รุ่งสางวันที่สิบสอง
กู่ฉางเซิงลืมตาตื่นขึ้น ทว่าเขายังคงทอดกายอยู่นิ่งๆ บนเตียงก่อนจะขยับลุก เฝ้าเงี่ยหูฟังเสียงการทำงานของกลไกในร่างกายตนเอง เช่นที่ปฏิบัติเป็กิจวัตรทุกเช้านับั้แ่ลืมตาตื่นขึ้นในร่างชรานี้
หากแต่เช้านี้... มีบางสิ่งแปรเปลี่ยนไป
มันมิใช่ความรู้สึกประหลาดที่จู่โจมเข้ามาฉับพลัน มิใช่ปาฏิหาริย์ที่พลิกผันได้ในชั่วข้ามคืน ทว่าคือผลลัพธ์ของการสะสมพลังงานจนถึงเกณฑ์บางประการ ละม้ายคล้ายกระแสน้ำที่ค่อยๆ อุ่นขึ้นทีละองศา จนกระทั่งถึงจุดเดือดดาลในที่สุด
เขายันกายลุกขึ้นนั่ง
ข้อเข่ากลับไร้เสียงลั่นประหลาดอย่างที่เคยเป็
กู่ฉางเซิงชะงักนิ่งอยู่ในท่วงท่านั้น
เขาเริ่มทดลองขยับข้อเข่าซ้ายไปมา สลับไปข้างขวา แล้วย้อนกลับมาข้างซ้ายอีกครา
ปราศจากเสียงเสียดสี และปราศจากความเ็ปรวดร้าวที่คอยตามหลอกหลอนเขามาตลอดสิบสองวัน
ชายชราหยัดกายยืนขึ้นเต็มความสูง ทรวงอกสามารถสูดรับลมปราณและอากาศได้ลึกซึ้งกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีเสียงวี้ดแ่เบาที่ปอดข้างซ้ายอันเป็ร่องรอยของโรคเรื้อรังคอยรบกวนอีกต่อไป
'กระบวนการ... เริ่มต้นขึ้นแล้ว'
กู่ฉางเซิงก้มมองฝ่ามือของตน ิัที่เหี่ยวย่นยังคงปรากฏ เส้นผมยังคงขาวโพลน รูปลักษณ์ภายนอกยังคงเป็ชายชราทุกประการ ทว่าลึกลงไปภายในร่างกาย ส่วนที่เคยชำรุดทรุดโทรมกลับกำลังถูกซ่อมแซมอย่างเป็ระบบ
แม้จะเชื่องช้า ทว่าไม่เคยหยุดยั้ง หากสามารถดำเนินวิถีทางนี้ได้อย่างต่อเนื่องอีกสักสามสิบวัน...
เขาจงใจสะบัดความคิดนั้นออกไปก่อน
ยามนี้มีเื่ราวที่เร่งด่วนกว่านั้นต้องจัดการ
เหวยเซียงตื่นนอนอยู่ก่อนแล้ว ชายหนุ่มกำลังนั่งจิบน้ำต้มอุ่นอยู่ที่มุมห้อง เขาหันขวับมามองทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้า
"ท่านกู่" ชายหนุ่มเอ่ยทัก สายตาตวัดลงมองท่วงท่าการก้าวเดินของชายชราแวบหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้น "วันนี้ดูเหมือนท่าน... จะแตกต่างไปจากเดิม"
"แตกต่างอย่างไรรึ"
เหวยเซียงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง "ข้าก็บอกไม่ถูก แต่ดูเหมือนกายท่านจะเบาลง ท่วงท่าการเดิน..."
"คล่องตัวขึ้น" กู่ฉางเซิงเอ่ยสั้น "และเ้าเองก็สามารถก้าวออกจากกระท่อมหลังนี้ได้แล้วในวันนี้"
เหวยเซียงเบิกตาตว้างด้วยความประหลาดใจ "สถานการณ์ปลอดภัยแล้วหรือ"
"ยังไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ทว่ายามนี้เ้าฉีหยงกำลังจะมีเื่ราวใหญ่โตให้ต้องใส่ใจ มากเกินกว่าจะมาตามล่าชาวนาเพียงคนเดียว" กู่ฉางเซิงหันไปหยิบถุงผ้าใบย่อมออกมาส่งให้เหวยเซียง "ยาบำรุงสามชุด จงเจียดกินในยามเช้าวันละถุง จากนั้นก็จงกลับไปดูแลผืนนาของเ้าเสียเถิด"
เหวยเซียงยื่นมือทั้งสองข้างเข้ารับถุงยาด้วยความนอบน้อม ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็ความซาบซึ้งใจอันลึกล้ำ
"หากมีวันใดที่ข้าพอจะสละแรงกายช่วยเหลือกิจการของท่านได้" ชายหนุ่มเอ่ยเสียงแ่ทว่าหนักแน่น "ข้าจะไม่ลืมเลือนน้ำใจนี้เลย"
กู่ฉางเซิงเพียงพยักหน้ารับเบาๆ โดยมิได้เอ่ยคำใดสืบต่อ
แสงอรุณรุ่งสีทองสาดส่องเข้ามาทางประตูกระท่อมที่เปิดกว้าง
กู่ฉางเซิงก้าวออกมานั่งพักที่หน้าชานเรือน มือประคองถ้วยน้ำต้มอุ่นขึ้นจิบ พลางใช้ความคิดทบทวนและประเมินสถานการณ์รอบด้านอย่างเป็ระบบ
กลุ่มผู้ป่วยทั้งสามราย — หวังต้าเหนียนมีอาการฟื้นตัวดีเยี่ยมจนสามารถลุกเดินได้แล้ว ส่วนอีกสองรายยังคงอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูตามปกติ คาดการณ์ว่าจะหายขาดสนิทภายในสามถึงสี่วัน
แหล่งน้ำบ่อกลางหมู่บ้าน — มีการประกาศสั่งห้ามนำไปใช้สอยเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างให้ความร่วมมือดียิ่ง แม้มีบางส่วนยังคงลอบใช้น้ำจากลำธาร ทว่าปริมาณพิษที่เจือจางในกระแสน้ำนั้นเบาบางมาก จึงยังไม่ส่งผลอันตรายร้ายแรงในระยะสั้น
เ้าฉีหยง — มันย้อนกลับมาพร้อมกองกำลังเสริม แม้จะถูกเฉินิเหลียงเอ่ยปากระงับเหตุไว้ชั่วคราว ทว่าคนระดับนั้นย่อมมิยอมล่าถอยไปโดยง่ายอย่างแน่นอน
เฉินิเหลียง — บุรุษผู้นั้นปรารถนาในต้นเทพสังหารและ้าให้ข้ารักษาโรคร้ายที่ตับ เขายอมรับเงื่อนไขของข้าแล้ว ทว่ายังมิได้ลงมือจัดการขั้นเด็ดขาดกับเ้าฉีหยงอย่างแท้จริง
เว่ยเป้าจง — มือปราบผู้นี้ยังคงเป็ตัวแปรที่ข้าไม่อาจคาดเดาใจได้แจ้งชัด
กู่ฉางเซิงวางถ้วยน้ำชาลง
'วันนี้... เห็นทีต้องเจรจากับเว่ยเป้าจงให้รู้ความ'
ยามนี้เว่ยเป้าจงพำนักอยู่ที่เรือนของหัวหน้าหมู่บ้านหวังเหลาต้า ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่เ้าหน้าที่ทางการผู้มาตรวจการณ์พึงได้รับการรับรองจากผู้นำท้องถิ่น
เมื่อกู่ฉางเซิงก้าวเดินมาถึง ก็พบว่าเว่ยเป้าจงกำลังนั่งขะมักเขม้นตวัดปากกาเขียนรายงานบางประการอยู่หน้าเรือน พลันที่ได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา มือปราบหนุ่มใหญ่จึงเงยหน้าขึ้นมอง
สายตาของนายอำเภอจับจ้องไปยังท่วงท่าการก้าวเดินของกู่ฉางเซิงอยู่ครู่หนึ่ง เช่นเดียวกับที่เหวยเซียงเพิ่งกระทำไป ทว่าผู้เจนโลกเช่นเขาเลือกที่จะไม่เอ่ยทักสิ่งใดออกไป
"ท่านกู่" เว่ยเป้าจงเอ่ยทักพลางวางปากกาลง "ถึงกับต้องเดินทางมาด้วยตนเองเชียวรึ"
"ข้ามีเื่ราวบางประการที่้าไต่ถามตรงๆ" กู่ฉางเซิงทรุดกายลงนั่งฝั่งตรงข้ามโดยไม่รอการเชื้อเชิญ
"เชิญล่วงมาได้เลย"
"ท่านมีความลึกซึ้งและรู้จักเ้าฉีหยงผู้นั้นดีเพียงใด"
เว่ยเป้าจงมิได้เอ่ยตอบในทันที ทว่าสีหน้าของเขาหาได้ฉายแววอึดอัดใจไม่ เขาเพียงนิ่งคิดอยู่ครู่สั้นๆ
"รู้จักในฐานะคหบดีผู้ชำระภาษีตรงตามกำหนดเวลา มีสายสัมพันธ์กับผู้คนในตัวเมืองหลากหน้า และที่ผ่านมา... มันยังไม่เคยมีคดีความด่างพร้อยอย่างเป็ทางการ" เว่ยเป้าจงตอบ "ที่ท่านกู่เอ่ยถามเช่นนี้ เพราะปรารถนาจะล่วงรู้ว่าข้าเลือกยืนอยู่ข้างฝ่ายใดใช่หรือไม่"
"ถูกต้อง"
"ตรงไปตรงมาดีแท้" เว่ยเป้าจงเผยรอยยิ้มบางเบา ซึ่งเป็ยิ้มที่แตกต่างจากรอยยิ้มจอมปลอมของเ้าฉีหยงโดยสิ้นเชิง "ข้าก็จะขอตอบท่านตามตรง — ข้าหาได้ฝักใฝ่อยู่ฝ่ายเ้าฉีหยง และข้าก็มิได้ยืนอยู่ข้างฝ่ายท่านกู่ ตัวข้า... ยืนอยู่ข้างตัวบทกฎหมายแห่งอำเภอหยินฉวน"
"แล้วหากวิถีของทั้งสองฝ่ายเกิดขัดแย้ง ไม่สอดคล้องกับกฎหมายเล่า"
"ย่อมต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน"
กู่ฉางเซิงจับจ้องดวงตาของนายอำเภอตรงหน้า แววตาของบุรุษวัยสี่สิบผู้นี้ปราศจากความโลภโมโทสันดั่งที่เคยพบในแววตาของเ้าฉีหยง และไร้ซึ่งความสิ้นหวังอันลึกล้ำดั่งที่ปรากฏในกายเฉินิเหลียง
มีเพียงร่องรอยของความเหนื่อยล้าของคนที่ต้องตรากตรำทำงานภายใต้ระบบที่บกพร่องมาเป็เวลานาน
"พยานหลักฐานที่ข้ามีในยามนี้" กู่ฉางเซิงเริ่มแจกแจง "หนึ่งคือน้ำในบ่อกลางที่ตรวจสอบแล้วว่ามีส่วนผสมของพิษดอกเสนียด สองคือคลังสินค้าของเ้าฉีหยงที่มีขวดยาพิษดอกเสนียดเข้มข้นซุกซ่อนอยู่ถึงสิบสองขวด สามคือซากสัตว์ที่ล้มตายเกลื่อนกลาดในป่าริมลำธาร สี่คือผู้ป่วยสามรายที่ยังคงนอนซมหมดสภาพ และสุดท้ายคือพยานบุคคลที่พบเห็นกลุ่มคนลอบแบกถังไม้เข้าป่าในค่ำคืนเกิดเหตุ"
เว่ยเป้าจงนิ่งฟังคำกล่าวทั้งหมดโดยมิได้จดบันทึกสิ่งใด ทว่าสายตาคมปลาบของเขากลับไม่ละไปจากใบหน้าของกู่ฉางเซิงเลยแม้แต่น้อย
"เื่ขวดยาพิษในคลังสินค้านั้น — ท่านกู่เป็ผู้พบเห็นด้วยตาตนเองรึ"
"ข้าเห็นมากับตา"
"ลอบเข้าไปด้วยวิธีใด"
"งัดแงะประตูข้างและแทรกกายผ่านรั้วกั้น" กู่ฉางเซิงตอบตรงไปตรงมาโดยไม่คิดบิดเบือน "หากท่าน้าเอาผิดข้าในข้อหาบุกรุกเคหสถาน ย่อมสามารถกระทำได้ทันที"
เว่ยเป้าจงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะะเิเสียงหัวเราะสั้นๆ แม้มิได้ดังก้องทว่ากลับเปี่ยมด้วยความจริงใจ
"พยานหลักฐานตามที่ท่านแจกแจงมา หากมีครบถ้วนกระบวนความ ย่อมเพียงพอที่จะให้ข้าออกหนังสือสั่งตรวจค้นคลังสินค้าได้" มือปราบหนุ่มใหญ่เอ่ย "ทว่าจำเป็ต้องผ่านการอนุมัติจากท่านเ้าเมืองอำเภอ ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้เวลาสามถึงห้าวันเป็อย่างน้อย"
"แล้วยามนี้... เรามีเวลาเหลือเฟือปานนั้นเชียวรึ"
นายอำเภอสบตากับชายชรา "ท่านกู่ประเมินว่าเราคงไม่มีเวลามากถึงเพียงนั้นสินะ"
"เ้าฉีหยงย่อมตระหนักดีว่าเวลาของมันกำลังงวดงวดเข้ามาทุกที และบุคคลที่ทอดเงาคุ้มครองข้าอยู่ในยามนี้ ก็มีผลประโยชน์เกื้อหนุนร่วมกับมัน" กู่ฉางเซิงวิเคราะห์ "หากมันคิดอ่านจะลงมือกระทำการสิ่งใด ย่อมต้องลงมือก่อนที่หนังสือสั่งตรวจค้นจะเดินทางมาถึงอย่างแน่นอน"
นายอำเภอพิจารณาข้อเท็จจริงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตวัดปากกาเขียนข้อความบางประการลงบนแผ่นกระดาษ เขาพับมันอย่างเรียบร้อย ประทับตราประจำตัวส่วนตัวอย่างแ่า แล้วจึงยื่นส่งให้กู่ฉางเซิง
"หากเกิดเหตุพลิกผันอันใดขึ้นก่อนที่หนังสือสั่งการจะมาถึง จงนำกระดาษแผ่นนี้ไปแสดงต่อกองกำลังรักษาการณ์ที่ด่านตรวจทิศตะวันออก พวกเขาย่อมต้องปฏิบัติตามคำสั่งข้า"
กู่ฉางเซิงรับแผ่นกระดาษมาพับเก็บเข้าสาบเสื้ออย่างมิดชิด
"ขอบใจท่านมาก"
"มิต้องเอ่ยคำขอบใจหรอก" เว่ยเป้าจงกล่าวพลางหยิบปากกาขึ้นมาเขียนรายงานสืบต่อ "ขอเพียงท่านกู่ประคับประคองชีวิตให้อยู่รอด จนกว่าหนังสือสั่งการจะมาถึงก็เพียงพอแล้ว"
เมื่อกลับมาถึงแผงโอสถของหลินเต๋อเจี้ย
กู่ฉางเซิงได้บอกเล่าเื่ราวเกี่ยวกับกระดาษประทับตราของเว่ยเป้าจงให้หลินเต๋อเจี้ยฟัง ชายวัยห้าสิบตั้งใจฟังพลาพยักหน้ารับรู้
"มีสิ่งนี้ไว้ ย่อมดีกว่าไร้สิ่งใดคุ้มหัว" หลินเต๋อเจี้ยเอ่ย "ทว่าหากเ้าฉีหยงคิดจะหักหาญจริง มันย่อมไม่เปิดโอกาสให้เราได้ทันตั้งตัวเป็แน่"
"ข้ารู้ดี" กู่ฉางเซิงกล่าว "เพราะเหตุนั้น... เราจึงจำเป็ต้องเตรียมการรับมือ"
หลินชิงเสวียที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นมาบ้าง "จะเตรียมการเช่นไรดี กระท่อมของคุณตาตั้งอยู่โดดเดี่ยวที่ชายขอบหมู่บ้าน หากพวกมันยกพวกเข้าโจมตียามดึกสงัด—"
"หากข้าจะขอย้ายมาพำนักที่เรือนของท่านเป็การชั่วคราว จะสะดวกหรือไม่" กู่ฉางเซิงเอ่ยถามหลินเต๋อเจี้ยตรงๆ
ชายวัยห้าสิบสบตากับเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับโดยไม่ลังเล
"เรือนของข้าตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน มีบ้านเรือนเพื่อนบ้านโอบล้อมชิดติดกันทุกด้าน หากเกิดเหตุร้ายอันใดขึ้น ย่อมสามารถส่งสัญญาณปลุกผู้คนให้ตื่นขึ้นมาช่วยเหลือได้ทันท่วงที"
"และเ้าฉีหยงย่อมมิอาจลงมือทำการอุกอาจใจกลางชุมชนต่อหน้าธารกำนัลได้ง่ายดาย เหมือนยามอยู่ชายขอบหมู่บ้าน"
หลินชิงเสวียรีบหยัดกายลุกขึ้น "ถ้าเช่นนั้น หนูจะไปจัดเตรียมที่นอนให้เรียบร้อย"
ทว่าในค่ำคืนนั้น... กู่ฉางเซิงยังมิได้ย้ายเข้ามาพำนักในทันที
เนื่องจากเฉินิเหลียงได้ส่งคนมาเทียบเชิญให้ไปพบ ก่อนที่ดวงตะวันจะลาลับขอบฟ้า
ภายในห้องรับแขกของเรือนพักเฉินิเหลียง
ครานี้มีการจุดเทียนไขหลากเล่มจนแสงสว่างวับแวม ผ้าม่านเนื้อหนาสีทึบถูกปิดสนิททุกบาน ปราศจากกลุ่มสมุนยืนเฝ้าแหนคอยอารักขา มีเพียงเฉินิเหลียงและกู่ฉางเซิงสองคนเผชิญหน้ากัน
"ข้าได้สั่งการให้ขับไล่ฉีหยงออกไปพ้นเขตหมู่บ้านเรียบร้อยแล้ว" เฉินิเหลียงเปิดประเด็นทันทีที่กู่ฉางเซิงทรุดกายลงนั่ง โดยไม่คิดเอ่ยอ้อมค้อม "มันนำพาสมุนทุกชีวิตย้ายออกไปั้แ่ยามเที่ยงวัน"
กู่ฉางเซิงยังคงรักษาความสงบบนใบหน้าไว้ได้มั่นคง
"มันยอมล่าถอยออกไปจริงๆ รึ... หรือเพียงแค่แสร้งถอยร่นเพื่อรอคอยเวลาหวนกลับมาจู่โจมตามใจปรารถนา"
เฉินิเหลียงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง "ข้าได้มอบตั๋วเงินก้อนหนึ่งให้มัน พร้อมทั้งประกาศชัดแจ้งว่าเื่ราวของต้นเทพสังหารข้าจะเป็ผู้จัดการเอง ยามนี้มันจึงไม่มีความจำเป็อันใดที่จะต้องปักหลักอยู่ที่นี่อีกต่อไป"
"แล้วท่านคิดว่าคนเช่นนั้น... จะยอมเชื่อฟังคำท่านรึ"
"มันย่อมไม่มีหนทางให้เลือกมากนัก" น้ำเสียงของเฉินิเหลียงเริ่มหนักหน่วงขึ้นเล็กน้อย "ข้าคือผู้เกื้อหนุนมอบเงินตราให้มันทำมาหากิน หากข้าประกาศว่าเื่ราวสิ้นสุดลง ทุกอย่างย่อมต้องจบสิ้นลง"
'มันอาจจะจบสิ้นลงสำหรับตัวท่าน... ทว่าหาได้จบลงสำหรับเ้าฉีหยงไม่ บุคคลที่ต้องสูญเสียผลประโยชน์มหาศาล ย่อมมิอาจยอมรามือไปเพียงเพราะถูกสั่งการให้ไป'
กู่ฉางเซิงเลือกที่จะกักเก็บข้อวิเคราะห์นั้นไว้ในใจ
"แล้วท่าน้าให้ข้าลงมือรักษาโรคร้ายเมื่อใด"
เฉินิเหลียงจับจ้องมองเขาด้วยสายตาที่ระคนไปด้วยความหวังและความระแวดระวัง "ยามนี้ท่านกู่มีความพร้อมแล้วรึยัง"
"ยังมิอาจกล่าวว่าพร้อมสรรพขั้นสูงสุด" กู่ฉางเซิงเอ่ยความจริง "โอสถสกัดชุดแรกเริ่มยังจำเป็ต้องผ่านการทดสอบคุณและโทษอีกราวห้าถึงหกวัน ข้าต้องเฝ้าดูปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับร่างกายของข้าเองก่อน หากประเมินแล้วว่าปลอดภัยและได้ผลสัมฤทธิ์ตามที่คาดการณ์ไว้ ย่อมสามารถเริ่มกระบวนการรักษาให้ท่านได้ทันที"
"ยังต้องรอคอยอีกห้าถึงหกวันเชียวรึ" เฉินิเหลียงทวนคำ เสียงมิได้ตัดพ้อทว่ามีมวลหนักหน่วง
"โรคร้ายของท่านสะสมพิษร้ายกัดกินตับมานานร่วมสามปี" กู่ฉางเซิงเอ่ยพลางวางมือลงบนโต๊ะ "เวลาเพียงห้าถึงหกวันย่อมมิอาจแปรเปลี่ยนสภาวะร่างกายให้ดีขึ้นหรือทรุดลงฮวบฮาบ ทว่าหากข้ารีบร้อนจนเกิดข้อผิดพลาด ผลลัพธ์ร้ายแรงที่ตามมาย่อมมิอาจหวนคืนมาแก้ไขได้อีก"
เฉินิเหลียงพยักหน้ารับคำช้าๆ ทว่ามั่นคง
"ข้าจะยอมรอ"
"และในระหว่าง่เวลาแห่งการรอคอยนี้" กู่ฉางเซิงสำทับ "ท่านจำเป็ต้องงดเว้นการเสพสมุนไพรและตัวยาบำรุงทุกชนิดที่ใช้อยู่ในยามนี้โดยเด็ดขาด"
เฉินิเหลียงขมวดคิ้วมุ่น "ที่ผ่านมาข้าต้องพึ่งพาโอสถบำรุงเ่าั้เพื่อประคับประคองอาการมิให้ทรุดหนัก หากต้องงดเว้นไป—"
"ยาบำรุงที่ท่านเสพอยู่นั้น มีส่วนผสมบางประการที่จะเข้าหักล้างและต้านฤทธิ์กับสารสกัดจากต้นเทพสังหาร" กู่ฉางเซิงเอ่ย "มันประหนึ่งการผสมตัวยาที่เกิดปฏิกิริยาต่อต้านกัน หากท่านไม่ยอมงดเว้น ข้าก็หมดหนทางที่จะเยียวยา"
"ท่านมีความมั่นใจในข้อวินิจฉัยนี้มากน้อยเพียงใด"
"หากข้าไร้ซึ่งความมั่นใจ ย่อมไม่มีทางเอ่ยเตือนท่านเด็ดขาด"
เฉินิเหลียงนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะพยักหน้ารับอีกครา
"ตกลงตามนั้น"
กู่ฉางเซิงก้าวเดินออกจากเรือนพักของเฉินิเหลียงในยามที่หมู่ดาวเริ่มส่องประกายพราวบนท้องฟ้า
เขาสืบเท้ากลับคืนสู่เรือนพักของหลินเต๋อเจี้ย ฝีเท้าก้าวสลับสม่ำเสมอท่ามกลางความมืดมิดที่เริ่มโรยตัวหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ
เฉินิเหลียงประกาศว่าได้ขับไล่เ้าฉีหยงพ้นเขตหมู่บ้านไปแล้ว
ทว่าสัญชาตญาณอันเฉียบคมที่ถูกเคี่ยวกรำมาตลอดชีวิตในห้องผ่าตัดกลับคอยส่งสัญญาณเตือนอย่างต่อเนื่อง... ว่าเื่ราวนี้ยังคงมีเื้ัที่ไม่จบสิ้นลงง่ายๆ
ยามดึกสงัด เวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามสี่ (ประมาณสี่ทุ่ม)
กู่ฉางเซิงเอนกายลงนอนภายในเรือนของหลินเต๋อเจี้ย ทว่าดวงตากลับยังคงสว่างวับ ไม่อาจหลับใหลลงได้ เขานอนนิ่งเงี่ยหูฟังเสียงกระแสลมที่พัดผ่านกิ่งไม้ภายนอก ฟังเสียงแมลงกลางคืนกรีดร้อง และฟังเสียงสรรพสิ่งอันเป็ปกติสุขของหมู่บ้านยามราตรี
กระทั่ง... เขาได้ยินเสียงที่ผิดปกติ
มันคือเสียงฝีเท้าของกลุ่มคนหลากคู่ ปะทะลงบนผืนดินอัดแน่น ฝีเท้านั้นเร่งรีบทว่าแฝงความระมัดระวังอย่างยิ่ง แม้ระยะห่างจะยังคงห่างไกล ทว่ากำลังเคลื่อนที่คืบคลานใกล้เข้ามาทึกที
ทิศทางของเสียงนั้น... มุ่งมาจากที่ตั้งกระท่อมเก่าของเขา
กู่ฉางเซิงสปริงกายลุกขึ้นนั่งในทันที
เพียงสองวินาทีให้หลัง เสียงประทุของเปลวไฟพลันดังก้องแว่วมาจากทิศทางนั้น พร้อมกับแสงสว่างสีส้มสาดวาบพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภา ปรากฏให้เห็นเหนือแนวหลังคาเรือนที่ตั้งขวางกั้นอยู่
กระท่อมหลังน้อย... ถูกลอบวางเพลิงเสียแล้ว
"ไฟไหม้! ช่วยกันดับไฟเร็ว!"
เสียงะโโหวกเหวกดังระงมมาจากทิศทางต่างๆ ชาวบ้านที่กำลังหลับใหลต่างสะดุ้งตื่นขึ้นทีละคน เสียงความวุ่นวายโกลาหลแผ่ขยายวงกว้างออกไปราวกับเกลียวคลื่นปะทะฝั่ง
หลินเต๋อเจี้ยรีบผลักบานประตูห้องออกมา ประจวบเหมาะกับที่กู่ฉางเซิงเปิดประตูห้องข้างๆ ออกมาพอดี คนทั้งสองต่างทัศนาเห็นแสงเพลิงสีแดงฉานลุกโชนพ้นแนวหลังคาเรือนหลากหลัง
"นั่นมัน... ทิศทางกระท่อมของท่านกู่" หลินเต๋อเจี้ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
"ข้ารู้แล้ว" กู่ฉางเซิงหันกลับเข้าไปหยิบถุงยาและเอกสารสำคัญที่จัดวางเตรียมไว้มุมห้องขึ้นมาถือ "ข้าย้ายสัมภาระมาหมดแล้ว ปราศจากสิ่งใดสำคัญหลงเหลืออยู่ในนั้น"
หลินชิงเสวียรีบวิ่งหน้าตื่นออกมาจากห้องของตน "เกิดเหตุไฟไหม้—"
"เ้าจงรั้งรออยู่ที่นี่" กู่ฉางเซิงสั่งการ ทว่ายังไม่ทันสิ้นกระแสความ เสียงประหลาดอีกสายพลันดังก้องขึ้น
มันคือเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ดังขึ้นบริเวณลานหน้าเรือน
ย่อมมิใช่กลุ่มชาวบ้านที่กำลังแตกตื่นวิ่งไปช่วยกันดับไฟเป็แน่
ปัง!
บานประตูหน้าเรือนของหลินเต๋อเจี้ยถูกกระแทกเข้าอย่างรุนแรง บานไม้เนื้อหนาสั่นสะท้านบิดเบี้ยว ทว่ายังไม่ถึงกับหลุดจากบานพับ
"เปิดประตูออกซะ!"
กู่ฉางเซิงจำสุ้มเสียงหยาบกระด้างนั้นได้ในทันที
หัวหน้ากลุ่มสมุนของเ้าฉีหยง
'เ้าฉีหยงนำพากำลังถอยร่นออกไปจริง ทว่ากลับลอบทิ้งกองกำลังส่วนหนึ่งไว้เื้ั พวกมันเฝ้ารอคอยจนดึกสงัดจึงลงมือจุดไฟเผากระท่อมเพื่อใช้เป็สัญญาณดึงความสนใจ — และในระนาบที่ชาวบ้านกำลังโกลาหลวิ่งไปดับไฟ พวกมันก็จะเข้าจู่โจมที่นี่ทันที'
แผนการขั้นพื้นฐาน... ทว่ากลับทรงประสิทธิภาพยิ่ง
ปัง! บานประตูถูกกระแทกซ้ำสอง ครานี้รุนแรงยิ่งกว่าเดิม บานพับไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดจวนเจียนจะหลุดลอย
"ชิงเสวีย" กู่ฉางเซิงเอ่ยเสียงต่ำทว่าชัดถ้อยชัดคำ "จงใช้เส้นทางประตูหลัง พาบิดาของเ้าลอบหลบหนีไปที่เรือนเพื่อนบ้าน แล้วจงะโร้องเรียกผู้คนให้ตื่นขึ้นมาช่วยสบทบให้ดังที่สุด"
"แต่ว่าคุณตา—"
"ไป!"
หลินชิงเสวียชะงักงันไปเพียงวินาทีเดียว สายตาของนางประสานเข้ากับความเด็ดเดี่ยวของกู่ฉางเซิงแวบหนึ่ง ก่อนที่นางจะคว้าท่อนแขนของบิดาแล้วออกแรงดึงมุ่งหน้าไปยังทิศทางหลังเรือนทันที
ยามนี้กู่ฉางเซิงยืนหยัดอยู่ใจกลางห้องโถงหน้าเรือนของหลินเต๋อเจี้ยเพียงลำพัง
ภายในห้องมีโต๊ะสำหรับจัดเตรียมยาตั้งอยู่หนึ่งตัว ชั้นวางสมุนไพรขนาบสองข้าง เก้าอี้ไม้สี่ตัว และตะเกียงน้ำมันที่จุดไฟทิ้งไว้แขวนอยู่บนคานเรือน
ชายชรากวาดสายตามองรอบกายอย่างรวดเร็ว
เขารีบเอื้อมมือหยิบขวดแก้วขนาดใหญ่ที่สุดบนชั้นวางขึ้นมาสองใบ ตรวจดูสภาพสิ่งภายใน
ขวดแรก — คือน้ำมันสกัดจากดอกพิกุลที่หลินเต๋อเจี้ยใช้สำหรับปรุงยาหอม มันส่งกลิ่นฉุนรุนแรงยิ่ง
ขวดที่สอง — คือผงฟุลวิก (Fulvic) ที่ใช้สำหรับปรุงยาพอกแผล มีคุณสมบัติพิเศษคือเมื่อัักับของเหลวหรือน้ำ ย่อมเกิดปฏิกิริยาสร้างมวลความร้อนขึ้นทันที
เขาจัดวางขวดทั้งสองไว้ที่มุมโต๊ะ ในตำแหน่งที่สามารถเอื้อมคว้าได้ง่ายที่สุด
โครม! บานประตูถูกกระแทกเข้าอีกครา บานพับ้าหลุดกระเด็นออกไปแล้ว
และในการโจมตีหนที่สี่...
บานประตูทั้งบานพลันหลุดลอย กระแทกพื้นเรือนดังก้องโครมใหญ่
เศษฝุ่นคละคลุ้งตลบอบอวล
ชายฉกรรจ์ร่างกำยำสองคนพุ่งทะยานเข้ามาเป็กลุ่มแรก ตามติดด้วยสมุนอีกสองราย ส่วนหัวหน้ากลุ่มก้าวเท้าตามเข้ามาเป็คนสุดท้าย ในมือของมันถือมีดยาวขนาดหนึ่งคืบประกายปลาบ ครานี้มิใช่มีดสั้นเล่มเดิมอีกต่อไป
"ค่ำคืนนี้... ปราศจากท่านเฉินหน้าไหนมาคอยกางปีกปกป้องแกแล้ว" มันเอ่ยพลางสบถคำหยาบ พร้อมเผยรอยยิ้มเย็นะเื "และจะไม่มีชาวบ้านหน้าไหนมายื่นมือสอดด้วย พวกมันกำลังง่วนอยู่กับการดับกองไฟโน่น"
กู่ฉางเซิงยืนหยัดกายตรงอยู่กลางห้อง มือขวากุมไม้เท้าขอนไม้ไว้มั่น ไม่ขยับเขยื้อน
ฝ่ายตรงข้ามมีห้าคน ชายฉกรรจ์ร่างั์สี่ราย และหัวหน้ากลุ่มที่ถืออาวุธมีคมยาวอีกหนึ่ง ภายในห้องหับอันคับแคบที่มีชั้นวางสมุนไพรขนาบข้างและมีโต๊ะคั่นกลาง โดยมีเพียงตะเกียงน้ำมันแขวนอยู่บนคาน
'หากเลือกเข้าหักหาญสู้รบตรงๆ ย่อมไม่มีหนทางเอาชนะได้เด็ดขาด'
'ทว่า... นั่นหาใช่วิธีการที่ข้าคิดอ่านไว้ไม่'
หัวหน้าสมุนสืบเท้าคืบหน้าเข้ามา "เ้านายสั่งความไว้ว่า หากตาแก่ไม่ยอมไสหัวไปจากหมู่บ้านนี้เอง เห็นทีพวกข้าคงต้องช่วย... สงเคราะห์ให้"
"สงเคราะห์ในสภาพเช่นไรเล่า" กู่ฉางเซิงเอ่ยถาม น้ำเสียงไม่มีร่องรอยความสั่นไหว
"ย่อมต้องขึ้นอยู่กับว่า สังขารของแกจะทนทานมือเท้าได้นานเพียงใด!"
สิ้นคำ หัวหน้าสมุนพุ่งทะยานเข้าใส่ทันที
กู่ฉางเซิงหาได้หลบฉากถอยหลังไม่
แทนที่จะถอยร่น เขากลับสืบเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมเบี่ยงกายหลบไปทางซ้าย อาศัยจังหวะปล่อยให้ร่างกำยำของอีกฝ่ายพุ่งเฉียดผ่านข้างกายไป
มือซ้ายที่ยังคงว่างอยู่คว้าหมับเข้าที่ขวดน้ำมันดอกพิกุล
เขาเปิดฝาออกแล้วสาดซัดของเหลวภายในลงสู่พื้นเรือนบริเวณหน้าประตูทันที
น้ำมันหอมเหลวข้นแผ่กระจายเป็แอ่งกว้าง กลิ่นฉุนรุนแรงพวยพุ่งอบอวล
สมุนอีกสองรายที่กำลังพุ่งตัวตามหัวหน้าของมันเข้ามา พลันเหยียบลงบนน้ำมันลื่นข้น เท้าของพวกมันเสียหลักลื่นไถล ร่างของคนแรกล้มคว่ำลงไปกระแทกเข้ากับร่างของคนที่สองประหนึ่งแผ่นโดมิโนล้มครืน
ตุ้บ! โครม!
ร่างของชายฉกรรจ์สองคนนอนกองกอดก่ายกันอยู่บนพื้นเรือนอย่างหมดสภาพ
หัวหน้าสมุนที่หมุนกายย้อนกลับมา ตวัดมีดยาวฟาดฟันลงมาในแนวเฉียงทันที
กู่ฉางเซิงรีบก้าวถอยหลังสามก้าวรวดเร็ว คมมีดกรีดผ่านความว่างเปล่า เฉียดฉิวหน้าท้องของเขาไปไม่ถึงสองนิ้ว
'มันมีความรวดเร็ว... เกินกว่าที่คาดการณ์ไว้'
ไม่ปล่อยให้ตั้งตัว สมุนคนที่สี่อ้อมผ่านชั้นวางสมุนไพรเข้ามาทางกราบขวา หมายจะปิดเส้นทางหลบหนี
กู่ฉางเซิงพุ่งกายเข้าหาโต๊ะเตรียมยา เอื้อมมือคว้าขวดผงฟุลวิกไว้มั่น
หัวหน้าสมุนรุกคืบตามประชิดทันควัน
คมมีดพุ่งทะลวงสับลงมาอีกครา
กู่ฉางเซิงเลือกที่จะกลิ้งกายข้ามโต๊ะยาไปอีกฝั่ง มันมิใช่ท่วงท่าการหลิ้งหลบที่งดงามสง่าอันใด สังขารชรานี้ปราศจากเรี่ยวแรงและพลังงานที่จะกระทำเช่นนั้น มันเป็เพียงการทิ้งตัวลงแล้วออกแรงดันกายขึ้นมาอย่างทุลักทุเลและขาดความสง่างามยิ่ง
ฉึก! ปลายมีดยาวปักฉึกเข้ากับเนื้อไม้บนโต๊ะอย่างรุนแรง เศษไม้กระเด็นว่อน
หัวหน้าสมุนออกแรงกระชากมีดหลุดออก พลางหมุนกายหันมาเตรียมจู่โจมกู่ฉางเซิงซ้ำ
ยามนี้สมุนสองรายที่ล้มคว่ำเริ่มยันกายลุกขึ้นมาได้แล้ว
ส่วนสมุนคนที่สี่ก็กำลังจะก้าวเข้ามาโอบล้อมรอบด้าน
สถานการณ์... เสียเปรียบในทุกระนาบ
กู่ฉางเซิงตัดสินใจขว้างขวดผงฟุลวิกในมือพุ่งตรงเข้าใส่ตะเกียงน้ำมันที่แขวนอยู่บนคานเรือนทันที
เพล้ง!
ขวดแก้วและตะเกียงน้ำมันแตกกระจายพร้อมกัน น้ำมันร้อนะเิตัวออก ผงฟุลวิกััเข้ากับของเหลวที่กำลังเดือดพล่านจากเปลวไฟ
ฟู่!
ปฏิกิริยาเคมีส่งผลให้มวลความร้อนพวยพุ่งออกมากลายเป็กลุ่มควันสีขาวหนาทึบ กลิ่นฉุนรุนแรงเจาะทะลวงเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้องหับในชั่วพริบตา
มันมิใช่การะเิเป็กองเพลิง ทว่าคือกลุ่มควันหนาทึบและไอความร้อนสูงที่แผ่กระจายตัวอย่างรวดเร็วยิ่ง
หัวหน้าสมุนชะงักงันไปชั่วครู่ มันรีบยกท่อนแขนขึ้นบังใบหน้า
สมุนอีกสองรายที่เพิ่งทรงตัวลุกขึ้นต่างสูดควันเข้าไปจนไอโขลกเขลก สำลักจวนเจียนจะหมดแรง
ส่วนสมุนคนที่สี่ก็รีบก้าวถอยหลังไปสองก้าวโดยสัญชาตญาณ
กู่ฉางเซิงอาศัยจังหวะนั้นพุ่งกายมุ่งตรงไปยังบานประตูที่หลุดลอยอยู่
กระแสลมเย็นจากภายนอกเรือนปะทะเข้าที่ใบหน้า ประหนึ่งน้ำเย็นชื่นใจ
เขารีบวิ่งนำออกมาได้สองสามก้าว ก่อนจะหมุนกายหันกลับไปเผชิญหน้า
ร่างของหัวหน้าสมุนพุ่งพรวดออกมาจากบานประตูในทันที ดวงตาของมันแดงก่ำจากฤทธิ์ควัน มือยังคงกุมอาวุธไว้มั่น เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้า
พลันเสียงะโร้องเรียกดังแว่วมาจากทิศทางต่างๆ เสียงฝีเท้าผู้คนวิ่งกระชั้นเข้ามา บานประตูของเรือนข้างเคียงต่างเปิดออกทีละบาน
หลินชิงเสวียสามารถปลุกและระดมพลกลุ่มเพื่อนบ้านได้สำเร็จแล้ว
หัวหน้าสมุนกวาดสายตามองเห็นกลุ่มผู้คนเริ่มหลั่งไหลเข้ามาสมทบมากขึ้น สีหน้าของมันพลันแปรเปลี่ยนไปในทันตา
มันยกมีดขึ้นมา ทว่ากลับรั้งรออยู่เพียงระดับเอว มิได้ชูสูงเตรียมหักหาญ
มันกำลังใช้ความคิดชั่งน้ำหนัก... ว่าพึงจะเข้าสู้รบสืบต่อ หรือควรตัดสินใจล่าถอย
กู่ฉางเซิงยืนหยัดกายตรงอยู่กลางลานเรือน ไม้เท้าขอนไม้กุมไว้ในมือ จังหวะการหายใจแม้จะรวดเร็วทว่าหาได้มีอาการหอบเหนื่อยจนสิ้นสภาพไม่
และภายใต้แสงไฟจากเรือนข้างเคียงที่เริ่มสว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มตรวจพบความอัศจรรย์บางประการในร่างกายตนเอง
่ขา... กลับปราศจากอาการสั่นเทา
หากเป็เมื่อสิบสองวันก่อน ภายหลังจากการเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันตรายครั้งใดก็ตาม ่ขาของร่างชรานี้ย่อมต้องมีอาการสั่นระริกจากปฏิกิริยาของอะดรีนาลิน ความเหนื่อยล้า และสภาวะของสังขารเก่าที่ไม่คุ้นชินกับการรองรับความเครียดในระดับสูง
ทว่าในค่ำคืนนี้... ่ขากลับมั่นคง ไร้อาการสั่นคลอนใดๆ
"จงวางอาวุธลงเสีย!"
สุ้มเสียงทรงพลังดังขึ้นมาจากทางด้านซ้าย
เว่ยเป้าจงสืบเท้าก้าวออกมาจากเงามืด พร้อมด้วยกลุ่มชาวบ้านร่วมสิบกว่าชีวิต ในมือของแต่ละคนต่างถืออาวุธเท่าที่จะหยิบฉวยได้ในยามวิกาล — บางคนถือท่อนไม้ บางคนถือจอบ และบางคนถือค้อน หน้าตาของทุกคนมิได้ดูละม้ายคล้ายนักรบ ทว่าปริมาณคนและความโกรธแค้นกลับเปี่ยมล้น
หัวหน้าสมุนหันมองรอบกาย
ยามนี้ลูกน้องทั้งสี่รายของมันเพิ่งจะตะเกียกตะกายก้าวพ้นประตูเรือนออกมา มือต่างกุมปากไอโขลกเขลก ดวงตายังคงแดงก่ำจากฤทธิ์ควันหนา
เบื้องหน้ามีกลุ่มชาวบ้านร่วมสิบกว่าชีวิตขวางกั้นไว้
โดยมีเว่ยเป้าจงยืนเด่นเป็แกนหลัก
"ตัวข้าคือนายอำเภอแห่งหยินฉวน" เว่ยเป้าจงประกาศกร้าว สุ้มเสียงมิได้ดังก้องทว่าชัดเจนพลิกสถานการณ์ "ข้อหาบุกรุกเคหสถานของราษฎรในยามวิกาลพร้อมอาวุธครบมือ และข้อหาลอบวางเพลิง... สองความผิดมหันต์นี้ ข้ามีอำนาจสิทธิ์ขาดในการควบคุมตัวพวกเ้า ณ ที่แห่งนี้ทันที!"
หัวหน้าสมุนยืนแน่นิ่งไปครู่ใหญ่
ก่อนจะตัดสินใจทิ้งมีดยาวลงสู่พื้นดิน
ลูกน้องทั้งสี่รายเห็นดังนั้นจึงยอมปฏิบัติตามแต่โดยดี
พวกมันถูกพันธนาการด้วยเชือกหนาของกลุ่มชาวบ้าน และถูกควบคุมตัวไปคุมขังไว้ที่เรือนของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อเตรียมส่งตัวเข้าสู่เมืองหยินฉวนในวันรุ่งขึ้น
กู่ฉางเซิงยืนสงบนิ่งทัศนามองกระท่อมหลังเก่าของตนที่กำลังถูกเปลวเพลิงแผดเผาอยู่ตรงชายขอบหมู่บ้าน ชาวบ้านบางส่วนกำลังช่วยกันตักน้ำมาสาดสกัดมิให้เพลิงลุกลามไปยังเรือนข้างเคียง ทว่าสภาพของกระท่อมหลังนั้น... บัดนี้ได้หมดสิ้นสภาพลงแล้ว
ทว่าปราศจากสิ่งใดให้ต้องนึกเสียดายหลงเหลืออยู่ภายในนั้น
เว่ยเป้าจงสืบเท้าเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างกาย
"ท่านกู่" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำ พลางทัศนามองกองเพลิงไปด้วยกัน "ข้าได้ส่งหนังสือด่วนเพื่อขอรับกำลังเสริมจากท่านเ้าเมืองเรียบร้อยแล้ว พวกเขาย่อมเดินทางมาถึงภายในสองวันนี้"
"แล้วเื่ของเ้าฉีหยง—"
"มันลอบเดินทางมุ่งหน้าไปทิศทางใด ข้าสืบทราบแจ้งชัดแล้ว" เว่ยเป้าจงเอ่ยขัดบท "เมื่อครู่ข้าได้ส่งคนไปแจ้งความยังด่านตรวจทั้งสี่ทิศเรียบร้อย หากมันยังคงกบดานอยู่แถบนี้ ย่อมต้องถูกจับกุมตัวได้ภายในวันพรุ่งนี้แน่นอน"
กู่ฉางเซิงมองดูเปลวไฟสีส้มแดงที่ค่อยๆ มอดดับลงทีละน้อยตามปริมาณน้ำที่ชาวบ้านช่วยกันสาดสกัด
กระท่อมหลังเก่าที่ตาแก่กู่ฉางเซิงใช้พำนักมาตลอดทั้งชีวิต บัดนี้ได้มลายหายไปในค่ำคืนเดียว
ทว่า... ตัวตนของตาแก่กู่ฉางเซิงคนเดิมนั้น ได้หมดสิ้นไปก่อนหน้านี้นานแสนนานแล้ว
"ขอบใจท่านมากที่ยื่นมือช่วยเหลือ" กู่ฉางเซิงเอ่ยกับเว่ยเป้าจง
"ข้ากระทำไปตามหน้าที่" เว่ยเป้าจงตอบเรียบๆ "ทว่าหากท่านกู่ไม่คิดอ่านย้ายมาพำนักอยู่ใจกลางหมู่บ้าน และไม่เอ่ยเตือนข้าไว้ล่วงหน้า ผลลัพธ์ในค่ำคืนนี้ย่อมต้องจบลงในทิศทางที่เลวร้ายกว่านี้หลายเท่านัก"
กู่ฉางเซิงพยักหน้ารับคำ
หลินชิงเสวียยืนเคียงคู่บิดาอยู่ห่างออกไปสองสามก้าว นางเฝ้าดูเปลวไฟที่มอดดับลงเรื่อยๆ ใบหน้าที่เคยฉายแววตื่นตระหนกเริ่มผ่อนคลายลงทีละน้อย
เมื่อกู่ฉางเซิงสืบเท้าก้าวเดินเข้าไปหา เด็กสาวจึงเงยหน้าขึ้นมอง
"คุณตา... ไม่ได้รับาเ็ตรงไหนใช่ไหม"
"ข้าปลอดภัยดี"
นางจับจ้องใบหน้าของเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยดวงตาที่แฝงแววประเมินวิเคราะห์ตามวิสัยของบุตรสาวหมอยาพึงกระทำ
"คุณตาดูไม่มีร่องรอยของความเหนื่อยล้าเลยแม้แต่น้อย" นางเอ่ยเสียงแ่ ละม้ายคล้ายกำลังพูดกับตนเอง "ทั้งที่เพิ่งผ่านการเข้าหักหาญสู้รบกับชายฉกรรจ์ถึงห้าคน"
กู่ฉางเซิงมิได้เอ่ยตอบคำใด
ทว่าลึกลงไปภายในจิตใจ เขาย่อมตระหนักดีว่าคำกล่าวของนางคือความจริงแท้
สภาพร่างกายหาได้มีความเหนื่อยล้าดั่งที่ควรจะเป็ จังหวะลมหายใจยังคงสม่ำเสมอ กล้ามเนื้อ่ขาไร้อาการล้าแรงแม้จะเพิ่งผ่านการวิ่งตะลุยออกจากเรือน ประหนึ่งว่าสภาพร่างกายกำลังดำเนินกระบวนการซ่อมแซมตนเองในระนาบที่กำลังใช้งานไปด้วยพร้อมกัน
กลไกเช่นนี้... ย่อมมิอาจเกิดขึ้นกับสังขารของชายชราอายุหกสิบกว่าปีได้เลย
ทว่ายามนี้... มันกลับเกิดขึ้นจริงแล้ว
รุ่งเช้าวันถัดมา
กู่ฉางเซิงนั่งตรวจวัดสภาวะร่างกายของตนเองอย่างละเอียดถี่ถ้วน ภายในห้องหับที่หลินเต๋อเจี้ยจัดสรรไว้ให้รองรับ
ชีพจร — เต้นเป็จังหวะสม่ำเสมอ แข็งแกร่งและทรงพลังกว่าเมื่อสิบสองวันก่อนอย่างเห็นได้ชัด
ระบบทางเดินหายใจ — เสียงวี้ดแ่เบาในปอดอันตรธานหายไปโดยสมบูรณ์ กำลังปอดเพิ่มพูนขึ้นราวๆ ยี่สิบเปอร์เซ็นต์จากการประมาณการเริ่มต้น
ข้อเข่า — ยังคงมีอาการระบมอยู่บ้างหากออกแรงกดลงไปตรงๆ ทว่าการก้าวเดินตามปกติกลับปราศจากความเ็ปแล้ว
มวลกล้ามเนื้อ — แม้จะยังคงอ่อนแรงกว่าบุรุษหนุ่มแน่นทั่วไป ทว่ากลับมีมวลหนาแน่นเพิ่มขึ้นจากเดิมเล็กน้อย
กระแสลมปราณ — สิ่งนี้คือดัชนีที่ฉายแววแปรเปลี่ยนชัดเจนขั้นสูงสุด เส้นชีพจรสายหลักทั้งสามเส้นที่เขาลงมือซ่อมแซมมา ยามนี้กระแสพลังงานสามารถไหลเวียนได้อย่างสม่ำเสมอในระดับที่แตกต่างจากเมื่อสิบสองวันก่อนอย่างสิ้นเชิง
กู่ฉางเซิงลืมตาขึ้น ก้มมองฝ่ามือของตน
มันยังคงเหี่ยวย่น และยังคงฉายความแก่ชรา
ทว่าหากเพ่งพินิจดูให้ดีภายใต้แสงอรุณรุ่งยามเช้า
รอยเหี่ยวย่นบางส่วนที่เคยลึกชันกลับเริ่มตื้นขึ้นเล็กน้อย
'กระบวนการพลิกผัน... เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว แม้จะเชื่องช้า ทว่าได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว หากสามารถใช้โอสถสกัดอีกหนึ่งชุดภายในสามวันข้างหน้า และดำเนินกระบวนการดูดซับพลังงานจากลำธารอย่างต่อเนื่อง ในอีกสิบวันข้างหน้า...'
'ข้าย่อมสามารถพิสูจน์ได้แจ้งชัด ว่าสูตรโอสถคืนวัยนี้สามารถใช้งานได้จริงหรือไม่'
พลันเสียงเคาะประตูเรือนดังขึ้น กู่ฉางเซิงจึงเอ่ยปากอนุญาตให้เข้ามาได้
หลินเต๋อเจี้ยสืบเท้าเข้ามานั่งลงฝั่งตรงข้าม จับจ้องมองชายชราตรงหน้าด้วยสายตาของหมอที่ใช้ตรวจพินิจคนไข้
"ข้าตรวจพบความผิดปกติบางประการ" หลินเต๋อเจี้ยเอ่ยช้าๆ
"ลองว่ามาสิ"
"ท่านกู่... มิได้หยิบจับไม้เท้าขอนไม้ขึ้นมาถือเลยนับั้แ่เช้านี้"
กู่ฉางเซิงก้มมองฝ่ามือของตน ไม้เท้าเล่มนั้นยังคงวางพิงอยู่กับผนังห้องเรือน เขาไม่ได้แตะต้องมันเลยนับั้แ่ลืมตาตื่นขึ้นมา
"และเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา" หลินเต๋อเจี้ยกล่าวสืบต่อ "ข้าเห็นท่านวิ่งตะลุยออกจากเรือน ท่านสามารถวิ่งได้รวดเร็วเกินกว่าที่ชายชราผู้หนึ่งจะกระทำได้มหาศาลนัก"
กู่ฉางเซิงยังคงรักษาความสงบคำไว้
หลินเต๋อเจี้ยจับจ้องมองเขาเนิ่นนาน สายตาของหมอยาผู้ผ่านประสบการณ์ตรวจวิเคราะห์ผู้คนมานานร่วมสามสิบปีฉายแววฉงน
"ท่านกู่... ยามนี้ท่านกำลังกระทำสิ่งใดกับร่างกายของตนเองอยู่กันแน่" เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงต่ำ มิใช่ลักษณะของการกล่าวหาทว่าคือความกระหายใคร่รู้ที่เปี่ยมด้วยความจริงใจ
กู่ฉางเซิงนิ่งคิดพิจารณาอยู่ครู่สั้นๆ
หลินเต๋อเจี้ยมิใช่ศัตรู ชายผู้นี้คอยยื่นมือเกื้อหนุนช่วยเหลือข้ามาโดยตลอด ทั้งยังมีบุตรสาวที่ข้าเคยนำพาก้าวเข้าสู่ผืนป่าอันตรายมาแล้วหลากครา และยามนี้ข้าเองก็ต้องอาศัยพักพิงอยู่ภายในเรือนของเขา
คนผู้นี้... สมควรได้รับรู้ความจริงบางส่วน
"ข้ากำลังดำเนินการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายที่เคยชำรุด ด้วยวิถีทางที่ผสมผสานระหว่างตัวยาสมุนไพรและการโคจรลมปราณ" กู่ฉางเซิงเอ่ยความจริง "แม้จะเชื่องช้า ทว่ากลับได้ผลสัมฤทธิ์เด่นชัด"
"โดยการพึ่งพาอิทธิฤทธิ์ของต้นเทพสังหารอย่างนั้นรึ"
"สิ่งนั้นนับเป็ส่วนประกอบสำคัญส่วนหนึ่ง"
หลินเต๋อเจี้ยนิ่งงันไปเป็เวลานานแสนนาน
"ตลอดระยะเวลาสามสิบปีที่ข้าตรากตรำปรุงยามา" เขาเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงแ่ลง "ข้าไม่เคยได้ยินเื่ราวว่ามีผู้ใดบังอาจนำอิทธิฤทธิ์ของต้นเทพสังหารมาใช้กับร่างกายตนเองตรงๆ แล้วสามารถประคองชีวิตรอดมาได้เลยสักคน"
"ยามนี้... ย่อมมีปรากฏให้เห็นแล้วคนหนึ่ง"
หลินเต๋อเจี้ยจับจ้องมองกู่ฉางเซิงอีกครา ก่อนจะะเิเสียงหัวเราะแ่เบาออกมา มันมิใช่เสียงหัวเราะที่เกิดจากความขบขันอันใด
"ท่านกู่... ท่านมิใช่สามัญชนคนธรรมดาจริงๆ" เขาเอ่ยละม้ายคล้ายยืนยันสมมติฐานที่ตนเองปักใจเชื่อมาตลอด "และข้าคาดเดาว่า ท่านคงไม่คิดอ่านจะหยุดยั้งอยู่เพียงเท่านี้แน่"
"ข้าไม่คิดจะหยุดยั้งแน่นอน" กู่ฉางเซิงตอบตรงจุด
"แล้วเป้าหมายของท่าน... จะก้าวล้ำไปถึงขั้นไหนกัน"
กู่ฉางเซิงทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างเรือน แสงอรุณรุ่งยามเช้าสาดส่องสว่างไสว ผืนนภาสีฟ้าครามปราศจากมวลเมฆหมอกคละคลุ้ง
'จะก้าวล้ำไปถึงขั้นไหนอย่างนั้นรึ...'
ในห้วงความคิดของเขาพลันปรากฏภาพโครงสร้างแผนการที่เขาวาดไว้ั้แ่วันแรกเริ่ม — สภาพร่างกายที่หวนคืนสู่วัยเยาว์ คลังความรู้ทางการแพทย์แผนใหม่ที่ไม่มีปรากฏในโลกใบนี้ และสิ่งยิ่งใหญ่ที่เขาสามารถสร้างสรรค์ขึ้นมาได้เมื่อปัจจัยทั้งสองหลอมรวมเป็หนึ่ง
"ไกลพอสมควรเลยทีเดียว" เขาเอ่ยสั้นๆ
บ่ายวันนั้นเอง เว่ยเป้าจงได้ส่งคนมาแจ้งข่าวว่า สามารถจับกุมตัวเ้าฉีหยงได้สำเร็จ ณ บริเวณด่านตรวจทิศตะวันออก
คหบดีพุงพลุ้ยผู้นั้นพยายามลอบเดินทางออกนอกเขตอำเภอในยามวิกาล พร้อมด้วยเกวียนขนสัมภาระและทรัพย์สินถึงสองคันรถ ทว่ากลับถูกกองกำลังรักษาการณ์ที่ได้รับหนังสือสั่งการด่วนจากเว่ยเป้าจงสกัดจับไว้ได้ทันท่วงที
กระแสข่าวดังกล่าวแพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้านชิงหยานในชั่วพริบตา
กลุ่มชาวบ้านที่เคยตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวอิทธิพลของเ้าฉีหยงมาโดยตลอด เริ่มจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันด้วยน้ำเสียงที่แปรเปลี่ยนไป บางส่วนเริ่มก้าวเข้ามาไต่ถามถึงวิถีการจัดการกับน้ำในบ่อกลาง ไต่ถามถึงสภาวะอาการของผู้ป่วยทั้งสามราย และไต่ถามถึงวิถีทางที่จะปกป้องตนเองให้ปลอดภัยต่อไปในอนาคต
หลินชิงเสวียรับหน้าที่ชี้แจงและตอบทุกข้อซักถามบริเวณหน้าแผงโอสถของบิดา น้ำเสียงของนางฉายแววชัดเจน คำตอบตรงประเด็น ละม้ายคล้ายนางได้คลุกคลีและตระหนักรู้ในเื่ราวเหล่านี้มาตลอดสิบสองวันจนแตกฉานยิ่งกว่าผู้ใด
ซึ่งมันก็คือความจริงแท้
กู่ฉางเซิงนั่งสงบกายอยู่บนขั้นบันไดหน้าเรือนของหลินเต๋อเจี้ย เฝ้ามองดูกลุ่มฝูงชนที่ค่อยๆ แยกย้ายสลายตัวไปหลังจากได้รับแจ้งข่าวสาร
หลินชิงเสวียสืบเท้าก้าวออกมานั่งลงเคียงข้างเมื่อแผงโอสถเริ่มว่างเว้นจากผู้คน
คนทั้งสองต่างนั่งนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
"ยามนี้... คุณตากำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่" ในที่สุดเด็กสาวก็เป็ฝ่ายเอ่ยถาม
"ข้ากำลังคิดว่า... เฉินิเหลียงจะมีความรู้สึกเช่นไรเมื่อได้รับทราบข่าวสารนี้"
หลินชิงเสวียนิ่งคิดไปครู่สั้นๆ "เขาบารมีน่าจะเบากายขึ้นมากที่เ้าฉีหยงถูกทางการจัดการ ทั้งยังได้หน้าได้ตาโดยไม่จำเป็ต้องออกแรงลงมือจัดการด้วยตนเอง"
"ถูกต้องแล้ว" กู่ฉางเซิงพยักหน้ารับ "ทว่าในทางกลับกัน ยามนี้เขาก็จำเป็ต้องพึ่งพาอาศัยข้ามากขึ้นหลายเท่า เนื่องจากบุคคลที่ช่ำชองเส้นทางป่าแห่งนั้นดีที่สุด ได้ถูกทางการควบคุมตัวไปเสียแล้ว"
"ย่อมหมายความว่า... อำนาจในการเจรจาต่อรองของคุณตาเพิ่มพูนขึ้น"
กู่ฉางเซิงตวัดสายตามองนาง
เด็กสาวอายุเพียงสิบห้าปี ทว่าสามารถทำความเข้าใจกลไกการเมืองเื่ผลประโยชน์ได้อย่างลึกซึ้งเกินวัยยิ่งนัก
"เ้าเรียนรู้ได้รวดเร็วยิ่ง" เขาเอ่ยชมสั้นๆ
หลินชิงเสวียเผยรอยยิ้มบางเบา มันมิใช่ยิ้มที่เกิดจากความปลาบปลื้มที่ได้รับคำชมเชย ทว่าคือยิ้มของผู้ที่ตระหนักรู้ว่าตนเองเข้าใจในศาสตร์แห่งความจริงแท้
"ท่านพ่อคอยพร่ำสอนให้หนูหัดอ่านใจคนมาั้แ่ยังเยาว์วัย" นางเอ่ยเสียงแ่ "ท่านกล่าวว่า หมอที่ดีจำเป็ต้องแจ้งใจในตัวคนไข้ ก่อนที่จะแจ้งใจในตัวโรค"
"บิดาของเ้า... สั่งสอนได้ถูกต้องเที่ยงตรงยิ่งแล้ว"
คนทั้งสองต่างจมดิ่งลงสู่ความเงียบงันอีกครา มันมิใช่ความเงียบที่ชวนให้อึดอัดใจ หากแต่เป็ความเงียบของบุคคลที่เข้าใจกันจนมิจำเป็ต้องสรรหาถ้อยคำใดมาเติมเต็ม
"คุณตา... คิดอ่านจะพำนักอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ต่อไปหรือไม่" หลินชิงเสวียเอ่ยทำลายความเงียบ สุ้มเสียงแ่เบาลง "หลังจากที่เื่ราวทุกประการคลี่คลายลงเรียบร้อยแล้ว"
กู่ฉางเซิงทอดสายตามองออกไปนอกถนนหลวงของหมู่บ้าน มองดูแผงร้านค้า มองดูต้นไม้ใหญ่ใจกลางชุมชน และมองดูผืนนภาเหนือแนวหลังคาฟาง
"ยามนี้... ยังคงมิถึงเวลาที่ข้าจะให้คำตอบแก่เ้าได้" เขาเอ่ย
บนโลกใบกว้างแห่งนี้ ยังคงมีสิ่งยิ่งใหญ่กว่าหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้รอคอยเขาอยู่เบื้องหน้า สำนักโอสถอันดับหนึ่ง ผืนแผ่นดินอสูร หรือแม้กระทั่งดินแดนขององค์จักรพรรดินีผู้ไร้พ่าย สรรพสิ่งเ่าั้ล้วนถูกจารึกไว้ในแผนที่ยุทธศาสตร์ภายในหัวของเขาทั้งสิ้น
ทว่าก่อนจะก้าวไปถึงจุดนั้น จำเป็ต้องมีสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งทรงพลังเพียงพอ มีคลังความรู้ที่สมบูรณ์พร้อม และมีปัจจัยเกื้อหนุนที่จะนำพาเขาออกไปจากหมู่บ้านแห่งนี้
ซึ่งปัจจัยทั้งสามประการ... ยามนี้ได้เริ่มนับหนึ่งแล้ว
หลินชิงเสวียพยักหน้ารับคำเบาๆ โดยไม่คิดเอ่ยปากซักไซ้สืบต่อ
ทว่าภายในดวงตาคู่นั้นกลับฉายแวบบางอย่างที่บ่งบอกชัดแจ้ง... ว่านางย่อมล่วงรู้ดีว่าคำตอบที่แท้จริงคือสิ่งใด และนางตระหนักรู้ดีว่าตนเองมีความรู้สึกเช่นไรต่อสิ่งนั้น
ตกเย็น เฉินิเหลียงได้ส่งคนสนิทมาแจ้งความว่า เขารู้สึกยินดียิ่งที่เ้าฉีหยงถูกทางการควบคุมตัว และยืนยันความเจตนาที่จะรอคอยจนกว่ากู่ฉางเซิงจะมีความพร้อมสรรพ ก่อนจะเริ่มกระบวนการรักษาโรคร้าย
กู่ฉางเซิงรับทราบข่าวสารแล้วจัดวางมันไว้ข้างกาย
ค่ำคืนนั้น... เขาออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ลำธารอีกครา
เขาทรุดกายลงนั่งริมฝั่งน้ำท่ามกลางความมืดมิด เงี่ยหูฟังเสียงกระแสน้ำที่ไหลผ่านโขดหิน
มวลพลังงานลึกลับจากต้นเทพสังหารที่เจือปนอยู่ในสายน้ำยังคงมีอยู่ แม้จะเบาบางลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับค่ำคืนแรกที่เขาเฝ้าสังเกต ทว่ายังคงหนาแน่นพอให้ััได้
เขาเริ่มลงมือชักนำกระแสพลังนั้นเข้าสู่ร่างกายตามวิถีปฏิบัติ เชื่องช้า ทว่าสม่ำเสมอ
ทว่าในค่ำคืนนี้... ััที่ได้รับกลับแตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย
กระแสพลังงานที่สามารถดึงดูดเข้ามาได้ มีปริมาณมหาศาลกว่าเดิม ราวกับว่าสภาพร่างกายที่ผ่านการซ่อมแซมไปแล้วบางส่วน สามารถเปิดรับและรองรับมวลพลังได้มากขึ้น ละม้ายคล้ายภาชนะดินเผาที่ได้รับการอุดรอยรั่วจนมิดชิด ย่อมสามารถกักเก็บน้ำได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยยิ่งขึ้น
กู่ฉางเซิงรับรู้ถึงกระแสอนิจจังและการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างสงบนิ่ง
ปราศจากความรีบร้อน และปราศจากความตื่นตระหนกอันใด เพียงแค่รับรู้สภาวะตามจริง
ก้าวแรก... สำเร็จลุล่วงแล้ว
ก้าวที่สอง... กำลังดำเนินไปตามวิถี
และก้าวที่สาม — ก้าวสำคัญที่จะพลิกผันและเปลี่ยนแปรทุกสรรพสิ่งอย่างแท้จริง — แม้ยังคงต้องพึ่งพาอาศัยเวลา ทว่ายามนี้เริ่มมองเห็นทิศทางรำไรแล้วว่าตั้งอยู่ ณ ที่แห่งใด
หมู่ดาวพราวเต็มท้องนภาสาดแสงสะท้อนลงสู่ผืนน้ำ เกิดเป็ประกายระยิบระยับจุดเล็กจุดน้อย
กู่ฉางเซิงทัศนามองภาพดวงดาวในสายน้ำอยู่ครู่หนึ่ง ริมฝีปากพลันยกขึ้นเผยรอยยิ้มบางเบา
ในโลกใบเก่าอันไกลโพ้น เขาเคยยืนหยัดอยู่เคียงข้างเตียงของผู้ป่วยหลากราย ที่บรรดาแพทย์คนอื่นต่างพากันถอดใจและส่งตัวมาพร้อมป้ายประกาศความสิ้นหวัง ทว่าเขากลับสามารถฉุดรั้งและนำพาพวกเขากลับคืนมาจากความตายได้สำเร็จ แม้มิใช่ทุกคน ทว่าก็เป็จำนวนไม่น้อย เพราะเขาปักใจเชื่อมั่นเสมอว่า ร่างกายของมนุษย์นั้นมีศักยภาพในการฟื้นฟูตนเองได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่ง
'หากเราสามารถป้อนปัจจัยที่ร่างกาย้าเข้าไปได้อย่างเที่ยงตรงและถูกต้อง'
'และในยามนี้... ตัวข้ากลับควบสถานะเป็ทั้งหมอผู้เยียวยาและคนไข้ในร่างเดียวกัน'
'จะมีสิ่งใด... ที่ประเสริฐเลิศล้ำไปกว่านี้อีกเล่า'
หยัดกายลุกขึ้นยืน และสืบเท้าก้าวเดินกลับเรือนพัก
ฝีเท้าก้าวสลับสม่ำเสมอท่ามกลางความมืดมิด โดยปราศจากการพึ่งพาไม้เท้าขอนไม้เล่มเดิม
และภายใต้แสงดาววับแวมอันเบาบาง หากมีผู้ใดเฝ้าทัศนามองอยู่ ย่อมต้องสังเกตเห็นได้แจ้งชัด ว่าแผ่นหลังของชายชราผู้นั้น ยามนี้กลับเหยียดตรงสง่างามกว่าที่เคยเป็มาขึ้นอีกระนาบหนึ่งแล้ว