ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 3 บทที่ 62 พรสวรรค์การต่อสู้ที่พัฒนาได้

            เปรี้ยง!!!!

            วินาทีต่อมาตามมาด้วยเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว

            ลูกศรพุ่งระเบิดแตกกระจายกลายเป็นเปลวเพลิงกระจายเต็มท้องฟ้า

            “เหอะ ก็คงแค่นี้แหละ!”

            ชายชาวตะวันออกไกลเก็บขาสั้นๆของเขากลับมาอย่างได้ใจ และกำลังจะเอ่ยปากโอ้อวดออกมาอย่างลำพองใจ

            ทว่าในตอนนั้นเอง

            โฮก!

            จู่ๆเวโลซีแรปเตอร์ตัวหนึ่งที่แยกเขี้ยวพุ่งกระโจนออกมาจากท่ามกลางลูกศรที่ระเบิดออกนั้นมันพุ่งเข้าหาชายชาวตะวันออกไกลที่อยู่ในระยะประชิดทันที

            “อะไรกัน? ถึงกับอัญเชิญมอนสเตอร์ได้เลยเหรอ?”

            ชายชาวตะวันออกไกลเหวอจนสติหลุดรีบใช้ทักษะป้องกันอย่างรวดเร็ว

            ยังดีที่เวโลซีแรปเตอร์ตัวนี้ไม่ใช่มอนสเตอร์ของจริงแต่เป็นสิ่งมีชีวิตเวทมนตร์บางอย่างที่คล้ายคลึงกับร่างจำลองเทวทูตที่ลู่เซิ่งอัญเชิญมาพลังต่อสู้จึงไม่ได้โดดเด่นอะไรนักมันจึงถูกชายชาวตะวันออกไกลกำจัดลงได้อย่างง่ายดาย

            แต่ถึงกระนั้นชายชาวตะวันออกไกลก็ยังคงตื่นตระหนกไม่หาย

            “นี่มันคือ... ร่างวิญญาณงั้นเหรอ?”

            เมื่อมองดูเวโลซีแรปเตอร์ที่เพิ่งถูกเขากำจัดจนสิ้นฤทธิ์และกำลังค่อยๆสลายไปในความว่างเปล่า ชายชาวตะวันออกไกลก็ตกตะลึงจนเบิกตากว้าง

            “ระวัง ยัยผู้หญิงเสินเซี่ยคนนี้ไม่ธรรมดา!”

            ในตอนนั้นเองก็มีเสียงฝีเท้าถี่รัวดังมาจากป่าละเมาะข้างๆ

            จากนั้นก็เห็นร่างสามร่างที่มีรูปร่างลักษณะต่างกันวิ่งกรูเข้ามาพร้อมกัน

            หนึ่งในนั้นเป็นชายชาวเอเชียใต้ที่พันผ้าโพกหัวและมีผิวสีดำคล้ำเขามองไปยังทิศทางที่ลั่วเซวียนเซวียนเพิ่งหนีไปพร้อมกับมีแววตาครุ่นคิดและพึมพำออกมาว่า “ถ้าฉันเดาไม่ผิดพรสวรรค์การต่อสู้ของยัยนั่นน่าจะมีคุณสมบัติในการวิวัฒนาการต่อเนื่อง”

            “ว่าไงนะ? พัฒนาได้อย่างต่อเนื่องเหรอ?”

            ชายที่มีใบหน้าแบบคนตะวันออกไกลได้ยินดังนั้นก็สีหน้าเปลี่ยนไปรีบเอ่ยถามย้ำทันทีว่า “จารู นายหมายความว่ายังไง?”

            ชายชาวเอเชียใต้ที่ชื่อจารูไม่ได้ตอบตรงๆแต่พึมพำว่า “พัคยูจี นายเพิ่งจะมาถึงอาจจะยังไม่รู้ความจริงก่อนหน้านี้ พวกเราสามคนไล่ล่าผู้หญิงคนนี้มาวันหนึ่งกับหนึ่งคืนเต็มๆแล้ว!”

            เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเสริมว่า“อาชีพเดิมของผู้หญิงคนนี้น่าจะเป็นพรานสายว่องไวตามหลักการแล้วไม่น่าจะมีสกิลสายอัญเชิญ”

            เมื่อสิ้นคำพูดจารูก็เปลี่ยนประเด็นทันที

            “แต่ในการต่อสู้ก่อนหน้านี้พวกเรากลับพบว่ายัยผู้หญิงคนนี้สามารถอัญเชิญมอนสเตอร์นานาชนิดออกมาช่วยต่อสู้ผ่านการปลดปล่อยทักษะได้แถมมอนสเตอร์พวกนั้นก็ไม่ใช่กายหยาบ แต่เป็นตัวตนบางอย่างที่คล้ายกับดวงวิญญาณ”

            “วิญญาณงั้นเหรอ?”

            พัคยูจีใจสั่นสะท้าน

            “ถูกต้อง!”

            จารูพยักหน้าก่อนจะเผยความลับทั้งหมดออกมา

            “พวกเราถึงได้คาดการณ์ว่าพรสวรรค์การต่อสู้ของผู้หญิงเสินเซี่ยคนนี้น่าจะมีอานุภาพที่น่ากลัวอย่างการบงการวิญญาณมอนสเตอร์”

            ฟืด!

            ถึงจุดนี้พัคยูจีก็ไม่อาจข่มความตกใจได้อีกต่อไป เขาได้แต่สูดลมหายใจเข้าลึกอย่างแรง

            “ไม่เพียงแค่นั้น!”

            จารูเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมต่อว่า“แถมผู้หญิงเสินเซี่ยคนนี้จะกักขังวิญญาณมอนสเตอร์ได้มากแค่ไหนมีข้อจำกัดเรื่องเลเวลและจำนวนหรือไม่ พวกเราก็ยังไม่รู้ถ้าเกิดว่าเธอสามารถกักขังกระทั่งวิญญาณของบอสที่แข็งแกร่งในเหวลึกได้ล่ะก็สำหรับพันธมิตรสามประเทศของพวกเรา งานนี้ปัญหาใหญ่มาเยือนแน่”

            “มิน่าเล่า เบื้องบนถึงได้ออก ‘หมายหัวสั่งตาย’ให้พวกเราทำทุกวิถีทางเพื่อฝังยัยผู้หญิงคนนี้ไว้ในเขตสงครามทรายโลหิตตลอดกาลที่แท้พรสวรรค์การต่อสู้ของยัยนี่ก็น่ากลัวขนาดนี้” พัคยูจีพึมพำกับตัวเอง ในใจไม่หลงเหลือความประมาทอีกต่อไป

            “ไม่ต้องรีบร้อนไป!”

            ในตอนนั้นเองท่ามกลางคนทั้งสี่ชายจากประเทศวอหนูที่สวมชุดซามูไรและเหน็บดาบตงอิ๋งไว้ที่เอวก็ก้าวออกมาพร้อมกับหัวเราะเสียงแหลมอย่างเจ้าเล่ห์ “ยังไงซะยัยนี่ก็ถูกพวกเราไล่ล่าจนเข้าตาจนแล้วไม่ใช่แค่พลังชีวิตที่ลดลงถึงขีดสุด แต่มานาก็แทบจะไม่เหลือการพ่ายแพ้เป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น”

            “แต่ทิศทางที่ยัยนั่นเพิ่งหนีไปดูเหมือนจะเป็นเมืองกระดูกโลหิตที่เป็นเขตปลอดภัยของประเทศเสินเซี่ยนี่นาถ้าปล่อยให้ยัยนั่นหนีไปได้จริงๆ ต่อไปเราจะหาโอกาสฆ่าเธอได้ยากแล้วนะ”

            สุดท้ายร่างที่สวมหน้ากากผีเพียงร่างเดียวที่เหลืออยู่ท่ามกลางคนทั้งสี่ก็ก้าวออกมาแสดงความคิดเห็นน้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นไม่เพียงแต่จะมีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่งแต่ยังแฝงไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่สะกดวิญญาณผู้คน

            ที่แท้คนคนนี้ก็เป็นผู้หญิง

            “ตามไป! ห้ามปล่อยให้ยัยนั่นหนีไปได้เด็ดขาด!”

            จารูได้ยินดังนั้นก็หรี่ตาลงก่อนจะโบกมือใหญ่สั่งการทันที

            “ตกลง!”

            วินาทีต่อมาทั้งสี่คนก็บรรลุข้อตกลงร่วมกันทันทีโดยไม่เสียเวลาอยู่ที่เดิมต่อแต่รีบก้าวเท้าไล่ตามไปยังทิศทางที่ลั่วเซวียนเซวียนเพิ่งจะหนีไป

            ............

            อีกด้านหนึ่งณ เขตสงครามทรายโลหิตในเขตเก็บเลเวลที่ร้อนแรงที่สุดภายใต้การปกครองของประเทศวอหนูอย่างหุบเขาสิ้นหวัง

            “แก... แกเป็นใครกันแน่? ทำไมต้องมาเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ในดินแดนประเทศวอหนูของเราด้วย?”

            ผู้ใช้อาชีพจากประเทศวอหนูคนหนึ่งทรุดตัวลงกับพื้นอย่างสิ้นหวังเขาจ้องมองเทพสังหารที่อยู่ตรงหน้าด้วยตาเขม็งพร้อมกับตะโกนเสียงหลงความเคียดแค้นในดวงตานั้นแทบจะกลั่นออกมาเป็นหยดน้ำได้

            แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้

            เพราะก่อนหน้านี้เขาไม่เคยฝันเลยว่าจะมีวันที่ตัวเอง ซึ่งเป็นอาชีพสายต่อสู้กลับถูกพาลาดินที่เป็นอาชีพสายสนับสนุนอัดจนไม่มีทางสู้

            ใช่แล้วเขาถูกพาลาดินคนหนึ่งทารุณเข้าให้แล้ว

            แถมยังเป็นการโดนยำเละอยู่ฝ่ายเดียวเสียด้วย

            ต้องรู้ก่อนว่าเขาเป็นจอมเวท เลเวล 157 เลยนะ

            ถึงแม้พรสวรรค์การต่อสู้ของเขาจะมีระดับแค่Cและพลังไม่ได้รุนแรงมากนัก

            แต่ลู่เซิ่งตอนนี้เลเวลยังไม่ถึง100ด้วยซ้ำ ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายมีเลเวลต่างกันถึง 50 กว่าเลเวล เขากลับถูกอีกฝ่ายขยี้ได้อย่างง่ายดาย

            แม่-เอ๊ยเป็นไปได้ยังไงวะ?

            เขามองไปยัง‘ร่างจำลองของกาเบรียล’ ที่มีพลังรบเหนือมนุษย์และกองทัพโครงกระดูกที่ดาหน้ากันเข้ามาอย่างมหาศาลข้างกายลู่เซิ่งอีกครั้ง

            ผู้ใช้อาชีพจากประเทศวอหนูคนนี้มีสีหน้าฉายแววไม่ยินยอมอย่างรุนแรงเขาเอ่ยถามเสียงเข้มอีกครั้งว่า “ที่นี่คือถิ่นของประเทศวอหนูและตอนนี้ก็ไม่ใช่ช่วงสงครามระหว่างประเทศทำไมแกต้องข้ามพรมแดนมาเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ในดินแดนของเราด้วย?”

            “เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์งั้นเหรอ?”

            ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นก่อนจะส่ายหน้าและยิ้มเย็นเยาะ “ในสายตาของฉันพวกคนขายชาติที่รับใช้วอหนูอย่างพวกแก นอกจากจะไม่อยากเรียกว่าผู้บริสุทธิ์ฉันแทบไม่คิดจะเรียกว่าเป็นคนด้วยซ้ำ เป็นได้แค่พวกเดรัจฉานเท่านั้นแหละ”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็เสริมด้วยใบหน้าภาคภูมิใจว่า “ในเมื่อเป็นเดรัจฉานก็แน่นอนว่าย่อมฆ่าได้ ตราบใดที่หมัดของฉันใหญ่กว่าพวกแกพละกำลังแข็งแกร่งกว่าพวกแก ฉันอยากจะฆ่าเท่าไหร่ก็ฆ่าได้ตามใจชอบยังไงซะในเขตสงครามทรายโลหิตแห่งนี้ก็ไม่มีกฎหมายอะไรอยู่แล้ว แกจะทำอะไรฉันได้?”

            “บากะ! ไอ้พวกหมูชั้นต่ำ ฉันจะสู้ตายกับแก!”

            ในที่สุดผู้ใช้อาชีพวอหนูคนนั้นก็ละทิ้งความหวังสุดท้ายที่เหลืออยู่ในใจเขาฝืนเค้นพลังเฮือกสุดท้ายในร่างกาย ลุกขึ้นยืนหมายจะสู้ตายกับลู่เซิ่ง

            แต่น่าเสียดายที่เขายังยืนไม่ทันจะมั่นคงก็ถูกกองทัพโครงกระดูกรอบๆ รุมทึ้งเข้าไปในพริบตาจนร่างระเบิดกลายเป็นเศษเนื้อกระจายว่อน

            “ลู่... ลู่เซิ่ง...”

            เมื่อเห็นภาพนี้เฉาอวี่และสวี่ซาซาที่อยู่ข้างๆ ถึงกับฟันกระทบกันด้วยความสั่นเทา

            เพราะครั้งนี้ลู่เซิ่งฆ่าคนมากเกินไปแล้ว เมื่อมองออกไป ทั่วทั้งหุบเขาสิ้นหวังที่นี่แทบจะเต็มไปด้วยซากศพของผู้ใช้อาชีพประเทศวอหนู นอนระเกะระกะอยู่เต็มพื้นที่อย่างน้อยๆ ก็มีจำนวนนับพันคน

            ไม่เพียงเท่านั้นทั้งที่รู้ดีว่าการฆ่าผู้ใช้อาชีพเลเวลต่ำจะไม่มีทางได้รับค่าประสบการณ์แต่ลู่เซิ่งก็ยังไม่เว้นแม้แต่คนเดียว ต่อให้เป็นผู้ใช้อาชีพวอหนูที่เพิ่งเลเวล 50ตราบใดที่เขาเห็น ก็จะไม่มีทางรอดไปได้เลยแม้แต่คนเดียว

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน