ในวันที่สอง หลงเฉินถามกานหลินถึงที่ตั้งของสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งจากนั้นก็ออกจากเมืองหลิงอู่ทางประตูของเหล่ามรกต
การมาถึงและออกจากตระกูลหลิงอู่ไปอย่างกะทันหันของหลงเฉินทำให้กานหลินรู้สึกประหลาดใจ ทว่าหลงเฉินตัดสินใจแน่วแน่แล้ว เขาจึงไม่สามารถทำอะไรได้
“อีกสี่วันเจ้าจะได้รับภารกิจแรก เจ้าควรรีบไปและรีบกลับให้เร็วที่สุด”
หลงเฉินพยักหน้า
“ข้าแค่อยากจะไปซื้ออะไรสักหน่อย คงไม่นานนักหรอก ข้าจะกลับมาภายในครึ่งวัน”
สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งเป็นศูนย์กลางการค้าขายที่ใหญ่ที่สุดในนครหยวนหลิง หลงเฉินไม่มีคะแนนผลงานในตระกูลหลิงอู่ เขาจึงยังไม่สามารถแลกเปลี่ยนสิ่งของจากพวกเขาได้ และโดยปกติแล้วผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปก็ต้องไปที่สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่ง ดังนั้นกานหลิงจึงไม่ติดใจอะไร เขาเพียงรู้สึกว่าในเมื่อหลงเฉินกำลังจะได้รับภารกิจที่สำคัญ เขาก็น่าจะจริงจังกับมันมากกว่านี้
‘ไม่รู้เลยว่าสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งจะใหญ่โตถึงเพียงนี้ และยังมีสาขาอยู่นับร้อยทั่วนครหยวนหลิง มีสาขาเล็ก ๆ สาขาหนึ่งอยู่ห่างออกไปราวสามลี้จากเหล่ามรกตของตระกูลหลิงอู่ แต่ถึงจะเป็นเพียงสาขาเล็ก ๆ ก็มีขนาดใหญ่โตยิ่งกว่าหอพักต้นหลิวมรกตเสียอีก’
หลังจากที่หลงเฉินมาถึงนครหยวนหลิงแล้ว คู่ต่อสู้ที่เขาได้เผชิญหน้าต่างก็มีฝีมือเหนือกว่าที่เขาเคยประสบพบเจอมา หากหญ้าวิญญาณนิมิตที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอให้หลิงซีปรากฏตัวออกมาช่วยหลงเฉินได้ ในวันที่สองหลังจากเข้าตระกูลหลิงอู่ หลงเฉินจึงออกไปตามหายาบำรุงรักษาวิญญาณ
‘ยัยนี่ชอบออกมาช่วยข้าอยู่เรื่อยเวลาข้าตกอยู่ในอันตราย และยังไม่ยอมฟังข้าอีก ข้าน่าจะหาสมุนไพรไปให้นางมากกว่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้นางต้องตาย!’
หลงเฉินมีไหวพริบและเฉลียวฉลาด เขาสามารถเข้าใจในสิ่งที่กานหลินแนะนำได้อย่างรวดเร็ว และสามารถหาทางไปยังสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งได้แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงคนต่างถิ่นในนครหยวนหลิงก็ตาม
บนถนนที่ผู้คนพลุกพล่าน กลุ่มอาคารสีน้ำเงินเข้มนั้นคือสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่ง
นี่เป็นครั้งแรกที่หลงเฉินได้เห็นสถานที่ค้าขายที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ หากเทียบกับตลาดผู้ฝึกยุทธ์ในเมืองพฤกษาหมอกแล้ว ที่นี่ยอดเยี่ยมกว่าหลายเท่า มีผู้คนมากมายเดินทางเข้าออกสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งอย่างไม่ขาดสายจนแม้แต่หลงเฉินยังกลืนไปกับผู้คน เขารีบเข้าไปด้านในสมาคมทันที
“โอ้โฮ! ที่นี่มีของดี ๆ ตั้งมากมายแน่ะ...”
หลิงซีส่งเสียงร้องด้วยความชื่นชมอยู่ภายในกระบี่หลิงซี หลงเฉินพินิจพิจารณาและเห็นสิ่งของต้องตาต้องใจมากมายจากชั้นวางต่าง ๆ แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าของพวกนี้อยู่ในระดับใด แต่ดูจากคุณภาพและราคาแล้วเขาคิดว่ามันต้องยอดเยี่ยมมากแน่ ๆ
“รากดินบิดเกลียว สามหยกศักดิ์สิทธิ์”
“หญ้าดอกผักกาด สองหยกศักดิ์สิทธิ์”
“เห็ดหลินจือหิมะ สามสิบห้าหยกศักดิ์สิทธิ์...”
หลงเฉินกวาดตามองชื่อของสมุนไพรทุกอย่างที่มี ชื่อที่ทำให้เขาผงะไปล้วนเป็นสมุนไพรวิญญาณทั้งสิ้น
“เห็ดหลินจือหิมะนั่นเป็นเพียงสมุนไพรวิญญาณระดับลึกล้ำ แต่กลับมีราคาตั้งสามสิบห้าหยกศักดิ์สิทธิ์! แพงมากเลยนะนี่! ข้ามีหยกศักดิ์สิทธิ์อยู่แค่สิบเอ็ดชิ้นเท่านั้นเอง”
เป็นเพราะเขายังจนอยู่ หลงเฉินจึงได้แต่หัวเราะด้วยความผิดหวัง
“เจ้าสัมผัสถึงสมุนไพรรักษาวิญญาณได้บ้างรึเปล่าน่ะ?”
“อย่าห่วงไปเลย!”
หลิงซีขัดขึ้นมาและบอกกับเขาด้วยน้ำเสียงรำคาญใจ
“มีสมุนไพรวิญญาณอยู่ตั้งมากมาย แล้วกลิ่นของพวกมันก็ผสมปนเปกันไปหมด ข้าขอดูให้แน่ใจก่อน”
หลงเฉินยักไหล่และมองไปยังผู้คนมากมายที่เข้าออกสถานที่แห่งนี้ เขาคิดในใจ
‘ที่นี่มีคนมีฝีมือไม่น้อยเลย เป็นไปตามที่ข้าคิดไว้ตอนมาถึงนครหยวนหลิงไม่มีผิด แต่ความแข็งแกร่งของข้ายังรั้งท้าย มันจะเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ หากข้าตายไปอย่างกะทันหันข้าก็คงต้องตกนรกและไม่มีลูกหลานไว้สืบตระกูล...’
มีลูกค้ามากมายภายในสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่ง แต่ภายในร้านก็มีคนจำนวนมากที่ทำหน้าที่ดูและจัดการเรื่องต่าง ๆ ภายในสมาคม ในตอนนั้น เด็กสาวคนหนึ่ง ความงดงามโดดเด่นของนางมาพร้อมพร้อมกับท่าทีหยิ่งยโส นางเห็นหลงเฉินที่กำลังมองไปรอบ ๆ จึงเอ่ยขึ้น
“ลูกค้าท่านนี้มีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่?”
นางเป็นเพียงผู้ดูแลการต้อนรับแต่การฝึกฝนของนางนั้นอยู่ในระดับขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้า ซึ่งเหนือกว่าหลงเฉินถึงหนึ่งขั้น เขารู้สึกชื่นชมแต่เมื่อเห็นแววตาดูถูกของนาง ความชื่นชมจึงนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“ข้ากำลังมองหาบางอยู่ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าร้านของเจ้ามีขายหรือไม่”
หลงเฉินบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรเพียงระดับแปดเท่านั้น ทว่าเขากลับพูดกับเด็กสาวด้วยความไม่สนใจไยดี ทำให้นางรู้สึกถึงการดูหมิ่นและทำให้นางมีท่าทีหมดความอดทน นางมองหลงเฉินด้วยสายตายั่วยุ
“แล้วเจ้าหาอะไรอยู่ล่ะ? สินค้าในสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งล้วนแล้วแต่เป็นของระดับสูง และราคาของพวกมันก็ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะจับต้องได้หรอกนะ”
หลงเฉินไม่อยากเถียงกับนางเพราะเห็นแก่หลิงซี
“ข้าต้องการสมุนไพรที่ฟื้นฟูวิญญาณได้”
หญิงสาวจดจ้องอยู่ครู่หนึ่งก็หัวเราะออกมา
“ของพวกนี้ไม่ใช่ถูก ๆ นะ เจ้าแน่ใจรึว่าต้องการจะซื้อพวกมันจริง ๆ?”
นางมองพินิจพิจารณาหลงเฉินและไม่ว่านางจะมองเขาอย่างไร หลงเฉินก็ดูไม่เหมือนคนร่ำรวยเลยแม้แต่น้อย ทุกคนต่างรู้ดีว่าหยกศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นสกุลเงินที่ใช้กันในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์ในระดับแก่นศักดิ์สิทธิ์ จากท่าทางของเขา หลงเฉินดูเหมือนคนที่มีเพียงหยกวิญญาณเสียมากกว่า
“ข้าขอเตือนเจ้าเอาไว้ก่อน สินค้าของพวกเราต้องใช้หยกศักดิ์สิทธิ์ซื้อ ไม่ใช่หยกวิญญาณ!”
ผู้หญิงคนนี้ช่างเหลือทนและล้ำเส้นไปมาก หลงเฉินก่นด่านางอยู่ในใจหลายครั้ง และทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย
“ข้ารู้แล้ว แค่บอกทางมาก็พอ”
‘นังบ้านี่ หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หลิงซีที่เลอค่าของข้าแล้วละก็ ลูกพี่จะลากเจ้าออกไปแก้ผ้ากลางถนนเลยคอยดู!’
หลงเฉินสบถสาปแช่งในใจ ทว่าภายนอกเขายังคงรักษาท่าทีสงบและนิ่งเฉยเอาไว้ได้
หญิงสาวมองดูเขาอยู่ครู่หนึ่ง หน้าที่ของนางคือการนำทางหลงเฉิน แต่นางกลับคิดในใจ
‘ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าบ้านนอกนี่คลานออกมาจากซอกหลืบไหน แต่รอดูเอาเถอะ เมื่อเจ้าไม่มีเงินจ่าย เจ้าจะทำให้ตัวเองขายหน้าเพียงใด’
อารมณ์ของนางไม่ค่อยจะดีอยู่ก่อนแล้ว และยิ่งต้องเจอกับคนบ้านนอกเช่นนี้ยิ่งทำให้นางเกรี้ยวกราดมากขึ้นอีก
ขณะที่นางกำลังนำทาง หลิงซีก็ส่งเสียงร้องด้วยความตื่นเต้น
“หลงเฉิน ข้าสัมผัสได้ว่ามีผลไม้ระดับลึกล้ำที่ฟื้นฟูวิญญาณได้!”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลงเฉินเองก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจ เขาเป็นห่วงความเป็นความตายของหลิงซีมาตลอด ในที่สุดเขาก็โล่งอกได้เสียที
ครู่หนึ่ง หญิงสาวก็พาเขามายังบริเวณที่มีผลไม้ฟื้นฟูวิญญาณและมองเขาด้วยท่าทีรังเกียจ หลงเฉินมองดูใกล้ ๆ และถึงกับต้องผงะไปในทันที เพราะราคาที่ติดเอาไว้สำหรับผลฟื้นฟูวิญญาณมีราคาถึงหนึ่งร้อยหยกศักดิ์สิทธิ์!
เพียงแค่สมุนไพรวิญญาณระดับลึกล้ำก็มีราคาถึงหนึ่งร้อยหยกศักดิ์สิทธิ์ ราคาช่างสูงนัก หลงเฉินมีหยกศักดิ์สิทธิ์เพียงสิบชิ้นเท่านั้น เขาจึงไม่สามารถซื้อมันได้
หลงเฉินเพิ่งเคยลิ้มรสประสบการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรกกับความรู้สึกที่ไม่มีเงินจ่ายต่อหน้าหญิงสาว
‘เมื่อก่อนที่ข้าเคยใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายที่หอนางโลมหยกมรกต ไม่เคยคิดเลยว่าข้าจะยากจนถึงเพียงนี้!’
เมื่อหลิงซีเห็นราคา หัวใจของนางรู้สึกหนักอึ้ง เห็นได้ชัดว่านางตั้งหน้าตั้งตารอคอยผลฟื้นฟูวิญญาณมากเพียงใด แต่ช่างน่าเศร้าที่หลงเฉินไม่มีเงินมากขนาดนั้น…
ทีแรกนั้นหลงเฉินคิดว่าสมุนไพรวิญญาณระดับลึกล้ำจะมีราคาใกล้เคียงกับหญ้าดอกผักกาดเสียอีก
“ลืมมันเสียเถอะ หลงเฉิน เราค่อยกลับมาใหม่เมื่อเจ้ามีเงินพอก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อนหรอก...”
เมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ หลิงซีจึงเริ่มขุ่นเคือง นางทอดสายตาไปที่ผลวิญญาณด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาและพูดสิ่งที่ไม่ตรงกับใจ
เมื่อเห็นสีหน้าขัดแย้งของหลงเฉิน หญิงสาวรู้อยู่แล้วว่าจะต้องลงเอยเช่นนี้ นางรีบทำท่าทางดูถูกเหยียดหยามทันทีและเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“ข้าก็บอกเจ้าไปแล้ว คนบ้านนอกอย่างเจ้าไม่มีปัญญาซื้อสมุนไพรวิญญาณหรอก เจ้าจำทางออกได้สินะ? ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ไปส่ง”
เมื่อพูดจบนางก็ไม่หันมามองหลงเฉินอีกและพร้อมจะจากไป ทันใดนั้นเองที่หลงเฉินร้องเรียก
“รอก่อน!”
หญิงสาวหันกลับมามองหลงเฉินด้วยสายตารังเกียจ หลงเฉินโพล่งออกมา
“สินค้าพวกนี้... ที่สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งยอมให้แลกเปลี่ยนด้วยสิ่งของอื่นหรือไม่?”
หลงเฉินมีนิสัยดึงดันให้ได้มาในสิ่งที่เขาต้องการมาตลอด โดยเฉพาะเมื่อสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับหลิงซี ไม่มีทางที่เขาจะจากไปโดยไม่พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการมาครอบครอง
ต่อให้เขาไม่อยากเสียหน้าต่อหน้าหลิงซี แต่เขาก็ไม่ใช่คนว่านอนสอนง่าย…
เมื่อได้ยินหลงเฉินพูดถึงการแลกเปลี่ยน หญิงสาวพูดอย่างหมดความอดทน
“เจ้าจะมีอะไรมาแลกเปลี่ยนกับผลฟื้นฟูวิญญาณได้อย่างนั้นรึ? หากเจ้ามีก็เอาออกมาและเลิกทำให้ข้าเสียเวลาได้แล้ว ข้ามีลูกค้าคนอื่นที่ต้องดูแลนะ!”
หลงเฉินหรี่ตา ความจริงแล้วทัศนคติและน้ำเสียงของหญิงผู้นี้ทำให้หลงเฉินอยากฆ่านางเสียตรงนั้น แต่เมื่ออยู่ในนครหยวนหลิงเขาต้องคอยเตือนตัวเองให้อดกลั้น ชายที่แท้จริงย่อมรู้จักว่าเมื่อใดควรก้มหัว ดังนั้นเพื่อเห็นแก่หลิงซี เขาจึงอดทนเอาไว้
หลิงซีคิดว่าเขาจะแลกเปลี่ยนกับผลกระจัดวิญญาณ นางจึงรู้สึกวิตกกังวล แต่หลังจากที่ได้เห็นหัวใจเหล็ก นางก็โล่งใจและรู้สึกซาบซึ้งเมื่อได้เห็นหลงเฉินทำเช่นนั้น
นางตระหนักดีว่าหลงเฉินเป็นชายที่หยิ่งทระนง ทว่าตอนนี้เขากำลังทำตัวนอบน้อมเพื่อให้นางได้มีชีวิตต่อไป
‘เจ้าคนบ้านี่ เหตุใดเจ้าถึงดีต่อข้านักนะ?’
หลิงซีพยายามทำความเข้าใจอย่างยากลำบาก
หญิงสาวกวาดตามองหัวใจเหล็กและพ่นลมดูถูก
“เจ้าต้องการแลกเปลี่ยนผลฟื้นฟูวิญญาณกับเศษเหล็กพวกนี้งั้นรึ? เจ้าหนู อยากให้ข้าหัวเราะจนตายหรืออย่างไร? คนบ้านนอกก็ยังเป็นคนบ้านนอกวันยังค่ำ เจ้าไม่เคยได้เห็นโลกกว้างเลยสินะ?”
“อาวเสวี่ย! เจ้าพูดเช่นนั้นได้อย่างไร?”
ในตอนนี้ เสียงต่ำและแหบแห้งดังขึ้น หลงเฉินและอาวเสวี่ยต่างหันไปมองข้าง ๆ และเห็นชายชราผมสีขาวแต่ยังดูอ่อนเยาว์ เขาเดินเข้ามาราวกับกำลังโบยบิน และความกำยำของเขานั้นเหนือกว่าเด็กหนุ่มทั่วไปมากนัก
เมื่อเห็นเขา ท่าทีของอาวเสวี่ยก็เปลี่ยนไปในทันที นางเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางอ่อนน้อม
“ข้าดีใจที่ได้พบเถ้าแก่”
นางทักทายเถ้าแก่ที่ตำหนินาง จากนั้นก็นางก็หันไปมองหลงเฉินและพินิจพิจารณาหัวใจเหล็กในมือของเขา หลังจากมองอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“เถ้าแก่เจาเทียนฟาง ข้าขอถามว่านี่คือหัวใจเหล็กที่มาจากหุ่นเหล็กสังหารของตระกูลหลิงอู่ใช่หรือไม่?”
เขาไม่คาดคิดว่าชายชราจะรู้จักสิ่งนี้ ดูจากการฝึกฝนและสถานะของเขาแล้ว เขาน่าจะเป็นคนที่มีตำแหน่งสำคัญกว่าอาวเสวี่ย ยิ่งไปกว่านั้น เขากลับดูเป็นมิตรอย่างยากจะอธิบาย หลงเฉินพยักหน้าและตอบกลับไป
“ใช่แล้ว”
เมื่อพูดจบ เจาเทียนฟางถามขึ้นเบา ๆ
“เจ้ายังมีหัวใจเหล็กพวกนี้มากเพียงใด?”
หลงเฉินไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนผู้นี้ถึงได้ให้ความสำคัญกับหัวใจเหล็กมากนัก แต่ในเมื่อช่วยไม่ได้และตัวเขาเองก็ต้องการเงิน เขาจึงเอ่ยตอบ
“ข้ายังมีอีกเยอะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เจาเทียนฟางก็หัวเราะและตบไหล่เขา
“พ่อหนุ่ม เราไปคุยกันตามลำพังดีกว่าไหม?”
คุยกันตามลำพัง – ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่ายังพอมีโอกาส
หลงเฉินยินดีจะทำเช่นนั้น ดังนั้นเขาจึงหันไปมองอาวเสวี่ยด้วยสายตาท้าทายก่อนจะจากไปพร้อมเจาเทียนฟาง
เมื่ออาวเสวี่ยเห็นว่าเถ้าแก่ให้ความสำคัญกับหลงเฉินผนวกกับท่าทีเยาะเย้ยของเขา สีหน้าของนางก็แดงก่ำด้วยความโกรธ ใบหน้าขาวนวลในตอนนี้ดูราวกับเส้นเลือดจะปริแตกออกมา นางรู้สึกราวกับโดนตบหน้าฉาดใหญ่
“เจ้าเด็กนี่หาเรื่องถูกเฆี่ยนแท้ ๆ อย่าเสนอหน้ามาให้ข้าเห็นอีกนะ!”
*******************