เนินเขาที่เคยเป็ป่ารกร้างบัดนี้ถูกหักร้างถางพงจนกลายเป็เนินเรียบ มีค่ายขนาดเล็กสี่ค่ายหนึ่งค่ายขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางระหว่างค่ายเล็กทั้งสี่ค่ายผ้าขาวถูกผูกไว้โดยรอบค่ายใหญ่ สื่อถึงการไว้ทุกข์อย่างเงียบสงบภายในค่ายใหญ่มีโลงศพไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางแท่นบูชา ธูปเทียน เครื่องเซ่นไหว้ถูกจัดเรียงอย่างเรียบง่ายสะอาดสะอ้าน สองค่ายเล็กขนาบข้างขวาเป็เรือนนอนอีกสองค่ายขนาบข้างซ้าย เป็เรือนสำหรับผู้าเ็ บนเนินสูงถัดขึ้นไปมีคนงานหลายสิบคนกำลังถางป่าอย่างขะมักเขม้น
ฟางจื้อซ่านเดินตรงไปยังค่ายใหญ่สายตากวาดมองภาพเบื้องหน้า กลิ่นธูปอ่อนๆ ลอยปะปนกับกลิ่นไม้สดจากการถางป่าชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ดูแข็งแรง ใบหน้าคล้ายซ่งอี้หยวนอยู่หลายส่วนกึ่งวิ่งกึ่งเดินตรงเข้ามาหาเขา เมื่อถึงหน้าฟางจื้อซ่านชายผู้นั้นหยุดแล้วคุกเข่าลง
“คุณชายใหญ่…”
เสียงของเขาแ่เบาแต่หนักแน่น แววตาเต็มไปด้วยความเคารพและความโศกเศร้า
“ขอคุณชายใหญ่โปรดลงโทษบ่าวไม่สามารถรักษาชีวิตนายท่านไว้ได้…”
เขาฟุบศีรษะลงกับพื้นฟางจื้อซ่านไม่เห็นใบหน้าของเขา แต่จากอากัปกิริยา รู้ได้ทันทีว่าเขากำลังร้องไห้ฟางจื้อซ่านก้าวเข้าไปใกล้ประคองร่างอันแข็งแรงแต่สั่นไหวให้ลุกขึ้น
“ท่านคงเป็…ท่านลุงสุยโจวใช่หรือไม่”
ซ่งสุยโจวลุกขึ้นยืนสีหน้าประหลาดใจหันไปมองบุตรชาย แล้วหันกลับมามองฟางจื้อซ่านอย่างไม่แน่ใจซ่งอี้หยวนรีบเข้าไปจับแขนบิดาพูดข้างหูเบาๆ
“ท่านพ่อ…คุณชายใหญ่ความจำเสื่อมขอรับ”
เมื่อซ่งสุยโจวได้ยินดังนั้นเขายิ่งร้องไห้หนักขึ้นตีอกชกตัวอย่างไม่อาจควบคุม
“เพราะข้าไม่ดี…เพราะข้าไม่เอาไหน…ไม่อาจรักษาชีวิตนายท่านไว้ได้และยังทำให้คุณชายใหญ่ความจำเสื่อม… ข้าจะมีหน้าไปพบหน้านายหญิงได้อย่างไร ฮือ ฮือ”
ทั้งฟางจื้อซ่านและซ่งอี้หยวนต้องดึงแขนเขาคนละข้างไว้ “ท่านลุง…ท่านอย่าทำเช่นนี้มันไม่ใช่ความผิดของท่าน มันเป็ความผิดของโจรูเานั่น!”
“หากบ่าวสำรวจเส้นทางให้ละเอียดกว่านี้…เื่ร้ายแรงเช่นนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น…ฮือฮือ…”
ฟางจื้อซ่านได้แต่นิ่งเงียบในใจเต็มไปด้วยความนับถือ ชายผู้นี้ใช้เวลาเพียงสองวันกับคนไม่กี่สิบคนหักร้างถางพงป่าสร้างค่ายดูแลคนาเ็หลายสิบคนจัดงานศพให้เ้านายโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยแล้วยังมาขอรับโทษกับเหตุสุดวิสัยที่เขาไม่ได้ก่อ หาคนเช่นนี้ได้ยากนักในโลกปัจจุบันคนสมัยโบราณเขาฝึกคนกันอย่างไรนะ... นายท่านฟางคงเป็เ้านายที่ประเสริฐจึงมีบริวารที่ประเสริฐเช่นท่านลุงสุยโจว
ฟางจื้อซ่านยืนอยู่หน้าค่ายใหญ่ในชุดไว้ทุกข์สีขาวถือธูปสามดอกในท่าคำนับเต็มพิธีการ สายลมพัดเบาๆ กลิ่นธูปลอยคลุ้งในอากาศเบื้องหน้าโลงศพไม้ของนายท่านฟางจื้อเหลียงเขาหลับตานึกย้อนถึงใบหน้าของนายท่านก่อนสิ้นใจเขามีใบหน้าคล้ายคุณชายฟางอยู่หลายส่วน โดยเฉพาะดวงตาดอกท้อคู่นั้นหยดน้ำตาไหลเป็ทางมิใช่เพราะเขาเป็นักแสดงหากแต่เพราะเขารู้สึกะเืใจอย่างแท้จริงฟางจื้อซ่านยืนนิ่งแล้วก้มศีรษะลงต่ำสามครั้ง ปักธูปลงกระถางกระเบื้องแล้วยืนคำนับลงต่ำอีกครั้ง เสียงคำสัญญาในใจหนักแน่นดั่งคำสาบาน
‘ข้าฟางจื้อซ่าน ขอสัญญาเป็คำมั่น จะปกป้องดูแลนายหญิงฟางคุณหนูคุณชาย ให้อยู่สุขสบาย มิให้พานพบภัยใดๆ และจะไม่ทำเื่เสื่อมเสียแก่ตระกูลฟางเป็อันขาด!’
ทันใดนั้นฟ้าผ่าดังเปรี้ยง เสียงสะท้านไปทั่วเนินเขา เสมือนเป็การตอบรับคำสัญญาจากฝากฟ้าหรือจากดวงิญญาของนายท่านฟางก็สุดรู้
หลังการปรึกษากันพวกเขาตกลงกันว่าซ่งสุยโจวจะเป็ผู้นำขบวนสินค้าไปส่งยังโหย่วเป่ย ต้องออกเดินทางยามเหม่า (05.00 – 07.00 น.) ของวันรุ่งขึ้นทุกอย่างมิอาจรั้งรอได้ หากล่าช้าไปกว่านี้อาจเกิดความเสียหายมากยิ่งขึ้น
“ท่านลุงโหย่วเป่ยเดินทางอีกไกลหรือไม่ขอรับ” ฟางจื้อซ่านถามขึ้นขณะพูดถึงเมืองที่ต้องไปส่งสินค้า ซ่งสุยโจวอธิบายให้เขาฟังอย่างใจเย็น
“เมืองโหย่วเป่ยเป็เมืองหน้าด่านทางตะวันตกเฉียงใต้อยู่ห่างจากเป่ยชวนประมาณสองร้อยลี้เองขอรับ แต่ใช้เวลาเดินทางประมาณสามถึงสี่วันเพราะเป็ช่องเขาและเป็จุดเฝ้าระวังขอรับ”
“ที่นี่คือเมืองเป่ยชวนหรือขอรับ”
“ใช่ขอรับหมู่บ้านเจิ้นซานอยู่ในเขตเมืองเป่ยชวน”
ฟางจื้อซ่านพยักหน้าอย่างเข้าใจพยายามจดจำชื่อเมืองต่างๆ ทีละเล็กละน้อย
จากการปะทะกับกองโจรูเาสินค้าทั้งหมดเสียหายไปถึงสี่ส่วน โจรูเาถูกกวาดล้างฆ่าตายเกือบหมดซ่งสุยโจวจับผู้รอดชีวิตส่งทางการไปก่อนหน้านี้ คนของเราาเ็หนักถึงยี่สิบหกคนเสียชีวิตสิบสามคนรวมถึงนายท่านฟาง การเตรียมสร้างสุสานจำนวนมากคืองานที่รออยู่และยังต้องขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าหมู่บ้านระดมแรงงานจากชาวบ้านมาช่วยสร้าง
พวกเขาตกลงกันว่าจะไม่ส่งข่าวล่วงหน้าให้นายหญิงฟางและจะเก็บเื่คุณชายฟางความจำเสื่อมไว้เป็ความลับ เกรงจะกระทบกระเทือนจิตใจนายหญิงมากจนเกินไปลำพังสามีเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ก็หนักเอาการอยู่แล้วหากรู้เื่บุตรชายความจำเสื่อมอีกคงยากจะรับได้ฟางจื้อซ่านและซ่งอี้หยวนจะเดินทางกลับจี้เฉิงพร้อมผู้ที่ได้รับาเ็ทันทีหลังพิธีงานศพนายท่านครบเจ็ดวัน
“เมืองจี้เฉิงอยู่ทางทิศไหนของเป่ยชวนขอรับ”
“เมืองจี้เฉิงเป็เมืองหลวงจากเป่ยชวนเดินทางขึ้นเหนือไปทางตะวันออกขอรับอยู่ห่างจากเป่ยชวนประมาณเจ็ดร้อยห้าสิบลี้ ใช้เวลาเดินทางเดินทางห้าถึงหกวันขอรับ”
ซ่งสุยโจวใช้กิ่งไม้วาดแผ่นที่บนพื้นดินให้เขาดูคร่าวๆจากจี้เฉิงลงใต้ไปทางทิศตะวันตกประมาณเจ็ดร้อยห้าสิบลี้เป็เมืองเป่ยชวนจากเป่ยชวนลงใต้ไปทางทิศตะวันตก อีกประมาณสองร้อยลี้เป็เมืองโหย่วเป่ยเป็เส้นทางจากเหนือลงใต้ ตะวันออกไปตะวันตกเป็เส้นทแยง
ซ่งสุยโจวและซ่งอี้หยวนยังเล่าเื่สำคัญๆที่ฟางจื้อซ่านควรรู้ เช่นเื่การค้าขายเครือข่ายตระกูลคู่ค้าที่ขัดผลประโยชน์และผู้ที่สมประโยชน์รวมถึงเื่ราวภายในจวน ลักษณะนิสัยของนายหญิง คุณหนูคุณชาย และสหายสนิท
รุ่งเช้าซ่งสุยโจวเข้าไปคารวะศพนายท่านฟางเป็ครั้งสุดท้ายฟางจื้อซ่านและซ่งอี้หยวนมายืนรอส่งกองคาราวาน สีหน้าซ่งสุยโจวดูเคร่งเครียดหนักใจ
“ท่านลุงไม่ต้องเป็กังวล”ฟางจื้อซ่านพูดเสียงแน่แน่วเพื่อให้เขาสบายใจ
“ข้าจะดูแลงานศพของท่านพ่อโดยไม่ให้ขาดพิธีกรรมอันสำคัญ และจะเร่งสร้างสุสานให้แล้วเสร็จทันวันฝังศพถึงวันเดินทางกลับจี้เฉิง…ท่านลุงและท่านอาที่าเ็ อาการคงดีขึ้นกว่านี้มากการเดินทางกลับก็คงไม่ทุลักทุเลจนเกินไปนัก ข้าฝากความระลึกถึงนายท่านหลิวเรียนนายท่านข้าจะไปคารวะท่านด้วยตนเองอย่างแน่นอน”
ซ่งสุยโจวถอนหายใจซ้ำๆห่วงหน้าพะวงหลัง เขาคิดว่าตนควรอยู่ดูแลงานหนักที่นี่แต่อีกใจคิดว่าคุณชายเป็บุตรสมควรแล้วที่จะอยู่ดูแลงานศพนายท่านเพียงแต่นายท่านหลิวเอ็นดูคุณชายฟางดั่งบุตรชายตนเองการเจรจาการค้าน่าจะราบรื่นกว่าเขาอยู่หลายส่วน ถึงคุณชายจะติดตามทำการค้ามาั้แ่ยังเยาว์แต่จะรับมือกับผู้คุ้มภัยที่เขี้ยวลากดินพวกนั้นได้อย่างไรหากต้องเดินทางนำพาสินค้ามูลค่ามหาศาลไปโหย่วเป่ยเพียงลำพัง
ซ่งสุยโจวคัดเลือกชิงสือและผู้คุ้มภัยที่เขาไว้ใจจำนวนหนึ่งให้คอยช่วยงานและระวังภัยพาผู้าเ็และคุณชายกลับจี้เฉิงเขาหันไปสั่งชิงสือหัวหน้าผู้คุ้มภัยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ชิงสือเ้าต้องดูแลคุณชายให้ดี เข้าใจหรือไม่”
ชิงสือคำนับและรับคำอย่างแข็งขั้นทันที“ขอรับ…พี่สุย”
การคุมกองคาราวานครั้งนี้นับว่าเสี่ยงอันตรายเป็อย่างมากจำนวนคนคุ้มภัยลดลงอยู่หลายส่วน แล้วยังเื่เจรจาการค้าที่เขาไม่ถนัดนายท่านหลิวแห่งโหย่วเป่ยหาใช่ผู้ที่จะเจรจาการค้าได้โดยง่าย