนั้นเจริญรุ่งเรืองมากอีกทั้งยังเปิดเสรีการค้ามากมายให้กับชาวต่างแคว้นเพื่อทำการค้าขายพวกข้าเลยอยากมาทำการค้าที่แคว้นเว่ยเ้าค่ะ”
“ดูสภาพของพวกเ้าเถิดที่ดินในเมืองหลวงแคว้นเว่ยมันแพงมากโข พวกเ้ามีเงินมากสักเท่าใดกันเชียว! แล้วอีกอย่างพวกเ้าเป็แค่ชาวแคว้นลู่ แค่แคว้นเล็ก ๆจะมีปัญญาค้าขายหรือ? ข้าว่าพวกเ้ากลับไปทำไร่ ไถนาส่งเสบียงมาให้แคว้นพวกข้าเช่นเคยเถิด”
แต่ดูจากสภาพของพวกเขามันก็น่าดูถูกจริงๆ เหตุใดถึงไม่มีใครเชื่อถือในตัวพวกเขาเลย ก็แค่แต่งตัวธรรมดาด้วยผ้าปานหยาบ ๆหน้าตาผมเผ้าเลอะเทอะรุงรังเท่านั้น เหตุใดถึงได้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกนะ!
ฟานอวี้ลูบคางพลางไตร่ตรอง “สงสัยข้าต้องเล่นบทหมอเสียแล้ว!!!”
“ใต้เท้า จริง ๆแล้วพวกข้าเป็หมอมาจากแคว้นเหลียงเดินทางมาแคว้นเว่ยเพื่อมารักษาคนป่วยที่นี่เ้าค่ะ”
“อย่ามาหลอกพวกข้าแคว้นเหลียงจะรับพวกเ้าที่เป็แค่ชาวแคว้นลู่ให้เป็หมอได้เช่นไรกัน?”
“หากท่านไม่เชื่อท่านเห็นสิ่งนี้หรือไม่นี้คือหยกเขียวของสำนักโรงหมอเหลียงบนตัวหยกมันสลักคำว่าเหลียงท่านพอรู้จักและเคยเห็นหยกชิ้นนี้หรือไม่เ้าคะ?”
ฟานอวี้ชูหยกเขียวให้พวกทหารเฝ้าประตูเมืองได้เห็นเหล่าพวกทหารพากันใ และรีบกล่าวคำขอโทษทันที!
“พวกข้าต้องขออภัยท่านหมอด้วยขอรับเป็เกียรติแก่แคว้นเว่ยของพวกเรายิ่งนัก ที่พวกท่านอุตส่าห์เดินทางมาไกลเพื่อมารักษาคนป่วยในแคว้นเว่ยของพวกเราขอท่านหมอโปรดให้อภัยพวกข้าด้วยเถิดที่กล่าวหาและดูถูกพวกท่านเช่นนี้ พวกข้ามีตาหามีแววไม่”
พวกทหารที่เฝ้าประตูรีบทำการคารวะฟานอวี้และผู้ติดตาม
“ไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะพวกข้าชินเสียแล้ว ไปเมืองไหนก็ถูกต้อนรับเช่นนี้แหละถ้าจะผิดก็ผิดที่พวกข้าทำให้พวกท่านดูถูกเอาเสียได้ ช่างเถิด!”
นางเหนื่อยกับเื่เช่นนี้ พลางเอ่ยถามเหล่าทหารต่อ
“ว่าแต่ที่เมืองหลวงมีบ้านหรือที่ดินขายหรือไม่เ้าคะ?พอดีพวกข้าจะเปิดโรงหมอนะเ้าค่ะ”
“มีขอรับอยู่แถวร้านยาของเถ้าแก่ถังของรับ ท่านหมอเดินตรงเข้าไปตลาดเรื่อย ๆร้านอยู่ท้ายตลาดเลยขอรับ”
“อ้อ!ขอบคุณใต้เท้ามากเ้าค่ะ”
“เชิญท่านหมอและผู้ติดตามขอรับ”
“ขอบพระคุณเ้าค่ะ”
พวกเขาผ่านประตูเข้าสู่เมืองหลวงทันทีพอมาถึงใจกลางตลาด ฟานอวี้กล่าวทักทายะโพูดภาษาแปลกๆ เหมือนเช่นเคย
“welcome to wei city. I'm reallyglad to be a doctor here.”
ชาวเมืองที่ได้ยินต่างงุนงงกับภาษาแปลก ๆ ของนาง ทว่าหาสนใจไม่! ดูจากสภาพของนางกับผู้ติดตามของนางสิ!
ฟานอวี้เห็นสายตาของชาวเมืองที่มองมาััได้ทันที
“เฮ้อ!พี่ซางแวะพักหอประดับก่อน ข้าเหนื่อยข้าหิว”
“อืม ไปกันเถิด”
ไม่นานก็มาถึงหอประดับดาวสาขาแคว้นเว่ยหลิวซางชูป้ายหยกของหอประดับดาว หลงจู๊พาพวกเขาเข้าไปทันที!
“พี่ซางช่วยแจ้งให้พวกเราพักผ่อนกันได้เลยนะเ้าค่ะ”
“ได้เลยขอรับท่านหญิงสี่”
“ท่านเรียกช่วยเรียกข้าเช่นเดิมเถอะไม่เช่นนั้น เฟ่ยเฟ่ย!”
“เ้าค่ะท่านพี่อวี้”
หลิวซางลุกลี้ลุกลน รีบขานรับนาง! “ก็ได้เ้าสี่!!!พอใจหรือยัง?”
“ห๊า ๆ ๆ ๆ ข้าแค่จะถามเฟ่ยเฟ่ยว่าเย็นนี้อยากไปเที่ยวดูเมืองกับข้าหรือไม่?”
หลิวซางหางคิ้วกระตุกนางช่างเ้าเล่ห์เสียจริง!
“อยากไปเ้าค่ะ”
“ได้เย็นนี้พวกเราไปเที่ยวกันว่าแต่พี่ซางท่านจะไปด้วยหรือไม่เ้าคะ?”
“ข้าก็ต้องไปด้วยเพื่อคุ้มกันเ้าอยู่แล้ว”
“แน่หรือเ้าคะเท่าที่ข้าเห็นสายตาของท่านมีแต่ห่วงใยเฟ่ยเฟ่ยเท่านั้นท่านกำลังคิดถึงสิ่งใดอยู่กันแน่?”
ฟานอวี้โยนปัญหาให้หลิวซางในบัดดล
“เ้าสี่ เ้า!!!!เฮ้อ! ข้าขอตัวไปพักก่อน”
เขาหลีกเลี่ยงยังไม่พร้อมที่จะตอบเื่นี้
“พี่อวี้พี่ซางเป็อะไร แล้วพวกท่านคุยอะไรกัน เหตุใดถึงได้เกี่ยวข้องกับข้าด้วยละเ้าคะ?”
“เดี๋ยวเย็นนี้เ้าจะรู้เองแหละป่ะ! พวกเราไปพักกันก่อนเถิด”
ปลายยามโหย่ว (17.00-18.59 น.) ทั้งสี่เดินทางมาเที่ยงเมืองหลวงของแคว้นเว่ยเห็นธรรมเนียมประเพณีของชาวแคว้นเว่ยช่างแตกต่างกับแคว้นลู่ของพวกเขาเสียจริง!เห็นชาวบ้านแต่ละครอบครัวพากันออกมาเที่ยวเนื่องจากวันนี้ตรงกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ของแคว้นเว่ยพวกชาวบ้านต่างพากันออกมากราบไหว้และของพรต่อเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ ที่มีนามว่าฉางเอ๋อ โดยเฉพาะหนุ่มสาวที่ยังไม่ออกเรือนก็จะมาขอพรให้เจอกับเนื้อคู่ของตัวเองส่วนหนุ่มสาวที่มีคู่หมั้นคู่หมายอยู่แล้วพวกเขาจะชวนกันออกมาเที่ยวด้วยกันในเทศกาลนี้ชาวแคว้นเว่ยต่างให้อิสระแก่หนุ่มสาวที่ยังไม่ออกเรือนให้ศึกษาดูใจซึ่งกันและกันพากันมาเที่ยวตามเทศกาลต่าง ๆ โดยไม่ผิดจารีตแต่อย่างใด
“พี่ลี้ที่นี่มีร้านคาราโอเกะหรือไม่เ้าคะ?”
“อะไรคือร้านคาราโอเกะ?”
“หมายถึงสถานที่ที่ให้พวกเราดื่มสุรา ร้องเพลง มีดนตรีบรรเลงให้พวกเราฟัง อย่างไรเล่า”
“อ้อ!ถ้ายามนี้จะใกล้เวลาต้นยามซวีแล้ว (19.00-20.59 น.)เห็นจะมีแต่พวกหอโคมเขียว”
“หอคณิกา ใช่หรือไม่?”
“ใช่ เ้าสี่!อย่าบอกนะว่าเ้าจะไปสถานที่เยี่ยงนั้น”
“แฮร่!!!ท่านช่างรู้ใจข้ายิ่งนัก”
“ไม่ได้เป็หญิงเป็นางจะไปสถานที่เยี่ยงนั้นได้เช่นไร”
“เ้าเปลี่ยนความคิดเสียเถิดข้าจะไม่ตามใจเ้าอย่างเด็ดขาด!”
หลิวลี้โมโหนางอย่างมาก!ไม่เคยโมโหนางมากแบบนี้มาก่อน นางช่างทำอะไรเกินตัวเสียจริง
ฟานอวี้ไม่เคยเห็นหลิวลี้โมโหนางมากมายเท่านี้มาก่อน
“ก็ได้เ้าค่ะพี่ลี้ข้าหิวแล้ว พาข้าไปกินข้าวรอบดึกหน่อยเถิด”
“อืม”
หลิวลี้ส่ายหัว
“พี่ซางท่านพาเฟ่ยเฟ่ยไปเที่ยวงานไหว้พระจันทร์เถิด”
ฟานอวี้เปิดโอกาสให้หลิวซางได้อยู่กับเฟ่ยเฟ่ยตามลำพังบ้าง!ชายหนุ่มพยักหน้ารับเพราะรอคำนี้มานาน พร้อมพาเฟ่ยเฟ่ยเดินออกไปเที่ยวงานเทศกาลไหว้พระจันทร์
“พี่ลี้พวกเราไปกันเถอะเ้าค่ะ”