กลับชาติมาเกิดใน Urban Fantasy

    ตอนที่ห้า ฝึกวิชาเวทย์

    ตอนที่ห้า ฝึกวิชาเวทย์

    แกรก แกร๊ก เสียงเขียนหนังสือและพิมพ์บนคอมพิวเตอร์

    คอสพิวเตอร์ในยุคนี้ไปของฟุ่มเฟือย และแน่นอน คนอย่างเลโอนาร์ดต้องมีรุ่นลาสุดเป็นของตนเองอยู่หนึ่งชุดและจะโดนพวกเด็กนักกีฬาแย่งเอาไปซ่อนตอนที่เขากำลังทำงานหรืออะไรต่างๆอยู่

     

    ในยุคสมัยที่ผู้คนยังเข้าใจว่า คนที่แฮ็คคอมพิวเตอร์เก่งสามารถสร้างหุ่นยนต์ได้และสามารถขังปีศาจไว้ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้

    ซึ่งผมคิดว่าจะลองทดลองดูหลังจากที่เข้าใจเวทมนตร์ดีมากขึ้นแล้ว ซึ่งผมคิดว่าไม่น่าจะนานเท่าไร เพราะเห็นแค่คนอ่านหนังสือกับทำพิธีกรรมเองแบบไม่มีประสบการณ์ก็สามารถปลุกพี่น้องที่ตายไปเป็นซอมบี้ขึ้นมาใช้ชีวิตเรียนหนังสือได้ตามปรกติ

    แน่นอน ซอมบี้นั้นต้องกินเลือดเนื้อเพื่อคงสภาพไว้ ทำให้เขาต้องล่าพวกสุนัขและแมวและเหยื่อที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนถูกนางเอกหยุดยั้งในภายหลัง

    แต่สำหรับผมนั่นถือว่าพวกเขาประสบความสำเร็จในการปลุกชีพคนตายด้วยตนเอง

    การปลุกชีพคนตายแบบไม่มีข้อเสียนั้นเท่าที่เคยเห็นตามเนื้อเรื่อง เงื่อนไขคือต้องทำพิธีกับเทพเจ้าโอซิริสที่ควบคุมความตายและเงื่อนไขอีกอย่างคือต้องตายด้วยสิ่งเหนือธรรมชาติ ไม่ใช่โรคประจำตัวอย่างมะเร็ง

      คนธรรมดาที่ทำปลุกชีพคนตายไม่สามารถปลุกชีพคนได้อย่างไม่มีข้อเสียแบบเดียวกับที่ทำพิธีกรรมแลกเปลี่ยนอย่างถูกต้องกับเทพโอซิริส...เดี๋ยวก่อนสิ..ตายด้วยเหนือธรรมชาติ? หมายความว่าผมสามารถปลุกชีพทุกคนที่โดนแวมไพร์ฆ่าและตายด้วยมนต์ดำของแม่มดได้งั้นหรือ?

    ผมนึกถึงรายชื่อของคนที่ถูกฆ่าด้วยแวมไพร์หลายร้อยราย ด้วยความรู้ที่ว่าหากมีคนใส่ใจพวกเขาสักหน่อย พวกเขาก็จะคืนชีพมาได้อย่างรู้สึกผิด

    แต่ตอนนี้ การเล่นกับความตายยังเกินความสามารถของผมไปหน่อย ผมตั้งใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมก่อน

     

    “ในการกระจายค่า..” ทำการบ้านของโรงเรียนเพื่อผ่อนคลายสมองก่อนและเริ่มจากถ่ายรูปหน้าหนังสือเวทย์ไว้ทุกหน้าและก็อปปี้เก็บไว้สองสามชุด

    พร้อมกับค่อยๆอ่านและจัดระเบียบข้อมูลต่างๆที่ในหนังสือตำราเวทย์ให้สามารถอ่านและเข้าใจได้ง่าย

    ผมไม่ปลุกซอมบี้ขึ้นมาจากหลุมศพ โดยไม่อ่านวิธีส่งซอมบี้กลับไปนอนในหลุมอย่างสงบหรอกนะ

    คติแรกของเนโครแมนเชอร์ที่ต้องเรียนก็คือ Turn undead ส่งซากศพกลับคืนสู่หลุม

    ผมคิดว่าคนเขียนเรื่องของเลโอนาร์ด ไม่น่าจะใช่เนิร์ดที่เล่นเกมส์ เพราะคนที่เป็นเนิร์ดจริงๆ ไม่ทำความผิดพลาดในขั้นพื้นฐานอย่างนี้ได้

    Turn Undead จนกว่าผมจะสามารถใช้คาถานี้ได้เพียงแค่คิดในใจ ผมจะไม่ปลุกซอมบี้ขึ้นจากหลุมศพอย่างเด็ดขาด

     

    อย่างว่าละเหตุผลที่ว่าการศึกษาเรื่องศาสตร์มืด มันอันตรายและมีการห้ามกัน ก็เพราะว่าทั้งการขับไล่ปีศาจและอัญเชิญปีศาจมาจากรากฐานเดียวกัน

    จากการที่ผมอ่านคร่าวๆ

    เลโอนาร์ดนี่มันหัวดีจริงๆ อ่านผ่านตาไปรอบเดียวจำได้หมดเลย

    แต่ติดนิสัยชอบเปิดหนังสือไปด้วยเพราะขาดความมั่นใจในตนเองว่าที่จำไปนั้นถูกต้องหรือเปล่า

    หลังจากอ่านคร่าวๆแล้ว เวทย์นั้นน่าสนใจจริง

    โดยเฉพาะการเล่นแร่แปรธาตุ มันเหมือนกับ..ศิลปะ มากกว่าศาสตร์การคำนวณปรกติ

    แต่ก็มีรากฐานเดียวกัน ผมเชื่อในเรื่องการที่คอมพิวเตอร์วาดรูปได้ และก็มีคนใช้เทคโนแมนเชอร์ที่สามารถเขียนเวทย์ลงโปรแกรม ใช้งานเวทย์ผ่านคอมพิวเตอร์ได้ด้วย

    แต่ผมไม่คาดหวังว่าตนเองจะมีพรสวรรค์ขนาดอ่านคืนเดียวก็จะมีความเข้าใจทั้งหมด

    เพราะยังต้องอาศัยการย่อยข้อมูลต่างๆและทดลองฝึกฝนอีก

    ผมสูดลมหายใจจับแหวน

    พยายามทานช็อคโกแลต ขนมปัง น้ำหวาน น้ำผึ้ง แหล่งพลังงานต่างๆ วิตามิน โปรตีนเวย์ ก่อนที่จะสวมใส่แหวนที่ดูไม่น่ามีพิษมีภัยที่ผมซื้อมา

    แหวนส่องแสงสีเหลืองออกมาเพียงเล็กน้อย แต่ทันใดนั้น

    สมองของผมก็มีภาพสว่างวาบเข้ามา อะไรที่ไม่เข้าใจจากการอ่านตำราเวทย์วินาทีนั้นก็เหมือนกับมองออกอย่างปรุโปร่ง

    สมองของเลโอนาร์ดที่หัวดีอยู่แล้ว พอเสริมด้วยพลังของแหวนก็ราวกับจะสามารถทำอะไรก็ได้

    มือของผมขยับไปเขียนโน้ตอย่างรวดเร็ว

    อ๊าก ผมห้ามใจตนเองถอดแหวนออก

    และหอบหายใจพร้อมกับเหงื่อที่เต็มหลังแม้อากาศในห้องจะอบอุ่นสบายก็ตาม

    เขาหันไปดูนาฬิกา ผ่านไปเพียงแค่ไม่ถึงห้านาที

    แต่ร่างกายของเขารู้สึกเหมือนกับวิ่งมาสักห้ากิโลเมตร

    กล้ามเนื้อสั่นไปทั่วร่าง

    ความรู้สึกของการที่มีพรสวรรค์เหนือกว่าคนในโลก กลายมาเป็นความรู้สึกที่ด้อยค่าอีกครั้ง

    การเสพติดเวทมนตร์คืออย่างนี้นี่เอง การทำลายแหวนนี้ไปเสียตามเนิ้อเรื่องอาจจะดีแล้วก็ได้

    แต่ผมก็ทำไม่ลง

    เมื่อดูกระดาษที่เขียนด้วยความรวดเร็ว หลายสิบหน้าในเวลาเพียงแค่ไม่ถึงห้านาที

    ห้านาที ..ในการที่วิเคราะห์สมการเวทมนตร์ออกมาจากหนังสือหลายสิบเล่ม

    แนวความคิดแม้บางอย่างจะเขียนไม่ชัดหรือกระโดดข้ามไปบ้าง แต่ผมเองก็จำได้คร่าวๆและอ่านมาทบทวนอีกครั้งในทฤษฎีเวทมนตร์ที่ผมสามารถคิดขึ้นได้จากการอาศัยพลังของแหวนเพิ่มความฉลาดของผม

    มันช่างสวยงาม ในการหาหลักการและรากฐานที่ไม่มีใครมองออกได้

    แต่นักวิทยาศาสตร์จะพิสูจน์เพื่อหาความจริงที่ยิ่งกว่า

    เวลาใกล้เช้าแล้วจากการอ่านหนังสือหลายสิบเล่ม

    แต่ผมก็ยังร่างกายมีความตื่นเต้นอยู่

    เวทมนตร์ เรามีเวทมนตร์จริงๆ

    มือของผมที่ใส่แหวนยื่นไปข้างหน้า

    สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสัมผัสสิ่งที่อยู่ภายใน

    ด้วยพลังของแหวน ทำให้ผม “รู้สึก” ถึงบางอย่าง

    ไม่ใช่ความรู้สึกที่ผิดแปลกไป แต่เหมือนกับพึ่งรับรู้ได้ว่าอวัยวะหนึ่งในร่างกายมีตัวตนอยู่สัมผัสได้ จากที่คิดว่ามันทำงานไปตามปรกติ

    วิญญาณ

    แหวนได้ดึงดูดพลังไปจากวิญญาณและการดูดพลังนั้นก็ส่งผลกระทบต่อร่างกาย

    มันเหมือนกับการดึงเอาพลังของร่างกายมาใช้ในสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้

    และผมไม่สามารถใช้พลังจากแหวนได้นาน หากไม่จ่ายราคาแห่งเวทมนตร์

    หากใช้มากก็แค่เหนื่อยหมดแรง แต่หากยังใช้ไม่หยุดก็อาจจะตายไปเลยได้

    มันมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอในเรื่องของเวทมนตร์

    มันคือแหวนที่เป็นอุปกรณ์เจ้าปัญหา แต่มันง่ายมากที่จะก้าวข้ามปัญหานี้ไปถ้าพร้อมที่จะให้คนอื่นจ่ายราคาค่าชดใช้พลังนั้นแทน

    ดังนั้นผมเลยทดลองอย่างหนึ่งในการยื่นมือไป

    ยุงและแมลงร่วงลงกับพื้นและพลังที่มีขึ้นมานิดหนึ่ง ที่แทบไม่รู้สึก แต่ก็พบว่ามีการดูดพลังชีวิตของแมลงที่เสียชีวิตไปนั้นเข้ามาในร่างกายของผม

    ผมพยายามสูดลมหายใจ ตั้งสมาธิดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายและวิญญาณของผมหรือเปล่า?

    เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่ผมจะกลายเป็นปีศาจแมลงหรืออะไรพวกนั้น

    รู้สึกเหมือนอวัยวะหนึ่งจุ่มลงไปในของเหนียวหนืด พลังของคนแข็งแกร่งกว่าพลังของแมลง ย่อยสลายไปจนไม่เหลืออะไร

    ก็ถึงว่า เลโอนาร์ดก็ดูดพลังคนอื่นไปมากมายแต่มีแหวน ก็ไม่เห็นว่าเขาจะกลายเป็นคนอื่นนอกจากร่างกายที่แข็งแรงขึ้น

    และแน่นอน การที่มีราคาต้องจ่ายไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม ผมมองว่าแหวนเหมือนล้อฝึกหัดของการขี่จักรยาน

    มันคืออุปกรณ์ที่ผมต้องทำให้ตนเองบังคับพลังให้เก่งขึ้นด้วยแหวน

    ยิ่งผมเก่งขึ้นตอนที่ไม่มีแหวนมากขึ้นเท่าไร ผมตอนที่มีแหวนก็ควบคุมพลังเวทย์ได้เก่งขึ้นเท่านั้น

    แลกกับการที่ต้องกินอาหารมหาศาลและการไล่ดูดพลังแมลงไปทั่วบ้าน

    แต่แน่นอน ผมได้ทดลองสิ่งที่ผมคิดไว้

    ดึงดูดพลังจากโลกหรือสิ่งแวดล้อมแทน

    ถ้าหากร่างกายวิญญาณของผมเหมือนของเหนียวหยุ่น

    ความรู้สึกที่ผมจะดึงดูดพลัง ลม แสง ความมืด

    ก็เหมือนกับมีใครสักคนคอยดึงพลังของสิ่งนั้นกลับไป

    สรรพสิ่งรอบข้างรู้สึกเหมือนกระเพื่อมและสั่นพ้องไปทั่ว

    บรรยากาศรอบข้างมันสั่นพ้อง ในความเป็นจริง ไม่มีแผ่นดินไหวหรืออะไร

    แต่โลกราวกับว่าบางลงในสายตาของผม

    มันมี..นวลแสงบางอย่างอยู่ในอากาศรอบตัวเรา?

    มีในความมืด มีในแสงเทียน มีในน้ำจากก๊อก

    ผมถอดแหวนเมื่อรู้สึกราวกับว่าตนเองเป็นคนปรกติที่อยู่ดีดีก็ลงไปอยู่ใต้มหาสมุทร

    มหาสมุทรไม่ได้มีความแค้นกับผมหรือตั้งใจจะฆ่า

    แค่ธรรมชาติของมันทำให้ผมถึงกับเลือดกำเดาไหล

    ผมเริ่มสัมผัสได้ถึงพลังเวทย์ที่อยู่รอบข้างโดยไม่มีแหวน มันมีในเลือด มีในลมหายใจที่ผมสูดเข้าปอด

    ฟึ่บ

    ไฟดวงเล็กๆ ลอยอยู่บนมือของผม

    เพ่งสมาธิให้ค่อยๆเคลื่อนไหววนรอบๆนิ้ว

    พลังไม่ได้มาจากร่างกายของผมเท่านั้นในการเคลื่อนไหวไฟ แต่มาจากบริเวณรอบข้างด้วยที่ทำให้ไฟนั้นจุดขึ้นและหมุนวนรอบๆมือของผม

    รีดัคโต้

    ผมเปล่งเสียงคำแรกที่คิดมาได้ด้วยคาถาแฮร์รี่ พอตเตอร์

    แต่เหมือนกับว่าเวทมนตร์ไม่สนใจว่าคาถาจะพูดว่าอย่างไร

    เพราะแม่มดที่ทรงพลังจริงสามารถแค่ยกมือใช้พลังจิตบังคับคนได้

    “รีดัคโต้”

    ของผมก็ทำให้เก้าอี้ที่ผมทำให้เป็นเป้าเล็งคาถานั้นแตกหักกระจาย

    เศษไม้กระจายไปรอบๆแต่ไม่โดนตัวผมเพราะผมใช้

    “โพรเทโก้”

    ตั้งสมาธิคาถาป้องกันตนเองเอาไว้ได้

    แต่พอใช้คาถาได้แค่สองครั้งคิดจะทดลองอย่างอื่นอีก

    เลือดก็ไหลออกจากจมูกอีกครั้งจนผมต้องหลับตาลงนอนพักที่เตียงและค่อยใช้พลังยื่นสำรวจลึกลง ลึกลงไปในร่างกาย

    Structure analysis “ตรวจสอบสภาพวัตถุ”

    เวทมนตร์ช่างสะดวกจริงๆในโลกนี้ ที่ไม่มีกฎยุบยับอย่างจักรวาลนาสุและเด็กนักเรียนมัธยมปลุกซอมบี้ขึ้นมาเรียนหนังสือหรือทำคาถาคืนชีพได้

    “นวลแสง”ไหลไปในร่างกายและรายงานสภาพในร่างกายของผมอย่างนุ่มนวล

    มันต่างไปจากการบังคับโลกภายนอก บังคับเวทย์ในร่างกายนั้นสะดวกกว่ามาก

    กล้ามเนื้อฉีกขาด

    ผมรู้สึกให้พลังจากตัวผม ลมหายใจและอากาศรอบข้างๆ

    ค่อยๆไหลเข้าไปซ่อมแซมร่างกาย

    สมองได้รับการฟื้นฟู

    ความรู้สึกที่เพียงแค่ใช้คาถาไปเพียงแค่นี้ ทำให้เหนื่อยล้า อย่างไม่เป็นมาก่อน

    ผมควรจะดีใจที่ด้วยแหวนทำให้ผมทำได้อย่างเดียวกับคนที่มีพรสวรรค์สายเลือดแม่มด

    แต่ผมก็ใจร้อนอยากเก่งเร็วๆกว่านี้

    รีแพโร่

    เก้าอี้ค่อยๆกลับมาสภาพเดิมอีกครั้ง

    ผลกระทบจากคาถารักษาไม่ได้แรงมากอย่างที่คิด

    สรปุได้อย่างหนึ่งคือ

    คาถาที่มีอำนาจทำลายรุนแรง มันก็อันตรายกับร่างกายของเรามากกว่าคาถารักษา

    ผมใช้คาถาสำรวจตนเองและรักษาตนเองได้โดยไม่เหนื่อยอ่อนมากขึ้น

    แต่กับคาถาที่พังเก้าอี้ได้ มันทำให้ร่างกายผมถึงกับเลือดกำเดาไหล

    หรือการพยายามเร่งความสามารถของสมองจนเกินขีดจำกัด

    วิญญาณ..ราวกับเป็นของยืดหยุ่นที่ดีดไปทางหนึ่งมันก็จะดีดกลับมา

    ผมนอนหลับลงและพยายามสงบจิตใจค่อยๆรับรู้ถึงพลังในร่างกายและค่อยๆสูดลมหายใจเข้าออก

    ปล่อยให้พลังค่อยๆรักษาส่วนต่างๆของร่างกาย

    ตามทฤษฎีนั้นได้ผลแล้วแต่เราต้องทดลองดูกับเอาวัตถุแปรสภาพเป็นเวทมนตร์อย่างก้อนดิน

    แต่ตอนนี้ต้องรักษาตนเองก่อนและผมต้องการพลังเวทย์ที่ไม่ต้องมาจากการใช้แหวนไปดูดพลังชีวิตของคนอื่น

    เราอยู่ในยุคสมัยปัจจุบันแล้ว

     

    หมดยุคของการแลกวิญญาณเพื่อพลังจากเทพเจ้า

    เราอยู่ในยุคของพลังงานทางเลือก