“บ้าเอ่ยมันเป็นใครกันแน่” มันรู้สึกตกใจที่ลูกน้องของมันได้ตกตายลง โดยใครที่ไหนก็ไม่รู้
“เป็นอะไรไป กลัวฉันรึไง” เอกมองพวกหินด้วยสายตาที่เฉยชา เมื่อเขามองไปยังกลุ่มคนที่เหลือทั้งๆ ที่เขาเองก็ไม่อยากจะเอาตัวเองมาข้องเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้แท้ๆ
“เหอะ...คนอย่างฉันนี้นะจะกลัวแก” มันตอบเอกในขณะที่มันซ้อนความรู้สึกหวาดกลัวป่นระแวงในเวลาเดียวกัน
“งั้นเหรอ...” เอกนั้นคร้านที่จะสนใจเจ้าพวกนี้
ในขณะที่เอกมีกำลังจัดการปัญหาตรงหน้าเอกก็มองนาฬิกาบนข้อมือเขาไปด้วย
“เอาละ ฉันขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงกับพวกแกแล้วเดี๋ยวเด็กๆ จะเป็นห่วงฉันเอา” เอกกล่าวจบ คนทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ก็พร้อมกันสะดุ้งสุดตัว
“กะ..แก ไอ้พวกโง่พวกเองจะยืนให้มันมาฆ่ารึไงวะ ยิงมันสิโว้ย” หินรู้สึกหวาดกลัว ถึงมันจะไม่ได้เห็นตอนที่เอกได้จัดการลูกน้องของมันก็ตาม แต่วิธีสังหารอีกฝ่ายที่เด็ดขาดขนาดนั้นมันคิดว่าเอกต้องเป็นคนเลือดเย็นขนาดไหนกันถึงทำเรื่องแบบนี้ได้
จริงๆ แล้วเอกไม่ได้เป็นคนเลือดเย็นขนาดนั้นแต่มันเป็นเพราะวิชาที่เขาฝึกต่างหาก วิชาเอกภพนั้นเป็นวิชาที่ดึงดูดพลังงานทุกอย่างที่เอกภพมีไม่ว่าจะเป็นพลังที่มีด้านลบแค่ไหนวิชานี้ก็สามารถนำมากลั่นให้บริสุทธิ์แล้วนำมาหล่อเลี้ยงร่างกายของเอกได้แต่ถึงอย่างนั้นเอกก็ต้องรับผลกระทบด้านความรู้สึกเช่นกัน
ขึ้นชื่อว่าเป็นวิชาเอกภพแล้ววิชานี้ย่อมเป็นวิชาที่มีความโกลาหลและมีความสับสนมากที่สุดทำให้แต่ละครั้งที่เอกฝึกเขาก็ต้องทำการยับยั้งไม่ให้เอกมีความรู้สึกสับสนในวิชาของตนเองได้
หรือจะให้พูดง่ายก็คือ เวลาที่เอกฝึกฝนนั้นตัวเขาจะได้รับความรู้สึกของสิ่งมีชีวิตนั้นเข้ามาในหัวของเขาไม่ว่าจะต้นไม้ใบหญ้าต่างๆ เขาก็รับรู้ถึงมัน ทำให้เอกต้องทำการลบล้างความรู้สึกภายนอกให้ออกทั้งหมด เพราะเหตุนี้เองที่ทำให้เอกรู้สึกเฉยชาเวลาเขาเข่นฆ่าผู้อื่น แต่ถ้าเมื่อไรที่เอกไปถึงขั้นก่อเกิดแล้วผลกระทบที่เขาได้รับมาในช่วงแรกก็จะหายไป
เมื่อเอกเห็นพวกมันระดมยิ่งมาที่เขาอย่างบ้าคลั่ง ด้วยความที่เอกไม่อยากเสียเวลาไปให้มากกว่านี้เขาจึงทำการหยุดลูกกระสุนที่พุ่งมาหาเข้าอย่างรวดเร็วพร้อมกับดีดกระสุนปืนที่เขาหยิบมาได้ส่งให้กับพวกมันทั้งหมด
“ปะ...ปีศาจ ทำไมคนที่มีระดับนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ได้” เมื่อกี้ก่อนที่มันจะโดนกระสุนที่สวนมาของเอกนั้น โชคดีที่มันมีเครื่องรางช่วยชีวิตได้ครั้งหนึ่งแต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมันมากนักเพราะแทนที่กระสุนมันจะกระทบเข้าใส่มานพลังแล้วหายไป กระสุนลูกนั้นกลับมีพลังงานบางอย่างห่อหุ้มเอาไว้ แต่ด้วยการที่มันตัดสินใจหลบหนีจากมานพลังตรงนั้นอย่างถูกต้องของมัน ก็เลยทำให้มันสามารถรอดพ้นจากความตายไปได้
ไม่เพียงแต่ลูกน้องของมันที่พยายามยิงเอกแทบตายแต่อีกฝ่ายกลับสามารถหยุดลูกกระสุนปืนของมันไปได้ เท่านั้นแต่อีกฝ่ายกลับสามารถสวนมันกลับด้วยลูกปืนของพวกมันเองทำให้ตอนนี้ลูกน้องของมันแต่คนตกตายกันไปเป็นแถบๆ
“หืม ไม่คิดเลยว่าจะมีคนรอดด้วยแฮะสงสัยเราคงต้องกลับไปฝึกเพิ่มซะแล้ว” เอกกล่าวพึมพำพร้อมกลับส่ายหัวที่ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาหวัง
“พระเจ้า นี้คุณยังต้องกลับไปฝึกเพิ่มอีกเรอะแค่นี้คุณก็เทพมากพอแล้วนะ” เมฆรู้สึกทึ่งอยู่ในใจทั้งๆ ที่เขาอุตส่าห์ตะโกนแหกปากแทบตายให้ผู้เชี่ยวชาญคนนี้หนีออกไปจากที่นี่ กลับกลายเป็นว่าเขาเองที่โง่ไปตะโกนบอกให้ผู้เชี่ยวชาญคนนี้หนีจากไป ถ้าใครเขามารู้ละก็คงหัวเราะเยาะเขาตาย
“ถอยไปนะไอ้ปีศาจ ฉันเป็นถึงคนของแก๊งมังกรเขียวเชียวนะถ้าแกทำอะไรฉันละก็แกได้ถูกคนของแก๊งมังกรเขียวตามล่าแน่” หินตะโกนขู่เตือนเอกว่าอย่ายุ่งกับมัน แต่มันจะรู้ไหมว่าการที่มันขู่เอกแบบนี้ยิ่งเป็นการเพิ่มเวลาตายของมันให้เร็วขึ้น
“แก เป็นคนของแก๊งมังกรเขียวอย่างนั้นเหรอ” เอกจ้องมองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา
ดูเหมือนเจ้านี้อยากจะตายเร็วขึ้นสินะ ไม่รู้รึไงว่าเอกนั้นเกียจการขู่แบบนี้ที่สุด
“ชะ..ใช้ ถ้าแกรู้แล้วละก็แกต้องปล่อยฉันไปซะไม่อย่างนั้นแกจะโดนแก๊งมังกรเขียวจัดกะ...การแน่”
“หึ...คิดจะขู่คนอย่างฉันมีแต่จะเพิ่มเวลาตายของแกให้มากขึ้นเท่านั้น เอาเถอะถึงจะพูดอะไรตอนนี้ไปแกก็คงไม่ได้ยินสินะ ส่วนแก๊งมังกรเขียวอะไรนั้นค่อยไปจัดการที่หลังก็ได้ แต่ตอนนี้เราต้องไปรับไมค์กับน้ำทิพย์ซะก่อน
ไม่รู้ว่าพวกเด็กๆ จะเป็นยังไงบ้างสิตอนนี่” เอกถอนหายใจ เขากังวลว่าเด็กๆ จะเป็นยังไงบ้างถ้าพวกเด็กๆ คิดว่าเขาไม่มารับพวกเธอน้ำทิพย์กับไมค์คงไม่คิดเดินกับบ้านคนเดียวหรอกนะ ยิ่งคิดเขาก็ต้องรีบไปหาพวกเด็กให้เร็วขึ้น จากนั้นเอกก็ทำการทำลายหลักฐานตรงนี้ด้วยเปลวเพลิงเอกภพที่มีความรุนแรงมากที่สุดในโลก เมื่อเสร็จแล้วเอกไม่รอช้ารีบวิ่งไปที่รถของเขาทันที
แต่ในขณะที่เอกกำลังเดินขึ้นรถของเขา เมฆที่กำลังช็อกอยู่นั้นก็ได้สติ รีบเรียกเอกขึ้นมาซะก่อน
“ดะ...เดี๋ยวก่อนครับ อย่าพึ่งไปผมมีอะไรจะคุยด้วย” เอกหันกลับมาเขาลืมไปเลยว่ายังมีคนอยู่ที่นี่อีกคนหนึ่ง
“หยุด ฉันไม่ต้องการเสียเวลาคุยกันตรงนี้ นายรีบๆ ขึ้นรถซะแล้วค่อยมาคุยกัน” เอกกล่าวจบเขาก็ทำการลากเมฆที่บาดเจ็บเต็มตัวขึ้นมาบนรถเขาทันที เมื่อทุกอย่างไม่มีปัญหาอะไรแล้วเอกก็ทำการเหยียบคันเร่งจนความเร็วของรถตอนนี้เกือบจะแตะที่สองร้อยกิโลเมตรแล้ว
ส่วนเมฆที่ต้องการจะพูดขอบคุณเอกนั้นก็ต้องปิดปากเงียบซะก่อนเพราะตอนนี้ความเร็วของรถได้ทำร้ายร่างกายที่บาดเจ็บของเขาจนเขาต้องหาที่จับดีๆ เอาไว้
เอียดๆๆๆ -!
เมื่อมาถึงแล้วเอกก็รีบลงรถแล้วมองหาพวกเด็กๆ ทันที แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เห็นทั้งสองคนที่มารอเขาที่นี่เป็นประจำเลย ทำให้เอกตอนนี้ร้อนรนเป็นอย่างมากแต่ก่อนที่เอกจะร้อนรนไปมากกว่านี้อยู่ๆ ก็มีเสียงน้ำทิพย์เรียกเขาขึ้นมาซะก่อน
“คุณพ่อค่า” น้ำทิพย์ที่กำลังรอเอกอยู่นั้นเมื่อเธอจำได้ว่านี้คือยินเสียงรถของพ่อเธอ เธอไม่รอช้ารีบบอกคุณครูให้รู้ทันทีว่าพ่อของเธอมาแล้ว โดยที่เธอไม่สนใจเลยว่าคุณครูของเธอจะตอบว่ายังไง
“น้ำทิพย์...เฮ้อโล่งอกไปที่พ่อนึกว่าน้ำทิพย์จะไม่รอพ่อซะแล้ว พ่อขอโทษนะที่มารับเราช้าไปหน่อย” เอกอุ้มน้ำทิพย์ที่มาหาเขาทันทีพร้อมกับกล่าวขอโทษเธอที่เขาปล่อยให้เธอรอนาน
“งื้อ...ไม่เป็นไรหรอกค่ะ น้ำทิพย์รอคุณพ่อแป๊บๆๆๆ เดียวเอง” น้ำทิพย์ส่ายหัวน้อยๆ ของเธอบอกว่าเธอไม่ได้รอเอกนานเลย แต่จริงๆ แล้วเธอเกือบจะร้องไห้ที่พ่อของเธอมารับช้าจนเพื่อนๆ ของเธอได้กลับไปหมดแล้ว ทำให้ไมค์พี่ชายของเธอต้องมานั่งเสียเวลามาปลอบเธออีก
เมื่อเอกเห็นท่าทางน่ารักของเธอย่างนั้น ก็ทำให้เอกอดที่จะหอมแก้มนุ่มๆ ที่แต้มไปด้วยเส้นเลือดฝอยทำให้แก้มของน้ำทิพย์ดูแดงอมชมพูจนทำให้เอกต้องอดใจที่จะหอมแก้มเธอซ้ำๆ ไม่ได้
“คิกๆ คุณพ่อค่ะหนวดของคุณพ่อมันทำให้หนูจั๊กจี้อ่า…คิกๆ” น้ำทิพย์หัวเราะ ไม่ถือสาที่เอกหอมแก้มเธอจนแก้มของเธอเต็มไปด้วยหนวดเคราของเอก
เมื่อหอมแก้มน้ำทิพย์อย่างพอใจแล้วเอกก็ถามถึงไมค์ลูกชายคนโตของเขาทันที
“น้ำทิพย์แล้วพี่ไมค์อยู่ไหนละคะ พ่อไม่เห็นพี่ไมค์ตามหนูมาเลย” เอกกล่าวถามน้ำทิพย์อย่างสงสัย
“อ๋อ พี่ไมค์ตอนนี้อยู่กลับคุณครูหวานนะคะ ตอนนั้นหนูได้ยินเสียงของคุณพ่อปุ๋บหนูก็ไปบอกครูหวานว่าคุณพ่อของหนูมารับพวกเราแล้ว แต่ตอนนั้นหนูก็ไม่เห็นพี่ไมค์นะคะ สงสัยพี่เขาไปเข้าห้องน้ำอยู่เลยไม่รู้ว่าคุณพ่อมารับหนูแล้วก็ได้” น้ำทิพย์นึกออกทันทีว่าก่อนที่เธอจะวิ่งออกมานั้นเธอลืมไปเลยว่าเธอควรจะบอกให้ไมค์รับรู้ด้วย
“อย่างนี้นี่เองถ้าอย่างนั้นเราไปรับพี่ไมค์ของหนูกันเถอะ เอาละห้องที่หนูรอพ่อกับคุณครูของลูกอยู่ที่ไหนเอ่ย” เอกยิ้มออกมาเบาๆ กลับความขี้ลืมของเธอ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ต่อว่าเธอแต่อย่างใด
เมื่อน้ำทิพย์พาเอกมาถึงห้องพักครูแล้ว เขาก็เห็นคนสองคนกำลังคุยกันอยู่ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนอีกคนหนึ่งก็ลูกชายของเขาเองอีกคนก็คงเป็นคุณครูหวานที่น้ำทิพย์บอกเขา ไม่รอช้าเอกรีบเดินไปหาทั้งสองคนทันที
“ขอโทษนะครับ ที่ผมต้องคุณครูต้องมาดูแลทั้งสองคนนี้” เอกเดินมาแล้วก็พูดขอบคุณทันที
ทำให้เธอแปลกใจว่าใครกันที่อยู่มาขอโทษเธอ แต่เมื่อเธอเห็นน้ำทิพย์ที่ผู้ชายคนนั้นอุ้มอยู่นั้นก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นเป็นพ่อของเด็กสองคนนี้
“ไม่เป็นไรค่ะ เพราะนี้มันก็เป็นหน้าที่ของคุณครูเช่นกัน แต่ว่าทำไมวันนี้ถึงมารับเด็กๆ ช้าละคะเห็นพวกเด็กๆ บอกว่าคุณพ่อจะมารับพวกเธอเร็วเสมอนิค่ะ” คุณครูหวานกล่าวถามเอกอย่างแปลกใจ เพราะการที่เอกมารับลูกของเขาช้านั้นต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่นอน เพราะอย่างน้อยเธอก็สามารถให้คำปรึกษากับเอกได้บ้างไม่มากก็น้อย
“ก็นิดหน่อยครับ แต่ตอนนี้ปัญหาทุกอย่างก็เคลียร์หมดแล้ว” เอกหัวเราะแห้งๆ การที่เขามารับลูกช้าอย่างนี้ถึงกับต้องทำให้คนอื่นแปลกใจด้วยเหรอ
“อย่างนั้นเหรอคะ ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วละคะ เอาละลูกไมค์ก็กลับบ้านกับคุณพ่อได้แล้วนะคะ” เมื่อคุณครูหวานได้ยินคำพูดของเอกเธอก็เลิกที่จะใส่ใจแล้วหันไปพูดกลับไมค์แทน
“ครับ” ไมค์ได้ยินอย่างนั้นก็ทำได้เพียงพยักหน้าตอบเท่านั้น
“แต่ไม่ว่ายังไงก็ช่างฉันหวังว่าคุณจะไม่ทำให้พวกเด็กๆ เป็นห่วงอีกนะคะ โดยเฉพาะน้ำทิพย์ที่เกือบจะร้องไห้เรียกหาคุณแล้ว” คุณครูหวานติเตือนเอกนิดหน่อยถึงมันจะไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่กับพวกเด็กๆ แล้วพวกเขากับมีความรู้สึกกังวลมากกว่าผู้ใหญ่ซะอีก
“จริงเหรอคะน้ำทิพย์ พ่อต้องขอโทษอีกครั้งนะคะ ที่พ่อทำให้เราเป็นห่วงไมค์ก็ด้วยพ่อต้องขอโทษพวกลูกๆ ด้วยนะครับ” เอกกล่าวขอโทษทั้งสองอย่างสำนึกผิดไม่คิดเลยว่าน้ำทิพย์กับไมค์จะเป็นห่วงเขามากขนาดนี้
“งื้อไม่ไรเป็นหรอกค่ะคุณพ่อ ขอแค่คราวหน้าคุณพ่ออย่ามารับพวกหนูช้าอีกก็พอ” น้ำทิพย์กล่าวเสร็จก็เอาหน้าซุกอกแกร่งของเอกเบาๆ แทนเพื่อเป็นการบอกกับเอกว่าเธอให้อภัยกับเอกแล้วนะ
“ใช้แล้วครับ” ไมค์พยักหน้าเห็นด้วยเพราะถ้าคราวหน้าคุณพ่อของเขามารับน้ำทิพย์ช้าอีกละก็เขาก็จะต้องมานั่งปลอบใจน้ำทิพย์อีก ซึ่งไมค์คงไม่อยากให้เหตุการณ์เป็นอย่างนี้อีกเพราะเขาเองก็เหนื่อยพอสมควร
“ขอบใจพวกลูกๆ มากนะเอาละพ่อสัญญากับทุกคนว่าพ่อจะไม่มารับพวกเราช้าอีกแล้วแต่ถ้าพ่อมารับเราช้าอีกเดี๋ยวพ่อจะโทรบอกคุณครูหวานให้พวกเราก่อนดีไหมครับ” เอกกล่าวกับพวกเด็กๆ อย่างอบอุ่นทำให้แม้แต่คุณครูหวานต้องพลอยยิ้มไปกับความน่ารักของครอบครัวนี้จริงๆ
“ต้องขอรบกวนคุณครูหวานอีกครั้งด้วยนะครับ เพราะถ้ามันมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีกผมคงต้องขอรบกวนคุณครูหวานให้ช่วยดูพวกเด็กๆ อีกครั้งนะครับ” เอกหันไปขอร้องคุณครูหวาน เพราะเธอคนนี้ดูแลลูกเขาอย่างดี ถ้าจะให้คนอื่นมาดูแลคราวหน้าเขาก็ไม่มีความไว้วางใจเช่นกัน
“ไม่ได้รบกวนอะไรดิฉันมากหรอกค่ะ เรื่องพวกนี้ถือเป็นเรื่องที่คุณครูทุกคนต้องทำอยู่แล้ว อีกอย่างบ้านของดิฉันก็อยู่ในโรงเรียนนี้ทำให้ไม่มีปัญหาที่จะดูแลเด็กๆ ตอนนี้คุณยังไม่มารับพวกเขาหรอกค่ะ” คุณครูหวานยิ้มตอบรับคำของเอก
เมื่อเห็นว่าเธอตอบรับคำของเอกแล้ว ไม่ช้าทั้งสองคนก็แลกเบอร์โทรกันเผื่อมีปัญหาอะไรจะได้ติดต่อกันได้
เมื่อเสร็จธุระแล้วสามพ่อลูกก็พากันขึ้นรถกลับบ้านทันที
ผมยังไม่ได้ตรวจสอบคำประโยคที่ถูกต้องนะครับ อาจจะมีเนื้อหาบ้างจุดที่อาจจะทำให้สับสนนิดหน่อย