หลังจากฟังแผนงานของหนีเจียเอ๋อร์คนส่วนใหญ่ก็ลงความเห็นไปในทางเดียวกัน นั่นคือเป็นความคิดที่ดีพวกนางจึงเข้าไปใกล้อย่างสนใจใคร่รู้
แต่ก็ยังมีคนส่วนน้อยที่พูดจากระทบกระเทียบว่าความคิดของนางช่างพิสดารและเพ้อฝันยิ่งนัก
ทว่าคำตัดสินสุดท้ายย่อมขึ้นอยู่กับพี่ฮวาซึ่งในกรณีนี้ นางเห็นว่าวิธีการของหนีเจียเอ๋อร์มีประโยชน์และใช้การได้
หนีเจียเอ๋อร์กำลังเฝ้ารอให้พี่ฮวาตัดสินใจ
ไม่นานพี่ฮวาก็ยอมพยักหน้าตกลง แล้วส่งเอกสารคืนให้ “ทำตามที่เจ้าคิดก็แล้วกัน”
จากนั้นจึงลุกขึ้นยกมือส่งสัญญาณให้บรรดาหญิงสาวสงบคำ “จากนี้ไป เสี่ยวเสี่ยวถือเป็นตัวแทนของข้าหากใครไม่เชื่อฟังนาง ก็เท่ากับไม่ฟังคำสั่งของข้า”
พี่ฮวาหันหลังจากไปเป็นสัญญาณให้รู้ว่า นับจากนี้นางได้ยกอำนาจในการสั่งการให้หนีเจียเอ๋อร์อย่างเต็มที่แล้ว...
จะใช้คนก็อย่าระแวงหากระแวงก็อย่าใช้เขา!
หนีเจียเอ๋อร์เลิกคิ้วพี่ฮวาผู้นี้ช่างกล้าได้กล้าเสียนัก ไม่แปลกใจเลยที่นางจะสามารถผลักดันหอร้อยบุปผาแห่งนี้จนกลายเป็นอันดับหนึ่งในเมืองได้ด้วยตัวเอง
หลังพี่ฮวาจากไปหนีเจียเอ๋อร์ก็รับสมุดรายชื่อนางคณิกาทั้งหมดมาดูโดยละเอียด ประการแรก เพราะอยากรู้จักทุกคนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นประการที่สองก็เพื่อจัดลำดับ ว่าผู้ใดงดงามกว่ากัน
สุดท้ายนางคณิกาอันดับหนึ่งแห่งหอร้อยบุปผา คงจะไม่พ้น ‘เหยียนจือ’ อย่างไม่ต้องสงสัย
แม้ไม่มีใครเห็นต่างในเรื่องนี้แต่สีหน้าของหญิงงามคนอื่นๆ ล้วนบ่งบอกได้ดี ว่าไม่ค่อยจะพอใจเท่าใดนักพวกนางล้วนเรียกร้องให้หนีเจียเอ๋อร์นำชื่อของตนขึ้นไปแทนที่ มิเช่นนั้นพวกนางจะไม่ขอเข้าร่วมกิจกรรมนี้เป็นอันขาด
หนีเจียเอ๋อร์พยายามเกลี้ยกล่อมแต่ท้ายที่สุดก็เริ่มโต้เถียงกันไปมา จนกลายเป็นความชุลมุนที่ไม่อาจควบคุมได้
พี่ฮวายืนพิงอยู่ข้างหน้าต่างบานเล็กตรงชั้นบนขณะลอบสังเกตความเคลื่อนไหวที่ชั้นล่าง ซึ่งเริ่มจะยุ่งเหยิงด้วยความอยากรู้ว่าหนีเสี่ยวเสี่ยวผู้นี้ จะจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร?
ในเมื่อไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ไม่อาจทำให้ทุกคนอยู่ในความสงบได้ หนีเจียเอ๋อร์จึงหรี่ตาลง รั้งกระโปรงแล้วปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ ก่อนตะเบ็งเสียง...
“เงียบ!”
เพียงเท่านั้นห้องโถงพลันตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกคนพากันหยุดชะงัก แล้วหันไปมองรอบๆก่อนเงยหน้าขึ้นมามอง
“ก่อนไปพี่ฮวาได้มอบอำนาจสิทธิ์ขาดให้ข้าเป็นตัวแทน หากใครไม่เชื่อฟังก็ถือว่าผิดกฎของหอร้อยบุปผา”
หนีเจียเอ๋อร์มีท่วงท่าสูงส่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้วพอขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ จึงทำให้นางอยู่สูงเหนือศีรษะทุกคน ประกอบกับใบหน้าอันงดงามซึ่งเรียบเฉยเย็นชา ดูดุดันแข็งกร้าวจนน่าครั่นคร้ามเช่นนั้น ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันเข้าไปใหญ่ทำให้นางคณิกาบางคนเริ่มหวั่นใจ
ทว่านางคณิกาชุดเหลืองผู้หนึ่งกลับโพล่งขึ้นอย่างเหยียดหยาม “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร? มีสิทธิ์อันใดมาสั่งข้า!”
ริมฝีปากของหนีเจียเอ๋อร์ค่อยๆยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ใบหน้างดงามสดใสราวกับดวงตะวัน จากนั้นจึงกล่าวอย่างนุ่มนวล “หากนั่นเป็นสิ่งที่เจ้าต้องการข้าก็จะสนองให้ พวกเจ้า มานำตัวนางออกไป!”
ทั้งน้ำเสียงและท่าทางไม่แยแสของสตรีผู้นี้คล้ายจะแช่แข็งผู้คนจนหนาวลึกลงไปถึงกระดูก
ได้ยินเช่นนั้นบ่าวรับใช้ทั้งสองต่างมองหน้ากัน โดยไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อน“แค่คำพูดของเด็กสาวตัวเล็กๆ ผู้หนึ่ง ต้องเชื่อฟังด้วยหรือ!”
หนีเจียเอ๋อร์จึงพูดขึ้นอีกครั้ง“นี่คือกฎ ในเมื่อเจ้าไม่ปฏิบัติตามกฎ ก็ต้องถูกลงโทษ!”
บ่าวรับใช้ทั้งสองสบตากันแล้วเหลือบขึ้นไปมองชั้นบนครู่หนึ่งก่อนจะเข้าไปหิ้วหญิงสาวชุดเหลืองไปยังห้องลงทัณฑ์
นางคณิกาผู้นั้นเบิกตากว้างด้วยความพรั่นพรึงพยายามดิ้นรนและกรีดร้องด้วยความสิ้นหวัง “หนีเสี่ยวเสี่ยว เจ้ากล้าลงโทษข้าหรือ? บอกให้พวกเขาหยุดเดี๋ยวนี้ พี่ฮวา... พี่ฮวา... ช่วยข้าด้วย!”
หนีเจียเอ๋อร์กวาดตามองฝูงชนด้วยใบหน้าผ่อนคลาย แววตาสงบไร้คลื่นลม
ทุกคนพากันหลบสายตา ไม่มีใครกล้าลองดีอีก
“กรี๊ด...!”
เสียงกรีดร้องดังมาจากห้องทรมานจนผู้คนที่อยู่ข้างนอกต่างขนลุกชัน
สตรีชุดเหลืองที่ถูกลงโทษมีนามว่าเยวี่ยหง เป็นนางคณิกาในหอร้อยบุปผาแห่งนี้ มีนิสัยขี้อิจฉาและลำพองตนมักจะกลั่นแกล้งรังแกผู้ที่ด้อยกว่า แม้แต่เหยียนจือเองก็ยังโดนนางดูหมิ่นอยู่บ่อยครั้ง
แต่กระนั้นพี่ฮวาก็ยังปล่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ในเมื่อนางไม่ห้ามปราม แล้วใครเล่าจะกล้า
พอได้ยินเสียงร้องโหยหวนของเยวี่ยหงบรรดานางคณิกาก็เริ่มสับสนและหวาดกลัว ด้วยเกรงว่าตัวเองจะถูกลงโทษแบบนาง แต่ก็ดีใจที่คนเช่นนี้ถูกสั่งสอน จะได้รู้สำนึกเสียบ้าง
หนีเจียเอ๋อร์เหลือบมองทุกคนอีกครั้งพลางถามเสียงเรียบ “ยังมีผู้ใดคัดค้านอีกหรือไม่?”
เงียบกริบ...
ทุกคนส่ายศีรษะยอมก้มหน้ารับฟัง
เสียงของหนีเจียเอ๋อร์อ่อนลงขณะพูดด้วยรอยยิ้ม “เอาละ เช่นนั้นเรามาต่อกันเถอะ”
การกระทำในครั้งนี้น่าจะส่งผลดีกับนางคิดว่าการประชุมในครั้งถัดไป คงไม่มีใครกล้าโต้แย้งอีก
พี่ฮวาที่อยู่ชั้นบนยกยิ้มด้วยความพึงพอใจแล้วปิดหน้าต่างบานเล็ก ที่ใช้สังเกตความเคลื่อนไหวของเหล่าสตรีในห้องโถงก่อนมานั่งจัดการงานบัญชีต่อ
เมื่อทุกอย่างพร้อมหนีเจียเอ๋อร์ก็เขียนประกาศ ‘การประกวดโฉมงาม’ แล้วสั่งให้คนนำไปติดไว้ที่ประตูหอร้อยบุปผาจากนั้นก็ส่งสาวงามสองสามคนมาเรียกร้องความสนใจของผู้คนซึ่งพวกนางก็ก้าวออกไปอธิบายอย่างกระตือรือร้น
ในยามเย็นบรรดาคุณชายมากหน้าหลายตา ต่างก็เข้ามารอเวลาเข้าร่วมงานประกวดโฉมงามแห่งหอร้อยบุปผา
แต่หนีเจียเอ๋อร์สั่งให้ยั้งไว้ก่อนและรอจนกว่าจะมีแขกมาสมทบมากขึ้นเรื่อยๆกระทั่งความอยากรู้อยากเห็นของผู้คนถูกกระตุ้นจนถึงขีดสุด พวกนางจึงประกาศเปิดงาน
หนีเจียเอ๋อร์ไม่ต้องการเผยโฉมจึงมิได้ออกหน้ามาพบผู้คน เพียงกำกับอยู่เบื้องหลังเท่านั้น
ทันทีที่การประกวดโฉมงามสิ้นสุดลงแขกที่มาร่วมงานก็เริ่มเสนอเงินประมูลสาวงามสามอันดับแรกโดยผู้ที่เสนอเงินมากที่สุด จะได้ยลโฉมพวกนางในคืนนี้
เมื่อผลตอบรับดีเกินคาดฮวาย่อมทำตามข้อตกลง นั่นก็คือนับจากนี้ไป หนีเจียเอ๋อร์ไม่ต้องรับแขก...
เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากพี่ฮวามากขึ้นหนีเจียเอ๋อร์จึงแอบวาดภาพเสื้อผ้าสตรีมากกว่าสิบแบบแล้วจ้างช่างมาตัดเย็บชุดพวกนั้น เสื้อผ้าเหล่านี้ถูกออกแบบมาใหม่ทุกรายละเอียดล้วนเป็นไปเพื่อขับเน้นรูปร่างของนางคณิกาในหอร้อยบุปผา
ไม่กี่วันหลังจากนั้นงานประกวดโฉมงามก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง นางเปิดงานด้วยการร่ายรำการแสดงดนตรีและขับร้อง รวมถึงการแข่งขันทักษะด้านอื่นๆให้บรรดาแขกผู้สูงศักดิ์ได้ชื่นชม ซึ่งสร้างความสุนทรีย์และแปลกใหม่ยิ่งนัก
ในช่วงเวลาที่เงินทองไหลมาเทมาเช่นนี้ทำให้ฮวาพึงพอใจเป็นอย่างมาก
ตั้งแต่หนีเจียเอ๋อร์สั่งลงโทษเยวี่ยหงนางก็มิได้ลงมือกับใครอีก นอกจากเยวี่ยหงผู้รนหาที่แล้ว บรรดาสาวงามที่เหลือต่างก็หลีกเลี่ยงที่จะคลุกคลีกับนาง
หนีเจียเอ๋อร์จึงกลายเป็นผู้ที่มีอำนาจและได้รับการยอมรับนับถือในหอร้อยบุปผา รองลงมาจากพี่ฮวาและกุ้ยกง
ตกดึกหลังงานจบลง แขกเหรื่อต่างก็แยกย้ายไปพักผ่อน หรือไม่ก็เดินทางกลับบ้านหอร้อยบุปผาจึงค่อยๆ เงียบลง
พี่ฮวากลับไปที่ห้องของตนเพื่อนับเงินที่ได้มาในวันนี้ พบว่ามีมากถึงห้าหมื่นห้าร้อยตำลึงนางจึงฉีกยิ้มไปจนถึงหูด้วยความสุขใจ
กุ้ยกงขมวดคิ้วและพูดอย่างกังวล “พี่ฮวา แค่เด็กสาวตัวเล็กๆ คนเดียว ยังสร้างผลงานได้มากขนาดนี้ท่านไม่กลัวว่านางจะมาเป็นเสี้ยนหนามในอนาคตหรือ?”
“เจ้าเกรงว่านางจะคิดหาทางหนีแล้วออกไปตั้งกิจการเองเหมือนข้าอย่างงั้นหรือ?” พี่ฮวาถามยิ้มๆพลางหมุนจอกสุราในมือ จากนั้น ใบหน้าก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปเป็นมืดครึ้ม“แม้นางจะฉลาด แต่ไม่อาจเหนือไปกว่าข้าได้หรอก”
กุ้ยกงพยักหน้าแล้วยิ้มกว้าง “เป็นข้าที่คิดมากไป”
...
ผ่านไปวันแล้ววันเล่า
หนีเจียเอ๋อร์เริ่มคุ้นเคยกับบรรดาหญิงสาวในหอมากขึ้นยามสนทนากัน ก็มักจะได้กลิ่นหอมชนิดหนึ่งจากกายของพวกนาง
นี่เป็นกลิ่นเดียวกับที่เคยพบบนตัวเว่ยอี๋เหนียงซึ่งหญิงสาวจำได้ว่า มันเป็นกลิ่นกำยานที่สวีซื่อมอบให้
สวีซื่อมองว่าพวกนางแม่ลูกล้วนเป็นเสี้ยนหนามตำตาจึงใช้สารพัดวิธีมากลั่นแกล้งรังแก ไม่ว่าจะเป็นการหักเงินเดือนหรือริบเสื้อผ้าเครื่องประดับประจำสี่ฤดูกาล
เช่นนี้แล้วนางจะส่งกำยานมาให้เว่ยอี๋เหนียงเพื่อประโยชน์อันใด?
หากมิใช่เป็นการใส่ร้ายก็คงจะคิดปองร้าย...